เรื่องสั้น มนต์รักผักอี่ตู่ (Esan History)

Author: 
อนุรัตน์

                                                              เรื่องสั้น มนต์รักผักอี่ตู่ (Esan History)

                ฝนหลายสิบห่าที่พรั่งพรูลงมาติดต่อกันเกือบสิบวันหยุดหายระเหิดฟ้า  เม็ดน้ำจากฟ้านับแสนนับล้านนำพามหกรรมมาเยือนท้องทุ่งอีกครา  ตามห้วยตามบ่อที่เขินขอดเมื่อคราวแล้ง บัดนี้ก็ปริ่มไปด้วยน้ำเจิ่งนอง ปลักควายดินเลนเหนียวก็พลอยเจิ่งน้ำไปด้วย ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นช่วยเจือจางให้กลิ่นสาบควายซบซาลงได้บ้าง
                เมื่อทอดสายตาออกไปจากหมู่บ้านสู่ทุ่งนา  จะเห็นผืนน้ำสีขาวพราวพร่างต้องแสงแดดเป็นเงาวาววับ ปูนากระดองบางอวดโฉมจากรูออกหาอาหาร พร้อมกับกบแก่พรรษาที่จำศีลอยู่ในเรี้ยวรูเสียหลายเดือนจนตัวขาวซีด  มันดีดกล้ามขากระโจนออกจากรูผุดลงห้วยเสียงดัง ตูม  ว่ายวนอย่างเริงร่า  ครั้นหนำใจก็หลบเข้าประจำการณ์แถบพุ่มหญ้าริมตลิ่ง  คอยดักซุ่มหาตัวแมลงมาลิ้มลองหลังจากใช้ไขมันในตัวยังชีพมาเนิ่นนาน      

                ยามค่ำแลงย่านบ้านทุ่งมาพร้อมกับเสียงเรไรขับกล่อม เสียงอี๊ดอ๊าดของแมลงกลางคืน เสียงร้องระงมของอึ่งอ่าง ประสานเข้ากับเสียง อ๊บ อ๊บ เรียกคู่ของกบหนุ่มกลัดมัน ทุกสรรพสำเนียงส่งผสานเกิดเป็นเสียงดนตรีที่ลงตัวดังวงดนตรีระดับโลกย้ายวงมาขับกล่อมอยู่ที่นั่น นั่นแหละเป็นบรรยากาศบ้านทุ่งในยามนี้....

                ล่วงมาสี่วันแล้วที่ฝนขาดฟ้า ผักหญ้าที่ขึ้นเขียวขจีเพราะได้น้ำอุดมสมบูรณ์ก็พลันเหี่ยวเฉาเซาซบ  มะกอกป่ายืนต้นแตกช่อดอกสีแดงประดับกิ่งก้านขาวหม่นอย่างได้สัดส่วน ตะวันแดงฉานฉายขึ้นทางฝั่งฟ้าตะวันออก เลื่อนดวงสูงขึ้นแล้วคล้อยต่ำลงทุกที  
                ป๊ก ๆ เสียงครกกระเดื่องตำข้าวดังถี่กระชั้นมาจากใต้ถุนเรือน สาวเขียดนั่งอยู่บนเรือนน้อยที่ฝาบุไว้ด้วยใบตองกุง  เอียงข้างซ้าย เอียงข้างขวา บางครั้งก็ยิ้มยาบ ๆ  ใส่กระจกเงาบานน้อยที่ถืออยู่ในมือ  ปีนี้อายุหล่อนครบสิบห้าปีเต็ม  เนื้อสาวแตกดังเปรี๊ยะๆ จริตจะก้านสำแดงขึ้นตามธรรมชาติ  กระทั่งร่างกายของหล่อนก็สัมผัสได้ด้วยตาว่าแปรเปลี่ยน ส่วนที่ควรเว้าก็เริ่มเว้า ส่วนที่เริ่มนูนก็อูมออกมาอย่างได้รูป นิสัยใจคอก็เปลี่ยนจากเด็กน้อยขี้แยมาเป็นเงียบขรึม พูดน้อยลง  แต่แววตานั่นเล่า  กลับเป็นประกายชม้ายใส่หนุ่มๆ มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก

                วันนี้หล่อนไม่ลงไปช่วยแม่ตำข้าวสารไว้หุงกิน เพราะมัวแต่งสวยแต่งงามอยู่บนเรือน พิรี้พิไรกับชุดสไบผ้าซิ่น อีกทั้งเผ้าผมก็บรรจงหวีแล้วหวีอีก   ในใจนั้นก็จดจ่ออยู่กับดวงตะวัน ว่าเมื่อไรจะเลื่อนมาถึงยามพระตีกลองแลงเสียที  ตอนนั้นแหละเป็นเวลาที่รอคอย  และเหมือนกับสวรรค์เป็นใจและรับรู้ถึงจิตใจของสาวเขียด  พลันก็มีเสียง พระตีกลองแลงดังตูม ๆ จากทางคุ้มวัด  หล่อนรีบลงจากเรือนไปฉวยถังน้ำใบน้อยขึ้นมาเกี่ยวกะท่อนแขน และไม่ลืมร้องบอกแม่ที่เหยียบครกกระเดืองอยู่หงึก ๆ

                “อี่แม่ข้อยสิไปหดสวนก่อนเด้อ”

               นางบอกแม่ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องไปรดน้ำผักที่ปลูกเอาไว้ในสวน

                สวนผัก ของหล่อนอยู่ริมสระน้ำสาธารณะด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน เรียกกันจนติดปากว่า  ‘สระวัด’  เพราะมันอยู่ติดกับเขตวัด  ชาวบ้านที่มีที่นาติดกับสระแห่งนี้จึงถือโอกาสใช้พื้นที่ขอบคูดินของสระน้ำปลูกพืชผักไว้กินเอง ดินคูสระเป็นดินตะกอนที่ถูกรื้อจากก้นสระขึ้นมาทุกปีจึงมีสีดำและอุดมสมบูรณ์  ปลูกผักอันใดก็เขียวงาม  พรวนดินขึ้นเป็นแปลงเสียหน่อย แล้วหว่านเม็ดพันธุ์ผักลงไป ไม่ว่าจะเป็น พริก มะเขือ ต้นหอม  ผักชี หว่านทิ้งไว้สักอาทิตย์ หมั่นแวะเวียนไปรดน้ำสม่ำเสมอ ไม่กี่วันก็ชูก้านแตกใบสลอน

                มะเขือกำลังออกลูกจนลำต้นเอียงกระเท่เร่  พริกก็ไม่ต่างกัน  ขยันออกผลจนหล่อนเก็บไปกินไม่ทัน  ผักอี่ตู่ (แมงลัก) แตกใบและเชยกลิ่นหอมอบอวนชวนให้คิดถึงแกงป่ารสเข้ม มันเป็นส่วนประกอบของแกงอย่างขาดเสียไม่ได้

                เมื่อสาวเขียดเดินทางมาถึง ก็รีบใช้ไม้ตะขอเกี่ยวรวงครุแล้วตักน้ำขึ้นมาราดรดไปตามโคนต้นผักจนทั่วถึง เสร็จแล้วก็ไม่วายเลาะเล็มวัชพืชที่ขึ้นแซมออกเสีย ในใจก็ยังคิดอยู่รอนๆ ว่าเมื่อใด  ‘เขา’  จะมา  ‘เขา’  คนที่หล่อนคิดถึงนั้นไม่ใช่ใครอื่น คืออ้ายทิดสึกใหม่ที่แอบหมายปองนั่นเอง สาวเขียดยอมรับอย่างไม่กลัวบาปกินหัวว่าได้เกิดความรักและทอดใจให้กันด้วยหางตาตั้งแต่หนุ่มนั้นยังเป็นบรรพชิต เพราะทางเทียวที่จะเข้ามาสวนผักต้องเดินตัดผ่านลานวัด จึงทำให้เกิดพบรักกัน และเป็นดังบุพเพสันนิวาสที่เคยสร้างกุฏิร่วมกัน หรือเป็นเจตนาของสวรรค์กันแน่ที่มิอยากให้บวรพุทธศาสนาแปดเปื้อนคาวโลกีย์  บรรพชิตหนุ่มจึงได้ลาสิกขาออกมาเมื่อครบพรรษาตามกำหนด
                รอยรักรอยจำกับอีสาวผู้ผ่านทางมารดน้ำผักทุกค่ำแลงยังฝังตรึง ดังนั้น คูสระวัดจึงเป็นดังสวรรค์วิมานของทั้งสอง

                “มาถึงตั้งแต่เมื่อไรล่ะสาวเขียด”    สาวเขียดถึงกับสะดุ้งด้วยตกใจที่จู่ ๆ ไอ้ทิดก็โผล่พรวดขึ้นมาจากคูดิน

                “มาถึงจนรดน้ำผักเรียบร้อยแล้วจ้า  ถ่าให้คนมาซ่อยแต่บ่เห็นมาเสียที”   อีสาวรุ่นตัดพ้ออย่างพองาม ทำให้ทิดสึกใหม่เริงโลดในใจ เขาก้มลงช่วยสาวถอนหญ้าออกจากแปลงผักพลางตาก็จ้องมองจนสาวเจ้าสะเทิ้นอาย

                “บ่เคยเห็นหน้าคนหรือ ? ”

                “หน้าคนน่ะอ้ายเคยเห็น  แต่บ่เคยเห็นหน้าคนผู้งามอย่างสาวเขียด”

                “อ้ายปากหวานกับสาว ๆ จั่งซี่ทุกคนหรือ ?”

                “บ่ดอกนางเอ๊ย  อ้ายเว้าจั่งซี่กับสาวเขียดคนที่อ้ายฮักเพียงคนเดียว “

                “ถ้าฮักก็บอกผู้ใหญ่ไปสู่ขอ”

                “ผู้ใหญ่เพิ่นบ่ว่างจ๊ะ เอากำนันไปแทนได้บ่?”   เสียงหยอกเอินของคู่รักสาว พร่ำพรอดกันอยู่โดยมีพืชผักเป็นพยาน หากกอโหระพากอนั้นมันพูดภาษาคนได้มันคงเอ่ยค่อนแคะออกมาว่า   อย่าเปรยคำหวานๆ กันออกมาหลายสูเอ๋ย ประเดี๋ยวมดแดงน้อยจะมารุมเจาะดากเอานะ แต่ด้วยเหตุที่มันพูดไม่ได้มันจึงเป็นแค่ต้นพืชที่ใช้เป็นข้ออ้างให้หนุ่มสาวบ้านทุ่งมาพบกัน

                ฉะนั้นทุกย่ำเย็นที่ริมฝั่งสระวัด  ชาวบ้านร้านช่องก็จะเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งช่วยกันตักน้ำรดผักและหลกถอนหญ้ากันอยู่เป็นประจำ  
                เหล่านั้นเป็นภาพชีวิตของชนบทอีสานเมื่อ 20-30 ปีก่อน เป็นภาพขาวดำในความทรงจำของคนหลายคน ที่อย่าคาดหวังว่าจะมาเยือนอีก เพราะมันคืออดีตที่ล่วงผ่านไปแล้ว และกาลเวลาที่รุดไปข้างหน้าก็ได้แปรเปลี่ยนเอาวิถีเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น หากจะได้รับรู้ ก็คงเป็นเพียงตัวหนังสือเฉกเช่นเรื่องนี้กระมัง