คนอื่นทำได้ยกเว้น...!

Author: 
ภ. รินชากร
ประเภท: 
เรื่องสั้น

“คนอื่นทำได้...เราก็ต้องทำได้!” ชายหนุ่มย้ำกับตัวเองอย่างหนักแน่นภายหลังจากสำรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองที่หน้ากระจกบานใหญ่ แต่ทว่าในความคิดอีกด้านหนึ่งของเขากลับค้านให้ฉุกคิดถึงอดีตที่เขาเคยผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งในบางครั้งที่เขามีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยมแต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นตรงกันข้าม...ซึ่งสร้างความผิดหวังและเสียใจให้กับเขาเป็นอย่างมากจนแทบอยากจะบ้าตาย!

        ความคิดของเขาค่อย ๆ จมดิ่งลงไปสู่ด้านลบอีกครั้งเมื่อนึกย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมาที่เขาเกือบจะได้สมหวังดังที่ตั้งใจแต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธในอีกสามวันถัดมา!

       ‘ใช่! เป็นเพราะเราไม่ได้เป็นเด็กเส้นนี่หว่า...หรือนามสกุลไม่ดังเหมือนพวกมันนี่หว่า...ถึงได้ถูกมองข้ามอยู่ร่ำไป’ นั่นคือเหตุผลที่เขาย้ำกับตัวเองเสมอมาเมื่อไม่สมปรารถนาดังหวัง...ชายหนุ่มค่อย ๆ หลับตาและสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างช้า ๆ เพื่อใช้ขับไล่ความคิดและความทรงจำที่แสนเจ็บช้ำและขมขื่นนั้นให้ออกไปจากหัวสมอง เขาค่อย ๆ สบัดศีรษะไปมาอย่งช้า ๆ ก่อนที่จะสูดลมหายใจลึก ๆ เข้าปอดอีกครั้งและระบายมันออกมาราวกับว่าเป็นการระบายความทรงจำด้านลบนั้นออกไปด้วยอยู่ในที

      “ใช่สิ! วันนี้เราต้องทำให้ได้...เราต้องทำได้” เขาย้ำกับตัวเองอย่างหนักแน่นอีกครั้งพร้อมกับยกมือที่กำไว้แน่นประหนึ่งเหมือนกุมกำลังใจทั้งหมดเอาไว้เพื่อให้อยู่ติดกับตัวตลอดไป เขาชูกำปั้นทำท่ามั่นใจในกระจกและยิ้มให้กับตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย...นี่ถ้าไม่เกรงใจข้างห้องกะว่าจะร้อง สู้โว้ย! ดัง ๆ ซะหน่อย เขาคิดก่อนที่จะก้าวเดินไปยังประตูห้อง

       ‘เอ...เราจะเอาไปด้วยดีหรือเปล่าน๊า’ มือที่กำลังจับลูกบิดประตูห้องหยุดทันทีที่มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาแทรก ชายหนุ่มตัดสินใจเดินกลับไปที่เตียงนอนของตัวเองและหยิบหนังสือขึ้นมาแต่แล้วก็เกิดความลังเลขึ้นมาอีกครั้ง

      ‘เอ...จะเอาเล่มไหนไปดีนะ...หรือว่าเอาไปทั้งสองเล่ม’ เขายืนหยั่งเชิงความคิดของตัวเองอยู่และหันมองดูหนังสือที่มือซ้ายทีขวาทีสลับกันไปมาพลางใช้ความคิดราวกับว่าเป็นเรื่องที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตัวเองยังไงยังงั้น

     “แต่เอ๊ะ! เราก็อ่านมันจบทั้งสองเล่มแล้วนี่นา (หลายรอบด้วย)” เขางึมงำกับตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจวางหนังสือทั้งคู่ไว้ที่เตียงนอนดังเดิม

 

ทันทีที่ชายหนุ่มออกจากที่พักก็ถูกทักทายจากป้าแมว (ทั้ง ๆ ที่เขาเฝ้าภาวนาขออย่าให้เจอเลยในเช้านี้) แม่ค้าขายกล้วยทอดและไข่เต่าเจ้าเก่าประจำซอย “โอ้โห! ไอ้หวง...วันนี้แต่งตัวซะหล่อเชียวนัดสาวเอาไว้เหรอ?” ป้าแมวแซวขึ้นทันทีที่เจอหน้าชายหนุ่ม

      ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘หวง’ หรือชื่อจริงว่า ‘สวง (สะ – หวง)’ หันไปยิ้มทักทายอย่างเสียไม่ได้

      “เปล่าหรอกครับป้า วันนี้ผมจะไปสัมภาษณ์งานนะครับ” เขาตอบออกไปซึ่งก็ทำให้...

          “ฮะ ฮะ ฮ่า...” ป้าแมวหัวเราะโดยไม่กลัวน้ำหมากจะกระเด็นลงกระทะที่ใช้ทอดกล้วยและไข่เต่าก่อนที่จะพูดต่อทันที “เดือนโน้นก็เห็นไปสัมภาษณ์...เดือนที่แล้วก็เห็นไปสัมภาษณ์...อาทิตย์ที่แล้วก็เห็นไปสัมภาษณ์...วันก่อนก็เห็นไปสัมภาษณ์...ข้าว่าเอ็งคงได้แค่สัมภาษณ์เท่านั้นแหละวะไอ้หวง” พูดจบแกก็หัวเราะชอบใจ ในขณะชายหนุ่มที่เจอป้าแมวให้พรอวยชัยแต่เช้าจนเขาไม่รู้ว่าจะขอบคุณหรือตอกกลับแกดี แต่นึกดูอีกทีก่อนที่อารมณ์ของเขาจะแปรเปลี่ยนไปชายหนุ่มก็รีบสาวเท้าก้าวไปเพื่อให้พ้นจากรัศมีของเสียงแกโดยเร็วที่สุดแต่ก็มิวายได้ยินเสียงกระแนะกระแหนดังตามหลังมาเป็นระยะๆ...เราต้องคิดในแง่บวก! เขาย้ำบอกกับตัวเอง

        แต่ก็นั่นอีกแหละ...คนในซอยหรือชุมชนนี้ต่างก็รู้ดีไม่มีใครถือสาแกหรอกเพราะปากแกเป็นอย่างนี้มาตั้งนมนานจนเป็นนิสัย (ถาวร) ไปแล้ว วันไหนที่ไม่ได้ยินแกกระแนะกระแหนหรือนินทาให้ร้ายใครนั่นสิถึงจะว่าแปลกหรือผิดปกติ! จนมีหลาย ๆ คน (แอบ) เรียกแกว่า ‘ป้าแมวปาก...’ หรือไม่ก็น่าจะเปลี่ยนชื่อจากป้าแมวเป็นป้า...ซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เมื่อคิดได้อย่างนี้ชายหนุ่มก็ค่อยสบายใจและอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย

       ‘ใช่! เราต้องคิดในด้านบวกห้ามคิดในด้านลบเด็ดขาด...อารมณ์จะได้ไม่ขุ่นมัว’ ชายหนุ่มย้ำคิดย้ำทำอีกครั้งและยิ้มออกมาที่มุมปากเล็กน้อยเพื่อให้กำลังใจตัวเอง ก่อนที่...

     “แชะ!...” เสียงล้อรถมอเตอร์ไซค์กระทบกับน้ำที่ขังในหลุมก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงอุทานของชายหนุ่ม

    “เอ้ย! ไอ้...” เขาเลือกที่จะกลืนคำด่าลงไปในคอด้วยความยากลำบากพร้อมกับมือที่ยกขึ้นมาเตรียมที่จะชี้นิ้วไปยังต้นเหตุ นิ้วขยับไปมาตามแรงกระเพื่อมของความโกรธที่ครุกรุ่น ก่อนที่เขาจะเลือกหดมือลงมาไว้ข้างตัวตามเดิม ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อข่มจิตใจที่กำลังเดือดพล่านจนเกือบทะลุจุดเดือด เขาก้มมองดูกางเกงสแล๊กตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานเพื่องานนี้โดยเฉพาะ มันปรากฏให้เห็นถึงร่องรอยของคราบน้ำที่กระเด็นมาจับจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาในขณะที่ตัวต้นเหตุเลี้ยวรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจออกจากปากซอยสู่ถนนใหญ่ไปแล้ว

     “โอ้ย! กูอยากจะบ้าตาย...ทำไมมันถึงซวยแต่เช้าอย่างนี้วะ!” เขาสบถออกมาเบา ๆ พร้อมกับกัดฟันกรอด ๆ ก่อนที่จะพ่นลมออกมาเพียงเพื่อต้องการที่จะระบายและละลายความเดือดของอารมณ์ให้เจือจางลงเท่านั้น เพราะหากว่าไม่ได้ระบายออกมาเขาคงอกแตกตายกันพอดี ก่อนที่...

      “ไม่ได้...เราจะพูดว่าซวยไม่ได้” เขาย้ำกับตัวเองหลังจากที่อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อสักครู่ค่อย ๆ ถูกพัดพาไปกับสายลมเย็นในยามเช้า

       ‘ใช่! เรื่องแค่นี้เป็นเรื่องปกติ เราเดินในซอยนี้ทุกวันก็โดนแบบนี้อยู่เป็นประจำนี่นา มันเป็นเรื่องปกติ!’ เขาคิดในแง่ดี

       ซอยที่ชายหนุ่มอาศัยอยู่จะมีน้ำท่วมและน้ำขังอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะถนนในซอยที่เป็นหลุมเป็นบ่อนั้นเป็นเสมือนแอ่งให้น้ำขังได้อย่างดี...น้ำท่วมเป็นประจำจนถึงขนาดคนในซอยบางคนพูดในทำนองที่ว่า ‘แค่ฟ้าครึ้มหรือฟ้าร้องน้ำก็ท่วมซอยนี้แล้ว’ ชายหนุ่มคิดได้ดังนั้นก็เลยคลายความโกรธลงมาได้บ้างก่อนที่จะพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้งและรีบสาวเท้าก้าวเดินเร็วขึ้นเพื่อให้ถึงปากซอยไว ๆ

 

“ไอ้...รถเมล์ฟรี...อะไรวะไม่เห็นจอดป้ายให้ขึ้นเลย” เสียงป้าคนหนึ่งบ่นขึ้นด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดเต็มประดากอปรกับสองมือที่เต็มไปด้วยข้าวของพรุงพะลัง

         “ใช่! ป้าฉันเห็นด้วย บางคันนะโล่งมีอยู่ไม่กี่คน แต่มันวิ่งทีอยู่กลางเลนส์โน่นไม่ยอมเข้าป้ายจอดให้คนขึ้น หรือบางคันดีหน่อยก็จอดแต่ขอโทษทีจอดเลยป้ายไปไกลเหมือนไม่เต็มใจ พอวิ่งตามจะไปขึ้นมันก็ดันออกรถไปก่อนซะนี่ พูดแล้วรมณ์เสีย!” หญิงวัยกลางคนท่าทางอุดมสมบูรณ์กินดีอยู่ดีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขุ่นมัวไม่ต่างจากป้านัก

      “ใช่!...ป้า บางที่นะ ผมเห็นไอ้รถเมล์ฟรีมันตีคู่กันมากับรถคันที่ไม่ฟรี ไอ้คันที่ฟรีที่เราอยากจะขึ้นกลับวิ่งเลยหน้าตาเฉย ดันให้ไอ้คันที่ไม่ฟรีจอดป้ายแทน พูดแล้วน่าโมโหนักมันอยากให้พวกเราเสียตังค์...แล้วมันจะฟรีหา...อะไรกัน กินภาษีประชาชนไปฟรี ๆ แล้วยังบริการไม่ดีอีก” ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ ป้าหันมาร่วมวงด้วยอารมณ์ที่ดุเดือดไม่ต่างกัน ซึ่งสวงได้แต่อมยิ้มเมื่อได้ฟังเสียงบ่นของคุณป้าและน้าหญิงชายทั้งสามคนนั้น

         ชายหนุ่มยกข้อมือเพื่อดูนาฬิกา เขานึกในใจว่าอีกไม่นานรถเมล์ (ฟรี) สายที่เขารอคงจะมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ เขารู้ดีเพราะว่าเขาขึ้นสายนี้บ่อยจนจำเวลาได้ดีโดยเฉพาะรถเมล์ (ฟรี) ของสายนี้ที่นาน ๆ จะมาที เขาชะเง้อคอมองเห็นรถเมล์สายที่เขาหมายตาเอาไว้กำลังแล่นมาพร้อมกับป้ายสีฟ้าและตัวหนังสือสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายทางการค้าว่าเป็นรถเมล์ฟรีไม่ต้องเสียตังค์กำลังแล่นเข้ามาใกล้แล้ว...ใกล้เข้ามาแล้ว แต่...

        “เอ้ย!...” เสียงอุทานของผู้โดยสารที่รออยู่ที่ป้ายรถเมล์ดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก่อนที่จะตามมาด้วยคำสบถหยาบคายต่าง ๆ นานา ที่ออกมาด้วยอารมณ์โกรธและเดือดดาลเหลือจะทน

       ‘เอ้ย! ทำไมวันนี้มันไม่จอดป้ายวะ คนก็ไม่เต็มนี่นา’ ชายหนุ่มคิดในใจไม่ต่างจากคนทั้งหลายที่ป้ายรถเมล์เป็นแต่เพียงว่าเขาไม่ได้พูดอะไรออกไปก็เท่านั้นเอง

      ‘เฮ้อ...คิดว่าจะไม่ต้องเสียตังค์ค่ารถเมล์ ที่ไหนได้สงสัยคงต้องเสียแล้วหละคราวนี้’ เขาคิดต่อเพราะรู้ดีว่ากว่ารถเมล์ (ฟรี) สายนี้จะมาอีกทีก็ปาไปเกือบชั่วโมง! ซึ่งในวันนี้เขาไม่มีเวลารอนานขนาดนั้นเพราะมีสิ่งสำคัญที่ต้องรีบไปทำ! ท่องไว้

        ‘คิดในแง่บวก...คิดในแง่บวก...อารมณ์จะได้ไม่ขุ่นมัว’ เขาย้ำกับตัวเองอีกครั้ง

 

ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในหอประชุมที่ใช้สำหรับจัดมหกรรมนัดพบแรงงานครั้งใหญ่! ที่ประกาศเอาไว้ว่าสัมภาษณ์แล้วรู้ผลในทันทีนั้น ปรากฏว่ามีผู้คนมารออยู่ก่อนหน้าเป็นจำนวนมากทั้ง ๆ ที่ชายหนุ่มคิดว่าเขามาแต่เช้าแล้ว ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบเข้าไปลงทะเบียนในบริษัทที่หมายตาเอาไว้ในทันที

      “วันนี้สินะ...เราต้องทำให้ได้!” เขาย้ำกับตัวเองในระหว่างที่นั่งรอเรียกสัมภาษณ์งาน...ตลอดช่วงเช้าทั้งสามบริษัทที่ชายหนุ่มลงทะเบียนเอาไว้ ปรากฏว่าเขาสัมภาษณ์ไม่ผ่านสักบริษัท...กำลังใจทีพกเอาไว้จนเต็มกระเป๋าในเมื่อเช้านี้เริ่มแฟบลง ๆ เรื่อย ๆ แต่ทว่าเขาก็ยังคงปลอบใจตัวเอง

      ‘ไม่เป็นไร...เราต้องคิดในแง่บวกเข้าไว้ บริษัทเมื่อเช้าอาจจะไม่เหมาะกับเราก็เป็นได้’ ชายหนุ่มปลอบใจตัวเองในระหว่างที่พักกลางวันเพื่อรอสัมภาษณ์งานอีกสี่บริษัทที่เขาลงทะเบียนเอาไว้ในภาคบ่าย

     ...แต่สุดท้ายผลการสัมภาษณ์ในช่วงบ่ายอีกสี่บริษัทเสมือนยืนหยัดราวกับเป็นคู่แฝดของบริษัทในช่วงเช้าที่ปฏิเสธเขาทั้งหมด!

       หมดกัน!!! มาถึงตอนนี้กำลังใจที่ชายหนุ่มพกพามาเต็มกระเป๋าในเมื่อเช้านี้และพยายามที่จะหล่อเลี้ยงมันเอาไว้ด้วยสายใยแห่งความคิดทางด้านบวกกลับอันตธานหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้?...รู้แต่ว่า ณ เวลานี้สายใยบาง ๆ ดังกล่าวได้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว ชายหนุ่มรู้สึกโกรธและอารมณ์เดือดเป็นอย่างมากในหัวสมองของเขาพยายามนึกหาเหตุผลมายัดเยียดความล้มเหลว (อีกครั้ง) ของตัวเองให้ได้

        ‘ใช่! เป็นเพราะว่าเราไม่ได้หยิบหนังสือสองเล่มนั้นมาด้วย...แต่...เอ...เราก็ตอบสัมภาษณ์ตามเคล็ดลับที่บอกเอาไว้ในหนังสือนั้นนี่นารวมทั้งพยายามสร้างความคิดในแง่บวกอยู่ตลอดเวลาแล้วนี่ หรือว่า...

        ใช่! ต้องเป็นเพราะป้าแมวที่แช่งเราตั้งแต่เช้านั่นแน่ ๆ หรือว่า...

        ใช่! ต้องเป็นเพราะความซวยจากไอ้มอเตอร์ไซค์บ้า ๆ คันนั้นรวมถึงไอ้รถเมล์ (ฟรี) นั่นอีกคันที่ไม่ยอมจอดป้าย ทำให้เราต้องเสียตังค์...

        ใช่! เป็นเพราะความซวยซ้ำซวยซากทั้งหมดตั้งแต่เช้านี่เองที่ทำให้เราซวยมาจนถึงการสัมภาษณ์งาน’

ชายหนุ่มสรุปกับตัวเองในท้ายที่สุดก่อนที่จะก้าวเดินด้วยอารมณ์หงุดหงิดไปยังห้องน้ำบริเวณหอประชุมที่ใช้จัดงาน เขาล้างหน้าราวกับว่าต้องการชำระเอาความซวยต่าง ๆ เหล่านั้นที่คิดว่าเป็นผลทำให้เขาไม่ได้งานในวันนี้ออกไปจากตัว! ก่อนที่จะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองดูตัวเองในกระจกที่สะท้อนกลับมาซึ่งไม่เหลือเคล้ารางของชายหนุ่มในตอนเช้าให้เห็นเลย ราวกับว่าใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนกระจกในตอนนี้เป็นคนละคนกับใบหน้าของชายที่อยู่ในกระจกเมื่อเช้านี้ที่ผ่านมา! เขาค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าปอดก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ห่อเหี่ยว...หมดหวังและไร้เรี่ยวแรง

        “ใช่! คนอื่นทำได้...ยกเว้นกู!” จริงซินะทุกอย่างมีข้อยกเว้นเขาคิดต่อ ก่อนที่จะแสยะยิ้มด้วยความสมเพชให้กับตัวเองในกระจกพร้อมกับมีเสียงหนึ่งในใจที่คัดค้านขึ้นมาอย่างเหลืออด

      ‘ใช่! ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการพูดเสมือนปลอบใจตัวเอง แต่กี่ครั้งแล้วหละที่แกต้องพูดอย่างนี้...กี่ครั้งแล้ว?’

 

       เสียงคัดค้านดังกล่าวนั้นยังคงดังกึกก้องอยู่ในหัวสมองของเขาราวกับมีคีมเหล็กขนาดใหญ่มาคอยบีบเอาไว้จนรู้สึกเจ็บระบมไปหมดทั้งหัวตั้งแต่ห้องน้ำนั่นจนถึงปากซอย...และอาจจะตลอดไปหากว่าเขายังคงทำตัวและคิดโทษนั่นโทษนี่อยู่ร่ำไป...ไม่เปลี่ยนแปลง!