เบโธเฟ่นญี่ปุ่นลวงโลก

สำรับโลก

กล้องโทรทัศน์จับภาพหนุ่มญี่ปุ่นวัย ๕๐ ปี ผมยาวแบบศิลปินใส่แว่นดำกำลังอุ้มเด็กกำพร้าแม่ซึ่งรอดชีวิตจากสึนามิครั้งใหญ่ในปี ๒๐๑๑ ภาพยนตร์สารคดีของ NHK ชิ้นนี้ทำให้ความนิยมชายผู้นี้พุ่งสูงจนผู้คนนับหมื่นพากันแย่งซื้อผลงานแต่งเพลงคลาสสิคของเขาที่มีชื่อว่า Symphony No.1 Hiroshima ใครที่ได้ทราบเรื่องล้วนปลาบปลื้มชื่นชม อย่างไรก็ดีข้อที่น่าเสียใจก็คือผลงานเพลงนี้แท้จริงแล้วเขาแอบจ้างให้คนอื่นแต่งให้ เขาผู้นี้มีฉายาว่า "Japan's Beethoven"

Mamoru Samuragochi คือชื่อจริงของเขา คนญี่ปุ่นชื่นชมเขามา ๑๘ ปี เพราะผลงานแต่งเพลงคลาสสิคอันยอดเยี่ยมหลายชิ้นถึงแม้ว่าเขาจะบอกว่าหูหนวกตั้งแต่ตอนอายุ ๓๕ ปีก็ตาม ชีวิตของเขาสามารถเอามาเขียนเป็นเรื่องราวกระตุ้นให้ผู้คนมีกำลังใจได้มาก แต่ข้อที่น่าเสียใจอีกข้อก็คือจริงๆแล้วเขาหูไม่ได้หนวก หูเขาปกติดีทุกอย่าง

พูดสั้นๆก็คือ Samuragochi ต้มตุ๋นคนญี่ปุ่นตลอดเวลาเกือบสองทศวรรษว่ามีชีวิตเหมือน Beethoven เพราะถึงแม้หูจะหนวกแต่ก็แต่งเพลงได้ยอดเยี่ยม หลายคนอาจบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะสามารถหลอกลวงผู้คนได้สนิทและได้นานขนาดนั้น แต่มันก็เป็นไปแล้ว

Samuragochi เป็นเด็กที่มีความสามารถเป็นเลิศทางดนตรีตั้งแต่เด็กๆ ตอนอายุ ๑๐ ปี สามารถเล่นเปียโนเพลงคลาสสิคได้เป็นอย่างดี เขามาดังก็ตอนแต่งเรื่องขึ้นว่าหูหนวกแต่สามารถประพันธ์เพลงซึ่งเป็นที่นิยมได้หลายชิ้น

สันนิษฐานว่าการลวงโลกของเขาจบสิ้นลงเพราะสื่อฉบับหนึ่งได้กลิ่นเรื่องนี้จึงตามรอยเขาและกำลังจะเปิดโปง เขาก็เลยตัดหน้าออกมาให้ตัวแทนแถลงว่าผลงานเพลงที่มีชื่อเสียงของเขาเกือบทั้งหมดมาจากการจ้างคนอื่นแต่ง คนญี่ปุ่นตกตะลึงกับคำสารภาพนี้มาก

ความแปลกใจยังไม่ทันหายไป รุ่งขึ้น Takashi Niigaki ก็ออกมายอมรับว่าเขาคือชายคนนั้น เขาแต่งเพลงให้กว่า ๒๐ เพลง ตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๙๖ และบอกเพิ่มเติมว่า Samuragochi หูไม่ได้หนวกแต่อย่างใด

คนญี่ปุ่นทั้งโกรธ ทั้งเสียใจกับการหลอกลวงของ Samuragochi ถ้าเป็นยุคก่อนสงคราม คนอย่างนี้ต้องกระทำ Sepagu หรือคว้านท้องเพื่อกอบกู้เกียรติยศที่ได้หลอกลวงและทำให้ประชาชนผิดหวัง อย่างไรก็ดีในปัจจุบันก็มีเพียงคำขอโทษ แฟนเพลงบางคนโยนแผ่นซีดีเพลงของเขาทิ้ง แต่ส่วนใหญ่เก็บไว้เป็นที่ระลึกเพราะจะเป็นของเก่าที่มีราคาในอนาคต

คนที่โชคร้ายที่สุดจากการเปิดโปงครั้งนี้ก็คือนักเล่นสเก๊ตช์น้ำแข็งตัวเก็งเหรียญทองของญี่ปุ่นในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังแข่งอยู่ในขณะนี้ที่เมือง Sochi ในรัสเซีย Daisuke Takahashi ได้เหรียญทองแดงครั้งที่แล้วที่แวนคูเวอร์ ครั้งนี้เขาฝึกซ้อมมายาวนานเป็นอย่างดีโดยเต้นประกอบเพลงที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น...ใช่แล้วครับเพลงของ Samuragochi การเปิดเผยว่าลวงโลกครั้งนี้ทำให้ Takahashi กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะรู้ดีว่าเพลง "หลอกลวง" นี้คนญี่ปุ่นจะไม่ชอบจนอาจละทิ้งไม่ให้ความสนใจเขามากดังที่คาดหวัง และอาจมีผลต่อจิตใจของกรรมการผู้ตัดสิน แต่เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนเพลงข้ามคืนได้เพราะฝึกฝนกับเพลงประกอบนี้มานาน

อาจเป็นไปได้ว่าการเลือกเพลงของ Samuragochi เป็นเพลงประกอบทำให้ผู้คนเกิดความสนใจในตัวผู้แต่งเพลงเป็นพิเศษ และเป็นตัวเร่งการแกะรอยความลวงโลกของเขา จนถึงจุดจบในที่สุด

Samuragochi แต่งประวัติตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าพ่อเขาเป็นหนึ่งในผู้รอดตายจากระเบิดปรมาณูที่ทิ้งลงเมือง Hiroshima ในปี ๑๙๔๕ เขารู้สึกสลดใจกับสิ่งที่เกิดกับบ้านเกิดของเขาอย่างยิ่ง จึงได้แต่งซิมโฟนีชื่อ Hiroshima อุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิตครั้งนั้น

เมื่อเพลงนี้มีที่มาที่ไปเช่นนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนญี่ปุ่น (ผู้เขียนได้ฟังเพลงนี้และขอสารภาพว่าเข้าไม่ถึง ไม่รู้สึกไพเราะแต่อย่างใด) ผู้แต่งเพลงก็ได้รับความสนใจมากเพราะเป็นคนหูหนวกด้วย โอ้...ช่างเหมือนกับ Beethoven อะไรปานนั้น แถมยังอุทิศเพลงอีก...โอ้ช่างเหมือนกับที่ Beethoven อุทิศ Symphony 3, Eroica ให้ นโปเลียน โบนาปาร์ต

เรื่องราวบันดาลใจชวนน้ำตาไหลเช่นนี้ใครๆ ก็ชอบ เสียแต่ว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงที่จงใจสร้างขึ้นตามพล็อตที่ควรจะเป็นเท่านั้น

คนญี่ปุ่นนั้นเหมือนกับคนจีนที่ชื่นชอบเพลงคลาสสิคเป็นพิเศษ (คนไทยนั้นยุคหนึ่งต้องไล่แจกตั๋วให้ไปฟัง) ญี่ปุ่นมีนักดนตรีและนายวงดนตรีดังระดับโลกหลายคนอย่างเป็นที่น่าภาคภูมิใจ เช่น Shin'ichi Suzuki / Mitsuko Uchida / Seiji Ozawa ฯลฯ

เมื่อบวกความชื่นชอบเพลงคลาสสิคเข้ากับเรื่องราวบันดาลใจชวนน้ำตาไหล และแถมด้วยความชื่นชมตัวนักดนตรีอันเป็นลักษณะพิเศษของคนญี่ปุ่น ผลลัพธ์ก็คือการหลอกลวงครั้งใหญ่

คำถามก็คือคนลวงโลกเช่นนี้สามารถยืนอยู่บนเวทีได้นานขนาดนี้ได้อย่างไรโดยไม่มีใครตรวจสอบหรือทราบระแคะระคายมาก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่าในจำนวนเพลงคลาสสิคชั้นยอดของโลกในอดีตที่ว่าเป็นของ Mozart / Beethoven / Bach / Chopin / Wagner ฯลฯ นั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มี "ผลงานฝาก" จากนักแต่งเพลงคนอื่นที่ไม่ดังมาแซมด้วย

คำตอบก็คือยากที่จะรู้ แต่ตราบใดที่เราฟังแล้วไพเราะและเขาบอกว่าเป็นผลงานของคนนั้นคนนี้ก็จำต้องยอมรับถ้ามี "การแซม" เกิดขึ้น และถ้าคนเหล่านี้อยากสารภาพก็ทำไม่ได้เสียแล้วเพราะตายมาหลายร้อยปีแล้ว

หลังจากสารภาพการลวงโลกแล้วเชื่อว่า Samuragochi คงนอนหลับสบายเป็นครั้งแรกในหลายปีเพราะกายและใจไม่ขัดแย้งกันอีกต่อไป มหาตมะคานธีบอกว่ามนุษย์จะเป็นสุขก็ต่อเมื่อกายและใจเป็นหนึ่งเดียวกัน