เงินยายหายไปไหน?

Author: 
ภ. รินชากร
ประเภท: 
เรื่องสั้น

   “หนอยแนะ...เดี๋ยวนี้หัดโกหกยายใช่ไหม” เสียงยายมีเอ็ดหลานชายดังลั่นบ้าน

          “เปล่านะครับยาย...ผมพูดความจริง” หลานชายยังยืนยันคำเดิม

          “ชิชะ... ไอ้นี่ เดี๋ยวนี้นอกจากจะโกหกแล้วยังเถียงคำไมตกฟาก มานี่...มาให้ยายตีซะดี ๆ อย่าหนีนะ”

           สิ้นเสียงยาย หลายชายตัวแสบก็เผ่นหายแนบไปอย่างรวดเร็ว...

          “ไอ้ตัวแสบกลับมาเมื่อไร จะตีให้ตายเลยคอยดู” ยายมีได้แต่ตะโกนฝากสายลมส่งผ่านไปยังหลานชายที่อันตธานหายลับตาไปแล้ว ในขณะที่แกนั่งลงอย่างคนปลงตกพร้อมพึมพำกับตัวเองเบาๆ “มันเอานิสัยโกหกแบบนี้มาจากใคร?”

ย้อนหลังกลับไปเมื่อสิบสองปีที่ผ่านมา...

           “แม่คะ...หนูต้องฝากไอ้ตัวเล็กไว้กับแม่สักระยะหนึ่งจนกว่า...จนกว่า…” ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของเธอได้อีกนอกจากเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นตามมา ผู้เป็นมารดาจึงโผเข้ากอดพร้อมกับพูดปลอบใจ

           “ไม่เป็นไรหรอก...ลูก ไม่ต้องห่วงนะแม่จะเลี้ยงหลานให้เอง” ผู้เป็นมารดาปลอบพร้อมกับเอามือลูบศีรษะของเธอเบา ๆ เสมือนเป็นการถ่ายทอดพลังและความเข้มแข็งไปให้

            หลังจากที่เธอได้ทิ้งผลผลิตไว้ให้กับแม่ดูแล นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ไม่มีใครได้พบกับเธออีกเลย ผลผลิตที่เธอทิ้งเอาไว้ได้เติบใหญ่ขึ้นมาตามกาลเวลาจากความรักและความเอาใจใส่ของผู้เป็นยายที่เด็กชายรักและเคารพดุจดั่งแม่แท้ ๆ

            ความรักและความผูกพันของสองยายหลานเป็นที่รับรู้ของคนในชุมชนทุกคนทั่วไปโดยเฉพาะในเรื่องของความใจดีที่แกไม่เคยตีหรือดุด่าหลานด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเลย แม้กระทั่งเคยมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ในกรณีที่หลานชายไปมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียน ทำให้ผู้เป็นยายที่เป็นผู้ปกครองเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเด็กชายต้องไปพบกับอาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนที่ทำทัณฑ์บนหลายชาย แต่ถึงกระนั้นยายมีก็มิได้ดุด่าหลานชายอะไรมากมาย เพราะรู้จักนิสัยใจคอของหลานชายดีว่า ถึงแม้จะเกเรและดื้อบ้างตามประสาเด็กผู้ชายที่กำลังย่างกรายเข้าสู่วัยรุ่น แต่เด็กชายก็เป็นคนที่มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ก็อปปี้มาจากยายมีชนิดพิมพ์เดียวกันเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการที่เด็กชายไปมีเรื่องช่วยต่อยกับเพื่อน แกมีความมั่นใจเต็มร้อยว่าหลานชายของแกไม่ได้เริ่มก่อนอย่างแน่นอน!

          จริงดังคาด...เมื่ออาจารย์ฝ่ายปกครองเล่าว่าจากพยานที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าคู่กรณีของเด็กชายเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน โดยล้อเรื่องปมด้อยของเด็กชายที่ไม่มีพ่อแม่ แต่ทางโรงเรียนก็ต้องทำทัณฑ์บนด้วยกันทั้งคู่เพราะถือว่าเป็นการทะเลาะวิวาท

          ยายมีเมื่อได้ฟังเรื่องราวดังกล่าวก็รู้สึกสะท้อนในใจนึกสงสารปมด้อยของหลานชาย แต่อีกใจก็มีความภาคภูมิใจในตัวหลานที่ถึงแม้จะมีปมด้อยเรื่องพ่อแม่แต่ก็ไม่เคยสร้างความหนักใจให้กับยายเลย อาจเป็นเพราะความรัก ความอบอุ่นที่แกมอบให้ตลอดมานำพาให้หลานชายพ้นจากทางอบายทั้งหลายในช่วงที่ผ่านมา

พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า เปรียบเสมือนม่านดำตามธรรมชาติกำลังคืบคลานเข้ามาทำหน้าที่ของมันตามปกติเหมือนทุกวัน ในมุมหนึ่งของสนามเด็กเล่นในชุมชนมีร่างของเด็กชายนั่งกอดเข่าดวงตาเหม่อลอยอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ภายในใจคิดแต่เพียงว่า ‘เขาจะทำยังไงให้ยายหายโกรธ… ครั้งนี้ดูท่าทียายจะโกรธเอามาก ๆ’

          เด็กชายได้แต่ถอนหายใจ ก่อนที่จะดึงสายตาของตัวเองกลับมาสู่โลกปัจจุบันอีกครั้งในการจับจ้องไปยังกลุ่มเด็กที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นของเล่นในสนาม โดยมีเสียงหัวเราะเป็นเครื่องการันตีบ่งชี้ถึงความสุขแผ่กระจายไปเต็มพื้นที่ของลานกว้าง แต่ทว่าเสียงแห่งความสุขเหล่านั้นไม่สามารถฝ่าพื้นที่เข้ามาจับจองยังเด็กชายได้ เด็กชายนั่งมองภาพความสุขในเบื้องหน้านั้นด้วยความคิดเลื่อนลอยจมดิ่งไปสู่ห้วงอดีตอีกครั้ง...

           “ยาย พ่อกับแม่ผมตายแล้วจริง ๆ เหรอครับ” เด็กชายคะยั้นคะยอถามผู้เป็นยาย

           ยายมีได้แต่เบือนหน้าหนีทุกครั้งที่หลานชายถามเพราะต้องพูดโกหกและที่สำคัญคือไม่อยากให้เห็นน้ำตาของแก

          “เออ...ซิวะ ยายบอกไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ถามเซ้าซี้อยู่ได้” ยายมีจะพูดตัดบททุกครั้งอย่างนี้ทุกทีที่เด็กชายถาม

            “ก็ผมอยากรู้นี่ยาย เอ...ว่าแต่ทำไมคนเราเกิดมาแล้วต้องตายด้วยครับยาย” เด็กชายยังถามต่อ

            ยายมีถอนหายใจกับความชั่งซักของหลานชายที่ซักได้ทุกเรื่อง จนทำให้ยายมีที่ไม่เคยกลัวอะไรเลยในชีวิต...จนกระทั่งหลานชายโตขึ้นมานี่แหละจึงทำให้แกรู้จักความกลัวขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่แกกลัวที่สุดในตอนนี้ก็คือคำถามของหลานชายนั่นเอง...โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องพ่อแม่!

           “ความตายมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย นั่นแหละลูก” ยายมีตอบคำถามเด็กชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นเด็กชายนั่งนิ่งเหมือนกำลังตั้งใจฟังแกจึงเล่าเรื่องดังกล่าวที่แฝงไปด้วยสัจธรรมให้หลานชายฟัง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่แกทำมาตั้งแต่เด็กชายเริ่มพูดจาเจื้อยแจ้วแล้ว

          “...เมื่อสมัยพุทธกาล มีแม่คนหนึ่งพึ่งให้กำเนิดบุตรที่น่ารัก ยังความปลาบปลื้มแก่สมาชิกในตระกูลเป็นอย่างยิ่ง แต่อยู่ได้ไม่นาน บุตรน้อยของนางก็เสียชีวิตกะทันหัน นางร่ำไห้เสียใจเป็นอย่างมาก จนสติฟั่นเฟือนกึ่งบ้า ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเผาศพลูกชาย คิดเข้าข้างตัวว่าลูกชายของตนยังไม่ตาย เพียงสลบไปเท่านั้น มิไยใครเขาจะบอกว่าลูกของนางตายแล้วก็ไม่ฟัง นางเที่ยวเสาะแสวงหาคนที่จะสามารถรักษาลูกชายของนางให้กลับฟื้นขึ้นมาได้แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มี กระทั่งมีผู้แนะนำให้นางไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์รักษา นางดีใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้อุ้มศพบุตรชายรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวันนอกเมืองสาวัตถี เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว นางได้กราบทูลให้พระพุทธองค์รักษาบุตรน้อย” ยายมีหยุดบ้วนน้ำหมากก่อนเล่าต่อ

            “พระพุทธองค์ตรัสให้นางไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่ง โดยเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอามาจากบ้านเรือนที่ไม่มีใครตาย เมื่อได้มาแล้วพระองค์จะทำยาให้ ว่าแล้วนางกีสาโคตมีก็อุ้มลูกน้อยไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุกครัวเรือนแต่ก็ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนก็มีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น จนในที่สุดนางก็ได้สติกลับคืนมาและคิดได้ว่าความตายนั้นไม่ใช่ตายเฉพาะลูกเราคนเดียว คนอื่นก็ตายด้วย สักวันหนึ่งเราเองก็จะต้องตายเหมือนกัน ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด เมื่อคิดได้ดังนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็โพล่งขึ้นกลางใจ ความเศร้าโศกที่แบกรับมาจนหนักอึ้งก็ผ่อนคลายเบาบาง จิตใจสดชื่น โปร่งโล่งสบาย นางจึงจัดการเผาศพลูกชายตนเอง แล้วเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสโลกธรรมสั้น ๆ ให้ฟังว่า มฤตยูย่อมพาชีวิตของคนที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและในทรัพย์สินไป ดุจเดียวกับกระแสน้ำหลากมาพัดพาเอาชีวิตของประชาชนผู้นอนหลับไหลไป...”

            หลังจากที่ยายมีเล่าจบแกก็ยกมือลูบที่ศีรษะของหลานชายเบาๆ เพื่อถ่ายโอนความรักไปให้ ซึ่งในขณะนี้เด็กชายได้เอนกายลงนอนหนุนที่ตักของยาย

           “ความตาย...ทุกคนหนีความตายไปไม่พ้นหรอกหลาน อยู่ที่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้น อีกไม่นานยายก็ต้องไปสู่จุดนั้นเหมือนกัน”

            “อีกนาน...ยายต้องอยู่กับผมไปอีกนาน ผมไม่ยอมให้ยายจากผมไปหรอก” เด็กชายพูดจบก็ดีดตัวขึ้นจากตักของผู้เป็นยายและสวมกอดในทันที

            “ยายครับ...ผมรักยายที่สุดในโลก”

‘ยายครับ...ผมรักยายที่สุดในโลก’ เด็กชายงึมงำเบา ๆ หลังจากที่ดึงความคิดของตัวเองในอดีตกลับคืนมายังปัจจุบัน ในขณะที่เด็กชายยกมือขึ้นป้ายน้ำตาที่รื้นอยู่ในดวงตาเพื่อขจัดความพร่ามัวออกไปก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างหลัง

             “ไง...ไอ้น้องชายมานั่งเป็นพระเอกมิวสิคอยู่นี่เอง”

             เด็กชายหันไปก็เจอเข้ากับเจ้าของเสียงยืนกอดอกมองมาพร้อยด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น

             “เปล่าซะหน่อยพี่เข้ม ผมก็แค่...คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเท่านั้นเอง”

              ชายหนุ่มที่อายุมากว่าเกือบสิบปีเดินเข้ามาพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ พลางยกมือโยกที่ศีรษะของเด็กชายเบา ๆ

             “เมื่อกี้พี่ไปหาเราที่บ้าน” เขาหยุดเว้นระยะนิดนึง “เจอยาย...เอ่อ”

             “ยายบ่นกับพี่เข้มว่าผมขโมยตังค์” เด็กชายแทรกขึ้นเมื่อเห็นเขาติดอ่างขึ้นมากะทันหัน

               จะว่าไปแล้วเด็กชายนับถือเข้มเป็นเสมือนพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็รักเด็กชายเหมือนน้อง เขาสนิทกับยายมีและเด็กชายเป็นอย่างมาก อาจจะเรียกได้ว่าสนิทเหมือนกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันเลยก็ว่าได้

               “ผมไม่ได้ขโมยจริง ๆ นะพี่เข้ม” เด็กชายพูดเสียงหนักแน่นในขณะที่ชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนที่เด็กชายจะพูดต่อ...

               “เมื่อตอนเย็นยายใช้ให้ผมไปซื้อไข่ไก่ที่ร้านค้า ปรากฏว่าไข่แพงขึ้นกว่าวันก่อน”

              “เราก็เลยเหลือเงินทอนมาให้ยายน้อยลง” ชายหนุ่มเสริมขึ้นในขณะที่เด็กชายพยักหน้าก่อนที่จะเล่าต่อ

              “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วยายให้ผมไปซื้อน้ำปลา ราคามันก็แพงขึ้นจากแต่เดิมอีก แต่ครั้งนั้นผมบอกยายไป ยายก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่มาอาทิตย์นี้ยายใช้ผมไปซื้อของ ของมันแพงขึ้นเกือบทุกอย่าง ผมก็อ้างอย่างเดิมอีก จนยายเริ่มบ่นว่าผมโกหก” เด็กชายหยุดเว้นระยะก่อนพูดต่อ  

              “จนมาวันนี้...ที่ผมไปซื้อไข่ไก่นั่นแหละ ผมก็บอกยายไป ยายก็โวยวายใหญ่เลยหาว่าผมโกหก แอบจิ๊กตังค์ยายไว้เอง แต่มาอ้างว่าราคาของแพงขึ้น” เล่าจบเด็กชายก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

             ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ ก่อนพูดขึ้นว่า “อ๋อ...เงินเฟ้อ”

             เด็กชายหันขวับมายังต้นเสียงทันที “อะไร...เบลอ? เหรอพี่เข้ม”

             ชายหนุ่มขำเล็กน้อยก่อนตอบ “เปล่า...เขาเรียกเงินเฟ้อนะ” เด็กชายทำหน้างง ๆ เขาจึงพูดต่อ

            “อ๋อ...คือของราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ เขาเรียกว่าภาวะเงินเฟ้อนะ” ชายหนุ่มหยุดเว้นระยะก่อนที่จะอธิบายต่อแบบง่าย ๆ เพื่อให้เด็กชายเข้าใจ

           “อืม...อย่างเช่น :     เมื่อวันวานเงิน        ๒๐ บาท ซื้อไข่ไก่ได้ ๑๐ ฟอง

                                      แต่มาวันนี้เงิน         ๒๐ บาท ซื้อไข่ไก่ได้ ๕ ฟอง

             หากว่าอยากได้ไข่ไก่จำนวนเท่าเดิมก็จะต้องเพิ่มเงิน...เหมือนเราเมื่อตอนเย็นไง”

             เด็กชายพยักหน้าถึงแม้ว่าจะเข้าใจในความหมายของมันไม่แจ่มชัดนัก แต่มีแววตาเป็นประกายเพราะได้ตัวช่วยแล้วนั่นเอง คิดแล้วเด็กชายก็ยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

              “ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างนี้ ตัวช่วยอย่างพี่ต้องทำหน้าที่อีกแล้วหละสิ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับโคลงศีรษะเด็กชายเบา ๆ

              “ก็พี่เข้มเป็นพี่ชายของผมนี่...พี่ก็ต้องช่วยน้องสิ ถูกไหม?” เด็กชายพูดพร้อมกับยักคิ้วก่อนที่จะยันตัวเองลุกขึ้นยืน ในขณะที่ชายหนุ่มทำเสียงล้อเลียน

             “ถูก...ถูกต้องแล้วครับ!”

              “ในชีวิตผมก็มีแต่ยายกับพี่เข้มเท่านั้นแหละที่ผมรักมากที่สุด” เด็กชายเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย แต่ก็มีสิ่งหนึ่งแวบขึ้นมาในสมองของเขาที่แอบต่อท้ายด้วยความคิด…

                    ‘แต่วันนี้ผมเกลียดเงินเฟ้อ!...เพราะมันคือตัวการที่ขโมยเงินยายไป’

                   ‘...เพราะมันคือตัวการที่ขโมยความรักและความไว้เนื้อเชื่อใจของยายไปจากผม...ผมเกลียดมัน!’