ตัวการขโมยเวลา...

Author: 
ภ. รินชากร
ประเภท: 
เรื่องสั้น

‘ข้าคือเงาของเจ้า...ไอ้คนอ่อนแอ!’

       เสียงกังวานดังกล่าวยังคงสะท้อนอยู่ในหัวสมองของชายหนุ่มทั้งๆ ที่เขาสะดุ้งตื่นนานแล้วแต่เสียงดังกล่าวก็ยังคงสะท้อนอยู่ในความคิด...ชัดเจน!

       ...เช้านี้หลังจากตื่นนอนชายหนุ่มก็วุ่นวายอยู่กับการตั้งนาฬิกาปลุกและการคำนวณเวลานอน ‘เราต้องตื่น ๐๕.๕๙ น. ดังนั้นต้องนอนตั้งแต่สี่ทุ่มถึงจะครบแปดชั่วโมง’ ชายหนุ่มคิด...อืม เขากระตุกยิ้มให้กับความคิดของตัวเองพร้อมกับหมุนเข็มปลุกไปยังตัวเลขดังกล่าว... เราต้องมีวินัย!

        ชั่วขณะความคิดของเขาก็ประหวัดไปถึง... ‘นักปราชญ์สี่...เศรษฐีหก...ยาจกแปด’

        “เฮ้ย!” เขาอุทานออกมาพร้อมกับพึมพำเบาๆ “ไม่ได้ๆ ต้องเปลี่ยนใหม่...เราไม่อยากเป็นยาจก!

        “เอ...สี่ชั่วโมงก็ดูน้อยไปเดี๋ยวตื่นมาหน้าตาไม่สดชื่น แต่เราอยากเป็นนักปราชญ์และเศรษฐีก็ด้วย...ทั้งสองอย่าง” ชายหนุ่มพยายามนึกคำนวณเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับตัวเองก่อนที่รอยยิ้มจะผุดขึ้นบนใบหน้าในครู่ต่อมา

         “ห้าชั่วโมง!” เขาอุทานออกมาด้วยความดีใจ “ใช่! กึ่งกลางระหว่างนักปราชญ์กับเศรษฐีพอดี ได้เป็นทั้งสองอย่าง” เมื่อได้จำนวนชั่วโมงการนอนที่แน่นอนแล้วชายหนุ่มก็คำนวณต่อว่าจะเริ่มนอนตั้งแต่กี่ทุ่มดีซึ่งเขาเคยได้ยินมาว่าเวลาก่อนสี่ทุ่มเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสมควรได้รับการพักผ่อนที่ดีที่สุด!

         ‘เอ...หากว่าเรานอนตอนสี่ทุ่มก็ต้องตื่นตีสาม…เช้าไปไหม?’ ชายหนุ่มคิดก่อนที่จะพึมพำกับตัวเอง

         “ตื่นมาทำไม?...นั่นสิ”

          เขาคิดต่อ...หากว่าเรานอนเที่ยงคืนก็ต้องตื่นตีห้า...เออค่อยยังชั่ว แต่เอ๊ะ! แล้วหน้าตาเราจะสดชื่นหรือเปล่า เรานอนหลังสี่ทุ่มตั้งสองชั่วโมง ชายหนุ่มกำลังจะคิดหาทางออกที่เหมาะสมให้กับเวลานอนของตัวเองต่อ แต่พลันสายตาเหลือบไปมองที่เข้มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาปลุกดังกล่าว เขาก็ต้องรีบวางมันลงราวกับนาฬิกาปลุกในมือเป็นของร้อนพร้อมกับสบถกับตัวเอง

         “ตาย_’า สายอีกแล้วกู!” ก่อนที่จะรีบลุกไปเข้าห้องน้ำและแต่งตัวไปทำงาน     

        ‘วินัย’ ไม่ใช่ชื่อของชายหนุ่มแต่เป็นคำที่มีอิทธิพลต่อเขาเป็นอย่างมาก...เราต้องมีวินัย

        นั่นคือประโยคที่ชายหนุ่มย้ำกับตัวเองอยู่เสมอ...วินัยในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะด้านการดูแลรักษาสุขภาพชายหนุ่มจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ จะไม่ให้สนใจได้อย่างไรก็ในเมื่อปัจจุบันนั้นโรคภัยไข้เจ็บมีมาเยี่ยมเยือนมากมายและหลากหลายสายพันธุ์ ดังนั้นเขาจึงมองว่าการที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ดีที่สุดก็คือการป้องกันไม่ใช่การรักษา...ออกกำลังให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

        นอกจากการดูแลรักษาสุขภาพตัวเองแล้วชายหนุ่มก็ยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปยังบุคคลรอบข้างที่เขารู้จักถึงแม้ว่า...

        มีอยู่เหตุการณ์เขาเห็นเด็กชายคนหนึ่งซึ่งรูปร่างค่อนข้างอ้วนเพราะว่าชอบกินอาหารจำพวก Fast food เนื่องจากเด็กชายคนดังกล่าวมีบ้านอยู่ติดกันกับเขา ซึ่งเขาก็รู้จักมักคุ้นกับพ่อและแม่ของเด็กชายดี

        วันหนึ่งขณะที่เด็กชายกำลังรอรถอยู่หน้าปากซอย (ในมือถือแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นโตและกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย) ด้วยความเป็นคนที่มีจิตใจหวังดีต่อคนรอบข้างชายหนุ่มก็ได้ทักทายตามประสาคนรู้จัก...

         “นี่ไอ้น้องพักนี้ดูหุ่นหนาขึ้นเยอะเลยนะ...พี่ว่าเป็นเพราะเรากินอาหาร Fast food นี่แหละ พี่เจอเราทีไร ก็เห็นกินแบบนี้ประจำ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพลางทำท่าทางสำรวจหุ่นของเด็กชาย

       เด็กชายเหลือบมองนิดนึง...ก่อนที่จะสนใจแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่ในมือต่อ...

       “เรารู้ไหม กินอาหารพวกนี้บ่อยๆ  มันไม่ดีต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่ายและก็ตามมาอีกหลาย ๆ โรค...และที่สำคัญทำให้อายุสั้นด้วยนะ” ชายหนุ่มอธิบายถึงเหตุและผลด้วยความหวังดีในขณะที่เด็กชายกำลังเคี้ยวแฮมเบอร์เกอร์คำสุดท้ายต่อด้วยการดูดน้ำอัดลมอึกใหญ่ตามมา...ก่อนที่จะเหลือบมองมายังชายหนุ่มอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

        “ปู่ของผมอายุเก้าสิบ...ยังแข็งแรงอยู่เลย”

        “โอ้โห...แล้วปู่ของเราชอบกินอาหาร Fast food แบบนี้เหมือนกันเหรอ?” ชายหนุ่มถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่ออยู่ในทีและนึกต่อในใจ เป็นไปไม่ได้

        “เปล่า...” ชายหนุ่มยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบดังกล่าว นึกแล้วเชียว ในขณะที่เด็กชายหยุดเว้นระยะพร้อมกับเหลือบมองนิดนึงก่อนที่จะเอ่ยประโยคต่อมาซึ่งทำให้ชายหนุ่มแทบสำลักความคิดของตัวเอง

        “ปู่ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน!”

         “!!!...”

         นั่นเป็นเหตุการณ์หนึ่งซึ่งชายหนุ่มได้รับกลับมาจากความปรารถนาดีที่มีต่อบุคคลรอบข้างที่เขารู้จัก แต่ถึงอย่างไรชายหนุ่มก็ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างวินัยกับตัวเองและเลยไปถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นๆ ด้วยอยู่เสมอ เพราะเขารู้ดีว่า...

        ‘วินัย’ มีความสำคัญกับทุกสาขาอาชีพในฐานะที่เป็นพื้นฐานของการนำพาความสำเร็จมาสู่ชีวิต แม้แต่นักกีฬาฟุตบอลที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งทางด้านฝีเท้าและเงินทองที่เขาเคยอ่านในหนังสืออย่างเดวิด เบ็กแฮม (อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ) เมื่อครั้งยังค้าแข้งอยู่กับสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดของศึกพรีเมียร์ลีกแห่งอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในทำนองที่ว่า การที่เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและยอมรับในอาชีพจนได้รับฉายาว่า ‘มิดฟิลด์เท้าชั่งทอง’ รวมทั้งเป็นจอมปั่นฟรีคิกระดับแนวหน้าของโลกนั้นเป็นเพราะว่า ในเวลาฝึกซ้อมเขาจะทุ่มเทและจริงจังกับทุกรายละเอียดรวมทั้งเต็มที่และสนุกกับมันแต่ที่สำคัญก็คือ เขาเป็นคนที่มีวินัยและความขยันเหนือคนอื่น เมื่อโค้ชสั่งให้เลิกซ้อมแล้วแต่เขากลับใช้เวลาต่อจากนั้นอีกกว่าชั่วโมงในการซ้อมปั่นฟรีคิกและการเปิดบอลให้แม่นยำเป็นประจำทุกวัน! แม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์ในด้านทักษะด้อยไปกว่าซีเนอดีน  ซีดาน โรนัลโด้ (โล้นทองคำ) หรือลีโอเนล เมสซี่ ซึ่งนักฟุตบอลเหล่านี้ถือว่ามีพรสวรรค์ที่สูงส่งในเชิงลูกหนัง แต่ว่าเบ็กแฮมก็มีพรแสวงที่เยี่ยมยอดในด้านของความมีวินัยนั้นมาทดแทนโดยค้าแข้งเกือบถึงอายุสี่สิบปี และผลจากการเป็นนักกีฬาที่มีวินัยดังกล่าวเขาได้รับผลตอบแทนนำพามาซึ่งความสำเร็จทั้งทางด้านชื่อเสียงและเงินทองเป็นอย่างมาก

            หรือหากจะกล่าวถึงเรื่องความมีวินัยแล้ว คนทั่วไปโดยส่วนใหญ่จะนึกถึงคนญี่ปุ่นซึ่งถือได้ว่าเป็นเสมือนสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายทางการค้าเลยก็ว่าได้ คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีวินัยค่อนข้างสูงแม้กระทั่งเมื่อครั้งที่เกิดสึนามิประชาชนที่เดือดร้อนทั้งด้านอาหารและที่อยู่อาศัยยังมีระเบียบวินัยในการเข้าแถวเพื่อรอรับการช่วยเหลือ ซึ่งหากเป็นชาติอื่นโดยเฉพาะ...แล้วคงไม่ต้องพูดถึง วินัยในสถานการณ์อย่างนั้น คงจะมีค่าเท่ากับศูนย์หรือเผลอๆ อาจจะติดลบไปเลยก็ได้

             หรือแม้กระทั่งตระกูลเจ้าสัวใหญ่ๆ ในเมืองไทยหลายๆ ท่านกว่าจะมาถึงวันนี้ล้วนแล้วแต่มีชีวิตในวัยเยาว์ที่เต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคยากลำบากมากมายหลายเท่านักอันเป็นผลมาจากภาวะบังคับบีบคั้นทางด้านความยากจนข้นแค้น ทำให้ต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยสองมือเปล่าหรือที่มีคำกล่าวที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้จาก ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ จนกระทั่งนำพาไปสู่เส้นทางของเจ้าสัวที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ซึ่งหลาย ๆ ท่านที่ประสบความสำเร็จต่างบอกในทำนองที่ว่าเป็นเพราะพวกท่าน มีวินัย มีความขยัน อดทน มุ่งมั่นและบากบั่น เป็นฐานพื้นจึงยืนหยัดต่อสู่และฟันฝ่าไม่กลัวต่ออุปสรรคและความยากลำบากเหล่านั้นจึงทำให้พวกท่านมีวันนี้

            ชายหนุ่มนึกถึงตรงนี้ก็ยิ้มกับตัวเองอีกครั้ง อืม...วินัย! และคำถามที่ตามติดมาเสมือนคู่แฝดก็คือ แล้วเราควรเริ่มสร้างวินัยจากตรงไหนดี?

            นี่คือที่มาที่ทำให้ชายหนุ่มเริ่มขบคิดในการ ‘สร้างวินัย’ เบื้องต้นกับตัวเองว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี และเขาก็คิดถึงหนังสือที่เคยอ่านเล่มหนึ่งซึ่งมีข้อความโดนใจเกี่ยวกับ ‘เวลา’

            ...ปัญหาใหญ่อีกประการสำหรับเรื่อง ‘เวลา’ ก็คือคนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าไม่มีเวลา หรือ มีเวลาแต่ไม่มากพอ หากจะพูดหยาบ ๆ แบบกำปั้นทุบดินก็จะได้ว่า แท้ที่จริงแล้วทุกคนมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงในหนึ่งวันเท่ากันไม่ว่าจะเป็นคนยากดีมีจนอย่างไร หากว่าเรารู้จักวางแผนและบริหารจัดการในเรื่องเวลาของตัวเอง และที่สำคัญต้องมีวินัยปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องสม่ำเสมอโดยเชื่อว่าทุกคนสามารถบริหารจัดสรรเวลาได้ทุกคน หากไม่เชื่อ! เราลองหยิบกระดาษขึ้นมาพร้อมกับปากกาหรือดินสอก็ได้แล้วลองตั้งใจเขียน (เสียเวลาสักนิด) ตารางชีวิตที่เราทำเป็นกิจวัตรในแต่ละวันดู แล้วค่อยๆ ตัดรายการที่เราสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ (บางครั้งอาจจะก่อให้เกิดโทษทางด้านร่างกายและจิตใจเสียด้วยซ้ำ) แล้วค่อย ๆ จัดสรรเวลาให้กับการดำเนินชีวิตใหม่ โดยการฝึกใช้กระบวนการทางความคิดที่มีเหตุมีผลอย่างจริงจัง แล้วเราจะพบว่า ‘เวลา’ ที่เราทุ่มเทให้กับการสร้างวินัยโดยบริหารจัดการอย่างเป็นระบบนั้นคุ้มค่าจนมิอาจประเมินค่าออกมาได้           

           คำว่า ‘ไม่มีเวลา’ ในความเป็นจริงแล้วมีค่าเท่ากับ ความบกพร่องด้านวินัยในการบริหารจัดการเวลา  นั่นเอง เปรียบเสมือนกับในการดำเนินชีวิตนั้น ‘ไม่มีใครวางแผนให้ตัวเองล้มเหลว แต่คน (ส่วนใหญ่) ที่ล้มเหลวคือคนที่ไม่ได้วางแผน’ แก่นแท้ของการบริหารจัดการด้านเวลา ก็คือ การวางแผนบริหารจัดการกิจกรรมของชีวิตตามลำดับความสำคัญโดยมีวินัยกำกับอย่างเข้มข้น แน่นอนที่สุดในหลายๆ คนดูวุ่นวายกับกิจกรรมของชีวิตในแต่ละวันหรือที่พูดกันว่า ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะตั้งสติ วิเคราะห์ พิจารณาถึงลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ทำประจำวันนั้นอย่างจริงจังว่า มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เราทำไปอย่างไม่มีสาระสำคัญหรือเป็นเพียงการทำไปตามความเคยชิน (ถาวร) เท่านั้น

                - เรามีเวลาไปเที่ยวสังสรรค์ ดื่ม – กิน กับเพื่อนฝูงอาทิตย์ละครั้ง แต่ มีเวลาไปออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานในการต่อสู้กับเชื้อโรคกี่ครั้งต่ออาทิตย์ ต่อเดือน ...?

                - เรามีเวลาให้กับงานวันละ ๑๐ – ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน แต่ มีเวลาให้กับครอบครัวต่อวันกี่วินาที กี่นาที ... ?

                - เรามีเวลาตรวจเช็คงานเพื่อสะสางให้เรียบร้อย หรือตรวจเช็คสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากมาย แต่ เคยมีเวลาที่จะไปเข้าศูนย์ตรวจเช็คความชำรุดทรุดโทรมของร่างกายบ้างไหม ?

           เวลาของการออกกำลังกาย เวลาของการอยู่กับครอบครัวเพื่อเสริมสร้างความอบอุ่น เวลาในการไปตรวจเช็คความชำรุดทรุดโทรมของร่างกาย สิ่งเหล่านี้หากพิจารณากันตามจริงแล้วมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งแต่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกันก็เพราะคิดว่า ‘ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน’ แต่หากว่าเมื่อมีเหตุปัจจัยมาบังคับ บีบคั้น เวลาของสิ่งเหล่านั้นก็จะมีความสำคัญขึ้นมาทันที ดังเช่นเมื่อช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๒ มีโรคติดต่อยอดฮิตคือ ไข้หวัด ๒๐๐๙ ที่เล่นเอาคนทั้งโลกหวาดผวาและวิตกจริต ซึ่งหลักการป้องกันที่ดีที่สุดหาใช่วัคซีนอะไรต่าง ๆ ไม่ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถผลิตขึ้นได้เองในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อเป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแกร่งทั้งการออกกำลังกาย  พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การรักษาความสะอาด ดังจะเห็นได้ตามข่าวสารที่ว่าหลายหน่วยงานหรือแม้กระทั่งบริษัทเอกชนต่าง ๆ หันมาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพโดยการให้พนักงานออกกำลังกายช่วงเช้า หรือช่วงบ่ายบ้าง วันละ ๑๕ – ๓๐ นาที ซึ่งทุกคนก็จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะเห็นถึงความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนของการออกกำลังกายในทันที หรือหาก

             สมมติว่า : วันหนึ่งเราได้ไปตรวจเช็คร่างกายผลปรากฏออกมาว่า ร่างกายชำรุดทรุดโทรมเสียหายเป็นอย่างมาก (เพราะที่ผ่านมาไม่เคยให้เวลาไปตรวจเลย) แล้วหมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน เวลาของความสำคัญในครอบครัวก็จะมีความหมายขึ้นมาทันที ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาเรามีเวลาตั้งมากมายแต่ก็ไม่เคยใส่ใจในรายละเอียด เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญจำเป็นเร่งด่วน

           คุณค่าของเวลาอยู่ที่การสร้างวินัยในตัวเองและใส่ใจในรายละเอียดกิจกรรมในแต่ละวันของชีวิตที่จำเป็นและสำคัญตามจริง เรามีเวลามากมายในการทำเรื่องที่ไม่ได้สาระให้กลายมาเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น แต่ไม่เคยให้เวลาสักนิดในการตั้งคำถามเกี่ยวกับเวลาเหล่านั้น เพราะกลัวว่าจะรับความ (ไร้สาระ) จริงของกิจกรรมที่ทำเหล่านั้นไม่ได้ ในท้ายที่สุดก็ได้แต่หลอกตัวเองอยู่เรื่อยว่า “ไม่มีเวลา” ตลอดไป...

          และอีกหนึ่งในข้อคิดด้านเวลาที่กระตุ้นให้ชายหนุ่มหันมาใส่ใจในการสร้างวินัยให้กับเวลา...ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักคิดนักเขียนที่มีผลงานแพร่หลายเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศได้พูดถึง ‘ความสำคัญของเวลา’ เพื่อกระตุกความคิดเอาไว้ว่า

          “เวลาและชีวิตไม่ใช่เทปคาสเซตที่เมื่อหมดม้วนแล้วสามารถกรอกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ แต่เวลาและชีวิตเป็นสิ่งที่ใช้หมดแล้วก็หมดไป เราแต่ละคนต่างมีชีวิตเพียงชีวิตเดียว การใช้ชีวิตของเราจึงควรเป็นไปอย่างมีสติและระมัดระวังอยู่เสมอ เพื่อเมื่อบั้นปลายชีวิตมาถึงเราจะไม่ต้องมานั่งเสียใจกับวันเวลาและชีวิตที่ผ่านมา แต่สามารถยิ้มอย่างภาคภูมิใจและบอกกับตัวเองได้ว่าเราได้ใช้เวลาในชีวิตที่ผ่านมาอย่างดีที่สุดแล้ว”           

             ใช่! เราไม่สามารถกดรีโมทหยุดเวลา (เหมือนเล่นเกม) แล้วนำไปฝากสะสมไว้เพื่อกินดอกเบี้ย (เวลา) ได้ ในการใช้เวลาก็เปรียบเสมือนการใช้ชีวิต หากใช้เวลาไปในทางที่ผิดและไร้สาระไม่มีแก่นสาร ก็จะสะท้อนออกมาถึงการใช้ชีวิตที่ ...เช่นเดียวกัน  ดังนั้นเราต้องมีวินัยในการบริหารจัดการเวลา และที่สำคัญลงมือทำทันที!

           นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มวุ่นวายในเมื่อเช้าที่ตื่นขึ้นมาเมื่อความคิดบรรเจิดว่าจะเริ่มต้นจัดการกับ ‘วินัย’ ตัวเองจากตรงไหนซึ่งคำตอบที่ได้และชัดเจนที่สุดในหัวสองของเขาก็คือเริ่มต้นจาก ‘เวลา’ นั่นเอง

          วันนี้ชายหนุ่มมาถึงที่ทำงานสายไปหนึ่งนาที! โฮ้โห! เอ้ย! อุตส่าห์รีบแทบตายลงทุนนั่งมอเตอร์ไซค์ รู้งี้นั่งรถเมล์ฟรียังจะดีเสียกว่า ไม่ต้องเสียตังค์ด้วย เขาคิดในใจในขณะที่สแกนเวลาเข้างาน

          แต่ถึงกระนั้นทั้งวันชายหนุ่มก็ยังทำงานด้วยจิตใจและอารมณ์ที่แจ่มใสเพราะปมปัญหาที่ค้างคาใจในการเริ่มต้นสร้างวินัยได้คลายออกแล้วเมื่อเช้านี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ตกผลึกทางความคิดดีแต่ไม่เป็นไรกลับไปเย็นนี้ค่อยลงมือวางแผนจัดตารางในการสร้าง ‘วินัย’ ให้กับตัวเอง เขานึกพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏตรงมุมปากเมื่อมองเห็นแสงสว่างของประตูสู่ความสำเร็จในชีวิตกำลังอ้าแขนรับเขาเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ที่เริ่มต้นจากการสร้างวินัย ‘การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ’

       “ใช่! เราต้องสร้างวินัยจากจุดเล็กๆ นี้ให้ได้ก่อน” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส

       “ไงเพื่อน คืนนี้ว่างไหม?” เสียงทักพร้อมกับมือจับอยู่ที่บ่าทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับดึงความคิดกลับมายังปัจจุบันขณะ

         “ว่าไง คืนนี้นายว่างหรือเปล่า พี่เต่าให้มาชวนนะ” เสียงของเพื่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นชายหนุ่มยังไม่ตอบ

         “คืนนี้เหรอ?” ชายหนุ่มหยุดเว้นระยะก่อนที่ ‘วินัย’ จะโบกมือให้ในความคิด เขาจึงรีบพูดต่อ “อ๋อ...ไม่ว่างวะ ฝากขอบคุณพี่เต่าด้วยนะ” ชายหนุ่มพูดออกไปพร้อมกับเป่าปากด้วยความโล่งอก เพราะรู้ดีว่าวันนี้เป็นวันศุกร์และก็อีกนั่นแหละเป็นวันที่เขาและเพื่อนพ้องน้องพี่มักจะพูดว่า ‘(วัน) สุข (เมา) กันเถอะเรา’…ไม่ได้เราต้องรักษาวินัยตั้งแต่วันนี้ ทันที! ชายหนุ่มย้ำคิดกับตัวเอง

          “เฮ้ย! อย่าบอกนะว่านายจะไปนั่งเชียร์บอลโลกอยู่ที่บ้าน” เสียงที่ออกมาจากปากของเพื่อนดุจดังกระสุนที่พุ่งมากระทบ

          เพล้ง!!! ชายหนุ่มรู้สึกว่า ‘วินัย’ ที่โบกมือให้ในความคิดเมื่อสักครู่ได้แตกสลายไปเมื่อได้ยินคำว่า บอลโลก! และตามติดมาด้วยผลการประมวลข้อมูลในสมอง...สี่ปีมีครั้งไม่ได้มีทุกปี ทุกเดือน ทุกสัปดาห์...

          “หา! นายว่าไงนะ...บอลโลกงั้นเหรอ” ประโยคสุดท้ายคล้ายเป็นคำบอกย้ำเตือนกับตัวเองมากกว่าจะเป็นคำถาม...เราลืมไปได้ไง คืนนี้พิธีเปิดบอลโลกนี่หว่า

        ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่คัดง้างกันระหว่าง ‘วินัยกับบอลโลก’ ชายหนุ่มชั่งน้ำหนักทั้งสอง (ที่เอียงเข้าข้าง) อย่างชัดเจนแล้วก็ตัดสินใจ

       ‘ใช่! บอลโลกสี่ปีมีครั้ง...รออีกหนึ่งเดือนค่อยพบกันนะวินัย!’ ชายหนุ่มนึกโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีเสียงหนึ่งจากจิตใต้สำนึกที่สะท้อนเป็นแต่เพียงเสียงแผ่วๆ บางเบาราวกระซิบแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้องกึกก้องตะโกนไชโยที่จะได้ดูบอลโลกตลอดหนึ่งเดือน...เป็นเสียงเดิมที่เคยเกิดขึ้นภายหลังจากเขาผัดวันประกันพรุ่งและนี่ก็เป็นอีกครั้ง...อีกครั้ง...อีกครั้ง...

                     ‘ข้าคือเงาของเจ้าไอ้คนอ่อนแอ!...ตัวการสำคัญที่ขโมยเวลาคือการผัดวันประกันพรุ่ง!’