สิบร้อยพันรัก #1 (บทนำ)

Author: 
ช่อแดนดาว

เมื่อ 3 วันที่แล้ว

                เครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาแตะที่สนามบินภูเก็ต หญิงสาวผมสั้นถึงบ่าสองคนเดินลากกระเป๋า ท่ามกลางผู้คนนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติมากมาย หญิงสาวทั้งสองเดินขึ้นรถบีเอ็มดับบลิวที่มารอหน้านามบิน รถแล่นไปตามถนนเส้นหลัก และเลี้ยวลูกรังที่มีความยาวประมาณสิบกิโลเมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยสวนมะพร้าวและสวนยางพารานับร้อยไร่ และเมื่อความรู้สึกประดุจดั่งกับว่าไม่ได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวที่บ้านเกิดเกือบหนึ่งปีเต็ม หญิงสาวผิวคล้ำตามแบบฉบับของคนภาคใต้ รูปร่างสูงยาว ผอมบาง ดวงตาชั้นเดียว ริมฝีปากบาง พึมพำออกมา

                “ไม่ได้มาภูเก็ตนานมากเลยเนาะ”

                “นั่นสิ สวนบ้านเราเปลี่ยนไปเยอะเลย” ศรัณย์รัชต์พูดพลางปรายตามองสวนมะพร้าวและสวนยางพารา

                “เราไม่ได้มาอยู่แบบนานๆ นะแพรว” สิริมาพูดพลางลูบหัวน้องสาวของตัวเอง ผิดแปลกไปจากพฤติกรรมเดิมที่น้องสาวเห็นคือ ห้าว กล้าได้กล้าเสีย และเป็นขาลุยของครอบครัว

                “เฮ้ย! หนูไม่ได้เห็นพี่พูดแบบนี้มานานแล้วนะ พี่พลอยขาลุย” พูดจบ ผู้เป็นพี่สาวก็แสดงอาการเขินหน้าแดงก่ำออกมาทันที ในขณะที่พี่น้องสองสาวคู่นี้กำลังคุยกัน ชายสูงวัยร่างท้วมใส่แว่น ที่กำลังขับรถก็หันมาพูดกับหญิงสาว

                “คุณหนูพลอย คุณหนูแพรวขรับ”

                “ค่ะ” ทั้งสองตอบรับ

                “ตอนนี้นายหั้วกำลังออกเรืออยู่อ่ะขรับ กว่าจะกลับก็หกโมงนู้น คุณหนูคงต้องรอนานหน่อยนะขรับ”

                สิริมาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา ก็พบว่านี่เวลาห้าโมงเย็นกว่าแล้ว สิริมาจึงตอบคนขับรถไปว่า

                “ไม่เป็นไรค่ะลุงหมาน หนูรอได้ กว่าพวกหนูจะกลับกรุงเทพฯ ก็สองสามวันนู้น”

                “หนูอยากอยู่กับพ่อกับแม่นานๆ ใช่มั้ยค่ะ พี่พลอย” ศรัณย์รัชต์ช่วยสำทับ

                คนขับรถชื่อ ‘สมาน’ พยักหน้ารับแล้วก็ขับรถต่อไป เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังงามที่ตั้งอยู่ชายทะเลภูเก็ต ตัวบ้านนั้นสีครีมทั้งหลัง ลุงสมานลงมาเปิดกระโปรงหลังรถเพื่อที่จะหยิบกระเป๋าเดินทางของหญิงสาวทั้งสอง และลากเข้าไปในบ้าน เมื่อเข้าที่บ้านก็พบกับสร้อยแก้ว ผู้เป็นมารดาที่ยืนรอต้อนรับบุตรสาวทั้งสองที่ห้องรับแขกโทนสีฟ้าให้เข้ากับบรรยากาศริมทะเล ตกแต่งแบบโมเดิร์น เมื่อไปที่ห้องรับแขกก็พบกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น โทรทัศน์จอแบน เครื่องเสียง สิริมากับศรัณย์รัชต์จูงมือสร้อยแก้วผู้เป็นมารดามานั่งที่โซฟายาวสีครีม และคุกเข่าหยิบพวงมาลัยของตัวเองที่เตรียมไว้มากราบด้วยความนอบน้อม คุณสร้อยแก้วและบุตรสาวทั้งสองถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความปลื้มปีติ แล้วก็ให้พรบุตรสาวทั้งสอง

                “ขอให้กิจการร้านกาแฟของลูกๆ ที่กรุงเทพฯ มีลูกค้าเยอะๆ นะ” พูดเสร็จแล้วก็ปาดน้ำตาที่ไหลแหมะลงมาที่พื้นด้วยความปีติ เมื่อบุตรสาวทั้งสองกราบไว้ขอพรแล้วก็พากันไปที่ห้องครัว

                “วันนี้แม่ทำอาหารใต้ของโปรดของลูกๆ ไว้ด้วยนะ” ในห้วงเวลานั้นเอง คุณปราณธรที่เพิ่งกลับมาจากออกเรือหาปลา ลุงสมานเห็นปราณธรลงมาจากเรือแล้วก็รีบรายงานว่า

                “นายหั้วขรับ”

                “ว่าไง ไอ้หมาน” คุณปราณธรเรียกลุงสมานอย่างเป็นกันเอง

                “ลูกสาวทั้งสองมาเยี่ยมขรับนายหั้ว” คุณปราณธรผู้เป็นบิดาเบิกตากว้าง และยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่บุตรสาวทั้งสองของตนมาเยี่ยม ปราณธรฝากให้ชายฉกรรจ์สามสี่คนทอดสมอเรือ แล้วตัวเองก็วิ่งปรี่ไปหาบุตรสาวที่รออยู่ที่ห้องครัวที่ตกแต่งแบบสมัยใหม่ เมื่อบุตรสาวทั้งสองพบหน้าผู้เป็นบิดาก็วิ่งเข้าไปสวมกอดด้วยความดีใจ แล้วก็หยิบพวงมาลัยที่เตรียมไว้มาคุกเข่าไหว้ผู้เป็นบิดา ร่างอ้วนท้วมถึงกับย่อตัวไปลูบศีรษะบุตรสาวทั้งสอง บุตรสาวทั้งสองสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของผู้เป็นบิดา เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าทั้งสี่ก็ลงมือรับประทานอาหารมื้อเย็น บนโต๊ะล้วนแล้วแต่มีอาหารพื้นบ้านนั่นก็คืออาหารปักษ์ใต้อย่างเช่น แกงกะทิหน่อไม้ ที่ผักและเครื่องเทศต่างก็ล้วนเป็นของใต้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สะตอผัดหมูอาหารจานโปรดของปราณธร คั่วกลิ่งเป็นอาหารจานโปรดสิริมา ไก่ต้มขมิ้นอาหารจานโปรดของศรัณย์รัชต์ และที่ขาดไม่ได้คือน้ำแดงโซดาที่วางบนโต๊ะอาหาร แก้วใครแก้วมัน สิริมาที่รับประทานนั้นก็พูดออกมาเป็นภาษาใต้ว่า

                “หร่อยจังฮู้” พูดพลางยกนิ้วโป่งข้างขวา

                “แม่ก็ทำสุดฝีมือแล้วแหละ ยัยพลอยเอ้ย”

                “ไม่ได้กินอาหารใต้มานานนับปี แพรวกินอาหารใต้ที่กรุงเทพฯ ไม่อร่อยเท่าของที่บ้านเราเลยเนาะพี่พลอย” ศรัณย์รัชต์พูดเอาใจแม่ของตัวเอง

                “แหม...ยัยแพรว แกไม่ต้องพูดเอาใจแม่เลย” สิริมาอิจฉาน้องสาว

                “มาๆๆๆ กินกันต่อ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด”

                “เอิ่ม...นี่ที่เรากินก็มื้อเย็นอยู่นะคะ คุณแม่” สิริมาหยอดมุข

                “โคตรแป้กเลย พี่พลอย” ศรัณย์รัชต์พูดจบคนทั้งโต๊ะก็หัวเราะลั่น ในขณะที่สิริมานั้นนั่งหน้าหงอยแล้วก็พูดในใจว่า

                “เจ๊กเลยตรู” สิริมายกแก้วน้ำแดงโซดาดื่มด้วยความกระหาย จากนั้นทั้งครอบครัวรินสกุลโรจน์ก็รับประทานอาหารใต้อย่างเอร็ดอร่อย

                เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว สิริมากับศรัณย์รัชต์ก็ขอพ่อกับแม่ขึ้นนอนก่อน เพราะเมื่อยล้าจากการเดินทาง ถึงจะนั่งเครื่องบินก็เหอะ สิริมาเป็นคนขี้เบื่อง่ายและไม่ชอบเดินทางไกล เดินทางไกลทีไรก็บ่นเมื่อยและเหนื่อยทุกที เพราะเหตุผลนี้นี่เอง เวลาศรัณย์รัชต์ชวนกลับบ้านภูเก็ตก็ทำทีบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับบ้านเกิดของตัวเอง ศรัณย์รัชต์เปิดโทรศัพท์ของตัวเองเพื่อเช็กไลน์ก็พบว่าคนรักของตัวเองไลน์มาหาเป็นสิบๆ ครั้ง ศรัณย์รัชต์ตกใจมากที่ไม่ได้เปิดดูไลน์ของคนรัก จึงเดินไปที่ระเบียงห้องของตัวเองเพื่อออกไปรับลมทะเล พร้อมกับทักไลน์ไปหาแฟนหนุ่มที่ยังคงรออยู่ที่กรุงเทพฯ

                แพรวขอโทษ ที่ไม่ได้ตอบไลน์

                ชายหนุ่มส่งสติ๊กเกอร์รูปดีใจแล้วก็ตอบว่า

                เย้!!! ตอบไลน์พี่แล้ว ที่รักของพี่

                ร่างสูงระหงอ่อนระทวยไปทันทีหลังจากที่เห็นข้อความว่า ‘ที่รักของพี่’ แก้มกลมขาวกลับแดงก่ำไปด้วยความเขิน มือสั่นไปด้วยพิมพ์ข้อความไปด้วย

                แหม พี่แอนท์ก็...พูดซะแพรวเขินเลย

                แพรวกลับมาเร็วๆ นะ พี่คิดถึง

                เดี๋ยววันอังคารก็กลับแล้วค่ะ ใจเย็นๆ สิค่ะ แค่สามวันเอง

                ก็คนมันคิดถึงหนิ จะให้ทำอย่างไรล่ะ ธนพส่งข้อความเสียงมาหาศรัณย์รัชต์ ศรัณย์รัชต์เขินแล้วก็ส่งข้อความเสียงตอบว่า

                อย่าหนีเที่ยวนะ คนดีของแพรว ฝันดีค่ะ

                ธนพพิมพ์ข้อความทิ้งท้ายว่า อย่านอนดึกนะค่ะ รักนะคะคนดีของฉัน จากนั้นศรัณย์รัชต์ก็เดินเข้ามาที่ห้องนอนของตัวเอง เดินมาด้วยบิดตัวมาด้วยความเขิน สิริมาที่นอนห้องเดียวกับน้องสาวก็ลุกพรวดขึ้นมาถาม

                “นี่แกเป็นอะไรอีกย่ะ เดินบิดไปมาอยู่ได้ บ้าเปล่าวะ” ศรัณย์รัชต์หันมามองหน้าพี่สาวของตัวเองแล้วก็ไม่ตอบ เพราะโดนความเขินครอบงำ

                “นี่พี่สาวนะเว้ย! กล้าเมินหน้าใส่ฉันอย่างงี้หรอ” สิริมาตำหนิแพรวที่เดินนั่งลงบนที่นอนแล้วก็เอนตัวลงนอนหลับ ทั้งๆ ที่ปากของตัวเองยังคงฉีกยิ้มค้างอยู่ด้วยความเขิน หลังจากที่คุยอยู่กับแฟนหนุ่มทางแอพพลิเคชั่นไลน์

                แสงตะวันทอลงมาบนผิวทะเลในยามรุ่งเช้าประมาณเก้าโมงกว่า ศรัณย์รัชต์บิดขี้เกียจแล้วหันมาก็พบว่าพี่สาวของตนนั้นไม่อยู่ ศรัณย์รัชต์เดินจากห้องนอนลงไปที่ชั้นล่างของตัวบ้านทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำ แล้วไปถามลุงสมานซึ่งกำลังกวาดลานหน้าบ้าน เมื่อเจอลุงสมาน ศรัณย์รัชต์ก็ถามว่า

                “พี่สาวหนูอยู่ไหนค่ะ” ลุงสมานปรายตามองร่างสูงระหงในชุดคลุมสีชมพูอ่อนสุดบาง ศรัณย์รัชต์เห็นลุงสมานมองตนอยู่นานก็เรียกอีกครั้งเพื่อคืนสติชายสูงวัยร่างท้วมกลับคืนมา

                “ลุงสมานคะ!!!”

                “ขรับ!” ชายร่างท้วมตอบเสียงรนราน “คุณหนูพลอยออกเรือไปกับนายหัวตอนเช้าขรับ นู้นครับกำลังเดินมา”

                “อ้าว! ยัยแพรว แกเพิ่งตื่นหรอย่ะ เมื่อคืนแกเป็นอะไร เห็นนอนยิ้มทั้งคืนเลย”

                “เปล่า” แพรวตอบเสียงสูง “แพรวไม่ได้เป็นอะไร ผิดด้วยหรอ...ที่คนเราจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่”

                “นี่คุณหนูทั้งสอง เดี๋ยวไปกินข้าวเช้ากันนะ วันนี้แม่ทำเมนูอาหารเช้าเตรียมเอาไว้ในครัว” ว่าแล้วทั้งสองก็วิ่งปรี่เข้าห้องอาหารเพื่อที่จะกินชุดอาหารเช้าที่ประกอบด้วยแซนด์วิซแฮมชีส ไข่ดาว และไส้กรอกไก่ทอด สองพี่น้องถือช้อนกับมีดและลงมือกินด้วยความหิว หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเสร็จศรัณย์รัชต์ก็เดินขึ้นชั้นบนเพื่อเข้าไปในห้องนอนเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสายเดี่ยวเกาะอกสีชมพู กระโปรงสีชมพู และหยิบครีมซันบล็อกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเล่นทะเลในช่วงบ่าย ตอนนี้ก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงเช้าเกือบเที่ยงแล้ว คุณสร้อยแก้วกับคุณปราณธรเตรียมชุดปิ้งบาร์บีคิวและเปลนอนไปกินที่ชายหาด สิริมาเดินขึ้นไปเปลี่ยนชุดสายเดี่ยวแนวเดียวกับศรัณย์รัชต์ผู้เป็นน้องสาว หลังจากที่กินบาร์บีคิวเสร็จสองพี่น้องก็ลงไปเล่นทะเลกันอย่างสนุกสนานและไม่กลัวเหนื่อย

 

                วันที่ ๓

                หลังจากที่สองพี่น้องพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่ภูเก็ตเพื่อเก็บเกี่ยวความสุขของครอบครัวมาสามวันเต็มๆ สิริมากับศรัณย์รัชต์เตรียมเก็บเสื้อผ้าของตัวเองยัดเข้ากระเป๋าเพื่อเดินทางให้ทันเครื่องบินไฟลต์ตอนบ่ายสามโมงเย็น ซึ่งตอนนี้ก็เที่ยงกว่าๆ แล้ว สิริมากับศรัณย์รัชต์จึงไปลาพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้า

                “พ่อค่ะ แม่ค่ะ พวกหนูสองคนขอกลับก่อนนะคะ”

                “แค่พ่อเห็นหน้าพวกหนูสามวันพ่อก็สุขใจแล้ว” พูดเสร็จคุณปราณธรโผเข้ากอดบุตรสาวทั้งสอง ในขณะที่คุณสร้อยแก้วเห็นก็อดเข้ามากอดบุตรสาวทั้งสองมิได้

                “โอ๋ๆๆๆ ลูกแม่ แม่อยากให้บุตรสาวสองคนอยู่นานๆ”

                “ถ้าแพรวว่างแพรวจะมาหาแม่นะคะ”

                “อ้าว! แล้วพ่อล่ะ” คุณปราณธรเอ่ยอย่างน้อยใจ

                “โธ่พ่อ...เดี๋ยวหนูมาหาพ่อก็ได้” สิริมาโพล่งขึ้นมา แล้วก็หอมแก้มผู้เป็นบิดาและมารดาก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถบีเอ็มดับเบิลยูที่ลุงสมานจอดรอเอาไว้ที่หน้าบ้าน

                “แพรวไปก่อนนะค่ะ นายหัว นายแม่” ศรัณย์รัชต์หอมแก้มผู้เป็นบิดาและมารดา ก่อนที่จะโบกมือล่ำลาขึ้นรถเพื่อที่จะไปสนามบินให้ทันเวลาเครื่องออก เมื่อบุตรสาวทั้งสองเดินทางไปสนามบินแล้วนั้น คุณปราณธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนกับคุณสร้อยแก้วว่า

                “ในเมื่อลูกของเราไม่อยู่แล้ว นั้นเราไปถวิลหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ กันดีกว่า”

                “คุณนี่ก็ แก่จะปูนนี้แล้ว”

                “อะไร! ของคุณ คิดมากไปแล้ว” คุณปราณธรเอ่ยเสียงสูง “ผมแค่อยากจะชวนคุณไปดูซีรีส์เกาหลีกัน” พูดจบคุณปราณธรหัวเราะชอบใจ ในขณะเดียวกันคุณสร้อยแก้วก็ตีเข้าไปที่หัวไหล่ของคุณปราณธรด้วยความเขินหน้าแดงก่ำ พลางยิ้มแก้มปริและหัวเราะซิกๆ กับคำพูดของผู้เป็นสามี สายตาของสองสามีภรรยานั้นก็ปรายตามองรถบีเอ็มดับเบิลยูสีดำที่บุตรสาวของทั้งสองนั่งโดยสารไปสนามบินนั้นด้วยความห่วงใย