(ขอ) แสงสว่าง...อีกครั้ง

Author: 
ภ. รินชากร
ประเภท: 
เรื่องสั้น

         เสียงร้อง ‘ไชโย’ ของเด็กหญิงพร้อมกับปรบมืออย่างดีใจได้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้เธอเป็นอย่างมาก…

         ‘ลูก...แม่ขอโทษ’ เธอร่ำร้องอยู่ในใจก่อนที่ความคิดของเธอจะโผบินไปสู่อนาคตที่กำลังรออยู่...มืดมน! คือสิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดของเธอขณะนี้ เธอคิดอะไรไม่ออก...นี่ฉันไม่มีอนาคตงั้นหรือ? หากลำพังเพียงแค่เธอคนเดียวคงไม่ทุกข์ร้อนมากมายปานนี้ แต่มีเด็กหญิงน่ารักวัยสามขวบกว่านั่งอยู่ข้างๆ ที่เป็นสายเลือดของเธออีกหละ ปัญหามากมายรออยู่ข้างหน้า...เราจะทำยังไงต่อไป?

        “ลูกกลับบ้านเรานะ” เสียงของมารดาที่เจือไปด้วยความรักและความห่วงใยทำให้ทำนบน้ำตาของเธอพังทลายลงไปในทันที เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นปริ่มใจจะขาด ‘บ้านของเรา’ เป็นเหมือนสายฝนเย็นฉ่ำที่อาบรดจิตใจอันร้อนรุ่มของเธอได้เป็นอย่างดีในวันที่คิดว่าไม่เหลือใครที่คอยห่วงใย...เราไม่เหลือใคร

        หญิงสาวสูญเสียเกือบทุกอย่างภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง...งาน...สามี...ศักดิ์ศรี...ไม่มีเหลืออีกต่อไป...วันนี้เป็นเช้าอันสดใสอากาศสดชื่นหญิงสาวตื่นเช้าเหมือนปกติเฉกเช่นทุกวันพร้อมกับก้มลงจูบที่หน้าผากของเด็กหญิงที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเธอที่ยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ ก่อนที่สายตาจะเลยผ่านไปยังพื้นที่อีกฟากที่ไม่มีร่างของใครอีกคน ‘สามี’ ที่ยังไม่กลับมา...กี่คืนแล้วนะ? เธอไม่นับมานานแล้วตั้งที่เขาเปลี่ยนไปเพราะ...การพนัน!

       ‘การพนัน’ ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตแม้กระทั่งสิ่งสุดท้ายที่เธอพยายามประคับประคองมันเอาไว้ไม่ให้แตกสลาย...ความสุขของครอบครัว เธอพยายามทำทุกอย่างแม้กระทั่งอดทนต่อการถูกทำร้ายทางร่างกาย เราต้องทนให้ได้เพื่อลูก...ใจของเธอประหวัดถึง

       “แต่งงานกับผมนะ” คำพูดดังกล่าวทำให้หญิงสาวตัวเบาราวกับล่องลอยไปในอากาศแล้วมองลงมาเห็นเฉพาะสีชมพูและดอกไม้ที่อาบคลุมไปทุกอณูของผืนโลก...ไม่อยากเชื่อเลยคำๆ นี้จะมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ทำให้จิตใจของคนฟังพองโตจนแทบจะระเบิดความสุขออกมาให้ทุกคนได้รับรู้...สุขจนแน่นอกเหนือคำบรรยาย

       “เฮ้อ!” เธอถอนหายใจพร้อมกับก้มลงจูบที่หน้าผากของลูกสาวอีกครั้งก่อนที่จะลุกไปอาบน้ำและแต่งตัวไปทำงาน...ทุกครั้งก่อนไปทำงานเธอก็จะนำลูกสาวไปฝากเลี้ยงที่สถานรับเลี้ยงเด็กใกล้ที่พักพอตกเย็นหลังเลิกงานก็แวะมารับวนเวียนอยู่อย่างนี้ทุกวัน...ทุกวัน

      เช้าวันนี้ถึงแม้จะเป็นเช้าที่สดใสแต่ในใจของเธอกลับรู้สึกว่ามันเหมือนกับทุก ๆ วันไม่มีความแตกต่าง และอาจจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำเมื่อเธอรู้สึกถึงความอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยวเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกแต่เมื่อนึกถึงใครคนหนึ่งความหมองเศร้าดังกล่าวก็มลายหายไป...

      “แม่จ๋า...เย็นนี้มารับหนูเร็ว ๆ นะ” ลูกสาวอ้อนเธอเมื่อเช้าเมื่อไปส่งสถานที่รับเลี้ยงเด็ก เธอยิ้มน้อย ๆ และดึงลูกสาวเข้ามากอด

      “ได้จ๊ะ...เย็นนี้แม่จะพาหนูไปกินไอติมด้วย”

      “ไชโย! หนูรักแม่ที่สุดในโลกเลย” เด็กหญิงหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่

       เสียงตะโกนร้องดีใจและการบอกรักจากลูกสาวทำให้หัวใจเธอสั่นระริก น้ำใสๆ รื้นที่ขอบตา มันเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ประหนึ่งน้ำทิพย์ชโลมใจในวันที่เธอรู้สึกท้อแท้และคิดว่าไม่มีใครคอยปลอบใจ แต่อย่างน้อยก็ยังมี...ลูกสาว เธอกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นประหนึ่งกลัวว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะหายไป...ใช่! เธออยากอยู่อย่างนี้อีกนาน ๆ...ตลอดไป

        เมื่อไปถึงที่ทำงานบรรยากาศโดยรอบดูสดใสแต่ภายในจิตใจของเธอกลับหมองเศร้า หญิงสาวยิ้มทักทายเพื่อนร่วมงานตามปกติ ห้าปีแล้วที่เธอทำงานที่นี่หลังจากจบการศึกษา เธอจึงรู้สึกผูกพันกับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมากและโชคดีที่เพื่อนร่วมงานของเธอน่ารักทุกคน…ก่อนที่ความคิดของหญิงสาวจะประหวัดถึง

       “เธอต้องทำบัตรเครดิตนะ ไม่อย่างนั้นหมุนเงินไม่ทันแน่” สามีเธอเอ่ยขึ้นภายหลังจากที่เธอได้ให้กำเนิดลูกสาวเสมือนเป็นโซ่ทองคล้องใจเธอกับเขา เพราะรายจ่ายต่าง ๆ ก็มากขึ้นด้วย เธอจึงตัดสินใจทำบัตรเครดิตเพื่อเอาไปหมุนในการชำระหนี้บัตรเครดิตของสามีที่วงเงินเต็มทุกบัตรแล้ว ลำพังการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตของสามีก็แทบจะไม่พอ เธอจึงต้องทำบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น...เพิ่มขึ้น...เจ็ดใบ

        ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เงินเดือนของเธอและเขาแทบจะไม่เหลือเพราะต้องใช้ผ่อนบัตรเครดิตของทั้งสองคน แต่เธอก็นึกเอะใจว่าทำไมใบแจ้งหนี้ที่ส่งมาที่ห้องเป็นยอดค้างชำระทั้งหมด...ในที่สุดก็ได้รู้ความจริงว่าสามีเธอเอาบัตรเครดิตของเธอกดเงินสดออกมาเพื่อไปเล่นการพนัน! หลังจากนั้นเธอกับเขาก็ทะเละกันบ่อยขึ้นจน...ทุกวัน!

       โชคดีที่ใบแจ้งหนี้เธอให้ส่งตามที่อยู่ของห้อง...แต่ก็รู้ว่าคงอีกไม่นานเรื่องก็คงมาถึงที่ทำงาน...เฮ้อ! เธอถอนหายใจก่อนที่จะเริ่มต้นทำงานในเช้าอันสดใสของหลาย ๆ คน...ยกเว้นเธอ!

       เสียงเอะอะโวยวายด้านหน้าบริษัทพร้อมกับชายฉกรรจ์ห้าคนที่เปิดประตูเดินเข้ามาในขณะที่รปภ.พยายามห้ามปราม หนึ่งในนั้นประกาศก้องต้องการพบ...

      “ฉันเอง!” หญิงสาวตอบเสียงดังพร้อมกับลุกขึ้น ในขณะที่คนเหล่านั้นเดินเข้ามายืนต่อหน้าและหนึ่งในนั้นก็พูดด้วยเสียงอันดัง

      “ผัวของมึงติดหนี้พวกกู!” มันพูดพร้อมกับยกมือกางห้านิ้ว

      “ห้าหมื่น!” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอันขมขื่น ในขณะที่มันส่ายหน้าและเหยียดยิ้ม

      “ห้าแสน!” เมื่อได้ยินตัวเลขหญิงสาวแข้งขาอ่อนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมจนต้องเอื้อมมือจับโต๊ะทำงานเพื่อพยุงร่างไว้ไม่ให้ล้ม

      “กูให้เวลาพวกมึงสามวัน ไม่งั้น...” มันเอานิ้วชี้ทาบที่คอของตัวเองก่อนทำท่าเชือด...แล้วเดินหัวเราะเสียงดังออกไป

      หญิงสาวทรุดกายลงนั่งอย่างเหม่อลอย ในขณะที่เพื่อนร่วมงานเมื่อหายจากอาการตกใจก็ได้เข้ามาปลอบใจและให้กำลังใจเธอ ทำนบน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้พังทลายลงพร้อมกับคำถามที่ตะโกนก้องในใจ...ทำไม!?

     หญิงสาวตัดสินใจลางานครึ่งวันเพื่อกลับที่พัก เวลานี้เธออยากอยู่คนเดียว ไม่อยากเจอหน้าใคร เธอรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน ทันทีที่ไขกุญแจเปิดห้องเธอสัมผัสได้ว่าต่อแต่นี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป...ไม่เหมือนเดิม

    สิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องอยู่ผิดที่ผิดทางไปเกือบหมด ข้าวของบางส่วนกระจายอยู่กับพื้น ตุ๊กตาแมวคิตตี้สีชมพูของลูกสาวแตกกระจายอยู่บนพื้นห้อง...เหมือนหัวใจของเธอที่กำลัง (จะ) แตกสลายไปด้วย

    “สวยจังเลยคะแม่” เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและดีใจเมื่อได้รับของขวัญจากแม่

    “ลูกชอบหรือเปล่าจ๊ะ” เธอถามในขณะที่ลูกสาวยิ้มจนตาหยีและพยักหน้าเร็ว ๆ แทนคำตอบ

    “ลูกรู้ไหม แมวคิตตี้ตัวนี้เป็นแมววิเศษ” เธอพูดพร้อมกับขยี้ที่ศีรษะของลูกสาวเบา ๆ

    “จริงหรือคะแม่” เด็กหญิงพูดด้วยท่าทางตื่นเต้นกว่าครั้งแรกเสียอีก

    “จริงสิจ๊ะ...แต่ว่าเราต้องช่วยกันให้อาหารกับมันด้วยนะจ๊ะ” เด็กหญิงพยักหน้าเร็วอีกครั้งทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจในความหมายที่แม่พูดถึง

      หลังจากนั้นเธอก็สอนให้ลูกสาวเข้าใจถึงการให้อาหารกับมันโดยการเก็บออม เงินที่เหลือจากค่าขนมที่เธอฝากไว้กับพี่เลี้ยงเด็กที่สถานที่รับเลี้ยง ลูกสาวของเธอก็นำมาหยอดในกระปุกออมสินแมวคิตตี้ทุกวัน โดยที่เธอก็จะช่วยหยอดด้วยในจำนวนที่เท่ากัน...ทุกวัน

      “วันนี้น้องไม่ค่อยกินขนมคะ เลยเหลือเงินเยอะ” พี่เลี้ยงเด็กเอ่ยขึ้นในวันต่อมาหลังจากที่เธอให้กระปุกออมสินแมวคิตตี้เป็นของขวัญลูกสาว ซึ่งมีเธอกับลูกสาวเท่านั้นที่รู้ว่าเพราะอะไร? เธอจึงยิ้มอย่างภูมิใจและมีความสุข

       ภาพเรื่องราวต่างๆ ที่เธอได้สร้างความสุขกับลูกสาวผ่านทางเจ้าแมวคิตตี้ได้พังทลายไปพร้อมกับกายของเธอที่ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างคนหมดแรง ในขณะที่เธอหยิบเศษชิ้นส่วนของเจ้าแมวคิตตี้ที่แตกกระจายเธอก็เฝ้าร่ำร้องตะโกนก้องในใจ...ทำไม!? ทำไม!?...

      เธอรู้ดีว่าทั้งหมดเป็นฝีมือใคร? เธอค่อยๆ พยุงกายที่อ่อนล้าไปยังตู้เสื้อผ้า จริงดังคาดเสื้อผ้าของเขาหายไปจากตู้จนหมดรวมถึงข้าวของเครื่องใช้บางอย่างที่หายไปด้วย เธอกดโทรศัพท์ไปที่หมายเลขที่คุ้นเคย ทุกอย่างเหมือนเดิม...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

       หญิงสาวทรุดกายนั่งบนเตียงอย่างหมดแรง น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่มีเสียงสะอื้นเล็ดรอดออกมาแม้แต่น้อย เธอปล่อยให้หยดน้ำตาไหลอยู่อย่างนั้นมันเป็นเพียงการตอบสนองทางด้านร่างกายหาใช่ความเจ็บปวดและขมขื่น เพราะเธอชาชินกับมันมานานแล้ว เธอนั่งปล่อยใจอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไหร่จนกระทั่งเสียงเพลงโทรศัพท์ดังขึ้น เพลงเรียกเข้าที่เคยเพราะแต่ในเวลานี้มันเหมือนเสียงกรีดร้องอันโหยหวนในความรู้สึกของเธอ

    เธอเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวและกดรับสายโดยไม่ได้มองหน้าจอว่าเป็นใครโทรมา ทันทีที่ยกโทรศัพท์แนบหูเสียงต้นสายที่ดังเข้ามาผ่านโสตประสาททำให้เธอถึงกับทำนบหน้าตาแตกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นหยาดน้ำตาที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันเหลือเกิน เปรียบเหมือนเธอกำลังจะจมน้ำแล้วมีมือที่ให้ความอบอุ่นฉุดรั้งขึ้นจากกระแสน้ำแห่งอารมณ์อันเชี่ยวกรากที่พร้อมจะพัดพาให้เธอจมดิ่งลงสู่ด้านมืด...แต่บัดนี้เธอรู้สึกถึงสายลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามาสัมผัสกับก้นบึ้งของหัวใจอีกครั้ง

     “แม่...” เสียงอันแหบพร่าผ่านริมฝีปากของหญิงสาวเพียงบางเบาแล้วก้อนกลมๆ ก็วิ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่คอของเธอ...สรรพเสียงที่ตั้งใจจะให้ตามมาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นในลำคอ

     “ลูก...ไม่สบายหรือเปล่า?” สายลมเย็นที่พัดพามาทางคำพูดแม้ห่างกันกว่าสองร้อยไมล์แต่ก็ให้ความรู้สึกตื้นตันกับเธอเหนือคำบรรยาย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกพร้อมกับระบายออกมาช้าๆ

      “เปล่าคะแม่...หนูสบายดี” ประโยคสุดท้ายแผ่วเบาราวเสียงกระซิบแล้วก้อนกลมๆ ก็วิ่งขึ้นมาจุกที่คออีกคำรบ

      “สบายดีก็ดีแล้วลูก” มารดากรอกเสียงมาตามสาย “วันนี้ไม่รู้เป็นไง แม่รู้สึกคิดถึงลูกกับหลานมากอยากได้ยินเสียง แล้วหลานสาวน่ารักของยายเป็นยังไงบ้าง”

      เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ...ใช่สิ! เรายังมียายหนู...ลูก! เมื่อสักครู่ที่เธอจ่องจมอยู่กับกองทุกข์ที่ถาโถมเข้าใส่เธอ หญิงสาวลืมไปทั้งหมดแม้กระทั่งดวงใจดวงน้อยๆ ของเธอจนเกือบจะทำให้เธอตัดสินใจผิดพลาดไป

      “ลูก...ลูกยังอยู่ในสายหรือเปล่า” ผู้เป็นมารดาถามขึ้นเมื่อเห็นปลายสายเงียบไปซึ่งช่วยฉุดสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดของเธอให้กลับมาสู่ปัจจุบันขณะอีกครั้ง

      “ยัง...ยังอยู่คะแม่” น้ำเสียงของเธอยังสั่นเครือจากการสะอื้น อันว่าสายสัมพันธ์ของมารดาและบุตรเสมือนมีสายใยที่ถ่ายทอดความรู้สึกถึงกันได้

      “ลูกมีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าเล่าให้แม่ฟังได้นะ” น้ำเสียงที่อ่อนโยนคุ้นชินในความทรงจำของหล่อนช่วยปลุกเร้าให้ความแข็งแกร่งในใจที่เธอตั้งใจปกปิดเอาไว้ถูกหลอมละลายกลายเป็นความอ่อนแอในทันที

      “แม่คะ...” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาก่อนที่จะปล่อยโฮและสะอื้นไห้ออกมาอย่างกั้นไม่อยู่...ทำนบน้ำตาที่พยายามกักขังไว้พังทลายไหลบ่าอาบสองแก้มอีกครา

.....เงียบ.....

       เมื่อเธอได้ระบายความอัดอั้นตันใจผ่านการร้องไห้อย่างหนักเมื่อสักครู่ที่ผ่านมารู้สึกได้ว่ามันโล่ง โปร่งสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับได้ยกภูเขาที่กดทับไว้ออกไปจนหายใจหายคอได้คล่องขึ้น

      “หากลูกยังไม่สบายใจที่จะเล่าให้แม่ฟังตอนนี้...กลับมาพักผ่อนที่บ้านสวนของเราก่อนก็ได้” น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความรักและเอื้ออาทรของมารดาดังขึ้นหลังจากที่เธอหยุดร้องไห้

       ‘บ้านของเรา’ คำดังกล่าวสะท้อนอยู่ในหัวสมองของหญิงสาวราวกับมีพลังบางอย่างมากระตุ้นหัวใจที่ห่อเหี่ยวอ่อนล้าให้กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติอย่างที่มันเคยเป็น เธอรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทั้งตัวความกลัวมลายหายไป ม่านดำที่ปกคลุมชีวิตของเธอก่อนหน้านี้เหมือนถูกกระชากออกไปให้มองเห็นแสงสว่างเข้ามาแทนที่...บ้านของเรา...บ้านที่อบอุ่น

       “คะแม่...หนูจะพาลูกกลับไปบ้านของเรา

                                               ……………….

 

      “แม่จ๋า เราจะไปเที่ยวบ้านยายใช่ไหมคะ” เด็กหญิงถามด้วยน้ำเสียงที่ดีใจและตื่นเต้นเมื่อเห็นมารดายิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าก็ตะโกนขึ้นสุดเสียง

      “ไชโย!” เสียงร้อง ‘ไชโย’ ของเด็กหญิงพร้อมกับปรบมืออย่างดีใจได้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้เธอเป็นอย่างมาก…

       ‘ลูก...แม่ขอโทษ’ เธอร่ำร้องอยู่ในใจก่อนที่ความคิดของเธอจะโผบินไปสู่อนาคตที่กำลังรออยู่...มืดมน! คือสิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดของเธอขณะนี้ เธอคิดอะไรไม่ออก...นี่ฉันไม่มีอนาคตงั้นหรือ? หากลำพังแค่เธอคนเดียวคงไม่ทุกข์ร้อนมากมายปานนี้ แต่นี่เด็กหญิงน่ารักวัยสามขวบกว่านั่งอยู่ข้างๆ ที่เป็นสายเลือดของเธออีกหละ ปัญหามากมายรออยู่ข้างหน้า...เราจะทำยังไงต่อไป?

       รอยยิ้มที่สดใสกอปรกับหน้าตาที่ดีใจของลูกสาวช่วยละลายความปวดร้าวและความทุกข์ใจของเธอให้ลดลงไปมาก...เพียงรอยยิ้มน้อย ๆ ก็ทำให้จิตใจของเธอสดชื่นขึ้นมา หญิงสาวดึงลูกเข้ามากอดแนบอกพร้อมกับจูบที่ปอยผมของเธออย่างรักใคร่

       เส้นทางเดิมแต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม...บรรยากาศภายนอกถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดของยามราตรีที่คืบคลานเข้ามาเหมือนความคิดของเธอที่ยังคงมืดมนอยู่ในขณะนี้ เธอก้มลงจูบที่หน้าผากของลูกสาวสุดที่รักที่หลับอยู่บนตัก ก่อนที่จะทอดสายตามองผ่านความมืดมิดที่นาน ๆ ทีจะมีแสงไฟจากรถสวนทางมาสักคัน...เธอปรารถนาให้มีแสงสว่างแม้เพียงน้อยนิดสาดส่องเข้ามาในชีวิตของเธอบ้างอีกสักครั้ง...แสงสว่าง… อีกครั้ง!

       แสงสว่าง?...ก่อนที่ความคิดของเธอจะประหวัดถึงคำพูดสุดท้ายก่อนวางโทรศัพท์ของมารดา...

        ‘ลูกจำไว้นะไม่ว่าจะเกิดอะไร ลูกจะต้องมีแสงแห่งความดีนำทางอยู่ที่ใจเสมอ…ตลอดไป!’