รอยรัก จรดใจ (บทที่ ๑)

Author: 
นางฟ้า
โอ้ ผืนน้ำมิอาจร้างห่างฟ้าได้ ห้วงหัวใจมิอาจไปไกลสุดแสน รอยความรักร้อยลึกผนึกแน่น ขอหมายแม้น ‘จรดรัก’ ไว้นิจนิรันดร์

                ณ เลียบแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่ง ‘ท่าพระจันทร์’ รอยเวลาใกล้ชิงพลบ ขอบฟ้าส่องแสงเหลืองอำพันอร่าม แผ่นน้ำสะท้อนแผ่ละอองทองระยิบระยับ.......สองหนุ่มสาว ยืนเคียงคู่ใต้เงาร่มไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ยื่นและย้อยลงผืนน้ำ เพื่อรอรับไอละอองอันชื่นฉ่ำ ที่ตรงนั้น มีเพียงเขาและเธอ ไม่มีผู้ใดอื่นจะได้ยินสำเนียงของคนทั้งคู่

                “น้ำ” ชายหนุ่มเรียกชื่อหญิงสาวอย่างอ่อนโอน นุ่มนวล เสียงระโหยราวดวงกมลจะหลุดออกจากทรวงของร่างสูงใหญ่

                “คะ พี่เว” หญิงสาวยืนนิ่งทอดสายตามองแผ่นน้ำและผืนฟ้าเบื้องหน้า..พร้อมขานรับ ในถ้อยของความรัก เทิดทูน และเคารพในตัวชายหนุ่ม

                “น้ำ กำลังมองแม่น้ำและท้องฟ้าเบื้องหน้า เหมือนพี่อยู่ใช่ไหม”

                หญิงสาวมิตอบกระไร เธอ ‘พยักหน้า’ แทนคำพูด..และไม่หันมองชายหนุ่มแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าชายผู้นี้รับรู้ทุกความรู้สึกของเธอ ด้วยหัวใจเดียวกัน

                “น้ำเคยบอกพี่ว่า ‘ปณาลี’ แปลว่า สายน้ำ” หญิงสาวคงนิ่งและฟังสิ่งที่ชายหนุ่มเอื้อนเอ่ย         “และ น้ำก็รู้ว่า ‘เวหา’ แปลว่า ท้องฟ้า” เขากล่าวต่อเรียบ ๆ เปี่ยมความรู้สึกทุกถ้อยคำ

                “น้ำรู้ไหม ว่า...แผ่นน้ำ กับ แผ่นฟ้า..อยู่เคียงข้างกันเสมอ..ถึงแม้..จะมีรอยจรดเป็นเส้นตรง ณ จุดปลายสายตา ที่เสมือนมิอาจให้ น้ำกับฟ้ารวมเป็นผืนเดียวกันได้..แต่...ฟ้าไม่เคยอยู่ห่างน้ำ..”  เขาจบประโยคนั้นลงอย่างนิ่มนวล และร้าวลึก

                หญิงสาวหันมองชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก เธอจ้องนิ่ง มิใช่ไม่เชื่อในคำพูด แต่เธอ ‘มั่นใจ’ ในสิ่งที่เขาพูดต่างหาก ปณาลีรู้ว่านั่นคือสิ่งที่เธอรับรู้มาโดยตลอด และมอบให้เขาเช่นกัน หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำที่กำลังเอ่อจวนปริ่มล้น..แล้วประโยคหนึ่งก็ลอดหลุดออกจากริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อ

                “...ฟ้ากับน้ำ...จะ... ‘จรดรัก..ไว้ในใจ’ ...เสมอ...ตลอดไป..”

                ชายหนุ่มไม่เอ่ยใด ๆ อีก เขาเอื้อมแผ่นมือใหญ่ไปกุมมือของหญิงผู้เป็นที่รัก และมอบอณูไออุ่นของความรักผ่านสู่แผ่นมือเรียวบางที่เขาต้องการทะนุถนอมชั่วชีวิต เวหาสัญญากับตัวเองว่า...สักวัน...เส้นทางของแผ่นฟ้าและแผ่นน้ำ..ต้องมาบรรจบกันเช่นเดิม เพราะ ...ฟ้าไม่เคยห่างน้ำ..แม้เสี้ยววินาที..

 

โอ้ ผืนน้ำมิอาจร้างห่างฟ้าได้

ห้วงหัวใจมิอาจไปไกลสุดแสน

รอยความรักร้อยลึกผนึกแน่น

ขอหมายแม้น ‘จรดรัก’ ไว้นิจนิรันดร์

 

หญิงสาววัยกลางคนดูดีด้วยเครื่องแต่งกายสบาย ๆ สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืดสีขาว คลุมทับด้วยเสื้อแจ๊คเก็จบางเบาสีโอรส ขับผิวขาวนวลดูชวนมองสมวัย เธอเดินในท่วงท่าที่ดูสง่าท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านของสถานีขนส่งจังหวัดตาก จนทำให้เกิดความโดดเด่น ปณาลีไม่สนใจผู้คนรอบข้าง เธอก้าวเท้าอย่างมุ่งมั่นและมีจุดหมายไปยังเคาน์เตอร์ตั๋วโดยสาร เมื่อจัดการเรื่องตั๋วเรียบร้อยก็ดิ่งตรงไปจุดขึ้นรถ ซึ่งกำลังเซ็งแซ่ด้วยเสียงพนักงานประจำรถตะโกนเรียกผู้โดยสารโหวกเหวก

 

“ให้ไวครับ ให้ไว ตาก-แม่สอด ครับ ตาก-แม่สอด อีกสิบห้านาทีจะแล่นออกแล้วคร๊าบ” เด็กหนุ่มพนักงานรถตู้โดยสารลากเสียงยาวในอารมณ์เร่งเร้าผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา

ที่สถานีขนส่ง ผู้คนไม่เยอะเท่าฤดูท่องเที่ยวแต่ก็พอมีประปราย จนแลเห็นได้ชัดว่า บางคนมองหารถเพื่อไปจุดหมาย บางคนมองหารถแบบไม่มีจุดหมาย คงมีเพียงหญิงสาวร่างสันทัดที่มุ่งหน้าอย่างรู้จุดหมาย ปณาลีพุ่งหารถตู้โดยสาร ซึ่งป้ายหน้ารถแจ้งหมายเลข “2112 ตาก-แม่สอด”  

“อ้าว คุณพี่จะไปแม่สอดใช่ไหมครับ” เด็กหนุ่มถามพร้อมแย้มรอยยิ้มกว้าง บอกถึงความยินดี  หญิงสาวพยักหน้ารับช้า ๆ  

“คุณพี่ซื้อตั๋วหรือยังครับ ถ้ายัง ซื้อที่ผมได้นะครับ” เด็กหนุ่มคนเดิมกล่าวอย่างหวังดี 

“ซื้อแล้ว พี่ซื้อที่เคาน์เตอร์เรียบร้อยแล้วจ๊ะ” เสียงเรียบปนรอยยิ้มตอบกลับ และเดินไปเปิดประตูรถ เด็กหนุ่มยิ้มและโค้งให้หนึ่งที แล้วหันไปปฏิบัติหน้าที่เดิมต่อ

ปณาลีเลือกที่นั่งหลังคนขับติดริมหน้าต่าง เพื่อต้องการมองเห็นทิวทัศน์ในขณะรถวิ่ง และจะได้ไม่เกิดอาการเวียนศีรษะ เพราะนั่งหลังคนขับก็ราวกับเป็นคนขับเสียเอง ถ้าหากเกิดอาการวิงเวียน สามารถมองลอดผ่านคนขับไปทางข้างหน้าได้อย่างสบาย ๆ เทคนิคนี้ใครคนหนึ่งเคยบอกเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งเธอมักเกิดอาการวิงเวียนศีรษะบ่อย ๆ ระหว่างนั่งรถประจำทาง หญิงสาวจึงใช้เทคนิคนี้เป็นบรรทัดฐานนับจากนั้น ไม่ว่าจะรถขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ต้องพยายามเลือกที่นั่งให้สามารถมองเห็นเส้นทางด้านหน้าได้สะดวก

ครู่หนึ่งที่ปณาลีขึ้นนั่งบนยานพาหนะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมสีขาวคาดแถบเหลืองเขียวรอบคัน เด็กหนุ่มพนักงานหน้ายิ้มก็เปิดประตู และผายมือให้ผู้โดยสารหน้าใหม่ก้าวขึ้น หญิงสาวจึงหันมองภายในรถ และรับรู้ในตอนนั้นว่ายานพาหนะคันนี้มีผู้โดยสารเป็น ผู้ชาย 4 คน และผู้หญิง 1 คน คือตัวเธอ รวมทั้งหมดมีเพียง 5 คน เท่านั้น แบบนี้นี่เองเด็กหนุ่มถึงได้ตะโกนสุดเสียงเรียกลูกค้าจ้าระหวั่น คงต้องการเพิ่มยอดรายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นตามที่หวัง อาจเพราะช่วงนี้เป็นหน้าโลว์หรือโลว์ซีซั่น แล้วยังเป็นฤดูฝนด้วย ซึ่งแถบนี้ฝนจะตกชุก อากาศจึงไม่เหมาะสำหรับการเดินทาง ทั้งไม่สะดวกแก่การท่องเที่ยวในอำเภอแม่สอดรวมถึงพื้นที่ละแวกข้างเคียง เป็นเหตุให้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากนัก แม้แต่คนในจังหวัดตาก และจังหวัดใกล้เคียงก็เลี่ยงเดินทาง นอกเสียจากมีเหตุต้องติดต่อในช่วงดังกล่าว

เหตุนี้เองทำให้เศรษฐกิจของอำเภอแม่สอด และอำเภอในละแวกนี้ซบเซาเงียบเหงา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงหาวิธีโปรโมทการท่องเที่ยวช่วงฤดูฝนให้กับหลายจังหวัดที่มีภูมิประเทศเป็นแนวป่าเขา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ รู้จัก เข้าใจและสนใจท่องเที่ยวช่วงฤดูฝน โปรโมชั่นพิเศษนี้รู้จักกันดีในนาม ‘กรีนซีซั่น’ เน้นนักท่องเที่ยวคนไทยเป็นหลัก เพื่อให้เห็นว่า ‘ฤดูฝน’ ก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวชมป่าเขาได้ โดยเน้นสาระที่ว่า ‘เมื่อสัมผัสธรรมชาติช่วงฤดูฝนจะพบความชุ่มชื่นเย็นฉ่ำและความสดใสเขียวขจีของพันธุ์ไม้’ แต่ดูเหมือนจะได้ผลเพียงกลุ่มที่ชอบการท่องเที่ยวแบบผจญภัยเท่านั้น และไร้ผลตอบรับกับกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวแบบศิวิไลซ์หรือชอบความสะดวกสบาย  

ปณาลีรู้ถึงเรื่องนี้ดี เธอจึงเลือกหน้าโลว์เป็นช่วงเวลาเดินทาง เพราะผู้คนไม่มาก ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องแย่งกันกิน ไม่ต้องแย่งกันพัก มีความเป็นส่วนตัวสูง ที่สำคัญเธอเดินทางมาที่นี่ ไม่ต้องการสัมผัสความสดใสเย็นฉ่ำชุ่มชื่นหรือความเขียวขจีของพืชพันธุ์ป่าไม้ภูเขาใด ๆ หากต้องการเพียงแค่ “รำลึกและระลึก” เท่านั้นจริง ๆ ....

 

รถตู้โดยสารจอดที่ท่าราวสิบนาทีหลังจากผู้โดยสารคนสุดท้ายขึ้น แล้วเด็กหนุ่มคนเดิมก็เปิดประตูพร้อมกล่าวต้อนรับผู้โดยสาร

“ท่านผู้โดยสารครับ กระผมในนามของ “สมชัยบริการ” ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เลือกใช้บริการของเรา ขณะนี้รถตู้โดยสารหมายเลข 2112 ได้เวลาออกเดินทางแล้วนะครับ ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ สมชัยบริการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจและรับใช้ทุกท่านในครั้งต่อไปอีก ขอบพระคุณครับ” เด็กหนุ่มโค้งคำนับและยิ้มกราดทั่วรถ

เขาทำได้คล่องแคล่วจริง ๆ คงได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีไม่มีอาการขัดเขิน ทั้ง ๆ ที่บนรถมีผู้โดยสารเพียง 5 คนเท่านั้น จำนวนผู้โดยสารแสนจะน้อยนิดจนถึงกับทำให้ใจแผ่วแป้วได้ แต่เด็กหนุ่มยังสามารถยิ้มและปฏิบัติหน้าที่ได้ครบถ้วน ต่อไปก็เป็นภาระของคนขับรถที่ต้องนำทางให้ดี น่าประทับใจ ถึงโดยสวัสดิภาพ และปลอดภัย

‘ช่างเป็นการเดินทางที่มีเพื่อนร่วมทางบางตาใช้ได้ทีเดียว’ ปณาลีคิด และสลัดความคิดดังกล่าวทิ้ง ไม่ใส่ใจอีกปล่อยสายตาจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า

 ...เสียงรถยนต์เริ่มเร่งเครื่อง..ออกตัว..แล้ว..เคลื่อนออกจากสถานีขนส่ง มุ่งหน้าไปยังเส้นทาง ‘อำเภอแม่สอด’ ...การเดินทางของเธอเริ่มขึ้นแล้ว...ณ บัดนี้

 

ทันทีที่รถโดยสารเคลื่อนตัว สมองของปณาลีก็แล่นหวนถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ทั้งที่เคยได้รับรู้และได้ยินเกี่ยวกับประวัติของอำเภอแม่สอด จากเสียงทุ้มนุ่มของผู้เล่าที่ตื่นเต้นระคนความภูมิใจในถิ่นกำเนิด ผู้เล่าตั้งหน้าตั้งตาเล่าขานให้คนต่างถิ่นรับรู้ เธอในฐานะผู้ฟังก็ฟังด้วยความตั้งใจทุกถ้อยทุกอารมณ์ รับรู้ในทุกความรู้สึกและจดจำมาถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นผู้เล่าเสียงนุ่มเล่าว่า..อำเภอแม่สอด..มีประวัติความเป็นมาในอดีตที่ยาวนาน ตามตำนานเดิมชื่อ ‘เมืองฉอด’ เมืองของขุนสามชนในสมัยสุโขทัย หลักฐานที่บอกตามตำนานคือ..ศาลเจ้าพ่อขุนสามชน..สร้างเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงวีรกรรมของท่าน ศาลตั้งอยู่ระหว่างทางไปอำเภอแม่สอด ข้อมูลดังกล่าวเป็นที่รับรู้กันมานานในท้องถิ่น

แต่ที่ปณาลีทราบในหนหลัง...ได้มีการบันทึกใหม่ว่า ‘อำเภอแม่สอด’ ไม่ใช่ ‘เมืองฉอด’ ดังที่เคยเชื่อ จากผลการสำรวจทางโบราณคดีไม่มีการพบหลักฐานหรือสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่มีอายุอยู่ในช่วงสมัยสุโขทัยเลย นอกจากนี้นักโบราณคดียังค้นพบซากเมืองโบราณอยู่ในป่าทึบบริเวณท้องที่อำเภอแม่ระมาดซึ่งเป็นอำเภอใกล้เคียง จึงสันนิษฐานว่าบริเวณดังกล่าวอาจเป็นเมืองฉอดในอดีตดังที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกกรุงสุโขทัยก็ได้..

ถึงแม้ว่าการระบุยังไม่ชัดเจนหรือไม่มีประกาศออกมาแน่ชัด แต่มูลเหตุที่ปรากฏย่อมแสดงให้รู้ถึงความน่าจะเป็น ได้ไม่มากก็น้อย...

หลังจากรับรู้ หญิงสาวก็เกิดกังวลใจถึงความรู้สึกของผู้เล่าเสียงนุ่มคนนั้น หากเขารู้เรื่องราวการค้นพบและผลการสำรวจ จะรู้สึกเช่นไรหนอ คงผิดหวังและเสียใจไม่น้อย เพราะชายหนุ่มฝังใจ และภูมิใจในถิ่นฐาน..ว่าเป็นเมืองสำคัญในอดีตมีประวัติศาสตร์ยาวนานอยู่ในสมัยสุโขทัย ยุคแรกเริ่มก่อนกำเนิดเป็นประเทศไทยอย่างเต็มสมบูรณ์  

หากคิดมุมกลับกัน ถ้าเธอเป็นเขาก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะสำหรับคนหนึ่งคนที่กำเนิด และเติบโตในสิ่งแวดล้อมอันเต็มไปด้วยการปลูกฝังหยั่งรากลงลึกในประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น จนซึมเข้าสายเลือด เกิดเป็นความรัก ความเทิดทูน ความหวงแหน และความภาคภูมิ แล้ววันหนึ่งมีคนบอกว่า สิ่งทั้งหมดที่ได้รับรู้และเคยสัมผัส มาครั้งสมัยปู่ย่าตายาย จนถึง รุ่นพ่อแม่ และ มาถึงรุ่นของตน..เป็นสิ่งที่ไม่มีจริง...จิตใจคงดังกับถูกหินก้อนใหญหล่นทับจนหายใจแทบไม่ออกเป็นแน่  

หญิงสาวหวังในใจลึก ๆ ว่า ผู้เล่าเสียงนุ่ม ซึ่งพื้นฐานเป็นคนมีเหตุผล รวมถึงมีนิสัยยอมรับข้อเท็จจริงอันสามารถพิสูจน์ได้ คงไม่ยากที่จะเข้าใจและยอมรับผลของการสำรวจ..แต่เหล่านี้ ก็เพียงแค่เธอที่คิดเองเออเอง ทั้งคำถามและคำตอบ เพราะเวลานี้เธอไม่อาจหาคำตอบจากผู้ที่เธอเป็นห่วงได้   จำต้องปล่อยความรู้สึกในเรื่องนี้ ให้หลุดลอยไปตามสายลมที่กำลังพัดกรรโชก....

 

รถตู้โดยสารแล่นอยู่บนเส้นทางอำเภอแม่สอดได้เพียงยี่สิบนาที ฝนก็เริ่มตั้งเค้า ท้องฟ้าที่กระจ่างจ้าถูกก้อนเมฆสีดำทะมึนเข้าปกคลุม เสียงฟ้าร้องดังครืนๆ ตามด้วยสายฟ้าฟาด..เปรี้ยง!! แสงและเสียงสาดลงติด ๆ กัน แล้วเม็ดฝนก็ค่อย ๆ โปรยปรายทีละเม็ดจนกระหน่ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งทั้งคันรถกึกก้องด้วยเสียงสายฝนกระทบกับตัวถัง..โปกเปก โปกเปก โปกเปก...

คนขับรถรูปร่างท้วมผิวคล้ำ เพ่งสายตาจดจ่ออยู่บนถนน สองมือประคองบังคับพวงมาลัย และเปล่งเสียงตะโกนแข่งกับสายฝนบอกผู้โดยสาร

“ผู้โดยสารครับ ฝนเริ่มตกหนักมากขึ้น ผมจะขับช้า ๆ อย่างระมัดระวัง ไม่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวลนะครับ หากฝนตกหนักจนมองไม่เห็นทางผมจำเป็นต้องหยุดพักรถในที่ที่ปลอดภัยนะครับ เพราะไม่อาจเสี่ยงเดินทางขณะที่ฝนที่ตกหนักมาก ๆ ได้ แจ้งให้ทราบกันก่อนท่านใดมีธุระด่วนหรือนัดให้ญาติไปรับที่ท่ารถก็ติดต่อแจ้งไปได้เลยนะครับ ถนนช่วงนี้ยังพอมีสัญญาณโทรศัพท์ครับ”  

สิ้นเสียงคนขับ ผู้โดยสารในรถแสดงอาการขยับตัว..ควัก..ค้น..ควาน หาเครื่องมือสื่อสาร เสียงกดปุ่มโทรศัพท์ดังติดกันรัว ตามด้วยเสียงคนคุยตะเบ็งแข่งกับเสียงธรรมชาติภายนอก

คงมีเพียงหญิงสาว ซึ่งนั่งหลังคนขับเท่านั้น ที่นิ่งใบหน้าเรียบเฉย จนคนหลังพวงมาลัยชำเลืองมองทางกระจก 

“คุณผู้หญิงไม่ได้นัดใครไว้หรือครับ” คนขับร่างท้วมเอ่ยด้วยสายตาฉงน

ปณาลีสั่นศีรษะ และส่งยิ้มบาง ๆ ให้ไม่มีคำตอบจากปากของเธอ.....จะนัดใครได้เธอมาที่นี่คนเดียวและจุดหมายเดียว..แค่มาเยือนสถานที่ไม่ได้มาเยี่ยมใคร..หญิงสาวรำพันในใจ

 

คนขับเบือนสายตากลับสู่สติแล้วขับรถต่อ หนทางข้างหน้า สายฝนยังเทกระหน่ำไม่หยุดยั้ง เสียงผู้โดยสารอื้ออึงเต็มรถ แปลกจริงมีผู้โดยสารเพียง 5 คน รวมทั้งตัวเธอ และเธอก็ไม่ปริเสียงใด ๆ ซึ่งหมายความว่าเสียงคนที่ตะเบ็งแข่งกันเอง และแข่งกับสายฝนนั้นเป็นเสียงของคนเพียง 4 คน

ความรู้สึกของหญิงสาวเสียงเหล่านั้นดังเหลือเกินอย่างกับมีคนอยู่เต็มคันรถ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้บนรถเงียบกริบ นี่แหละที่เค้าเรียกว่า ‘วิตกจริต’ ของคน ถูกแสดงออกอย่างชัดเจนฉุดยังไงก็ฉุดไม่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันน่าพึงวิตกไม่น้อย....แต่ปณาลีก็ยังคงนิ่งปล่อยให้ เสียงฝน เสียงฟ้า และเสียงคนระคนปนกัน...ราวกับเสียงละครในทีวี....

                ....เปรี้ยง เปรี้ยง !! ….เสียงสายฟ้าดังสนั่นอีกครั้ง สายตาของปณาลีมองจิกอยู่บนทางเบื้องหน้า และเห็นภาพที่ไม่ไกลจากตัวรถราว 50 เมตร หลังจากเส้นสายฟ้าฟาดเป็นลำสว่างจ้า เสียงฟ้าคำรามก็ไล่ตามมาติด ๆ กึกก้อง กิ่งไม้ขนาดใหญ่ร่วงสู่พื้นถนนเฉียดตัวรถเพียงไม่กี่คืบ ...ตุบ!!..

                ...เอี๊ยดดด...เสียงล้อรถครูดกับพื้นถนนเมื่อเหยียบเบรก..แล้วคนขับก็สามารถควบคุมสติได้ดี เขาตัดสินใจใหม่ ผ่อนคันเร่ง เพื่อลดความเร็ว เปลี่ยนเกียร์เข้าสู่โหมดเกียร์ต่ำ เพื่อให้รถลดระดับความเร็วช้า ๆ จากนั้นค่อย ๆ แตะเบรกเป็นจังหวะ ๆ  หลบกิ่งไม้ใหญ่ชิ้นนั้น..แต่ด้วยความแรงของลมที่กำลังโหมบวกกับแรงของสายฝนที่กระหน่ำเท..ทำให้เกิดแรงเสียดสีของล้อรถกับพื้นถนนจนทำให้เกิดเสียงดังลั่นขึ้นอีก...เอี๊ยดดดดดด...

                ผู้โดยสารทั้ง 4 คน ตกใจเปล่งเสียงร้อง...เอ้ย!!..เอ้ย!!..เอ้ย!!..อ้ายหย๋า!!..ปณาลีนั่งนิ่งดวงตาเบิกโพลง..ตัวชา..เหงื่อซึมออกฝามือและฝาเท้า..

...หญิงสาวไม่รู้ว่าตนเองสามารถควบคุมสติได้ หรือ เธอกำลังตกใจสุดขีด จนเส้นเสียงหดหาย  ไม่มีแรงสั่นของเสียงเล็ดลอดออกจากปากหรือลำคอแม้แต่นิดเดียว...

ตัวรถสั่นสะเทือนโคลงเคลงไปมาตามแรงเสียดสีกับพื้นถนน จากนั้นก็ค่อย ๆ ผ่อนเบาลง เบาลง จนหยุดสนิท ที่ฝั่งตรงกันข้ามของถนนอีกฟาก เสียงผ่อนลมหายใจเบา ๆ ดังมาจากหน้าด้านหน้า...

“ผู้โดยสารครับ เราปลอดภัยแล้วครับ รถหยุดได้อย่างปลอดภัย มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” คนขับเริ่มตั้งสติและเอ่ยกับผู้โดยสาร เสียงของเขายังมีอาการสั่นปนอยู่ ปณาลีสังเกตว่า เขาพยายามขบกรามแน่น เพื่อกัดและสะกดสติของตนให้นิ่งไม่วอกแหวก

‘เฮ้อ’...เสียงถอนหายใจของผู้โดยสาร ซึ่งเป็นชายสูงอายุที่นั่งหลังสุด บอกให้รู้ว่าโล่งใจได้..แต่ทุกคนในรถรวมถึงหญิงสาวยังคง...นิ่ง..อึ้ง และ..สะท้าน กับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น...ถึงแม้คนขับรถฝีมือฉมังจะบอกให้ทราบว่าปลอดภัยแล้ว แต่ทุกคนยังอยู่ในอาการตกใจ..

ปณาลี..สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วผ่อนออกเบา ๆ สองรอบ สามรอบ จนอาการตกใจและหัวใจของเธอสูบฉีดเลือดเป็นปกติ..เมื่อหัวใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะ อาการตัวชาก็ดีขึ้น เหงื่อที่ซึมออกฝามือและฝาเท้าระเหยหายไป..หญิงสาวรู้ว่าตอนนี้สามารถควบคุมตัวเองได้แล้ว..แต่วินาทีนั้นรู้เลยว่าตนเองเพิ่งเฉียดกับความตายเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หากคนขับรถไม่มีสติดีและฝีมือไม่ฉมังฉกาจมากอย่างนี้ รถคันนี้คงต้องใช้ไหล่เขาเป็นผนังที่พึ่งสำหรับจอดแน่ ๆ และสภาพรถคงไม่อยู่แบบปกติเช่นนี้อย่างแน่นอน อาจจะเละระเนระนาดเกลื่อนถนนไปแล้ว..คิด ๆ ปณาลีก็เสียวสันหลังวาบขนลุกชันไปทั้งตัว...แล้วเธอก็สูดลมหายใจลึก ๆ อีกสองรอบจึงจะเป็นปกติ...

 

...ข้างนอกตัวรถ...สายฝนยังไม่คงเทลงมาไม่ขาดสาย..คนขับรถกำลังกลับลำรถเพื่อให้ส่วนหัวมุ่งไปทางอำเภอแม่สอดในลักษณะปกติ เมื่อรถอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็น คนขับจอดรถนิ่ง ติดเครื่องและเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อปรับบรรยากาศและขจัดหมอกฝ้าภายในตัวรถ......ขณะนั้นเองที่ ปณาลีสังเกตเห็น คนขับหลับตาวางศีรษะกับพนักที่นั่ง สูดลมหายใจเข้า-ออก หลายรอบ เขาลูบหน้าตัวเองหลายหน แล้วก็ยกมือท้วมเหนือศีรษะปากพึมพำบางอย่างที่เธอไม่ได้ยิน พอเสร็จสิ้นเขาหันมาแจ้งกับผู้โดยสารว่า....

“ผู้โดยสารครับ ผมขอโทษจริง ๆ ที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น” คนขับรถยกมือไหว้ขอโทษผู้โดยสาร

ทุกคนในรถ.. ‘อึ้ง’ ..กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ผู้ชายร่างท้วมยกมือท้วมหัวขึ้นลงสองสามรอบ

“ไม่เป็นไรหรอกคุณ มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย” เสียงชายสูงอายุที่นั่งด้านหลังสุดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโอบอ้อม

...ใช่...ใช่ครับ...ไม่ใช่ความผิดของคุณ....แล้วชายอีก 3 คน ก็เอ่ยสำทับ

“คุณทำได้ดีแล้วค่ะ คุณทำให้พวกเราทุกคนปลอดภัย ยอดเยี่ยมมากค่ะ เราต่างหากต้องขอบคุณที่ทำให้ลมหายใจของพวกเรายังคงอยู่” ปณาลีเอ่ยเป็นคนสุดท้าย เธอกล่าวด้วยความรู้สึกจากหัวใจ หญิงสาวยิ้มให้คนขับด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้งและชื่นชม..เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดเท่าที่เธอได้ทำในวันนี้..

...เสียงปรบมือ..ดังขึ้น...ถึงแม้จะเพียง 5 คน แต่ปณาลีรู้สึกว่า เสียงปรบมือดังสนั่นลั่นเขาเลยเชียว มันเป็นเสียงปรบมือจากหัวใจของทุกคนที่มอบให้ฮีโร่คนนี้ คนขับรถยกมือไหว้ท้วมหัวอีกครั้ง แล้วกล่าว “ขอบพระคุณครับที่เข้าใจ ขอบพระคุณครับ” เสียงเขาสั่นเครือ เธอเห็นน้ำในตาของเขาเอ่อล้นและปริ่มจนไหลอาบสองแก้ม...

....เป็นน้ำตาของลูกผู้ชายที่รักษาหน้าที่ของตัวเองอย่างดี ไม่มีคำว่าบกพร่องแม้แต่น้อย....ปณาลีตื่นจากภวังค์ของหัวใจ เพราะเหตุการณ์นี้ แต่เธอกลับไม่เสียใจเลยที่ประสบเหตุ เธอยินดีกับความเยี่ยมยอดของผู้ปฏิบัติหน้าที่ เขาทำให้เห็นว่า...คนเราหากรักษาเกียรติและปกป้องสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบอย่างเต็มความสามารถ....ไม่มีใคร..มองไม่เห็น....มันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ และ ‘อิ่ม’ เสียยิ่งกว่าได้รับโล่รางวัล ใบประกาศ หรือลงข่าวหน้าหนึ่งเสียอีก....