เลื่อมลายดาว/บทนำ...โดย บุรามฉัตร

Author: 
golffer
ประเภท: 
นิยาย

เลื่อมลายดาว

 

บทนำ

 

สังคมตราหน้าหล่อนว่าเป็น ‘ผู้หญิงสองผัว!’

 

เลอดาวไม่เคยคิดว่าอดีตจะกลายเป็นตราบาปที่กัดกินหัวใจเธอมายาวนานถึงเพียงนี้ ความผิดพลาดในการเลือกคนรักที่จะฝากชีวิตจนถึงขั้นแต่งงานสองครั้งสองคราวนั้น ไม่ต่างจากรอยมลทินที่หล่อนถูกผู้ชายเห็นแก่ตัวทั้งสองคนนั้นยัดโยนเข้าใส่ ผลพวงจากการแต่งงานทั้งสองครั้งนั้นนอกจากจะกัดกินหัวใจหล่อนจนบอบช้ำยากแก่การเยียวยา มันยังกลายเป็นเครื่องประจานตัวให้หล่อนตกเป็นขี้ปากของพวกขี้นินทาไม่รู้จบ จนถึงวันนี้การแต่งงานครั้งแรกจะผ่านมาแล้วถึงห้าปี ปากหอยปากปูทั้งหลายก็ยังกล่าวชังหล่อนลับหลังเสมอ ทำไมจะไม่รู้ แต่หล่อนก็ไม่สามารถปิดปากใครได้ สุดท้ายจึงเลือกที่จะอยู่เฉย ปล่อยให้คนพวกนั้นว่าร้ายโดยไม่มีทางแก้ตัว

 

เหมือนเช่นวันนี้...

 

เลอดาวรู้ว่าผู้หญิงที่ยืนจับกลุ่มพวกนั้นคงกำลังนินทาหล่อนสนุกปาก สังเกตได้จากสายตาที่พร้อมเพรียงกันมองเหยียดมา มองหล่อนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่หล่อนก็ยังก้าวไปข้างหน้าตามโถงทางเดินกว้างด้วยความมาดมั่น โดยมีปานสีซึ่งเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เปรียบเสมือนมือขวาและเพื่อนสนิทเดินตามหลังมาติดๆกัน

 

“พี่ดาวแน่ใจนะฮ้า ว่าจะเข้าไปในงานจริงๆ”

 

ปานสีซึ่งมีบุคลิกตุ้งติ้งตามแบบฉบับเพศที่สามที่กระเดียดไปทางกึ่งหญิงกึ่งชายเอ่ยทักขณะเดินก้นบิด มีท่าทางลังเลเล็กน้อย สายตามอง ‘ช่อดอกไม้’ ในมือของเลอดาวสลับกับเบื้องหน้าที่เป็นเวทีกลางลานห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งตอนนี้ได้ยินเสียงพิธีกรบนเวทีกำลังคุยอย่างออกรสอยู่ไม่ไกลนัก

 

เลอดาวหยุดฉับ ปรายตามองผู้ซักถามขณะที่คางยังเชิดสูงและตอบด้วยเสียงฉะฉาน “พี่มั่นใจนะปาน ว่าการมาแสดงความยินดีกับเจ้าของงานในวันนี้ อาจทำให้เกิดความไม่พอใจ แต่พี่ก็ไม่อยากนิ่งเฉย ยอมให้ฝั่งโน้นมาระรานพี่อยู่ฝ่ายเดียว”

 

“ปานคิดว่าจะกลายเป็นต่อความยาวสาวความยืดน่ะสิฮ้า”

 

“พี่ก็แค่จะเอาช่อดอกไม้มาแสดงความยินดี” หล่อนเหลือบตามองมายังดอกไม้ช่อพิเศษในมือ

 

“แต่ฝั่งโน้นเขาอาจจะมองว่าพี่ดาวจงใจมางานนี้เพื่อยั่วโมโหก็ได้นี่ฮ้า”

 

มุมปากของเลอดาวยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาอันคมกริบซึ่งเขียนอายไลเนอร์มาจนเฉี่ยวแสดงความเรียบเฉย ยากแก่การอ่านความคิด

 

“ไม่มีใครห้ามความคิดของคนอื่นได้หรอก และพี่ก็ไม่สนใจด้วยว่าคนอื่นจะมองยังไง เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเรากำลังทำอะไร และคนอย่างพี่ทำซึ่งหน้า ไม่ลอบกัดลับหลัง”

 

เมื่อถึงถ้อยคำสุดท้าย กลีบปากสีแดงสดของเลอดาวก็เหยียดกว้างขึ้น เหยียดเพราะนึกถึงงานเปิดตัวลิปสติกรุ่นใหม่ที่บริษัทเครื่องสำอางของหล่อนจัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ของขวัญชิ้นหนึ่งที่หล่อนได้รับจากคู่แข่งทางธุรกิจ มันทำให้หล่อนเจ็บใจยิ่งนักเพราะมันคือ ‘สินค้าหมดอายุ’

 

ในกระเช้าใบนั้นบรรจุนมกล่องที่หมดอายุเกินกว่าครึ่งปี!

 

ที่สำคัญในการ์ดที่แนบกระเช้าเขียนด้วยลายมือค่อนข้างหวัด อ่านแล้วควันออกหูว่า ‘เหมาะสำหรับคนที่นมหมดอายุ

 

แม้จะไม่บอกกล่าวว่าผู้ส่งมาให้เป็นใคร แต่หล่อนก็ปักใจเชื่อว่าคงไม่มีใครที่คิดร้ายกับหล่อนได้เท่ากับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว พลันนั้นหล่อนก็ก้าวฉับๆด้วยความมาดมั่นไปหยุดยืนอยู่ข้างเวที จับจ้องมองไปยังผู้หญิงวัยปลายคนที่กำลังให้พิธีกรสัมภาษณ์บนเวที

 

เธอผู้นั้นรู้ตัวแล้วว่าหล่อนมาเยือน!

 

ทุกสายตาของคนในงานทั้งแขกกิตติมศักดิ์ที่นั่งอยู่แถวหน้า คุณหญิงคุณนายต่างหันกระบังผมเข้าหากันเพื่อจะป้องปากกระซิบ พวกไฮโซคนดังสะกิดแขนกันยิก อีกทั้งสายตาโลมเลียจากผู้ชายที่ตัณหากลับล้วนต่างมองมาที่หล่อนเป็นตาเดียว

 

จะกระไรเสียอีกเล่า...

 

ก็ตอนนี้หล่อนสวมชุดเดรสสั้นสีแดงกุหลาบเผยให้เห็นช่วงขาเรียวยาวและปลีน่องอันผุดผ่อง ช่วงบนเปิดเปลือยไหล่มีเพียงสายเส้นเล็กคล้องรอบคอ ผมที่ดัดจนฟูนั้นถูกรวบไว้หลวมๆปล่อยปอยผมระข้างแก้ม มีเครื่องประดับน้อยชิ้นเพียงแค่ต่างหูและกำไล แต่สองชิ้นนี้ก็เป็นเพชรแท้น้ำงามส่องประกายระยับ ทว่าทั้งเนื้อทั้งตัวทั่วสรรพางค์กายนั้น สิ่งที่ทุกคนสะดุดตาก็คงจะหนีไม่พ้นเกาะอกช่วงบนที่จงใจผ่ากว้างจนอกอวบอิ่มนั้นแทบทะลักล้น มองเห็นเนียนเนื้อขาวผ่องเป็นยองใย

 

หล่อนแต่งกายเช่นนี้เพื่อจะตอบโต้กลายๆว่าสรีระของหล่อนนั้นยังเต่งตึง อายุเพียงยี่สิบหกของหล่อนกำลังอยู่ในวัยสาวที่เรียกว่าดอกไม้บานส่งกลิ่นหอมรัญจวน

 

ที่สำคัญ ‘จุดขาย’ ของหล่อนยังไม่หมดอายุ!

 

แต่เรือนร่างอันชวนมองของหล่อนก็หาใช่จุดสนใจเพียงอย่างเดียว เพราะดอกไม้ที่ถืออยู่ในมือช่อนั้นไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป แต่มันคือช่อบูเก้กุหลาบที่สัปดาห์ก่อนมันยังเป็นสีแดงสด แต่เวลานี้กุหลาบทั้งช่อมันเริ่มเฉา กลีบดอกจากแดงก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ทั้งแห้งทั้งกรอบ แสดงถึงความร่วงโรยของดอกไม้ที่ผ่านไปตามเวลา

 

หล่อนจงใจนำมามอบให้กับผู้หญิงคนนั้น!

 

“ปานคอยดูนะ อีกไม่ถึงสิบนาที งานนี้จะต้องล่มไม่เป็นท่า”

 

พูดยังไม่ทันขาดคำ เจ้าของร่างอวบอิ่มเจ้าเนื้อซึ่งมีอายุใกล้จะห้าสิบ อยู่ในชุดปิดบนปิดล่าง เห็นตั้งแต่ลำคอไปจนถึงศีรษะ ช่วงแขนก็ปิดจนถึงข้อศอก ช่วงขาก็เลยหัวเข่าไปกว่าคืบ บ่งบอกรสนิยมว่าสวยแบบ ‘คนมีอายุ’ กำลังก้าวลงจากเวทีด้วยสีหน้ากึ่งบึ้งกึ่งฉิว ตรงแน่วมายังจุดที่หล่อนยืนอยู่ราวกับพายุ

 

“พี่ดาวฮ้า...คุณรุ่งเธอเดินมาทางนี้แล้วฮ่ะ”

 

เลอดาวรู้ว่าปานสีออกจะติดเกร็งและสั่นอยู่บ้าง แต่ภายใต้ท่าทางตื่นกลัวของปานสีนั้น หล่อนก็รู้ว่ามือขวาผู้นี้จะเป็นกำแพงด่านหน้าแน่นอนหากมีภัยเข้ามาใกล้ แล้วก็เป็นเช่นนั้น เมื่อคู่ปรับอย่างใกล้รุ่งพรวดมาจนเกือบถึงตัว ปานสีก็ขยับตัวไปยืนจังก้าท้ารบพร้อมเป็นกันชน

 

“แกจะมายืนขวางฉันทำไมนังอ้วน”

 

ปานสีขี้กลัวก็จริงแต่ก็ของขึ้นง่าย เมื่อถูกด่าว่า ‘อ้วน’ ทั้งที่เจ้าตัวเคยประกาศว่าแค่อวบระยะสุดท้าย จากความกริ่งเกรงที่มีก็เลยเปลี่ยนในพริบตา โต้ตอบกลับอีกฝ่ายอย่างเจ็บแสบ

 

“ถึงฉันจะอ้วนก็ไม่หนักหัวใครฮ่ะ แต่ยังไงก็ยังไม่เหนียงยาน เผละจนศัลยกรรมเอาไม่อยู่หรอกฮ่ะ”

 

“แกด่าว่าฉันแก่อย่างนั้นเหรอ”

 

คู่ปรับผู้มีนามว่าใกล้รุ่งนั้นเนื้อเต้นเป็นเจ้าเข้า มองตาขุ่นขวางมายังเลอดาวและปานสีอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ...เลอดาวเองก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นคนเจ้าอารมณ์ ฉุนเฉียวง่าย ดังนั้นเพียงแค่ยั่วแหย่นิดๆหน่อยๆก็ทำให้ของขึ้น โมโหโกรธาในพริบตาเดียว

 

“ถ้าใครอยากจะรับก็รับ” ปานสียังคงไม่ลดราวาศอก

 

ส่วนใกล้รุ่งนั้นเวลาโกรธจนลืมตัว ไม่ว่าลูกน้องหรือใครก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ทุกคนจึงได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆจนที่สุดแล้วใกล้รุ่งก็เป็นฝ่ายผลักร่างอวบของปานสีเซถลาไปทางหนึ่งจนเกือบล้ม คนที่ยืนในละแวกใกล้ๆต่างแตกกระเจิงไม่ต่างจากผึ้งแตกรัง เพราะเสียงกรีดร้องของปานสี

 

“แกมาที่นี่ทำไม”

 

ทว่าเลอดาวยังคงยิ้มหวานหยดอย่างใจเย็น มือข้างที่ว่างขยับชายขอบเสื้อด้านบนแนวเนินอกเพื่อยั่วยุ พร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะคิกคัก ไม่ตอบที่อีกฝ่ายถาม แต่กลับบอกในสิ่งที่หล่อนต้องการแหย่

 

“เป็นยังไงคะ ชุดที่ดิฉันใส่มางานคุณพี่วันนี้ เป็นของห้องเสื้อที่คุณพี่ชอบไปใช้บริการเลยนะคะ ดีไซเนอร์เขาออกแบบให้ดิฉันเป็นพิเศษ คุณพี่ว่าดิฉันแต่งตัวแบบนี้สวยไหมคะ”

 

ใกล้รุ่งเม้มปากแน่น ก่อนจะพ่นคำแสลงหูออกมา “เหมือนพวกดาวยั่วซะมากกว่า”

 

หล่อนเอื้อมมือไปแตะแขนอีกฝ่ายพร้อมกับหัวเราะเบาๆ แต่อีกฝ่ายก็ชักมือกลับรวดเร็วทันควันและชักสีหน้าอย่างเอาเรื่อง

 

“ยังไงก็ถือเป็นคำชมนะคะ”

 

ใกล้รุ่งถลึงตาใส่ ไม่อยากเสียเวลาเสวนาจึงถามย้ำอีกครั้ง “ตกลงแกมาทำไม ในเมื่อรู้ว่าฉันไม่ได้เชิญ”

 

“โถๆๆคุณพี่ขา เรามันก็คนอาชีพเดียวกัน ทำธุรกิจเครื่องสำอางเหมือนกัน จริงๆก็น่าจะรักใคร่กลมเกลียว มีอะไรก็รู้จักน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะคะ วันนี้ที่ดิฉันแวะมา ก็แค่จะแวะมาขอบคุณในน้ำใจไมตรีของคุณพี่น่ะค่ะ ที่อุตส่าห์ส่งกระเช้านมไปแสดงความยินดีกับดิฉันเมื่ออาทิตย์ก่อน”

 

“แกพูดเรื่องกระเช้าอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”

 

เลอดาวมองเห็นความประหม่าแวบหนึ่งจากดวงตาสีดำสนิทของใกล้รุ่ง หล่อนมองพริบตาเดียวก็รู้ว่าใกล้รุ่งคงไม่ต่างไปจากวัวสันหลังหวะ กลัวว่าหล่อนจะเอาเรื่องนมหมดอายุขึ้นมาพูดเพื่อก่อประเด็น แต่หล่อนเคยบอกกับปานสีเสมอว่าคนอย่างหล่อน ถ้าคิดจะแข่งขันก็ต้องซึ่งหน้าเท่านั้น ชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่มีทางแทงข้างหลังหรือลอบกัด

 

“เอาเถอะค่ะ ถ้าคุณพี่ไม่อยากให้ใครๆรู้ ดิฉันก็จะไม่พูด...แต่วันนี้ดิฉันตั้งใจมาแล้ว ก็แค่อยากจะมายินดีกับสินค้าตัวใหม่ของคุณพี่เท่านั้นเอง”

 

“ไม่จำเป็น ฉันไม่ต้องการ”

 

ทว่าเลอดาวยัดช่อดอกกุหลาบแห้งกรอบใส่มือ พร้อมกับทอดเสียงให้อ่อนหวานทั้งที่แววตาแข็งกระด้าง “นี่ค่ะดอกไม้...ดอกกุหลาบเหี่ยวๆที่เหมาะกับคุณพี่”

 

ใกล้รุ่งปรี๊ดแตกทันทีเมื่อได้ยิน และปาช่อดอกไม้นั้นใส่หน้าเลอดาวอย่างแรง

 

“นี่แกกำลังหยามหาว่าฉันทั้งแก่ทั้งเหี่ยวใช่ไหมยะ...แกไสหัวออกไปเลย งานนี้ไม่ต้อนรับผู้หญิงสองผัวอย่างแก แล้วก็ไม่ต้องมาทำปากว่าตาขยิบกับฉันนะ ยังไงฉันก็ไม่มีทางญาติดีด้วยหรอก เพราะแกมันก็คงไม่ต่างจากพี่สาวแกนั่นแหละ เชื้อคงไม่ทิ้งแถว เลวมันทั้งก๊ก”

 

ถึงตรงนี้ดวงตาของเลอดาวที่สงบนิ่งวาวลุกขึ้นมาแวบหนึ่ง ทว่าปานสีซึ่งยืนสงบคำอยู่พักใหญ่เดือดดาลแทนเลอดาว ปรี่เข้าไปประจันหน้าใกล้รุ่ง เงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบสักฉาด ทว่าเลอดาวยังได้สติรีบคว้าแขนของปานสีแล้วดึงแรงๆให้กลับมายืนอยู่ในที่เดิม

 

“รั้งทำไมฮ้าพี่ดาว ไม่ได้ยินเหรอว่าอีแก่หนังเหี่ยวมันด่าพี่ดาวว่ายังไงบ้าง”

 

เลอดาวระงับอารมณ์ได้เร็วก็นิ่งเย็นลง พร้อมกับบอกปานสีเบาๆว่า “วันนี้ถือว่าฉันกับผู้หญิงคนนั้นประกาศตัวเป็นศัตรูกันอย่างถาวรแล้ว นี่แค่ยกแรก เรากลับกันเถอะ”

 

“กลับเหรอฮ้าพี่ดาว” ปานสีทำท่าคันไม้คันมือ

 

“จ้ะ...เรากลับไปหาไวน์ดื่มชิวๆ ฟังเพลงเพลินๆกันดีกว่า เพราะถือว่าวันนี้ได้มาแสดงความยินดีกับคุณรุ่งอย่างที่ตั้งใจแล้ว...ใช่ไหมคะ”

 

ท้ายประโยคเลอดาวหันไปถามใกล้รุ่งด้วยท่าทางยียวน ก่อนจะยักคิ้วกวนอารมณ์ให้หนึ่งทีแล้วหมุนตัวกลับโดยไม่สนสายตาของผู้คนรอบข้าง ได้ยินแว่วๆว่าใกล้รุ่งยังคงด่าทอด้วยถ้อยผรุสวาทที่ไม่น่าจะออกจากปากคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ลากมากดีสักนิดเดียว จะรู้สึกตัวอีกนิดก็ตรงที่ว่า ดอกไม้ช่อเดิมนั้นกระทบที่แผ่นหลังของหล่อนจนร่วงสู่พื้นอีกครั้ง

 

หล่อนยืนนิ่งตรึงเท้าอยู่กับที่ แว่วเสียงผู้คนรอบข้างกรีดร้องเบาๆลอยมาตามลม แต่แล้วหล่อนก็เลือกที่เดินกลับออกไปจากงาน ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดที่เลือกจะโต้ตอบแบบนี้ แม้อาจเสียรังวัดไปบ้าง แต่มันก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆให้อีกฝ่ายระรานครั้งแล้วครั้งเล่า

 

หล่อนกับปานสีเดินไปจนเกือบจะถึงลานจอดรถอยู่แล้ว แต่ก็ต้องชะงักเท้าแล้วหันหลังกลับ เพราะเสียงของผู้ชายที่ดังไล่หลังมา

 

“หยุดก่อนครับคุณ รอผมด้วยสิคุณ”

 

หล่อนย่นหัวคิ้วเขาหากัน เพราะไม่รู้ว่าเขาคือใคร?

//////////////////////////////////////