เรื่องสั้น ลมหัวกุด

Author: 
อนุรัตน์

ทุ่งข้าวเขียวขจีเมื่อปลายฤดูหนาวคราวนี้เหลือเพียงซังข้าวล้มระเนระนาดด้วยแรงลมและรอยตีนควาย ดินที่เคยชุ่มน้ำแปรเปลี่ยนเป็นดินทรายโปรยปลิวไปกับสายลมร้อนต้นฤดู   ต้นสะเดาหวานที่โนนครั่งสลัดใบเก่ากรอบทิ้งก่อนผลิช่อดอกแดงเข้มรับหมอกบางก่อนรุ่งสาง วันนี้สายใจตื่นแต่เช้า   บักจอนผู้น้องยังไม่ตื่น  คงขี้เซาตามนิสัย ทั้งเมื่อคืนก็ออกไปยิงนกที่ริมทุ่งกุลา ฯ กับพวกอ้ายทิดเมืองจนเกือบค่อนรุ่งจึงกลับมานอน  ราวพระตีกลองเพลมันคงจะงัวเงียขึ้นมา  
                ตะวันสีแดงยังไม่เลื่อนดวงพ้นจากขอบฟ้า  เพียงแสงแดงเรื่อแตะแต้มตีนฟ้า รังสีความร้อนก็แผ่ซ่านกระทบผิวสาว  เสร็จจากล้างหน้าก็ผัดแป้งแต่งองค์  แล้วเข้าครัวเตรียมสำรับ  ฉวยสวิงไปชอนเอาปลาช่อนที่ขังไว้ในโอ่งมังกรมาวางบนเขียง หยิบมีดพร้าพลิกทางสันทุบลงบนหัวปลาช่อนตัวเขื่องดังบึบๆ  ใช้คมพร้าหั่นหัว  คัวท้อง  จนสะอาดดีแล้วจึงหั่นเป็นชิ้นใส่ไว้ในถ้วยตะไลวางไว้รอน้ำเดือด   พริก  กระเทียม  หอมแดง  ใบมะกรูด และตะไคร้หล่อนโขลกเตรียมไว้ในครก  ก่อนเจือลงในน้ำต้มซึ่งเดือดคลั่กอยู่ในหม้ออลูมิเนียมใบเก่า
                 “ฮัดซิ้ว” 
                กลิ่นเครื่องแกงบ้านป่าช่างฉุนร้ายจนสุดกลั้น   หล่อนถึงกับปล่อยเสียงจามออกมาอีกครั้ง     
                “ฮ้าดเช้ยยย”  คราวนี้ใจกลับกระหวัดไปถึงอ้ายทิดเมืองคนอยู่คุ้มวัด
                ‘หรืออ้ายทิดบ่นถึงเราตั้งแต่เช้า’   
                หล่อนคิดแล้วค่อนขวับใส่หม้อแกงซึ่งตั้งอยู่บนเตาโชนไฟ  แก้มแดงเรื่อร้อนผ่าวลามไปถึงซอกอก  เสียงนั้นวูบเข้ามาปนกับเสียงฟืนในเตาแตกสะเก็ดดังเปรี๊ยะๆ 
                 ‘บ่ได้พ่อหน้าสองมื้ออ้ายคึดฮอดเจ้าหลาย’
                ‘คึดฮอดบ่เฮ็ดให้คนตายได้ดอก’
                ‘บ่แน่ดอกนาง  คึดฮอดหลายๆ อาจสิขาดใจตายไปเลยกะได้’
                 ‘อย่ามาติแถลงเว้าหลายอ้าย’
                 ‘คึดฮอดเด้อ’
                ‘.........’
                 “ฮ้าดเช้ยยย...”  ไม่รู้ว่าจารย์เคนผู้เป็นพ่อเดินย่องมาด้านหลังตั้งแต่ตอนไหน ส่งเสียงจามฮัดเช้ยขึ้นมาเพราะโชยกลิ่นแกงป่าปลาช่อน  เมื่อพบเจออากัปกิริยาของลูกสาวที่นั่งเหม่ออยู่หน้าเตาไฟก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน  
               “เดี๋ยวสิบ่ทันใส่บาตรพระเด้อลูก ฟ้าวแหน่  บ่แม่นสุกแล้วบ้อแกงปลานั่น วางลง ๆ”
                “อื้อ สุกแล้ว ข้อยสิตักใส่ปินโตออกไปวัด ที่เหลือในหม้อนี่  อีพ่อเอาไว้กินมื้อเช้าเด้อ”
                 “เอ้อ  บ่ยาก บ่ยาก”   จารย์เคนว่าแล้วก็ลงเรือนไป
                ครั้นสาวสายใจปรุงแกงป่าปลาช่อนเสร็จสรรพจึงยกลงจากเตา  ตักใส่ปิ่นโตเสร็จก็มุ่งหน้าสู่วัดเพื่อร่วมตักบาตรประจำวันพระกับเพื่อนบ้าน นอกพรรษาเช่นนี้ วัดวาอารามเหลือเพียงพระลูกวัดชราภาพสอง-สามรูปกับเจ้าอาวาสผู้แก่พรรษาและอ้วนพุงพลุ้ย พระหนุ่ม ๆ นั้นลาสิกขาไปตั้งแต่รับกฐินแล้ว ลานวัดจึงรกเรื้อ ดาระดาษไปด้วยใบไม้แห้ง  ด้วยลำพังแรงของพระชราไม่อาจเก็บกวาดใบโพธิ์และใบแต้ที่ร่วงหล่นได้หมดสิ้น   กำแพงวัดเก่าแกยิ่งเก่าหนักเพราะตำลึงกับไม้เถานานาพันธุ์ขึ้นเกาะเกี่ยวกันเป็นพุ่ม  น้ำในโอ่งริมบันไดก็ขุ่นคลัก กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้เป็นอย่างดี สาวสายใจเห็นแล้วก็ถอนใจ คิดย้อนไปถึงกลางพรรษาปีนั้น  วันที่ลมหนาวโชยมาเบียดเนื้อสาวให้สั่นระริก
                 “ออกพรรษาแล้ว  อ้ายสิลาสิกขา  แล้วสิให้ผู้หลักผู้ใหญ่ไปสู่ขอนางหล่า”
                 “เซาเว่าแหน่หลวงพี่ เป็นพระเป็นเจ้ายังมาเกี้ยวสาวอยู่เด้  ระวังขี้กลากสิเจาะดากเอาเด้อ”

                สายใจนึกขึ้นมาทีไรแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกรุ้มกริ่ม  ดุ่มเดินจากวัดกลับเรือนก็มีแต่คำของอ้ายทิดเมืองอึงอลอยู่ในหัว  พอถึงเรือน บักจอนยังไม่ตื่นอีพ่อก็ไม่รู้ว่าไปธุระที่ใด  จัดการกับมื้อเช้าจนอิ่มดีแล้วก็ฉวยไม้คานคอนตะกร้าออกเดินสู่ทุ่ง  ตะวันโด่งอยู่บนฟ้า แสงแยงตายามเหลียวมอง อุ่นเนื้อเริ่มขยับเป็นร้อนรุ่ม  
                เถียงนาน้อยใต้ร่มแต้มองเห็นอยู่ลิบๆ  ลมร้อนเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง
                ‘ออกมายังน้อ หรือว่าตั๋วเฮา’  สายใจรำพึง
                ต้นสะแบงใหญ่ที่ขึ้นขนาบต้นแต้  ตอนนี้ร้างใบเหลือเพียงกิ่งแห้งโกร๋น   ต้องปีนขึ้นไปใช้พร้าตัดเอากิ่งงามๆ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป ทอนเป็นท่อนใส่ตะกร้า เอากลับไปใช้เป็นเชื้อไฟในครัวได้ดีนัก  
                 ‘สายแล้วยังบ่มาอีก ช่างตั๋วเป็นแท่คน’  หล่อนนึกตัดพ้ออีก   แหงนหน้าขึ้นมองดวงตะวันสีแดงที่เริ่มไต่สูงขึ้นจากขอบฟ้า แม้ยังไม่ทันถึงเที่ยงวันทว่าช่างร้อนอ้าวเสียเหลือเกิน อีกทั้งลมทุ่งก็พัดรุนแรงเป็นระลอก บางครั้งก็กระหน่ำสังกะสีที่มุงเถียงนาใต้ร่มแต้ เกิดเสียงดัง ถาบๆ ฟังดูไม่เจริญหูเอาเสียเลย
                 “โอ้นั่น  มาแล้ว”  จุดสีดำที่หล่อนมองเห็นเคลื่อนออกมาจากตีนบ้าน เดินท่าทางโก้งเก้งอย่างนั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอ้ายทิดเมือง  ชายหนุ่มที่หล่อนปักใจชอบพอ   เพียงชั่วดอกสะแบงหล่นจากขั้วถึงพื้นดิน ชายหนุ่มที่หล่อนรอคอยก็เดินทางมาถึง
                 “ขอโทษเด้อที่ให้เจ้ารอโดน” ทิดเมืองขอโทษเสียงอ่อย
                “เอ้อ ทีหน้าทีหลังหัดเป็นคนตรงต่อเวลาแหน่”  สายใจตอบเสียงห้วน แล้วว่าต่อ   “ นี่พร้า ขึ้นไปฟันหง่าสะแบกลงมา ข้อยสิตัดใส่กะต่าเอง ฟ้าวเด้อ อีพ่อบ่ฮู้ว่าไปใส   เดี๋ยวเพิ่นกลับมาบ่เห็นข่อย   สิเป็นเรื่องใหญ่โตเด้อ”  ทิดเมืองรับพร้าจากมือสาวแล้วจ้องตา  หล่อนหลบสายตาวูบอย่างเอียงอาย
                “ฟ้าวไปๆ อย่ามาทำสายตาเจ้าชู้ใส่ข้อยเด้อ...” หล่อนค่อนแคะ
                ทิดเมืองเหน็บพร้ากับผ้าขาวม้าเคียนเอว เกาะกิ่งสะแบงแล้วโหนตัวขึ้น ป่ายปีนจากกิ่งนั้น โน้มไปกิ่งนี้ ใช้พร้าตัดกิ่งที่ตายซากกิ่งแล้วกิ่งเล่าจนเกลื่อนตีนต้น   กะว่าพอสองหาบตะกร้า  จึงปีนกลับลงมายืนหอบแฮกๆ อยู่ต่อหน้าสาว
                “นี่น้ำ กินซะ เมื่อยบ่อ้าย”   หล่อนว่าแล้วยื่นกระบอกน้ำให้ น้ำเสียงอ่อนหวาน นัยน์ตาเปล่งประกาย ซอกคอระหงมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเปียกชุ่ม
                 “เห็นใบหน้าเจ้าอ้ายกะหายเมื่อยแล้ว”  ทิดเมืองกระซิบ คำนั้นยิ่งทำให้หล่อนเคอะเขินปนหมั่นไส้ในความเจ้าสำบัดสำนวนของชายหนุ่ม  ที่บอกว่าจะมาสู่ขอ รอแล้วรออีกตั้งแต่คราวบวชพระ จวบจนปีนี้เป็นเวลาเกือบสองปีที่ล่วงผ่าน ขันหมากที่ว่ายังไม่เห็นยกมาดังที่ว่าไว้เลย
                 “เซาเมื่อยซะ เดี๋ยวข้อยสิเฮ็ดเองดอก”
                 “อ้ายบ่เมื่อยดอก เดี๋ยวอ้ายซ่อยเฮ็ด”
                ทิดเมืองฉวยพร้าจากมือสาวแล้วเก็บเอากิ่งสะแบงมาตัดทอนเป็นท่อนยาวประมาณข้อศอก ท่าทางทะมัดทะแมงทำเอาสายใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ยอมหยุด   ฉับพลันลมทุ่งก็พัดมาวูบใหญ่ ปลิวเส้นผมหล่อนให้ไสว ลมหัวกุดใหญ่พัดมาแต่ไกล  มองเห็นอยู่ลิบๆ 
                “โฮ้ ลมหัวกุดๆ มันมาทางนี่แล้ว สายใจเอ๋ย!”   ทิดเมืองละมือจากการตัดดุ้นฟืน สายตาจับไปยังลมร้อนที่หมุนตัวเป็นเกลียวขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงเทียมยอดตาลโตนด  แรงลมปลิดเอาฟางแห้งและดินทรายหมุนติ้วเป็นลำ  มันพุ่งใกล้จุดที่สองหนุ่มสาวยืนอยู่ทุกขณะด้วยความเร็วแรงอันเพิ่มขึ้น  รอบข้างสองหนุ่มสาวบังเกิดเสียงหวื่อหวิวอึงอล
                 “ลมหัวกุดหัวนี่คือใหญ่แท่ !!”  สายใจอุทาน
                 “เฮาพากันไปหลบในเถียงนาก่อนดีบ่? ”   ทิดเมืองคิดแก้สถานการณ์ ฉวยมือสาวสายใจ ฉุดไปทางเถียงนาน้อยใต้เงาต้นแต้   เมื่อเข้าไปถึงชายเถียง  ลมหัวกุดก็เคลื่อนมาถึงพอดี  เสียงดินทรายและฟางแห้งกระทบหลังคาสังกะสีกราวๆ ปานจะเพพัง  เสียงลมเล็ดลอดชายคาสังกะสีดังหวู่หวิว
                 “ย่านบ่สายใจ?” ไม่รู้ว่าหล่อนอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มตั้งแต่เมื่อใด
                 “บ่ย่าน แต่ลมคือแฮงแท่?”  กลิ่นสาบสาวบ้านทุ่งโชยมากับน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายกระซิบ  เลือดของหนุ่มสาวสูบฉีดไปทั่วร่างรุนแรงเต็มพิกัด
                “อ้ายฮักเจ้าฮู้บ่?”  ทิดเมืองกระชับวงกอดเข้าอีก
                 “ฮู้แล้ว” หล่อนรับคำ
                 “แล้วสายใจล่ะ ฮักอ้ายบ่? ” ทิดเมืองถามอีก
                “ฮักน้องคือบ่มาสู่ขอตามประเพณี น้องรออ้ายโดนแล้วเด้?”  กลับกลายเป็นคำถามจากสาวเจ้า
                 “ทนรออ้ายอีกจักปีสองปีได้บ่? ”
                 “...........” ไม่มีคำตอบจากสาว
                “ย่านบ่สายใจ? ”  วงกอดของทิดเมืองยิ่งรัดแน่น 

                ลมหัวกุดยังกระหน่ำหลังคาสังกะสีกราวๆ  เสียงเต้นของหัวใจหนุ่มสาวโครมครามลั่น พลันก็เกิดเสียงลมหายใจฟืดฟาดประสานกัน  ยินเสียงผ่อนลมหายใจเป็นห้วงๆ   แล้วเถียงนาน้อยใต้ร่มแต้ก็สั่นไหวยวบยาบปานจะพังทลาย

                                                                                                จบบริบูรณ์