นักแสวงทรัพย์

Author: 
Jjune

          จะว่าไปแล้วบางครั้งแกนโลกก็หมุนหรือโคจรเพื่อดึงดูดให้บางสิ่งบางอย่าง หรือคนบางคนที่ไม่เคยได้พบปะเห็นหน้าคร่าตา ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนให้ได้มาพบกัน แม้อาจจะเป็นการเจอะเจอที่ไม่สู้ดีนักในแบบที่ว่าไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์เมื่อแรกพบสวยหรู ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น หรือไม่ได้ทำให้เราได้มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ในอีกมุมหนึ่งยังทำให้เราสูญเสียซึ่งความรู้สึกอีกด้วย แต่ถ้าลองมองในมิติที่ลึกลงไปอีกระดับบางสิ่งบางอย่างหรือว่าใครบางคนที่ว่านี้ก็ได้เข้ามาช่วยสร้างความแข็งแกร่งในการใช้ชีวิตแต่ละก้าวของเรา นับเป็นหนึ่งประสบการณ์ที่พัดผ่านเข้ามาให้เราได้เรียนรู้ เป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับหนทางข้างหน้าที่เรากำลังจะก้าวต่อไป

          ครั้งหนึ่ง หน้าปัดนาฬิกาบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาโพล้เพล้แล้ว หากแต่วิถีชีวิตของชาวกรุงยังคงอลหม่าน ทั้งผู้คน ทั้งรถราที่แล่นผ่านไป-มา บนท้องถนนสองฟากฝั่งต่างพลุกพล่าน เป็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานของคนส่วนใหญ่ รถเมล์และรถยนต์หลายยี่ห้อหลากสีสันในย่านนี้ค่อยๆ ขับเคลื่อนไปตามเส้นทางที่ถูกออกแบบมาสำหรับแล่นได้เพียงสองเลนเท่านั้น

          ผู้คนบริเวณป้ายรถเมล์ยืนออแอเบียดเสียดกันหนาตาเหมือนเช่นเคยเพื่อรอรถเมล์สายที่แต่ละคนต่างจับจ้องและหมายปองอยู่ในใจ ณ เวลานี้ฉันกับภัทร น้องสาวที่รู้จักมักคุ้นก็กำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผู้คนจำนวนมากเหล่านี้เช่นกัน เราชะเง้อชะแง้และพยายามยืดคอให้สูงขึ้นเหมือนยีราฟเพื่อให้สายตาสามารถมองเห็นรถเมล์สายที่จะพาเราไปยังจุดหมายปลายทางได้ในระยะทางที่ใกล้และไม่อ้อมโลกมากนัก ขณะที่เรากำลังยืนสนทนาในเรื่องราวสัพเพเหระเพื่อฆ่าเวลาระหว่างการรอคอยกันอยู่นั้น จู่ๆ คุณยายผมขาวสลับแซมสีดำ ระดับความยาวเลยติ่งหูลงมาเพียงเล็กน้อย สวมเสื้อแขนสั้นลายดอกสีควันบุหรี่ กางเกงขาบาน 5 ส่วน สะพายกระเป๋าใบเล็กซอมซ่อด้านข้าง รูปร่างผอมบางตัวเล็ก ก็เดินเข้ามาแทรกระหว่างบทสนทนาโดยที่ปราศจากการเชื้อเชิญจากเรา ฉันพยายามเงี่ยหูและตั้งใจฟังว่ายายต้องการสื่อสารอะไรกับเรากันแน่ แต่ด้วยเสียงรอบข้างที่ดังจอแจจึงทำให้ความสามารถในการฟังของฉันลดน้อยลง ฉันจึงฟังแกพูดไม่ค่อยถนัดถนี่เท่าที่ควร แต่ก็พอจะจับใจความได้ว่าแกมาถามทางและสายรถเมล์อะไรทำนองนั้น

          “ยายขอเศษตังค์สัก 2-3 บาทได้มั้ยหนู” นี่คือเสียงที่เปรยออกจากปากช่วงท้ายๆ ก่อนจะสิ้นสุดคำพูดของยายในบางประโยค

          ภัทรค่อยๆ ควานหาเศษสตางค์ในกระเป๋า แล้วยื่นให้ยายไป 3 บาทตามที่ยายขอ จากนั้นฉันจึงสมทบทุนให้แกไปอีก 20 บาทจากสตางค์ที่กำไว้ในมือหมายจะนำมาเป็นค่ารถเมล์ครั้งนี้ ขณะที่แบงค์ยี่สิบกำลังจะหลุดลอยไปอยู่ในมือของยาย ภัทรรีบหันมาสบตาฉันในทันทีคล้ายกับว่าเธอต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับฉันแต่ก็ไม่สามารถเอ่ยเป็นคำพูดออกมาได้ในช่วงเวลานั้น

          “ขอบใจนะจ๊ะแม่หนูเสื้อแดง” ยายหันมาพูดกับฉันและบ่นพึมพำต่อว่า เงินแค่ 3 บาทจะไปพอค่ารถเมล์ที่ไหนกัน หลังจากนั้นแกก็เดินจากไปอย่างไร้ร่อยรอยด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดเล็กน้อย ฉันยืนงง ตะลึงงันกับคำพูดของยายเมื่อครู่ สรุปยายต้องการเงินเท่าไหร่กันแน่นะ เมื่อกี้ใครกันที่พูดว่าแค่ 2-3 บาทก็พอ ฉันสบถกับตัวเองเงียบๆ ในใจ สักพักบทสนทนาระหว่างฉันกับน้องก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งจากที่คุกกรุ่นอยู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า ภัทรเริ่มเฉลยให้ฟังว่าคุณยายคนเพิ่งที่มาขอตังค์เราไป ภัทรเคยตกเป็นเหยื่อให้แกหลอกมาถึงสองครั้งสองหนแล้ว ครั้งนั้นแกก็ทำทีว่ามาถามทางเช่นกัน แล้วก็ใช้อุบายว่าหิวน้ำ ภัทรจึงยื่นตังค์ให้หมายจะให้แกเอาไปซื้อน้ำกินแก้หิวกระหาย ส่วนที่เหลือก็บอกให้ยายเก็บไว้ แต่ยายแกไม่ยอมหวังจะได้ทั้งเงินและน้ำกินฟรี ภัทรเลยเถียงกับแกแต่ก็โดนแกสวนกลับมาด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเสียๆ หายๆ “ทุเรศ!!” เพียงคำคำเดียวที่ทำให้ภัทรทั้งเจ็บและคับแค้นใจที่จู่ๆ ก็มีหญิงชราที่ไหนไม่รู้มาด่าว่าเธอทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเธอยังช่วยเหลือแกอีกเสียด้วยซ้ำ ฉันตั้งใจฟังด้วยร่างที่เหมือนถูกสะตั้นไปประมาณ 2 วินาที เริ่มหน้าเสียและใจหนึ่งก็นึกเสียดายเงินจำนวนยี่สิบบาทที่เพิ่งสูญเสียไปด้วยพฤติกรรมของยาย ระหว่างนั้นเองหญิงสาวในชุดเดรสสีบานเย็นผมยาวดัดลอนที่คงจะบังเอิญมาได้ยินบทสนทนาของเราสองคนขึ้นและเธอก็คงจะเป็นคนละแวกนั้นเช่นกัน พูดเสริมขึ้นว่า

          “เมื่อกี้น้องโดนยายมาขอตังค์ใช่มั้ย พี่ก็โดนมาแล้วเหมือนกัน กับยายคนเดียวกันเลย แกมักจะหากินในทำนองแบบนี้แหละ ใช้คะแนนความสงสารเป็นตัวช่วย” 

          ใช้คะแนนความสงสารเป็นตัวช่วย คำนี้ยังคงล่องลอยอยู่ในหัวสักพัก

          จากเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันหวนนึกถึงคำที่เขาพูดกันติดปากว่าคนไทยเรามักขี้สงสาร แต่บางครั้งความขี้สงสารก็กลับถูกคนไทยด้วยกันเองนำมาใช้เป็นเครื่องมือต้มกันซะจนเปื่อยยุ่ย ซึ่งเบื้องลึกเบื้องหลังอาจเป็นเพราะความจำเป็นอะไรบางอย่างหรือเหตุผลบางประการที่เราไม่อาจล่วงรู้ก็ตาม แต่ความจำเป็นที่ว่านี้มันกลับได้เข้ามาทำลายความน่าสงสารและความเห็นใจที่อีกคนมีให้ลงเสียแล้วจนแทบจะหมดสิ้น

          ผีหลอกยังว่าน่ากลัวแล้ว แต่คนหลอกคนนี่สิที่น่ากลัวยิ่งกว่าเป็นหลายเท่า นับว่าเป็นคำกล่าวเสมือนทฤษฏีบทบทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคนแปลกหน้าบางคนซึ่งโลกได้โคจรให้มาพบปะกัน และได้ทำให้มีผลลัพธ์ที่เป็นจริงอย่างที่เขาว่ากันมาโดยที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าพลังงานลึกลับบางอย่างที่ยากเกินจะพิสูจน์ได้นั้นนั่นคือคนและหัวใจของคนเรานั่นเอง