หุ่นยนต์...ในดวงใจ

Author: 
ภ. รินชากร
ประเภท: 
เรื่องสั้น

พระอาทิตย์และดวงจันทร์ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ เฉกเช่นตลอดสองวันที่ผ่านมาของหน้าร้านขายของเล่นในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนที่จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาปรากฎกาย! ซึ่งเด็กชายถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของเขาที่จะต้องมาที่นี่ด้วยความซื่อสัตย์ต่อหัวใจดวงน้อยที่เรียกร้อง ด้วยรูปร่างที่ผอมกระหร่องเสื้อผ้าที่เก่าและมีร่องรอยของการใช้งานมาอย่างยาวนานผ่านช่องทางของรอยปะอยู่หลายแห่ง เขาเฝ้ามองผ่านตู้กระจกของหน้าร้านที่โชว์หุ่นยนต์สวยที่เรียงรายอยู่มากมายแต่มีอยู่ตัวหนึ่งที่ยืนเด่นเป็นสง่าที่เขาใช้เวลาจ้องมองมันอยู่เป็นเวลานานประหนึ่งว่าต้องการที่จะเก็บเอาทุกรายละเอียดเพื่อที่จะนำไปจินตนาการในความฝันต่อ!

           ‘ไม่พอ...ยังไม่พอ’ เด็กชายคิดพร้อมกับถอนหายใจเมื่อนึกถึงราคาของมันกับเศษตังค์ในกระเป๋าของเขาที่มีอยู่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังใจชื้นขึ้นมาเมื่อนึกถึงความหวังที่เคยเลือนรางกำลังจะเป็นจริงขึ้นมาในอีกไม่ช้า...รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเขาเมื่อคิดถึงวันนั้นที่ความฝันจะเป็นจริง เด็กชายสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เขาหันซ้ายแลขวาเพื่อสอดส่องดูอะไรบางอย่างซึ่งในรัศมีของสายตาไม่ปรากฏว่าพบสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘คน’ อยู่ตรงนั้น ณ เวลานี้

            เด็กชายสูดลมหายใจเข้าปอดอีกครั้งเพื่อเพิ่มพลังและความกล้าหาญให้กับตัวเอง เขาค่อย ๆ ยื่นมือที่ผอมแห้งมีเพียงเนื้อติดกระดูกซึ่งเพื่อน ๆ ในห้องเรียนชอบล้อเขาอยู่เป็นประจำ เมื่อเอื้อมไปได้นิดเดียวเขาก็เลือกที่จะหดมันกลับมาตามเดิมพร้อมกับถูมือไปมาเหมือนเดิมด้วยหัวใจที่เต้นเร็วรัว เขาก้มหน้าลงอีกครั้งเพื่อรวบรวมพลังความกล้าและขับไล่ความกลัวในหัวออกไป ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจอีกครั้ง

           ‘เอาวะ’ เด็กชายค่อย ๆ ยื่นมือออกไปอีกครั้งพยายามบังคับไม่ให้มันสั่น ‘นิดเดียว...อีกนิดเดียว’ เด็กชายพร่ำร้องบอกกับตัวเองอยู่ในใจ ‘ใกล้แล้ว...ใกล้แล้ว’ ก่อนที่มือของเขาจะเอื้อมไปถึง...

          “เอ้ย! จะทำอะไรนะ” เสียงของผู้ชายตะโกนออกมาทันทีที่เปิดประตูร้าน เด็กชายลนลานหันไปตามเสียงนั้นทันทีก่อนที่จะออกวิ่งอย่างสุดชีวิต!

         “ไอ้เด็กเวรเอ้ย!” เขาสบถออกมาอย่างหัวเสียก่อนที่จะบ่นต่อ

        “มิน่าหละ...ถึงว่าวันนี้กูยังยังขายไม่ได้สักตัวเลย...เพราะมีไอ้ตัวซวยสกปรกอยู่หน้าร้านนี่เอง” เขาค่อย ๆ เดินมายังจุดที่เด็กชายตัวผอมเมื่อสักครู่ยืนอยู่ เขายืนมองเล็งที่กระจกของตู้โชว์หุ่นยนต์ของตัวเองด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดและหัวเสียเต็มประดาแต่ทว่าก็ไม่พบร่องรอยที่เปื้อนเปรอะอย่างที่คิดไว้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็เดินเข้าไปในร้านด้วยความโมโหและกลับออกมาพร้อมกับน้ำยาเช็ดกระจกและกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนที่จะลงมือเช็ดตู้โชว์อย่างรุนแรงราวกับว่าต้องการจะฆ่าเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือของเด็กชายดังกล่าวให้หมดไปจากตู้โชว์หุ่นยนต์หน้าร้าน หากเป็นไปได้เขาอยากจะใช้แอลกอฮอร์มาเช็ดซะจริง ๆ! เช็ดไปพลางปากก็พร่ำบ่นเจ้าตัวต้นเหตุที่เขาคิดว่าเป็นตัวซวยสำหรับร้านของเขาอย่างเคียดแค้น

       “อย่าให้เจออีกนะมึง...ไอ้เด็กเปรต! หนอยคิดจะเอามือสกปรกมาลูบคลำตู้โชว์หุ่นยนต์ของกู”

         หลังจากที่เด็กชายวิ่งหนีจนพ้นจากรัศมีของความหวาดกลัวมาได้ ก็ยืนหอบเหนื่อยใต้ต้นไม้บริเวณสนามเด็กเล่นสาธารณะพลางคิดว่า ‘ต่อแต่นี้เราคงไม่มีโอกาสไปดูหุ่นยนต์ตัวโปรดอีกแล้วสินะ’ เด็กชายถอนหายใจอีกครั้งพลางนึกตำหนิตัวเองที่ไม่น่าจะทำอะไรโง่ ๆ อย่างนั้น น่าจะเพียงแค่ยืนมองเฉย ๆ และจากมาอย่างเงียบ ๆ เหมือนเมื่อวาน

        สนามเด็กเล่นสาธารณะของชุมชนที่ดูทรุดโทรมยังกับพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่าแถมรกรุงรังไปด้วยหญ้าที่ไม่ได้รับการตัดมาเป็นเวลาหลายปี เขาเคยคิดว่ามันน่าจะใช้ชื่อ ‘สนามเด็ก (เคย) เล่นซะมากกว่า’ เพราะดูจากอุปกรณ์แต่ละตัวแล้วน่าจะเอาไว้ใช้ฆ่าตัวตายสำหรับเด็กที่คิดสั้นมากกว่าหากยังฝืนไปเล่นมัน! และที่สำคัญบัดนี้สถานที่ ๆ เคยได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็ก ๆ กลับกลายมาเป็นแหล่งมั่วสุมของวัยรุ่นในชุมชนยามค่ำคืนแทน

        ความคิดของเด็กชายเคว้งกลับไปยังอดีตเมื่อเขาค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงตรงม้าหินอ่อนที่ดูทรุดโทรมไม่สมประกอบที่บ่งบอกถึงอายุขัยในการใช้งานมาอย่างยาวนาน ซึ่งหากเป็นสินค้าคงหมดอายุและโดนปลดระวางไปนานแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อนสถานที่ตรงนี้เคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขาและเพื่อน ๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นที่เขาและเพื่อน ๆ มักจะมาหาความรื่นเริงบันเทิงใจในสนามเด็กเล่นแห่งนี้หรือแม้แต่กระทั่งขลุกเล่นกับเพื่อน ๆ ทั้งวันก็ยังมีออกบ่อยไป

 

ครอบครัวของเด็กชายมีอยู่ด้วยกันสามชีวิตคือพ่อ แม่และตัวเขา พ่อกับแม่รับจ้างทำงานก่อสร้างเป็นรายวันมีรายได้เพียงพอประทังชีวิตเท่านั้น! ชีวิตของเด็กชายจึงผูกพันกับสนามเด็กเล่นเป็นอย่างมากเพราะไม่เคยมีของเล่นเหมือนกับเด็กคนอื่นเขา จะมีบ้างก็เพราะเศษของเล่นที่พังแล้วจากเด็กอื่น ๆ แต่ก็ใช่ว่าเด็กพวกนั้นจะหยิบยื่นให้ฟรี ๆ ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะเขาต้องโดนเด็กพวกนั้นแกล้งสารพัดกว่าที่จะได้มันมา แต่ก็อีกนั่นแหละในบางครั้งหลังจากที่เขาโดนแกล้งสารพัดแล้วเด็กพวกนั้นก็ยังเอาของเล่นปาเข้าไปในป่าเพื่อให้เขาเข้าไปหาเองก็บ่อยไป

              มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อสองปีที่ผ่านมาเขายังจำติดตาได้ดีไม่มีวันลืม เขาอายุได้เจ็ดขวบถูกเพื่อนแกล้งสารพัดเพียงเพื่อแลกกับเศษหุ่นยนต์พัง ๆ ตัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อโดนแกล้งจนสาสมใจของเด็กพวกนั้นแล้วแทนที่จะให้หุ่นยนต์ดังกล่าวแก่เขา เด็กพวกนั้นกลับปามันลงไปในแม่น้ำ เพราะความอยากได้และเสียดายทำให้เขาไม่ได้คิดอะไรในตอนนั้นทั้ง ๆ ที่ตัวเองว่ายน้ำยังไม่แข็งแต่ก็ได้กระโดดลงไปในแม่น้ำเพียงเพื่อต้องการหุ่นยนต์พัง ๆ ตัวนั้น ซึ่งเด็กพวกนั้นไม่มีวันที่เข้าใจได้ว่าหาใช่หุ่นยนต์พัง ๆ ตัวนั้นที่ถูกโยนลงไปไม่แต่มันได้พ่วงเอาดวงใจน้อย ๆ ที่แตกสลายของเด็กชายลงไปด้วย!

          ขณะที่สติสัมปชัญญะของเด็กชายกำลังจะขาดหายไปเหมือนหุ่นยนต์พัง ๆ ตัวนั้นที่กำลังจมดิ่งลงไปนอนแน่นิ่งบนแผ่นดินใต้ผืนน้ำ เขารู้สึกสัมผัสได้ถึงมือใหญ่ยาวที่มากระชากเขาออกจากเงื้อมมือของมัจจุราช ‘ใช่...เขายังไม่ตายมีคนช่วยเขาไว้ และคนนั้นก็คือลุงเป๋อสัปเหร่อนั่นเอง’ แกได้ยินเสียงร้องเอะอะโวยวายของเด็ก ๆ บริเวณคลองหลังวัดจึงรีบวิ่งมาดูและเห็นเด็กชายกำลังจมน้ำจึงกระโดดลงไปช่วยได้ทันและพาเขาไปส่งบ้าน ทันทีที่ถึงบ้านลุงเป๋อได้เล่าเรื่องราวที่เด็ก ๆ พวกนั้นแกล้งเขาให้พ่อกับแม่ของเด็กชายฟัง เขาได้ยินพ่อพูดขึ้นว่า

       “ทำไมแกไม่ปล่อยให้มันตายไปเลยวะไอ้เป๋อ...ไปช่วยมันไว้ทำไมไอ้เด็กเวรโง่บรรลัยอย่างนี้ น่าจะปล่อยให้มันตาย ๆ ไปซะได้ก็ดี” พ่อของเด็กชายพูดในขณะที่กำลังเมามายนั่งตัวโอนไปเอนมาจะล้มแหล่มิล้มแหล่ ในขณะที่แม่เข้ามากอดปลอบประโลมเขาเหมือนกับแม่นกที่กกลูกให้หายจากความหวาดกลัว!

          พ่อของเขาเมามายทุกวันไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะเห็นพ่อไม่เมา เงินรับจ้างที่ได้มาในแต่ละวันถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยที่พอกินเข้าไปแล้วก็จะทะเละและทำร้ายแม่กับเขาแทบทุกครั้งซึ่งมีหลักฐานเป็นร่องรอยจารึกอยู่บนแขนขาของเด็กชายดังกล่าวอยู่หลายแห่งแม้ว่าบางร่องรอยจะเจือจางและเลือนหายไปตามกาลเวลาแต่ทว่าร่องรอยบาดแผลในจิตใจของเขาไม่มีวันจางหายกลับทวีความเข้มข้นขึ้นทุกครั้งที่ถูกพ่อทำร้าย...จนปรากฏชัดเจนในจิตใจ พ่อทำร้ายแม่กับเขาแทบทุกวันโดยเฉพาะเมื่อพ่อจะมาขโมยเอาเงินที่เก็บไว้เพื่อไปกินเหล้า

          “พี่...เงินนี้ฉันขอนะฉันจะเก็บเอาไว้ให้ไอ้ดำมันเรียน” แม่พยายามอ้อนวอนขอร้อง

          “บ๊ะ...อีนี่มึงพูดไม่รู้เรื่องหรือยังไงว่าเอามาให้กู กูจะเอาไปซื้อเหล้า มึงจะให้มันลงมันเรียนไปทำไม ให้มันรับจ้างเขากินไปวัน ๆ แบบกูนี้จะเป็นไรไป เอามานี่!” พ่อของเขาก็จะเข้าไปยื้อแย่งจากแม่ทุกทีหากว่าแม่ไม่ให้ดี ๆ ก็จะโดนทำร้ายทุกครั้งไปโดยที่เขาอดที่จะสงสารแม่ไม่ได้และต้องเข้าไปช่วยทุกครั้งแต่ก็ต้องโดนพ่อทำร้ายอีกคน นับตั้งแต่เขาจำความได้ก็เห็นภาพเหล่านี้ทุกวันจนชินตาประหนึ่งว่าเป็นหนังม้วนเก่าที่ถูกเปิดกลับไปกลับมาในทุกวัน!

 

แต่แล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม่ประสบอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างทำให้แม่เป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงล่างลงไป และหลังจากนั้นอีกไม่นานพ่อก็ได้ทิ้งแม่กับเขาไปอย่างไม่ใยดี ถึงแม้ว่าแม่จะพ้นทุกข์จากการถูกพ่อทรมานร่างกายและจิตใจ แต่ทุกข์ลูกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นก็คือ ความเป็นห่วงอนาคตของลูกชายที่เธอรักที่ไม่มีเสาหลักในการพึ่งพิง และสิ่งนี้ทำให้เธอตรอมใจทำให้สภาพจิตใจเหมือนคนชำรุดและอาการต่าง ๆ ก็ทรุดลงตามลำดับจนในที่สุดอาการหนักถึงขนาดที่แม่มีท่าทีเลื่อนลอยเหมือนคนไม่รับรู้อะไร ‘เป็นเสมือนหุ่นยนต์ที่มีชีวิตร่างกายแต่ไร้จิตใจในความคิดของเขา!’ หลังจากนั้นมาเด็กชายดำต้องรับจ้างทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตของแม่และเขาให้อยู่รอดปลอดภัยจากเงื้อมมือของเพชฌฆาตแห่งความหิวที่พร้อมจะทรมานทั้งสองชีวิตอยู่ทุกเวลา!  

          ผ่านมากว่าสัปดาห์ความฝันที่เด็กชายเฝ้ารอคอยกำลังจะเป็นจริงหลังจากที่เขาได้ไปรับจ้างล้างจานในร้านขายอาหารตามสั่งแห่งหนึ่งในตลาดของชุมชนหลังเลิกเรียนทุกวัน ด้วยความขยันของเขาทำให้เจ้าของร้านแบ่งปันอาหารให้เด็กชายติดไม้ติดมือกลับบ้านทุกครั้งหลังเลิกงาน วันนี้เป็นวันที่เด็กชายรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่สุดในชีวิตที่จะสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงในการเป็นเจ้าของและครอบครองหุ่นยนต์ที่เป็นของตนเองจริง ๆ สักทีหลังจากที่เป็นได้เพียงแค่ผู้ครอบครองมือสอง...สาม...สี่...มาโดยตลอด

        เมื่อได้รับเงินค่าจ้างประจำวันและรวมกับเงินที่เขาได้เก็บสั่งสมตลอดกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วคิดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการเป็นเจ้าของหุ่นยนต์ตัวนั้น...เด็กชายรีบวิ่งไปที่หน้าร้านทันที เขาภาวนาให้ร้านยังไม่ปิดและให้หุ่นยนต์ตัวนั้นยังอยู่พร้อมกับหวังว่าเจ้าของร้านคงจะจำหน้าเขาไม่ได้เพราะนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องในวันนั้นเป็นต้นมานี่ก็กว่าสัปดาห์ที่เด็กชายไม่ได้โผล่ไปแถวนั้นอีกเลย เมื่อไปถึงหน้าร้านปรากฏว่าหุ่นยนต์ตัวโปรดยังยืนตระหง่านดูเด่นเป็นสง่าพร้อมส่งสายตามาเชื้อเชิญให้เขาจับจองเป็นเจ้าของมันเสียที เด็กชายสูดลมหายใจลึก ๆ เข้าปอดก่อนที่จะเดินข้ามฝั่งไปยังร้านที่หมายตาเอาไว้ในทันที...

 

          เมื่อกลับมาถึงบ้านเด็กชายรู้สึกเบิกบานใจเป็นยิ่งนักเขาหิ้วของพะรุงพะรังเข้าบ้านที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น ‘รังหนู’ ที่เขาอาศัยอยู่กับแม่เพียงสองชีวิตตามลำพัง เด็กชายค่อย ๆ วางของลงข้างกายแม่และกระซิบบอกว่า

           “แม่ครับ...วันนี้ผมซื้อกระเพาะปลาของโปรดมาให้แม่ด้วยนะครับ...เดี๋ยวผมเอาไปใส่ชามให้นะครับ” แม้ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆกลับมาจากผู้เป็นมารดา แต่เพียงแค่เขาได้เห็นสายตาที่เหม่อลอยถึงแม้ว่าจะไม่รับรู้และเป็นเสมือนหุ่นยนต์ของแม่นั้น แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กชายมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

          เด็กชายรีบเดินหิ้วถุงเข้าไปในครัวพร้อมกับเทข้าวสารที่ซื้อมาใหม่ลงไปในกระป๋องที่เกือบจะเรียกได้ว่าว่างเปล่าเพราะเหลือเพียงข้าวติดก้นอยู่เพียงไม่กี่เม็ด เสียงข้าวที่เขาเทลงกระทบกับก้นกระป๋องดุจดั่งเสียงดนตรีที่มีชีวิตอันแสนไพเราะเสนาะหูเป็นที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา ซึ่งมันเต็มไปด้วยน้ำตาที่ตื้นตันใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ในความคิดของเขา ก่อนที่เด็กชายจะหยิบถุงยาสมุนไพรบำรุงร่างกายที่ซื้อมาใหม่เพื่อนำไปต้มแทนหม้อเก่าที่ยาจืดมาหลายวันแล้ว

            ในวันนี้เป็นวันที่เด็กชายมีความสุขมากที่สุดที่ได้ซื้อกระเพาะปลาของโปรดมาให้แม่ซึ่งเขานึกไม่ออกว่าแม่ไม่ได้กินมันมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ที่เขารู้และสัมผัสได้มาโดยตลอดเวลาก็คือความรักอันยิ่งใหญ่ที่แม่มอบให้เขามาโดยตลอดนั้นมันได้ตีตราประทับรอยเอาไว้และขยายพองโตอยู่ในหัวใจของเขาอยู่ตลอดเวลา แล้วอย่างนี้หุ่นยนต์ตัวไหนเล่าที่จะมีค่าและมีราคาทางจิตใจมากไปกว่าหุ่นยนต์ในดวงใจที่อยู่ในบ้านของเขาได้

               เด็กชายได้ยินเสียงของตัวเองร่ำร้องตะโกนบอก ‘หุ่นยนต์ในดวงใจอยู่ที่บ้านนั่นไง’ ตั้งแต่หน้าร้านขายหุ่นยนต์เมื่อตอนเย็นมาตราบจนบัดนี้! และเขาก็มีความมั่นใจด้วยว่าความรู้สึกจะเป็นอย่างนั้นตราบจนชั่วนิรันดร์...

               ‘แม่...แม้จะเป็นเสมือนหุ่นยนต์...แต่ก็เป็นหุ่นยนต์ในใจของผมตลอดไป...’