ความสูญเสีย!

Author: 
ภ. รินชากร
ประเภท: 
เรื่องสั้น

‘ความพลัดพราก...จากสิ่งที่เรารักเป็นของธรรมดา’ เมื่อเราเกิดมาสิ่งเหล่านี้ย่อมมีมาคู่กับเราราวคู่แฝด...สมหวัง...ผิดหวัง...สุข...ทุกข์...ดีใจ...เสียใจ...สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเหมือนอาคันตุกะที่เข้ามาเยี่ยมเยือนในจิตใจของเรา...แล้วมันก็จากไป...แล้วมันก็กลับมาใหม่...หมุนเวียนไปเป็นวัฏจักร...

        มากกว่าห้าสิบรอบที่หญิงสาวได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ในรอบกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา...หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น

        “มันเกิดขึ้นได้ยังไง!?” คือคำถามที่เธอเฝ้าย้ำกับตัวเองตลอดมาและ...ทำไมต้องเป็นเรา?

หญิงสาวในวัยสดใสยืนยิ้มอย่างมีความสุขท่ามกลางครอบครัว...ญาติและเพื่อนๆ ระหว่างถ่ายภาพในงานรับปริญญาของตัวเอง รอบข้างรายล้อมด้วยคนสำคัญของเธอที่มาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้...สามปีครึ่งกับการทุ่มเท...สามปีครึ่งกับความมีวินัย...สามปีครึ่งกับใบปริญญาและเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง!...สิ่งเหล่านั้นหลอมรวมเป็นหนึ่งคือ ‘ความภูมิใจ’

     ‘ความสุขและความดีใจ’ ยังรอเธออยู่ในค่ำคืนนี้....คืนที่เธอรอคอยมากว่าปี คืนนี้แล้วสินะ!

     ในโลกแห่งความเป็นจริงน้อยคนนักที่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกได้ว่า...สมบูรณ์ ทั้งทรัพย์สินเงินทองและรูปทรัพย์ หญิงสาวก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่มีพร้อมทุกอย่างและเธอยังโชคดีอีกที่มีสติปัญญาอันชาญฉลาดเป็นของขวัญมาเพิ่มเติมเป็นความ...เติมเต็มที่สมบูรณ์แบบ

       ตั้งแต่เล็กจนโตเธอปรารถนาสิ่งใดก็ได้สมปรารถนาทุกอย่าง...จนเป็นที่อิจฉาของเพื่อนรอบข้างที่ด้อยกว่าอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ชดเชยและหล่อเลี้ยงมิตรภาพ ‘เพื่อน’  เอาไว้คือความมีน้ำใจอันงดงามและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเธอที่มอบให้กับเพื่อน จึงเป็นเสมือนสายใยที่ถักทอร้อยรัดความผูกพันดังกล่าวเอาไว้ให้คงอยู่และงดงามตลอดไป...

        เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ความงดงามของกายได้ผลิบานเต็มที่เหมือนดอกไม้แรกแย้มที่พร้อมเชื้อเชิญหมู่ภมรมาดอมดม มีชายมากหน้าหลายตาเข้ามารุมล้อมตัวเธอแต่หญิงสาวก็หาได้สนใจไม่เพราะคิดว่าชายหนุ่มเหล่านั้นสนใจในรูปลักษณ์ภายนอกและทรัพย์สินเงินทองของเธอเท่านั้น! เธอจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะตั้งใจเรียนโดยไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องรักเป็นอันขาด

        มนุษย์ปุถุชนโดยทั่วไปย่อมมีรัก...โลภ...โกรธ...หลง...เป็นธรรมดาหายกเว้นไม่ หญิงสาวก็เช่นกันแม้เธอมีปณิธานที่แน่วแน่แต่ขึ้นชื่อว่า ‘ความรัก’ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หอมหวานและเย้ายวนสำหรับวัยหนุ่มสาวย่อมมีอานุภาพมหาศาลที่พร้อมจะทลายกำแพงเหล็กกล้าภายในใจหากเหตุปัจจัยเหมาะสม...ในจำนวนชายที่เข้ามาผูกสัมพันธ์นั้นหญิงสาวยอมรับว่ามีความพึงใจในชายหนุ่มคนหนึ่ง เพียงแค่ครั้งแรกที่ได้พบเธอก็รู้สึกถูกชะตาเป็นอย่างมากหรือว่า...บุพเพสันนิวาส

‘พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด

ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล พรหมลิขิตดลจิตใจ ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ

เออชะรอยจะเป็นเนื้อคู่ ควรอุ้มชูเลี้ยงดูบำเรอ

แต่ครั้งแรกที่พบเธอ ใจฉันเชื่อว่าแรกเจอ ฉันและเธอเป็นคู่สร้างมา…’

     

       เสียงเพลงแว่วเข้าสู่โสตประสาทของหญิงสาวพร้อมกับรอยยิ้มพึงใจ...‘ใช่! เราพึงใจ’ แต่เพราะเธอถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจากครอบครัวและถูกฝึกให้มีระเบียบวินัย ทำให้ปณิธานที่เธอตั้งไว้ยังคงอยู่เหนือความรู้สึกที่พยายามกดทับมันเอาไว้ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านจนกว่า...จะถึงเวลาสมควร

      ในขณะที่ชายหนุ่มก็รู้สึกพึงใจในหญิงสาวเป็นอย่างมาก...และที่สำคัญเขาก็มีพร้อมทุกอย่างทั้งรูปทรัพย์และเงินทองไม่ได้ด้อยไปกว่าหญิงสาว...‘เป็นความเหมาะสมที่ลงตัว’...ชายหนุ่มคิด

      เขาเป็นรุ่นพี่ของหญิงสาวสองปี มีความเรียบร้อย สุภาพ อ่อนโยน ซึ่งครบคุณสมบัติของชายในฝันของสาวหลาย ๆ คนไม่เว้นแม้แต่ตัวเธอ...ที่สำคัญในความผูกพันที่ถักทอระหว่างเขาและเธอนั้นมีหลายครั้งที่ชายหนุ่มสามารถที่จะล่วงเกินเธอได้แต่เขาก็มีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอตามคำสัญญาที่ให้ไว้โดยที่หญิงสาวไม่ได้ร้องขอ...

       “พี่จะรอจนถึงวันนั้น...วันที่เราทั้งสองสำเร็จการศึกษาแล้วเราจะสร้างครอบครัวด้วยกัน...พี่สัญญา”

      นั่นคือคำสัญญาที่ชายหนุ่มให้ไว้เมื่อครั้งที่เขาสำเร็จการศึกษาไปก่อนหน้าเธอ คำสัญญาดังกล่าวเสมือนน้ำทิพย์ที่คอยหล่อเลี้ยงความฝันให้มันเป็นจริงโดยเร็ว...เร่งเวลาขึ้น...ในที่สุดหญิงสาวก็ก้าวข้ามผ่านเส้นทางไปสู่จุดหมายได้เร็วขึ้นกว่าปกติถึงครึ่งปี!

      ‘คืนนี้แล้วสินะ!’ หญิงสาวนึกพร้อมกับรอยอยิ้มที่อาบไปด้วยความสุขขณะที่กำลังถ่ายภาพกับครอบครัว...ญาติและเพื่อน ๆ ขาดเพียงคนสำคัญไปหนึ่ง...สำคัญกับหัวใจของเธอมากที่สุดแต่ก็ไม่ทำให้เธอหงุดหงิดหรือขุ่นเคืองแต่อย่างไรในเมื่อรู้ดีว่าจะมีค่ำคืนที่วิเศษรออยู่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า...

      “พี่สัญญา...คืนพรุ่งนี้พี่ไปทันแน่นอนและจะไปทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในวันนั้น!” หญิงสาวนึกถึงการสนทนากับชายหนุ่มซึ่งเธอเรียกได้เต็มปากว่า ‘คนรัก’ เมื่อคืนที่ผ่านมาทำให้หัวใจพองโตขึ้นมาอีกครั้งเพราะเธอรู้ดีว่า ‘ทำตามสัญญา’ ที่เขาพูดไว้หมายถึงอะไร...ครอบครัวที่สมบูรณ์ ‘แต่งงาน!’

      ชายหนุ่มเร่งสะสางงานตลอดทั้งช่วงเช้ายันบ่ายเพื่อที่จะได้ไปให้ทันค่ำคืนที่พิเศษสุดสำหรับเขาและเธอ...เราสองคน ในความเป็นจริงแล้ววันนี้ ณ เวลานี้ ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางไปหน่อยเพราะมีปัญหาเร่งด่วนที่ไซด์งาน...เหตุสุดวิสัย เขาในฐานะที่เป็นหัวหน้าวิศวกรที่นี่จึงต้องมาทำให้งานเข้าสู่ภาวะปกติตามที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มเร่งมือแก้ไขปัญหาด้วยความทุ่มเทและมุ่งมั่นเพราะมีค่ำคืนที่สำคัญรออยู่...กว่าจะเสร็จก็ปาไปเกือบตะวันตกดิน

     หญิงสาวนั่งรออยู่ที่ร้านด้วยความรู้สึกสุขใจในขณะที่เสียงโทรศัพท์ในท่วงทำนองเพลงรักอันหวานซึ้งดังขึ้น...และรอยยิ้มก็อาบทาบนใบหน้าที่สวยสดใสเมื่อรู้ว่าอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงชายที่เป็นคนรักก็จะมาถึง...หลังจากวางสาย

     ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเสียงโทรศัพท์ของเธอในท่วงทำนองดังกล่าวดังขึ้นอีกครั้ง...รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าสวยได้รูปก่อนที่จะกดรับสาย...เบอร์ที่คุ้นเคยแต่เสียงกลับไม่ใช่คนที่เคยคุ้นชินเลยสักนิด...ไม่ใช่!

     ‘นี่มันไม่ใช่สถานที่ที่พวกเราต้องมาพบกัน!’ หญิงสาวร่ำร้องอยู่ในใจ...ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนที่เธอกับเขาเคยวาดฝันเอาไว้ในงานที่สำคัญของคนทั้งสอง แต่ ณ เวลานี้มันเป็นความเหมือนที่แตกต่างทั้งในสถานที่และความรู้สึก...โรงพยาบาล!

      ‘หากเรารอพรุ่งนี้...เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิด’ เธอเฝ้าย้ำกับตัวเองอยู่ซ้ำๆ ว่าทำไมไม่ห้ามคนรักและบอกเขาให้มาในวันรุ่งขึ้น...วันนี้กับพรุ่งนี้และวันต่อไป...ไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว ไม่มี!

       ‘ความพลัดพราก...จากสิ่งที่เรารักเป็นของธรรมดา’ เมื่อเราเกิดมาสิ่งเหล่านี้ย่อมมีมาคู่กับเราราวคู่แฝด...สมหวัง...ผิดหวัง...สุข...ทุกข์...ดีใจ...เสียใจ...สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเหมือนอาคันตุกะที่เข้ามาเยี่ยมเยือนในจิตใจของเรา...แล้วมันก็จากไป...แล้วมันก็กลับมาใหม่...หมุนเวียนไปเป็นวัฏจักร...’ เสียงของธรรมะที่ให้กำลังใจผ่านเข้ามาในโสตประสาทของเธอนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้...แต่สิ่งเหล่านั้นสำหรับเธอแล้วก็เป็นเสมือนยาระงับประสาทเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้รักษาอาการของเธอให้ดีขึ้นเป็นแต่เพียงซื้อเวลาความเจ็บปวดให้ทอดยาวออกไป...รอวันประทุ!

 

‘วันนี้คนที่เรารักมาจากเราไป ความตายพรากเธอไปไหนใครเล่าจะรู้..เธอคงจะเหงาเคว้งคว้างคงเศร้าสับสน ผู้คนมากมายความตายใยเลือกเอาเธอ...ไปแล้วไม่มีหวนคืน

      ‘นั่นสิ!...ผู้คนมากมายความตายทำไมเลือกเขา...ทำไม!?’ เธอเฝ้าตะโกนร้องถามกับมือที่มองไม่เห็นที่มาพรากเอาคนรักจากเธอไป...ตลอดกาล

       นั่นสิ! เขาถูกเลือกใช่ไหม?...แต่วันนี้ฉันจะเป็นคนที่เลือกเองบ้าง...ความตาย!

 

สายลมที่พัดเอื่อย ๆ ยามค่ำคืนที่ไร้ดวงดาวมีใจที่เหน็บหนาวอยู่หนึ่งดวงที่รอคอยการปลดปล่อยออกจากพันธนาการแห่งความทุกข์ระทม...หญิงสาวนั่งอยู่ท่าน้ำนั่นตั้งแต่ช่วงเย็นจวบจนม่านดำตามธรรมชาติได้เลื่อนลงมาปกคลุมย่างเข้าสู่ยามราตรี…บัดนี้ผู้คนที่เคยหนาตาก็กลับเบาบางไปมากแล้ว

      ‘รออีกนิด...’ เธอคิดในใจและรู้สึกหงุดหงิดมากที่ห่างออกไปไม่กี่เมตรมีรถวีลแชร์พร้อมกับชายปัจฉิมวัยที่นั่งสงบอยู่ตรงนั้น‘หรือว่ามาจุดประสงค์เดียวกับเรา’ เธอประมวลคำตอบเมื่อเห็นสภาพของชายสูงอายุที่พิการนั้น ‘ความสูญเสีย!’...เธอถอนหายใจและก็ต้องรู้สึกสะดุ้งเมื่อ

     “หนูมีเรื่องกลุ้มใจอะไรเหรอ ลุงเห็นนั่งเหม่อมานานแล้ว” ชายชราถามขึ้นหลังจากเคลื่อนรถวีลแชร์เข้ามาอยู่ข้าง ๆ เธอ...หญิงสาวมัวแต่เหม่อและใจลอยจึงไม่รู้สึกตัวขณะที่วีลแชร์เคลื่อนมา

       หญิงสาวไม่ตอบแต่กลับถอนหายใจพร้อมกับก้มหน้านิ่งราวกับคำถามนั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านมา...

     “ครั้งที่ลุงเสียขาไปข้างหนึ่งจากอุบัติเหตุ...ลุงนึกเสียใจ...น้อยใจ...โมโหในชะตากรรมของตัวเองมาก ลุงก็เลยประชดโชคชะตาด้วยการทำให้เสียขาไปอีกข้างหนึ่ง” อยู่ๆ ลุงก็พูดขึ้นพร้อมกับสูดลมหายใจลึกเข้าปอดก่อนผ่อนมันออกมาช้าๆ

    “ทุกคนคิดว่าลุงโง่!” ชายปัจฉิมวัยหันมองหญิงสาวก่อนที่จะถาม

    “หนูหละคิดเหมือนทุกคนไหม?”  หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆพร้อมกับก้มหน้านิ่งไม่ยอมสบตา

    “นั่นสินะ...ลุงมันโง่มากเสียขาไปข้างหนึ่งแล้วกลับทำให้ตัวเองต้องสูญเสียไปอีกข้าง” ลุงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนที่สายตาจะทอดมองไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า

     “แต่ก็ยังดีกว่าหลาย ๆ คนที่สูญเสียบางอย่างในชีวิตไป...แต่กลับยอมทำลายทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิต!” ชายชราสูดลมหายใจลึกเข้าปอดอีกครั้ง “หากการกระทำของลุงเรียกว่าโง่แล้ว...การกระทำของคนเหล่านั้นลุงก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี?”

 

       ม่านดำตามธรรมชาติที่เคลื่อนมาปกคลุมในยามราตรียังคงอยู่...แต่หญิงสาวรู้ว่าม่านดำที่ปกคลุมและพันธนาการจิตใจของเธอมากว่าสัปดาห์ได้ถูกเปิดออกแล้วจากคำพูดเมื่อสักครู่

       “ลุงต้องไปแล้ว” ชายชราเอ่ยขึ้นพร้อมกับหมุนวีลแชร์

       “ลุงค่ะ...เดี๋ยวหนูไปส่งคะ” หญิงสาวลุกขึ้นพร้อมกับขยับตัวเพื่อเข็นวีลแชร์ไปยังรถยนต์ที่เพิ่งเคลื่อนมาจอดริมฟุตบาท

        หญิงสาวยืนมองรถยนต์ค่อยๆ เคลื่อนออกไปจนลับตา แม้แสงไฟท้ายของรถยนต์จะหายวับไปกับความมืดแล้วแต่เธอกลับรู้สึกถึงแสงสว่างที่โพร่งขึ้นกลางจิตใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...

        “ขอบคุณมากคะลุง” หญิงสาวพึมพำกับสายลมเบาๆ