นิรันดร์จอมราชย์

Author: 
ตามลมเวียนหรดี
ประเภท: 
นิยาย

 

เหมันต์ยามโฉ่ว กิเลนบังเกิด

แสงดาวระยิบงดงาม ทว่ามิได้ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกยินดีขึ้นแต่อย่างไร ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บของฤดูหนาวส่งไอยะเยือกผ่านเสื้อหนาไปสัมผัสกายาที่ ยังอ่อนเยาว์สร้างความหนาวสะท้านถึงทรวง แล้วยิ่ง ณ.ตรงที่เขาอยู่ยังเป็นเนินเขาชานเมืองเซ่งโจว

เมื่อเพ่งมองไปในความมืด อาจารย์ของเขายังคงอยู่ในท่าเดิมคือเงยมองฟ้าฟาก ผิดไปเล็กน้อยคือเคลื่อนจากด้านหนึ่งไปด้านหนึ่งอย่างช้าๆ นิ้วเหี่ยวย่นยังคงนับคำนวณอย่างถี่ถ้วน...

ผิวเผิน... ก็คือชายแก่คนหนึ่งที่อุตส่าห์ฝ่าความหนาวเย็นมาชมดาว...

ตื้นเขิน... คือก็แค่ชายแก่ที่กำลังนับนิ้วและบ่นพึมพำไม่ได้ศัพท์...

ลึกล้ำ... นี่คือชายแก่ที่แม้อู่ไท้โฮ่วถึงขนาดต้องเสด็จออกจากพระตำหนักด้วยองค์เองเพื่อขอคำแนะนำ

หยั่งรู้... การคำนวณของชายแก่นี้ล่วงรู้ดินฟ้า... เพราะเขาคือหมอดูเทพยาดา...

แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มไม่สามารถขืนหนังตาได้อีก เขาเอาแขนข้างหนึ่งซุกเข้าไปแขนเสื้อของอีกข้างแล้วก็เอนกายกับโคนต้นหลิว แรกเดิมทีจะพักสายตา แต่ต่อมาก็ดิ่งลงสู่ห้วงนิทราไป..

“อาเฟย” เสียงของอาจารย์ทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้ง

“ข้าไม่ได้หลับ ข้าแค่หลับตา” อาเฟยรีบแก้ตัวพันละวัน เพราะคิดว่าอาจารย์เอ็ดที่เขาเผลอหลับไป

แต่ใบหน้าของชายชรานั้นไม่ได้มีวี่แววของความโกรธฉิว แต่กลับแสดงถึงความยินดี...

“ใช่แล้ววันนี้ วันนี้แน่นอน”

“อะไรขอรับ อาจารย์...วันนี้อะไร” เด็กหนุ่มงุนงง

ชายชราผู้ทรงภูมิถอยออกไป แล้วแหงนเงยไปสู่ฟากฟ้า

“นี่คือเวลาแห่งอัศจรรย์ เทวะ ดึกดำบรรพ์จะคืนบังเกิด... ในยามโฉ่วที่มืดมิด พลันวิจิตรด้วยแสงไสว... เทวามาสู่แล้วในแดนดิน จะคืนถิ่นเป็นมนุษย์ธรรมดา... ทรงคือผู้ยกจอมราชา และสถาปนาจักรวรรดิอันไพบูลย์... พระองค์ผู้มีฤกษ์กำเนิด ครั้งเมื่อเกิดแล้วไร้มรณา... ด้วยปัญญาและวิทยา จักนำพาประชาสู่ร่มเย็น”

เด็กหนุ่มไม่สู้เข้าใจนัก เขาค่อยๆลุกขึ้น... ยามโฉ่ว... ก็น่าจะเป็นยามนี้...

“ท่าน...” แค่นั้นแล้วถ้อยคำก็ขาดไป...

เขาสังเกตว่าแผ่นฟ้าด้านหลังของอาจารย์มีสิ่งเปลี่ยนแปลง... เขาแลเห็นดังจะเป็นดวงดาวที่สกาวขึ้นอย่างมากจนผิดปกติ... แล้วมันก็ค่อยๆสว่างขึ้นอย่างมากมายจนกลายเป็นดั่งลูกไฟ...

“อาจารย์..” เขาจะเข้าไปดึงให้อาจารย์หันไป แต่ดวงสว่างนั้นก็พุ่งผ่านเหนือหัวของทั้งสองไป

แม้จะผ่านไปในระยะสูงกว่ามาก แต่เด็กหนุ่มก็รู้สึกหวาดหวั่นจนต้องย่อตัวลง ผิดกับผู้เป็นอาจารย์ที่ยืนหยัดทั้งยิ้มพราย

ดวงตาสีหม่นของชายชราจับไปตามสิ่งที่ส่องแสงและเคลื่อนที่รวดเร็วมุ่งไปยังเมืองเซ่งโจว*

เมื่อมันอยู่เหนือนครแห่งแดนใต้ ก็ระเบิดออกแล้วกำจายแสงไสวจุดราตรียามโฉ่วให้สว่างราวกับกลางวัน

เด็กหนุ่มค่อยๆผุดกายขึ้นมา เขาหันไปหาปรากฏการณ์ประหลาด

แสงสว่างยังสุกสกาวอีกราวอึดใจก่อนจะค่อยๆลาลง... หากชั่วครู่ต่อมา...

เสียงหนึ่งก็แว่วมาตามลม...

“เสียงทารก...” เด็กหนุ่มกล่าวออกมา

“ไปอาเฟย... ไปดูผู้ยิ่งใหญ่กันเถิด...” อาจารย์จับจูงมือลูกศิษย์แล้วเดินพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

 

แม้จะเป็นยามดึกสงัดแต่เด็กชายวัยห้าขวบกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการชมดูดวงดาว... แต่แล้วเขาฉุกใจ... หรือนี่จะเป็นความฝัน... เพราะเหตุใดกันเขายังตื่นอยู่... ทั้งที่ควรจะอยู่บนเตียงตั่งนุ่มสบาย..

แล้วพลันความคิดก็หยุดชะงัก ด้วยเด็กน้อยได้ยินเสียงคล้ายสัตว์คำราม

เมื่อหันหลังไป จึงได้ประจันหน้ากับสิ่งแปลกประหลาดล้ำ คือม้าหรืออะไรกันก็ไม่ทราบได้ กายาจากขาถึงไหล่สูงราวหกเชี้ยะ แต่มิได้ปกคลุมด้วยขนหนังดังอาชาชาติทั่วไป หากแต่เป็นเกล็ดสีทองอร่ามงามตา ทั้งใบหน้ายังมิใช้ม้า แต่เป็นศีรษะของสัตว์แปลกประหลาดมีเขาสองข้างคล้ายกวาง ใบหน้าปกคลุมด้วยเกล็ดสีเดียวกับกายคล้ายจระเข้ แต่ดวงตากลมโตเหมือนกระต่าย มีหนวดยาวดั่งเส้นแส้หนังควั่น

เจ้าม้าประหลาดเข้ามาใกล้แล้วหมอบลงต่อหน้าเด็กชาย

 

หญิงสาวแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเรียกง่ายแต่ก็แลดูเรียบร้อยและงามตา นางได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากเตียง แต่ก็ไม่เห็นว่าม่านตาถูกเลิกออก จึงเดาว่าเจ้านายตัวน้อยของนางคงยังหลับใหลหากละเมอออกมาภาษาเด็กน้อย

เมื่องับประตูไม้จนสนิทอย่างแผ่วเบาแล้ว นางก็เดินเท้าเบาไปรินน้ำจากเหยือกดินเผาสีเขียวหยกลงไปในอ่างทองเหลืองโดยไม่ให้มีเสียง

สักครู่เสียงหัวเราะก็เบาลง เมื่อหญิงสาวจะหันไปเก็บม้วนตำราที่นายน้อยของนางทิ้งเอาไว้บนโต๊ะอักษร...

“เป้ยฮัว” เสียงเรียกจากเตียงตั่ง

“เพคะองค์ชาย” นางขานแล้วรีบเดินไปพลิกม่านแล้วมัดเอาไว้ด้วยเชือกทั้งสองข้าง

องค์ชายลุกขึ้นนั่งแล้วแต่ยังมีสีหน้างุนงง นางจึงเดินไปยกอ่างทองเหลืองมาวางไว้บนโต๊ะเล็กๆที่ใกล้เตียง

“ล้างพระพักตร์ก่อนเพคะ จะได้สดชื่น”

เด็กชายผู้สูงศักด์หันมามองหน้าพี่เลี้ยงที่ดูแลเขามานานปี

“ข้าฝันไปเป้ยฮัว... สนุกจัง ฝันว่ามีกิเลนตัวใหญ่มาหาข้าแล้วพาข้าเหาะเล่นบนท้องฟ้า”

“กิเลนเหรอเพคะ” เป้ยฮัวถามกลับมา

“กิเลน... สัตว์ในตำนานอย่างไรเป้ยฮัวเจ้ามิรู้จักหรือ” เด็กชายทำตาโต

“ที่มีหัวเป็นดั่งมังกรตัวเป็นม้าอย่างไรเป้ยฮัว”

เป้ยฮัวเลื่อนโต๊ะเข้ามาให้เด็กชายได้วักน้ำล้างหน้าได้ถนัด

“เหมือนอย่างที่มีในศาลเจ้าหรือเพคะ” เป้ยฮัวถามกลับ

เด็กชายเอาน้ำลูบหน้าหลายครั้งก่อนจะตอบ

“ใช่แล้ว... แต่ตัวมันเป็นสีทองอร่ามเลยนะ งดงามมาก แต่มันช่างเชื่องยิ่งนัก พาข้าเหาะเหินไปเหนือพระตำหนักด้วย...”

“ทรงอ่านอะไรเกี่ยวกับกิเลนก่อนบรรทมกระมังเพคะ จึงได้เก็บไปทรงสุบินประหลาด”

เด็กชายยกมือโบก

“ไม่นะเป้ยฮัว ข้าอ่านหนังสือที่ท่านอมาตย์ให้อ่าน ไม่ได้อ่านอะไรอื่นเลย”

เป้ยฮัวยิ้ม พินิจดวงหน้าของเจ้านายน้อย ดวงหน้านั้นมีเค้าว่าจะเติบโตเป็นยอดชายอย่างแน่แท้ ดวงตาก็ฉลาดเฉลียว สมแล้วเป็นเชื้อพระวงศ์ขั้นสูงคนหนึ่ง

หลีหลงฉี พระโอรสในพระเจ้าลุ่ยจงแห่งราชวงศ์ถัง...

“เอาเถิดเพคะ... วันนี้ทรงมีนัดกับท่านอาจารย์ใช่หรือไม่ว่าจะไปคอกม้าหลวง เห็นว่าเมื่อวานมีม้าใหม่ๆมาหลายตัว องค์ชายน่าจะทรงพอพระทัยแน่นอนเพคะ” เป้ยฮัวกล่าวอย่างอ่อนโยน

 

ครั้งทรงเครื่องเยี่ยงองค์ชาย หลีหลงฉีก็ดูงามสง่านักสำหรับเป้ยฮัว แม้พระชันษาจะเพียงห้าขวบ แต่องค์ชายของนางก็แลแล้วน่าประทับใจยิ่งนัก

นางจัดเสื้อคลุมตัวนอกที่เป็นขนสัตว์ฟูนุ่มนิ่มแก่องค์ชาย

“อย่าทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกนะเพค่ะ ประเดี๋ยวจะทรงประชวรเสียอีก...” นางกำชับ

“ข้ารู้แล้วน่าเป้ยฮัว” องค์ชายน้อยยิ้มตอบ

สองบ่าวนายเดินออกจากที่ประทับขององค์ชายเพื่อจะไปยังตำหนักด้านหน้า แต่พ้นครึ่งทางมา ทหารหลวงหลายนายก็วิ่งมากระหนาบซ้ายขวา เป้ยฮัวรีบโอบพระองค์ของเจ้านายน้อยเอาไว้เพื่อปกป้อง

“นี่พวกท่านคิดจะทำอะไร”

ด้วยเครื่องแต่งกายของนายกองระดับสูง ชายหนุ่มเดินเข้ามาน้อมคำนับองค์ชายหลีหลงฉี

“ขอเชิญองค์ชายเสด็จมากับข้าพระบาท ฝ่าบาทกับฮ่องไท่โฮ่วมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า”

 

สมเด็จย่า คือคำขานที่องค์ชายหลีหลงฉีควรจะเรียกขานสตรี ในเครื่องทรงจักรพรรดินีอันงดงามสีเงินสลับทองเฉิดฉัน พระเศียรยังคงตั้งตรงแม้พระชนมพรรษาจะล่วงวัยเกินกลางคนแล้วก็ตาม ดวงพระเนตรยังคงแจ่มใส ทว่าฉายรัศมีแรงกล้าเสียจนเด็กชายไม่อาจสบตาด้วย แม้พระนางจะโปรดปรานองค์ชายน้อยอยู่มากเพราะทรงชมชอบคนฉลาดเฉลียว

อู่ไท่โฮ่ว ผู้กุมอำนาจเหนือบัลลังก์แห่งเซ่งถังอย่างแท้จริง

“หลงฉี ไหนมาให้ย่าดูใกล้หน่อยสิ”

องค์ชายน้อยลุกจากอาการถวายบังคมหันไปสบพระเนตรกับพระบิดา ฮวงตี่รุ่ยจงที่แม้จะประทับบนบัลลังก์ แต่หากพระนางอู่ต่างหากทรงอำนาจ ในขณะนี้ต่อหน้าพระพักตร์พระนางอู่ไท้โฮ่ว ฮวงตี่นั้นเพียงนกน้อยที่ห่อปีกต่อหน้าพญาหงส์ มิใช่จอมราชา...

แววพระเนตรพระราชบิดานั้นเต็มไปด้วยความกังวล ตอนนี้นอกจากองค์ชายน้อยแล้วพี่ๆทั้งสองขององค์ชายก็ถูกนำมาในตำหนักนี้ทั้ง สิ้น ทั้งคู่ยืนตัวลีบด้วยหวาดกลัวเพราะรัศมีของจันทราดวงนี้ที่ฉายแสงแรงกล้า เสียยิ่งกว่าอาทิตย์...

หรือจริงๆแล้วพระนางอู่คืออาทิตย์ที่แท้ก็มิทราบได้...

หลีหลงฉีก้าวเข้าไปหาพระนางอู่เพราะพระนางยังกางพระกรออกทั้งสองข้างยืนยันในพระรับสั่งอย่างมั่นคง

อ้อมกอดของพระนางแม้จะอุ่น แต่หลีหลงฉีกลับสั่นสะท้าน... ด้วยในใจตระหนักว่านี่คืออ้อมกอดของพระนางผู้ชี้เป็นชี้ตายได้แม้แต่กับพระราชบิดาของเขา

“ดูเถิด... โตเท่านี้แล้ว ย่าคงอุ้มเจ้าไม่ไหวเสียแล้วกระมัง” พระนางรับสั่ง แล้วหันไปหาพระเจ้ารุ่ยจง..

“เห็นหรือยังว่าฝ่าบาท ว่าแม่รักหลานข้าเพียงไร... ดังนั้นแม้ฝ่าบาทจะไม่ได้อยู่บนบัลลังก์ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะได้ยาก... แม่จะดูแลหลานๆของแม่อย่างดี”

พระเจ้ารุ่ยจง ค้อมพระเศียรสยบต่อพระมารดา แล้วคุกเข่าลงต่อพระพักต์สตรีผู้ทรงอำนาจ

“หม่อมฉันยินดีจะน้อมรับมติสวรรค์ ด้วยสวรรค์ได้ส่งพระมารดาผู้เป็นพระแม่แห่งฟ้ามา หม่อมฉันผู้เป็นบุตรย่อมถือเป็นบุญหนักหนา บัดนี้เมื่อฟ้ามีโองการให้พระแม่ครองแผ่นดิน หม่อมฉันจึงยินดียิ่งจะถวายราชบัลลังก์แด่พระมารดาดังประสงค์ฟ้า..."

“ขอพระหมื่นปี ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี” เสียงแซ่ซ้องก้องตำหนัก...

คริสตศักราช 690 พระนางอู่ไท่โฮ่ว สถาปนาพระองค์เองเป็นจักรพรรดิ ทรงพระนามโจ่วเซิ่งเซงฮวงตี้ สถาปนาราชวงศ์โฮ่วโจวขึ้นปกครองแผ่นดิน

 

เสียงเล่าลือนั้นดังไปทั่วเมืองเชิงโจวเรื่องปรากฏการประหลาดนั้นอื้ออึง ดังนั้นกวนเทียงปอจึงพยายามสงบนิ่งต่อการเล่าลือนั้น ตอนนี้เสียงเล่าลือจางลงแล้ว เพราะกระแสข่าวจากเมืองหลวงแทนที่เข้ามา

พระนางอู่ฮ่วงโฮ่ว สถาปนาราชวงค์ใหม่ และพระนางก็ทรงปกครองแผ่นดินเสียเอง...

กวนเทียงปอถอนหายใจเมื่อรับฟัง เว่ยหลิงหัวหน้ากองคุ้มกันที่พึ่งกลับมาจากเมืองหลวงเล่าเรื่องการสถาปนาราชวงศ์ใหม่

“ก็ดี ที่ไม่นองเลือด... ข้าก็คิดอดไม่ได้มานานแล้วว่าพระนางจะต้องสถาปนาองค์เองในวันหนึ่งวันใด แต่ไม่คิดว่าพระนางจะกล้าทำจริงๆ...” กวนเทียงปอทราบข่าวสารต่างๆในอาณาจักรอย่างดี ในฐานะเจ้าของสำนักคุ้มภัยใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำฉางเชียง เขาต้องรู้เรื่องราวมากมายเพื่อสะดวกในการวางแผนการคุ้มกันขบวนสินค้า

“แต่ข้าแปลกใจยิ่งกว่าเมื่อมาถึงเขตเมืองแล้วได้ยินเรื่องดวงดาวระเบิด... มีคนบอกว่าเกิดปรากฏการณ์ประหลาด มีดวงดาวใหญ่ตกลงมาเหนือเมืองแล้วระเบิดส่งแสงสว่างราวกับกลางวัน แถมยังมีคนเล่าลือว่ามีเสียงทารกร้องก้องไปทั้งเซิงโจว” เว่ยหลิงกล่าว

“แต่พอเข้ามาบ้านก็มีคนบอกว่าคุณชายน้อยเกิดแล้ว... ก็เลยคิดไปว่า...”

“เว่ยหลิง” กวนเทียงปอออกเสียงห้ามเอาไว้ไม่ให้พูดต่อ

“ตอนนี้มีการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ บ้านเมืองไม่เป็นปกติ เจ้าอย่าได้เที่ยวไปพูดอะไรเหลวไหล”

เว่ยหลิงก้มหัวลงสงบคำ

“พระนางอู่ฮ่วงตี้ แต่เดิมก็เป็นคนเชื่อถือโชคราง หากทรงได้ทราบว่ามีปรากฏการณ์ประหลาดไหนเลยจะไม่สั่งให้ค้นหา... ยังดีที่ตอนเกิดปรากฏการณ์นั้น เป็นเวลาดึกสงัด... ชาวบ้านจึงไม่ได้รู้ความกันมากนัก ส่วนเสียงทารกที่ว่ามิได้ดังสนั่นๆ แต่คล้ายดังก้องแทรกในกระแสอากาศจนผู้คนไม่รู้ต้นที่มา” กวนเทียนปอเล่าด้วยตนเอง เมื่อเว่ยหลิงย่อตัวลงพินิจทารกน้อยที่หลับใหลบนเปล ใบหน้าน้อยดูน่ามองนักสำหรับเว่ยหลิง

“ข้านั้นแปลกใจมาก... เด็กอะไรจึงสามารถร้องเสียงดังเช่นนั้นได้... คล้ายกับการเปล่งเสียงด้วยลมปราณกระนั้น... ครั้งเช้าตรู่มีซินแซท่านหนึ่งมาหาที่บ้าน... เขาบอกว่าให้ข้าชุบเลี้ยงลูกคนนี้ให้ดี ด้วยต่อไปภายหน้าจะเป็นกำลังสำคัญแห่งแผ่นดินได้ และนำความร่มเย็นมาสู่แผ่นดินและลุ่มแม่น้ำฉางเชียง”

เว่ยหลิงเงยหน้ามองเจ้านาย

“แล้วคุณชายน้อยชื่อว่าอะไร”

กวนเทียนปอมองหน้าลูกชายคนเล็กแรกเกิด

“ฉีหลิน(กิเลน)” ผู้บิดาตอบ

“เป็นกิเลนแล้วจะไม่เป็นมังกร... เป็นกิเลนแล้วจะไม่ลอยเหินแต่ติดดิน แต่จะคลุกคลีและดูแลประชาชน เป็นกิเลนแล้วจะทรงอำนาจ วางรากฐานแน่นหนาแก่มังกร... ท่านหมอดูกล่าวเช่นนั้น”

 

 

 

 

 

 

กวนฉีหลิน...

ในฐานะของผู้ติดตามของกวนเทียนปอ ตันเว่ยหลิงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอยู่ไม่น้อยในบ้านสกุลกวนและยังสำนักคุ้มภัยสกุลกวน แต่บรรดางานหลายอย่าง เว่ยหลิงชอบพอจะทำที่สุดเห็นจะเป็นการสอนวิทยายุทธสกุลกวนให้แกคุณชายน้อย

คุณชายฉีหลินบัดนี้อายุได้แปดปีแล้ว หลังจากฮูหยินใหญ่ที่แม่มิใช่แม่แท้ๆ แต่ก็รักคุณชายน้อยยิ่งกว่าลูกตัวเองได้รับคำแนะนำจากหมอเรื่องอาการป่วยประหลาดของคุณชายน้อย เขาก็ได้รับมอบหมายให้เป็นเป็นผู้ถ่ายทอดวิทยายุทธให้

“ท่านหมอบอกว่าที่คุณชายมีอาการตัวร้อนเป็นไฟ หรือไม่ก็เย็นเฉียบดังน้ำแข็งนั้น ก็ด้วยลมปราณภายในของคุณชาย ท่านหมอบอกว่าคล้ายกับคุณชายมีลมปราณแรงกล้าอยู่สองสายอยู่ภายในกาย ทำให้เมื่อคุณชายโมโหจะตัวร้อนดังไฟ... แต่หากเศร้าเสียใจก็จะตัวเย็นเฉียบ ท่านหมอเลยแนะนำให้คุณชายฝึกยุทธ์เพื่อควบคุมลมปราณทั้งสองสาย” ฮูหยินใหญ่บอกแก่เขาเช่นนั้น

ดังนั้นเว่ยหลินจึงสอนเพลงกระบี่เคลื่อนดาวคล้อยเดือนอันเป็นวิทยายุทธ์ประจำสกุลกวนให้แก่คุณชายเมื่อต้นปี หากมาปลายปียามใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองแดง... คุณชายก็สามารถจดจำกระบวนท่าทั้งสิ้นได้

เมื่อเขาเดินเข้ามาถึงลานฝึกยุทธ์หลังบ้าน ก็ได้เห็นคุณชายกำลังร่ายรำกระบี่เคลื่อนดาวคล้อยเดือนด้วยท่วงท่าถูกต้อง มิหน่ำซ้ำยังท่องบ่นบทคัมภีร์ขงจื้อไปด้วย

จังหวะก้าวเท้าและตวัดกระบี่งดงาม และยิ่งน่าแปลกที่คุณชายเคลื่อนแต่ละกระบวนท่าด้วยท่วงทำนองเดียวกับปากที่ท่องบทคัมภีร์

เมื่อจบเพลงกระบี่แล้ว เด็กชายก็หันมาด้วยทราบว่าเว่ยหลิงเข้ามา

“เพลงกระบี่ของข้าเป็นเช่นไรท่านอา” เด็กชายเดินเข้ามาหาแล้วยิ้ม

“ข้าชมชอบบทกวีท่านขงจื้อที่คุณชายท่องเสียมากกว่า”

เด็กชายจึงมุ่ยหน้า

“ท่านอากล่าวเช่นนี้แปลว่าข้าร่ายรำกระบี่ได้อ่อนด้อยกระนั้นหรือท่านอา”

เว่ยหลิงโอบกอดคุณชายน้อย

“มิได้... หากแต่ข้านั้นเชี่ยวชาญเพลงกระบี่นี้ หากไม่ชำนาญในตำรับตำรา ได้ยินคุณชายท่องบทกวีท่านขงจื้อจึงชื่นชม”

เด็กชายยิ้มแป้น

“วันนี้ท่านอาจะสอนกระบวนท่าใดต่อ ข้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติม”

เว่ยหลิงเงียบนิ่งไป

“คุณชาย... ข้าไม่มีอะไรจะสอนแล้ว... เพลงกระบี่สกุลกวนนั้นมีเพียงเท่านี้... คุณชายได้ฝึกจนสิ้นแล้ว... ข้าหาอะไรสอนมิได้แล้ว”

“เช่นนั้น... แล้วข้าจะทำอะไรดีเล่าท่านอา... ท่านพ่อจะต้องบังคับให้ข้าอ่านแต่ตำราสิขอรับท่านอา” คุณชายน้อยเดินมาเกาแขน

“อ้าวนี่เจ้ามิได้ชอบการท่องตำราหรอกหรือ” เว่ยหลิงมองหน้าเด็กชายแล้วแย้มรอยยิ้มเมตตา

เด็กชายถอยออกมา

“ตำรานั้นก็สนุก อ่านบทกวีก็บันเทิงใจ หากแต่การฝึกยุทธ์นั้นก็สร้างความสนุกสนานไม่แพ้กัน... หากเราสามารถร่ายกระบี่ และฝึกวิทยายุทธ์ไปด้วยมิยิ่งดีกว่าหรือ หลานชมชอบทำทั้งสองสิ่งไปด้วยกันนะท่านอา”

เว่ยหลิงจึงขมวดคิ้ว... จริงอยู่ที่เขาเดินทางไปทั่วสารทิศ และรู้จักยอดฝีมือมากหลาย แต่จะหาที่มาสอนกวนฉีหลินได้นั้นก็ยาก เนื่องจากพวกเขาล้วนแล้วท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ

“เอาเถอะฉีหลิน แล้วอาจะหาอาจารย์ให้เจ้า”

 

หลุมศพที่นอกเมืองเป็นในสถานที่ซึ่งมีทุ่งดอกไม้งดงามแต่งแต้มเนินที่ปูลาดไปสู่หาดของแม่น้ำฉางเชียง

กวนฉีหลินจะต้องมาที่นี่ทุกปีนับจากมารดาของเจ้าจากไป เพื่อสักการะหลุมศพในวันครบรอบวันตายของท่านแม่ เขาคุกเข่าแล้วปักธูปบนฝักเขียวที่หั่นผ่ามาใช้แทนกระถางธูป

“ท่านแม่ ข้ามาเยี่ยมท่านแล้วครับ ท่านแม่ปีนี้ข้าอายุแปดขวบแล้ว ข้าสำเร็จวิทยายุทธ์ของสำนักแล้วด้วย และก็ยังท่องอี้จิงและซือจิงได้แล้ว ตอนนี้กำลังท่องหลีจิง” กวนฉีหลินรายงานต่อมารดา เสมือนนางยังมีชีวิต

ฮูหยินใหญ่แห่งบ้านสกุลกวนมองลูกเลี้ยงของเธอด้วยรอยแย้มยิ้มกริ่มบนใบหน้าอิ่มเอิบของนาง ฉีหลินของนางนับตั้งแต่แม่ของเขาตายไป นางก็รักเขาอย่างกับลูกแท้ๆ แถมเจ้าหนูก็ยังฉลาดและกตัญญูกับนางเสมอกับที่เธอรักเจ้าหนูเสียด้วย...

มารดาของกวนฉีหลินแม้เป็นอนุ แต่ก็ไม่ใช่ต่ำทราม แต่เป็นถึงน้องสาวของแม่ทัพรักษาเมืองเฉิงตู จี้ไต่หลี แต่เพราะครอบครัวของ นางครั้งหนึ่งต้องเผชิญภัยโจรป่า  แต่กวนเทียนปอสามีของฮูหยินได้เข้าช่วยเหลือจนพ้นภัย บิดาและมารดาของนางซึ้งในน้ำใจจึงยกนางให้สามีของฮูหยินใหญ่ เมื่อจี้ซีหลินได้มาอยู่บ้านสกุลกวนแล้วก็วางตัวดี ไม่ถือตัวเย่อหยิ่งจนเป็นที่ประทับใจนาง... ฮานจงซีผู้เป็นฮูหยินใหญ่อย่างยิ่ง

ต้นพันธุ์ดีย่อมให้กำเนิดผลที่เลิศคุณค่า... กวนฉีหลินนั้นมีดวงหน้าละม้ายมารดา มีความสามารถ ฉลาดหลักแหลมแต่ก็รู้จักวางเนื้อวางตนจนเป็นที่รักของคนทั้งบ้าน

 

ริมชายน้ำชายชรากำลังนั่งนิ่งทอดสายตาไปยังปลายเชือกไหมที่ผูกทุ่นเอาไว้ ด้วยหลังที่เหยียดตรงชายชรา แล้วยังสงบนิ่งราวกับเป็นรูปปั้นเกียงไท้กง

เด็กชายที่ไล่ตามผีเสื้อปีกงดงามมาเห็นเข้าก็นึกชมชอบใจ ท่านปู่ผู้นี้มีวัยราวเจ็ดสิบปีแล้วประมาณได้.. แต่กลับยังเหยียดนั่งตรงได้อย่างกับคนหนุ่ม

หากสิ่งหนึ่งก็พลันสะดุดความคิด ชายสองคนปรากฏตัวที่ด้านหลังของชายแก่ คนหนึ่งเงื้อดาบพุ่งเข้าใส่หมายฟาดฟัน

“ท่านปู่อันตราย” เขาหลุดปากร้องออกไป ชักกระบี่ยาวพอดีกับร่างกายออกมาแล้วพุ่งกายออกไป

ชายทั้งคู่แปลกใจและงุนงง กับการจู่โจมฉับพลัน หันมาปัดป้องการโจมตี

ร่างกายที่ยังเยาว์นักแต่กลับมาการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว สองยอดฝีมือจึงต้องถอยกรูดไป

“ไอ้หนูนี่ เป็นศิษย์ตาเฒ่านี่หรืออย่างไร จึงเข้ามาขวาง” ชายร่างใหญ่ตวาดถาม

“มิได้... แต่ท่านเป็นชายชาตรีฉันใดจึงทำร้ายผู้เท่าด้านหลัง... ช่างไร้เกียรตินัก... ไม่สมเป็นชายชาตรี” เด็กน้อยตอบกลับ น้ำเสียงมิได้ก้าวร้าวแต่หนักแน่น

“หลีกไป... ข้ามีบัญชีจะต้องชำระ ด้วยตาแก่นี่ได้สังหารน้องชายของเรา” อีกคนที่ร่างผอมถือกระบี่ตวาดใส่อีก

“เหลวไหล... ท่านตาอายุปูนนี้แล้วจะสามารถประหัตประหารผู้ใดได้เล่า... หากท่านลุงทั้งสองจะทำร้ายท่านปู่แล้ว ข้าจักแลกด้วยชีวิตป้องกัน” เจ้าหนูว่าแล้วก็ตั้งท่าเพลงกระบี่เคลื่อนดาวคล้อยเดือน

“ถอยไป” ชายร่างใหญ่ตวาด แล้ววาดดาบใหญ่หมายขับไล่ หากไม่คาดเด็กชายจู่โจมกลับด้วยเพลงกระบี่ที่ว่องไวยิ่งนัก

สองกระบวนเท่านั้นชายร่างใหญ่ก็เกือบเสียท่า ดังนั้นชายร่างเล็กจึงโจมตีเข้ามาขัดขวาง

เด็กชายหลบหลีก เขานึกฉิวที่ชายคนที่สองลอบกัด จึงหวดกระบี่ออกไปอย่างรุนแรง...

พลัน... ก็เกิดกระแสความร้อนพุ่งออกจากกึ่งกลางกายแล้วผ่านออกไปที่ฝ่ามือ เป็นจังหวะที่เด็กชายตวัดกระบี่อีกครั้ง

ขายร่างผอมหมายจะปัดป้อง แต่กระบี่นั้นไม่ได้แค่ฟาดมาด้วยคมหากมีกระแสพลังติดตามมา กระแสพลังนั้นหักกระบี่ในมือชายร่างผอมและยังตัดเฉือนใบหน้าของเขาจนแบ่งแยก โลหิตพุ่งเป็นสาย บาดแผลฉกรรจ์ทะลุกะโหลกพ่นฝอยเลือดสีแดงสาดไปในอากาศ

ชายร่างสูงผอมล้มลงถึงแก่ชีวิต

“น้องรอง” ชายร่างใหญ่ตะโกนร่าง บันดาลโทสะฟาดดาบเข้าหาเด็กชาย

เด็กชายที่ออกกระบี่ไปแล้วกระแสความร้อนในกายก็ทวีจนเขากายร้อนรุม และราวกับมันจะพุ่งออกทะลวงอก... ร่างกายนั้นก็ไม่สามารถขยับได้

หากก่อนคมดาบจะได้สัมผัสกายเด็กชาย ร่างของชายที่จู่โจมก็ถูกบางสิ่งกระแทกจนปลิดปลิวไปดั่งใบไม้ต้องกระแสลมเป่า

เด็กชายกำลังเจ็บปวดและรุ่มร้อน เขาจึงไม่มีแก่ใจจะถามอะไร แต่ก่อนร่างนั้นจะล้มลง เขาสัมผัสถึงดัชนีที่จี้กระแทกลงบนหลังอย่างรวดเร็ว

ความร้อนสลายไป แต่ก็เช่นกับสติของเด็กน้อย...

 

เด็กชายหลับสนิทอยู่บนเตียง ฮูหยินใหญ่หันไปมองก่อนจะหันกลับมาสั่งกับบ่าวหญิงที่ติดตามมา

“ดูแลคุณชายให้ดี ถ้าหากฟื้นแล้วก็ไปบอกข้าด้วย” แล้วนางก็ออกจากห้องมาอย่างเงียบกริบเพื่อไม่ให้เสียงของการเคลื่อนไหวรบกวนบุตรเลี้ยงของเธอ

 

“ท่านอาวุโส ข้าจางเมี่ยนขอขอบคุณท่านอาวุโสที่ช่วยเหลือ” ฮูหยินใหญ่แสดงอาการค้อมกายคารวะ

ชายชราแต่งกายเรียบง่าย ดูแล้ววัยน่าจะล่วงเข้าปัจฉิมวัยได้หลายปีแล้ว  แต่ท่าทางนั้นยังแลดูแล้วอ่อนกว่าวัย

“ฮูหยินกล่าวหนักไป” ชายชราวางถ้วยน้ำชาก่อนเพื่อยกมือรับการคารวะ “หนูน้อยนี้อายุยังน้อยนัก แต่กล้าหาญ เขาต่างหากช่วยข้าเอาไว้ เขาอดรนทนเห็นคนแก่ถูกรังแกไม่ได้จึงได้ยื่นมือเข้าช่วย แต่ดูเหมือนลมปราณภายในของเขาจะตีกลับทำให้มีการเจ็บปวดยิ่ง ข้าจึงได้สกัดจุดสลายลมปราณนั้น”

ตันเว่ยหลิงอยู่ที่ยืนอยู่ด้วยมองชายชราด้วยอาการพินิจ ชายผู้นี้จะต้องมีวิทยายุทธ์สูงเยี่ยมเป็นแน่แท้

ฮูหยินมีหน้าตาตระหนกต่อสิ่งที่ได้รับฟัง

“ท่านอาวุโสหมายถึง เขาได้ต่อสู้กับผู้อื่นกระนั้นหรือ”

ชายชรายกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ก่อนจะตอบ

“ฮูหยินเข้าใจถูกต้อง แต่ไม่ต้องห่วงไป... เขานั้นขาดเพียงร่างกายที่ต้องเติบโตอีกมาก... วัยเพียงเท่านี้กลับมีเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจยิ่งนัก... สมแล้วเป็นทายาทสกุลกวน นี่คงเป็นเพลงกระบี่เคลื่อนดาวคล้อยเดือนเป็นแน่แท้”

ตันเว่ยหลิงถูกบ่าวประจำตัวของฮูหยินตามไปค้นหาคุณชายน้อยที่หายตัวไป หลังจากบอกว่าจะออกไปติดตามจับผีเสื้อพันธุ์แปลกประหลาด  ครั้งเมื่อเขาไปถึงชายน้ำก็ได้เห็นศพของชายสองคน สองในสามพี่น้องเว่ย คนหนึ่งคมกระบี่ตัดผ่านกะโหลกจนสิ้นใจ อีกหนึ่งโดนพลังลมปราณกระแทกหน้าอกยุบลงไปจนเห็นได้ชัด  แล้วก็ได้พบชายชรากำลังจับชีพจรตรวจสอบลมปราณของคุณชายน้อย

“ขอเรียนถามอาวุโส... ผู้ใดสังหารสองพี่น้องเว่ย”

ฮูหยินเป็นหญิงก็จริงแต่นางคุ้นเคยกับการต่อสู้ฆ่าฟัน ด้วยเพราะสามีของนางเปิดสำนักคุ้มภัยจึงได้รับรู้เรื่อการตีรันฟันแทงในยุทธจักรมามาก แต่กระนั้นเมื่อทราบว่ามีการเข่นฆ่ากันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับลูกเลี้ยงของนางก็อดตกใจมิได้

“เป็นฝีมือของคุณชายกวนที่ลงกระบี่ ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น จะเก็บไว้ก็สิ้นเปลืองอาหาร หายใจเสียทิ้งเปล่าดาย ข้าจึงช่วยชาวบ้านจัดการสวะที่รบกวนเบียดเบียนเสียให้สิ้น”

ตันเว่ยหลิงได้ฟังก็ตระหนักรู้ ก่อนหน้าสามวันได้ยินว่าน้องเล็กของสามพี่น้องเว่ย ฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน จึงถูกยอดฝีมือสูงวัยสังหารเสียกลางตลาด ชาวบ้านยังร่ำลือว่าผู้ลงมือนั้นคือชายชราผู้พเนจร สมยาผู้เฒ่าเมฆขาว

“เช่นนั้นท่านคงเป็น... ท่านอาวุโสผู้เฒ่าเมฆขาว ยี่จินไฮ้เป็นแน่แล้ว” ตันเว่ยหลิงน้อมกายคารวะอีกครั้ง

แต่มิทันชายชราจะตอบ ทำให้ชายชราหยุด ชายวัยราวสี่สิบปีเดินฉับๆเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“มีคนบอกข้าว่า ฉีหลินถูกแบกมากระนั้นหรือ” คำแรกของเจ้าบ้านกวนเต็มไปด้วยความร้อนใจ

ฮูหยินจึงรีบลุกไปเกาะแขนของสามี

“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้วท่านพี่ ท่านอาวุโสสกัดลมปราณช่วยเหลือเอาไว้”

กวนเทียนปอจึงคลายใจ ดังนั้นก็เลยได้สังเกตว่าชายชราท่าทางภูมิฐานอยู่ด้วย

 

“ลูกฉีของข้าแต่เด็กมาก็ป่วยเป็นโรคประหลาด อาการของเขาแปลกประหลาดนัก บางครั้งก็มีอาการตัวร้อนดังไฟ บางครั้งก็เย็นเฉียบดังน้ำแข็ง” กวนเทียนปออธิบายต่อยี่จินไฮ้

ชายชราจึงย่อกายลงจับชีพจรของเด็กน้อย

“แล้วบรรดาหมอแนะนำว่าอย่างไร”

สองสามีภรรยามองหน้ากัน

“ท่านเหล่านั้นล้วนแต่บอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่ารักษาไม่ได้ ได้เพียงบรรเทาอาการเท่านั้น ด้วยการฝึกยุทธและทำสมาธิ”

“ถูกต้อง...” ชายชรากล่าวแล้วลุกขึ้น กริยาการผุดกายขึ้นนั้นไม่เหมือนคนสูงวัยเลยแม้แต่น้อย

“ก็เขามิได้ป่วย”

กวนเทียนปอทราบจากตันเว่ยหลิงแล้วว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือ ผู้เฒ่าเมฆขาว ผู้สูงด้วยวรยุทธ์  ในยุทธจักรมีเรื่องเล่ากันถึงสำนักลึกลับที่ซ่อนเร้นกายในหุบเขาห่างไกล ยอดฝีมือที่มาจากสำนักนั้นจะถูกชาวยุทธ์เรียกขานว่า ผู้เฒ่าเมฆขาว... หมื่นบุพผา ป่าโอสถ คือนามของสถานที่นั้น

บัดนี้ชายผู้เป็นได้ชื่อว่าผู้เฒ่าเมฆขาวที่นอกเสียจากเล่าลือกันว่ายอดยุทธแล้ว ก็ยังเป็นยอดแห่งหมอยา ดังนั้นเมื่อท่านกล่าวดังนั้นกวนเทียนปอก็ไม่กล้าขัด

“เจ้าหมายจะรักษา จังไม่อาจทำได้” ยี่จินไฮ้กล่าวออกมา

“แล้วเราจะทำอย่างไรเล่าอาวุโส” ฮูหยินร้อนใจจึงกล่าวออกไป

“ลูกฉีฉลาดนัก น่ารักอีกด้วย ท่านอาวุโสหากท่านมีหนทางจักชี้แนะจงบอกเราเถอะ”

ยี่จินไฮ้พิจารณาใบหน้าของเด็กชาย... เด็กคนนี้กล้าหาญและมีคุณธรรมยิ่ง ขนาดเอาตนมาเสี่ยงภัยช่วยเหลือคนแปลกหน้า... ทั้งสิ่งที่เขามีนั้นคือสิ่งที่เหมาะอย่างยิ่ง...

บนหน้าสุดท้ายของบันทึกเก่าแก่ของหมื่นบุพผา...

จะเข้าถึงจักรวชระ... ต้องหาผู้มีกายาเหมาะสม...

“ข้ามิอาจรักษาได้ แต่ข้าจะสอนให้เขารู้จักสิ่งที่เขามิ...” ชายชรากล่าวเสียงเยือกเย็น

“สิ่งนี้ไม่ใช่อาการป่วย แต่ควรเรียกว่าพรจากสวรรค์เสียมากกว่า...”

 

 

หลีหลงฉี

แม้จะตั้งป้ายก็ยังต้องซ่อนเร้น แม้จะเซ่นไหว้ยังต้องเก็บงำ... นี่หรือเกียรติของสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระสนมพระจักรพรรดิ  บุตรชายผู้คุกเข่าอยู่หน้าป้ายไม้ภายในห้องที่เร้นลับไม่อาจห้ามสายน้ำตา...

จะเป็นการอกตัญญูหรือไม่หากเขาจะคิดแค้น... หรือจะเป็นการไม่กตัญญูที่ไม่คิดเคือง... องค์ชายน้อยเฝ้าถามตนเอง... ภาพที่มารดาร้องไห้ปริ่มจะขาดใจเมื่อทหารหลวงพรากพร่าร่างเธอออกไป แม้การกรีดร้องก็ยังชัดในหู...

แม้จนบัดนี้ กระทั้งศพก็ยังไม่ได้เห็น...

“หลงฉี หลงฉีลูกแม่”

มือขององค์ชายยังรู้สึกได้ถึงสัมผัสของพระหัตถ์ที่สั่นเทา... ดวงพระเนตรของมารดาระคนด้วยความอาวรณ์...

แต่หากเขาคิดแค้นแล้ว... ผู้มีรับสั่งให้พรากชีพพระมารดานั้นคือพระนางอู่ฮ่วงตี้ สมเด็จย่าของเขานั้นเอง...

ผ่านมาหลายปีแล้ว องค์ชายก็ยังไม่รู้ว่าตนเองควรจะรู้สึกอย่างไร...

“องค์ชายเพคะ..” เป้ยฮัวบ่าวคนสนิทเรียกเขาอีกครั้ง “พระองค์จะต้องเสด็จแล้วนะเพคะ”

“เป้ยฮัว... ใจคอจะมิให้ข้าได้เซ่นไหว้พระมารดาก่อนให้เรียบร้อยหรอกหรือ... ไปครั้งนี้จะนานเท่าใดกว่าข้าจะได้กลับมาก็ไม่รู้ได้...” องค์ชายน้อยนึกฉิวจึงเอ็ดไป

หากประตูก็เปิดออกโดยฉับพลัน

“หากพระองค์ไม่ทรงเสด็จตอนนี้กลัวจะไม่มีโอกาสออกไป” เสียงหนักแน่นแม้จะสูงวัยเปล่งออก “ข้าพระองค์ทราบมาว่าตอนนี้มีผู้คิดจะทูลให้ฝ่าบาทให้ยกเลิกการอนุญาตให้รัชทายาทออกจากวังได้ หากไม่ทรงเสด็จออกตอนนี้ เกรงจะไม่มีโอกาส”

“อำมาตย์เย้า... ข้าไม่เห็นว่าต่างอะไรกัน... จะอยู่ในหรือนอกก็ดี สมเด็จย่าก็ยังทรงเรียกเรามากุดหัวได้อยู่ดีหากเป็นพระประสงค์” องค์ชายน้อยตอบออกไปหลังจากก้มลงกราบแผ่นป้ายไม้เรียบร้อย

เย้าชง มหาเสนาบดี สบพระเนตรองค์ชายน้อยชั่วครู่ แล้วผลุบตาลงต่ำตามมารยาท

“ต่างตรงที่หากอยู่ในวัง... ท่านอ้วงก็จะทรงเป็นดังลูกไก่ในกำมือของพระนาง หากแม้อยู่ข้างนอกไซร้ กว่าราชโองการจะมาถึง เราจะสามารถหาลู่ทางหลบหนีได้” เย้าชงกล่าวเสียงขรึม

“จะทรงยอมอยู่ใกล้เสือให้เสือตะปบกระนั้นหรือ”

จวิ้นฮวงหลินจือบรรดาศักดิ์ปัจจุบันขององค์ชาย เขาไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร จึงหันหนี

“เป้ยฮัว จะชักช้ากระไร... จะให้ข้าไปมิใช่หรือ...” แล้วก็เดินผ่านเย้าชงออกจากประตูไป

เย้าชงหันไปสบตากับนางกำนัลในพระองค์อย่างรู้กัน

วันนี้ท่านอ้วงอารมณ์ไม่ดีตามภาษาหนุ่มรุ่นที่เลือดลมยังเดินไม่ได้ปกติ ในสายตาเย้าชง เด็กน้อยผู้นี้อาจจะเป็นความหวังของราชวงศ์ถังในวันหนึ่งวันใดก็ได้

หลังพระนางอู่สถาปนาองค์เองเป็นจักรพรรดิปกครองแผ่นดิน ด้านหนึ่งพระนางเป็นผู้ชมชอบความเก่งกาจและความรู้ พระนางจึงสนับสนุนขุนนางที่ความรู้ขึ้นมามากมาย แต่ด้านหนึ่งก็คือเรื่องอื้อฉาวของพระนางที่เกี่ยวกับพี่น้องสกุลจางแล้วยังเรื่องการชิงอำนาจภายในของพระญาติฝ่ายสกุลอู่กับพระญาติสายสกุลหลีเดิมก็รุนแรงยิ่ง แล้วยังกันการโป้ปดเท็จทูลของขุนนางสอพลอก็ที่สนับสนุนพระญาติแต่ละฝ่ายก็ยังมากเสียจนคนดีถูกประหารไปก็มากหลาย... ราชสำนักตอนนี้ภายนอกดูมีเสถียรภาพ แต่ภายในวุ่นวายอย่างแสนสาหัส

ยิ่งพระนางอู่ฮ่วงตี่มีพระชนมายุมากขึ้นในทุกปี ปัญหาก็ยิ่งแจ่มชัด... ตอนนี้แม้แต่ขุนนางหัวเมือง ก็เริ่มสะสมกำลังทหารกันแล้ว... รอเพียงเวลาสุกงอมเท่านั้นสองฝ่ายก็ต้องห้ำหั่นกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...

เย้าชงเองเล่า... เขานั้นยังภักดีต่อสกุลหลีเดิมอย่างมั่นคง อย่างไรเสียก็คงไม่อาจปล่อยให้อำนาจไปตกแก่สกุลอู่ไม่ได้... ทุกอย่างเตรียมการพรั่งพร้อมเหลือแต่เวลา... เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง สกุลหลีจะต้องกลับมามีอำนาจ ส่วนสกุลอู่... จำเป็นต้องสิ้นสูญไป...

ตำหนักนอกสร้างใหม่อยู่ในเมืองเปยตู(เมืองหลวงทางเหนือ) แม้จะไม่หรูหราและอลังการดังในพระราชวังต้ามิ่ง แต่กระนั้นเมื่อห่างไกลพระเนตรสมเด็จย่า หลีหลงฉีก็รู้สึกสึกปลอดโปร่งใจยิ่งขึ้น  วันนี้เขาอารมณ์ดีถึงขนาดมานั่งบรรเลงผีผาอยู่ในอุทยานด้านหลังที่อยู่ใกล้กับเรือนที่พักของเขา

บิงฮวงหลีต้านได้ยินเสียงผีผาไพเราะนักก็เดินตามเสียงมา จึงได้เห็นบุตรชายคนที่สามบรรเลงดนตรีด้วยกิริยางามสง่าและคล่องแคล่ว

หลีหลงฉีปีนี้อายุได้สิบห้าปีแล้ว... นอกจากรูปกายที่งามสง่าแล้วยังมีปัญญาที่หลักแหลม เชียวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ ขนานได้รับการชื่นชมมาจากสมเด็จแม่ของเขา... เสียดายนักที่พี่ชายของเขาไม่ได้เก่งกาจประดุจกัน... มิอย่างนั้นคงจะช่วยเหลือเขาได้มากกว่าที่เป็นอยู่

นางรับใช้ที่ยืนอยู่เคียงข้าง หันมาเห็นบิงฮวงจึงจะแสดงอาการถวายบังคม หากองค์ชายยกพระหัตถ์ปรามเสีย แล้วเสด็จมายืนเดียงใกล้โดยมีรอยแย้มสรวลอย่างต้องพระหทัยต่อพระโอรส

ครั้งบทบรรเลงจบ องค์ชายน้อยก็หันมาจะถามความเห็นของพี่เลี้ยง

“เป้ยฮัว..” เขาหยุดแค่นั้น แล้วก็รีบลุกจากม้าหินอ่อน คุกเข่าลงถวายบังคมพระบิดา

“ลูกไม่ทราบว่าพระบิดาเสด็จ ไม่ได้ถวายบังคมขอพระบิดาโปรดประทานอภัย”

หลีต้านหัวเราะ แล้วจับไหล่ทั้งสองของบุตรชายก่อนจะดึงให้ลุกขึ้น

“เหลวไหล... ข้าจงใจไม่ให้เจ้าเห็น... มิเช่นนั้นจะได้ฟังเพลงไพเราะนั้นจนจบได้หรือ...” แล้วก็พินิจมองเด็กหนุ่ม

“หลงฉีเจ้าเป็นหนุ่มแล้ว... ยิ่งโตยิ่งหล่อเหลา ปีหน้าข้าคงต้องคิดเรื่องหาสตรีคู่ควรมาคู่ครองเจ้าเสียแล้ว”

องค์ชายมองสบพระเนตรพระบิดา

“แต่พระบิดา... ข้ายังมิได้ถูกใจสตรีใดเลย”

“ก็วันๆเจ้าอยู่แต่ในวัง เรียนสรรพวิชาและวิทยายุทธ์ ไหนเลยจะได้ปะสตรีไหน... แต่ก็ไม่จำเป็นหรอกที่เจ้าจะได้พบ... อันบิดามารดาย่อมสมควรเป็นธุระเรื่องนี้แก่บุตร จักได้เฟ้นหานางผู้คู่ควร เจ้าเป็นถึงจวิ้นฮวง จะมีชายาก็ต้องคู่ควรด้วย” หลีต้านกล่าวต่อลูกชาย แล้วเงยมองฟ้า

“สายแล้ว ข้าต้องไปตรวจค่ายทหาร เจ้าจะไปด้วยหรือไม่”

“พะยะค่ะ” จวิ้นฮวงรีบตอบโดยมิได้คิดก่อน

“แต่...” เป้ยฮัวออกเสียงขัด

“วันนี้ท่านอ้วงจะต้องเรียนวาดภาพกับท่านอาจารย์หม่า”

“ก็ยกเลิกเสีย” หลีต้านกล่าวตอบแทนลูกชาย

“ลูกผู้ชาย ไหนจะสำคัญเท่าการเรียนรู้การศึกสงคราม เป้ยฮัวเจ้าจงไปแจ้งท่านอาจารย์หม่าว่าวันนี้องค์ชายจะเสด็จตามข้าตรวจทหาร ให้มาในวันอื่น”

แล้วบิดาก็หันไปโอบบ่าบุตรชาย แล้วพาเดินออกไป เป้ยฮัวจึงได้แต่มองตามแล้วก็หันไปยกผีผาเพื่อนำไปเก็บรักษา

 

การประลองนี้มีความสำคัญนัก หากแม้เด็กหนุ่มชนะได้ก็อาจได้ตำแหน่งเป็นนายกองเป็นแน่แท้ ดังนั้นจ้วนจิ้นจึงกำไม้พลองในมืออย่างมั่นคง และก้าวอย่างอย่างกับท่วงท่าของพยัคฆราช

คู่ประมือของเขานั้นก็ไม่ใช่ต่ำทราม เป็นถึงนายกองคนหนึ่ง  เมื่อเขาเข้าจู่โจมจึงทั้งหนักและรุนแรงกระนั้น จวนจิ้นก็ยังปัดป้องได้อย่างเก่งกาจ

สองคนที่พึ่งเข้ามาใหม่ ทำให้ขุนพลจูตี้ถึงขนาดต้องลุกขึ้น แต่ผู้มาใหม่ได้ผายมือห้าม

“นี่คือการประลองอันใดหรือพระบิดา” จวิ้นฮวงหลิงจือ หลีหลงฉีถาม

พระบิดาต้องผินพระพักด์ไปหาขุนพลคู่ใจ

“ทูลจวิ้นฮวง... นายกองของเราคนหนึ่งป่วยเป็นไข้เสียชีวิตกะทันหัน ดังนั้นข้าพระบาทจึงจัดให้มีการประลองเพื่อคัดเลือกนายกองคนใหม่ และเป็นการทดสอบฝีมือทหารไปในตัวด้วยพะย่ะค่ะ”

องค์ชายน้อยพยักหน้าแล้วชมดูการประลองด้วยความตื่นเต้น

จ้วนจิ้นตอบโต้การโจมตีด้วยความว่องไว เท้าของเขาฝึกปรือวิชาท่องคลื่นอันเป็นศาสตร์ชั้นสูงของการเคลื่อนที่ ทำให้แม้นายกองผู้มากฝีมือยังติดตามไม่ทัน

แล้วนายกองหนุ่มก็เสียท่าเมื่อจ้วนจิ้นตีไม้พลองเข้าที่มือของเขาจนหลุดร่วง เขาถอยกรูดอย่างรีบร้อนกระนั้นก็ไม่อาจจะหลบพ้น ไม้พลองของคู่ต่อสู้จี้เข้าที่คอหอย

“ดี” เสียงนี้มิใช่ท่านขุนพล เมื่อบรรดาทหารหันไปที่แท่นยกสูงได้เห็น ก็พากันคุกเข่า บิงฮวงและพระโอรสประทับยืนอยู่

บิงฮวงโบกพระหัตถ์อนุญาตให้บรรดาทหารลุกขึ้น

“เจ้ามีนามว่าอะไร”

ผู้ชนะนั้นมิกล้าเอ่ยด้วยตกประหม่า มิคาดว่าเชื้อพระวงศ์ระดับสูงจะมีรับสั่งกับเขาโดยตรง

“ผู้นี้คือจ้วนจิ้นพะยะค่ะ” ท่านขุนพลถวายคำตอบด้วยตนเอง

จวนจิ้นจึงคุกเข่าลง

“หน่วยก้านดีนัก ยังอายุน้อยอยู่แต่ช่างมีความสามารถ... ท่านขุนพล เห็นทีข้าจะต้องให้ท่านคัดเลือกนายกองคนใหม่ เพราะข้าขาดคนจะมาเป็นผู้ติดตามจวิ้นฮวง ด้วยบัดนี้จวิ้นฮวงเติบโตเป็นหนุ่มน้อย เห็นสมควรจะได้ผู้มาติดตามดูแลยามออกไปท่องเที่ยวหาความสำราญตามภาษาหนุ่ม ดังนั้นข้าจะมอบหมายให้เขามาเป็นองค์รักษ์ประจำตัวของจวิ้นฮวง”

จ้วนจิ้นจึงต้องเหลือบมองขึ้นไป เพื่อพินิจพระพักต์นายเหนือหัวที่เขาจะต้องไปอารักขา ดวงพระพักตร์ที่แย้มรอยยิ้มอ่อนวัยกว่าเขาเพียงสองหรือไม่ก็สามปี

“เจ้าจงเก็บเครื่องใช้ที่มีแล้วย้ายไปอยู่ที่เรือนองค์รักษ์ที่พระตำหนัก แล้วตราบบัดนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าองค์ชายไปไหนเจ้าจะต้องตามไปถวายอารักขา เข้าใจหรือไม่” บิงฮวงถาม

จ้วนจิ้นจึงคุกเข่าลง

“รับด้วยเกล้า เป็นพระกรุณายิ่งแล้ว”

 

นกน้อยที่โผบินผ่านไปนั้นแลดูน่าเอ็นดูนัก เด็กชายวัยสิบสองย่างสิบสามปีมองชมเชยมันบินร่อนไปมาเพื่อโฉบแมลงกินเป็นอาหาร

สกุณาเหินบินล่องร่อน เหินว่อนโฉบจับกีฏะ... สุขเอ้ยอันใดจะเปรียบเจ้า เริงลมเร้าจับภมร” เด็กชายกล่าวบทประพันธ์ออกไปจากใจ

แล้วก็ทิ้งกายลงบนพื้นหญ้ามองฟ้ากว้างไพศาล

นภากว้างมิอ้างว้างด้วยหมู่เมฆ เอกเขนกชมชื่นรื่นใจพา อันสุขใดจะเปรียบดังดุจข้า... ภายใต้ฟ้าร่ายร่ำบทกวี

ว่าแล้วก็หลับตาลงอย่างสบายใจ

“ถ้าหากไม่รีบกลับจะไม่ทันนะขอรับ” เสียงสนทนาเข้ามาเคียงใกล้

“จะรีบไปไหนพี่จวนข้าอยากจะเที่ยวต่ออีกหน่อย กลับไปก็ต้องไปเจออาจารย์หม่า... น่าเบื่อจะตาย” อีกเสียงตอบ

“ข้าพระ.. เอ้ยกระผมก็คิดว่าคุณชายชอบวาดภาพเสียอีก”

“ชอบน่ะชอบ แต่อาจารย์หม่าเป็นตาแก่น่าเบื่อ” อีกเสียงที่เยาว์กว่าตอบ

“มาเถอะพี่จ้วน ข้าอยากเรียนท่าเท้าของท่านนัก สอนข้าที”

“องค์ เอ้ยคุณชาย... หากไม่กลับ ข้าจะต้องอาญานายท่านเป็นแน่แท้”

“ไม่เอาหรอก... หากท่านไม่สอนข้า ข้าจะไม่กลับ”

“คุณชาย...” อีกฝ่ายอ่อนใจ

“เอาหละข้าจะสอน... แต่คุณชายจะเรียนรู้ต้องใช้เวลา แต่ข้าจะสอนพื้นฐานให้ก่อน คุณชายจำหลักการเอาไว้ดังนี้”

“ช้าก่อน” เด็กชายลุกขึ้นส่งเสียงขัด เอามือสองข้างอุดหูไว้

“ขอพี่ชายอย่างพึ่งท่องเคล็ดลับนั้น... ข้าไม่อยากได้ชื่อว่าแอบลักจำวิชาผู้อื่น”

เมื่อมองไปจึงได้เห็นว่าเป็นหนุ่มรุ่นพี่สองคน คนหนึ่งมีวัยมากกว่าขยับมาขวางคั่นระหว่างเขากับผู้อ่อนวัยกว่าชักกระบี่ครึ่งกลางด้วยทีท่าไม่ไว้วางใจ

“พี่ชายอย่าได้ทำทีโหดร้ายดังนั้น ข้าเป็นแต่เด็กน้อยพเนจร ติดตามอาจารย์มาจนถึงเป่ยตง เห็นสกุณาบินว่อน และทิวทัศน์ก็งามงดจึงล้มกายนอนเพื่อผ่อนกาย... มิได้จะคิดร้ายอันใดเลย” เด็กชายยกมือทั้งสองแสดงความบริสุทธิ์ใจ

“เจ้ามาอยู่ตรงนั้นแต่เมื่อไหร่” เด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่ถามตะคอก

“ข้าอยู่มาก่อนท่านทั้งสองจะมาถึง... เพียงแต่นอนลงหลังกอหญ้านี้ ท่านจึงไม่ทันได้เห็น” เด็กชายตอบฉะฉาน ก้าวข้ามกอหญ้าออกมา เพื่อแสดงตนให้เห็น

เด็กหนุ่มที่คุณชายผิวขาวแลดูเป็นผู้ดีมีตระกูลเรียกว่าพี่จ้วน มองประเมินเด็กชาย  เด็กคนนี้ยังเยาว์กว่าคุณชายของเขาเสียอีก... แลไปก็หามีพิษภัยไม่  แต่ที่ประหลาดนัก เขาคือผู้ฝึกยุทธ์ แม้จะไม่ได้สูงส่งอะไรแต่ก็ควรสำเหนียกด้วยสัญชาตญาณว่ามีผู้อยู่เคียงใกล้...

“ไม่เอาน่าพี่จวน น้องชายท่านนี้ก็ไม่ได้คิดร้ายกะไร หากเขาคิดจะทำร้ายเรา ก็คงทำไปแล้ว แต่นี่สำแดงตนด้วยตนเอง แถมยังไม่ให้ท่านท่องเคล็ดวิชาให้ฟังด้วยไม่อยากได้ชื่อว่าครูพักลักจำ แปลว่าเขาต้องมีมารยาทและเป็นคนดีพอสมควร” คุณชายก้าวออกมาแล้วกดมือที่ถือกระบี่ให้ส่งคมลงคืนฝัก

“น้องชายท่านนี้ มีนามกระไร... เจ้าอายุยังน้อยแต่เจรจาฉะฉานฉลาดล้ำนัก ข้าชมชอบคนเก่งใคร่อยากจะคบหาด้วย” คุณชายถามอย่างเป็นมิตร

เด็กชายวัยราวสิบขวบต้นน้อมกายเล็กน้อย

“เรียนคุณชาย ผู้น้อยมีนามว่า”

“ฉีหลิน...” เสียงหนึ่งดังขึ้น หากไม่อาจหาต้นเสียงได้

“เจ้าไปไหน... เร่งกลับมาเดี๋ยวนี้ อาจารย์ฉีของเจ้าหิวไส้กิ่วจนขาดแล้ว”

เด็กชายแสดงอาการตกใจเล็กน้อย

“ข้านามฉีหลิน... ขออำลาคุณชาย หวังภายหน้าจะได้เจอกันใหม่ ยามนี้อาจารย์ข้าเรียกหาแล้ว”

แล้วเขาก็หันไปหาพี่จ้วนที่มองเลิ่กลั่กด้วยตื่นตัว

“ข้าขอตัว”

 

ครั้งเด็กชายเดินห่างออกมาแล้ว เขาจึงเกร็งข้อเท้าส่งกำลังลมปราณลงไป จากนั้นก็กระโดดไป...

ดั่งล่องลอย กายของเด็กชายเหินไปราวกับเบาหวิว ครั้งกายคล้อยลงมาก็เหยียบบนยอดใบหญ้าแล้วกระโดนส่งกายเคลื่อนไปเหนือแนวหญ้าอย่างรวดเร็ว ชั่วอึดใจก็มาถึงกระท่อมน้อยที่อยู่ริมลำธาร

“ฉี...” ชายชราจะออกเสียงเรียกอีก แต่พลันเจ้าของนามก็ปรากฏกายด้วยอาการเหินลมมา แล้วก็ยิ้มให้กับอาจารย์ด้วยความยินดี

“อาจารย์” เขาขาน

“ไปไหนมานี่เจ้าตัวแสบ” ผู้กล่าวประโยคนี้กำลังตักน้ำแกงจากหม้อดินที่ตั้งบนก้อนหินสามเส้าเหนือกองไฟ

“ข้ารึก็อุตส่าห์ไปหาเครื่องปรุงมาต้มเนื้อ เห็นบ่นว่าอยากกินนัก กินเสียสิ ไหนว่าอยากกินนักหนา”

กวนฉีหลินรับชามมาจากอาจารย์ฉีผู้ใจดีกับเขาราวกับเป็นบิดาอีกคน

“เจ้านี่เหลวไหลนัก” อาจารย์อีกผู้นั่งลงบนก้อนหิน แต่ก็มองด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นเด็กชายซดน้ำแกงดังโฮก

“แล้วนี่ไปซุกซนที่ใดมา”

เด็กชายรีบกลืนน้ำแกงอีกคำก่อนจะตอบ

“มิได้อาจารย์ ข้าแต่เพียงเห็นว่าตรงเนินด้านโน่นมีทิวทัศน์งดงาม จึงได้ไปเดินเล่น พออาจารย์เรียกข้าก็รีบกลับมา”

สองอาจารย์มองตากัน ฉีติงตี้ สมญาบัณฑิตเร่ร่อน เขาได้รับการเชื้อเชิญจากเพื่อนเก่าอย่างยี่จินไฮ้ให้มาสอนเด็กชายผู้นี้เป็นเวลากว่าสี่ปีแล้ว เด็กชายเป็นยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งฉลาดและน่ารัก... ทั้งยังขี้อ้อนเอาใจสารพัด

“อาจารย์เนื้อสองชิ้นนี้ใหญ่นัก ข้าเกรงจะกินไม่หมด ข้าให้ท่านคนละชิ้นนะ” แล้วกวนฉีหลินก็ตักเนื้อลงในชามให้ทั้งสองอาจารย์

ยี่จินไฮ้แม้จะไม่แย้มร้อยยิ้มแต่ก็มีความพึงพอใจในสายตา บัดนี้เจ้ากวนน้อยเป็นหนุ่มแล้ว ทั้งยังเป็นเด็กดี

“รีบๆกินเข้าสิ... ประเดี๋ยวข้าจะทดสอบหมัดบุรุษของเจ้า”

“มิได้อาจารย์” กวนฉีหลินแย้ง

“ข้าจำต้องทำความสะอาดหม้อไหนี่เสียก่อน อาจารย์ฉีปรุงอาหารให้ข้ากินแล้ว ยังจะให้ท่านทำความสะอาด... ข้ามิต้องกลายเป็นอกตัญญูหรอกหรือ สัตตบุรุษมิควรทำยิ่ง”

ฉีติงตี้หัวเราะร่วน

“คมคาย คมคาย...”

 

บนทางเดินกลับไปสู่ตำหนักบิงฮวง หลีหลงฉีเห็นพี่จ้วนของเขาเงียบกริบไป

“เหตุใดพี่จ้วนเงียบไป”

จ้วนจิ้นหันมาพินิจหน้าองค์ชายที่เขาเป็นองค์รักษ์อารักขามาได้สองปีแล้ว

“ทูลท่านอ้วง... ข้าคิดว่าคราหน้าอย่าแอบเสด็จออกจากตำหนักเช่นนี้อีกเลยนะพะยะค่ะ ข้าพระบาทเกรงจะไม่สามารถปกป้ององค์ชายได้”

“เหตุใดพี่จ้วนกล่าวเช่นนั้น ข้าเองก็มีฝีมือไม่ต่ำทราม ส่วนพี่จ้วนเป็นยอดฝีมือ เกรงอะไรจะมีผู้คิดร้าย อีกทั้งนี่ยังเป็นเขตเปยตง... ไม่ใครหาญมาทำร้ายข้าหรอก”

จ้วนจิ้นถอนหายใจ

“เมื่อสักครู่ เด็กคนนั้น หลบอยู่ในพงหญ้าอย่างไรข้าไม่รู้สึกได้... ไม่แคล้วต้องมีวิทยายุทธ์แน่แท้... จึงมีลมหายใจแผ่วเบาประดุจนั้น”

“โถพี่จ้วน...” จวิ้นฮวงหลินซือส่ายหัว

“เด็กชายนั้นไม่ได้คิดร้ายอะไร...”

“แต่หากคิดร้ายเล่าพะยะค่ะ... เขาอาจเป็นยอดฝืมือที่ร้ายกาจก็ได้ใครจะล่วงรู้...” จ้วนจิ้นแย้ง

หลีหลงฉีหัวเราะ

“ก็ตายอย่างไรพี่จ้วน... การได้ตายร่วมสหายผู้รู้ใจนั้นไม่ดีหรอกเหรอ..” แล้วก็ยื่นมือไปจับแขนจ้วนจิ้น

“พี่จ้วนเป็นพี่เป็นเพื่อนที่ชมชอบนัก... การได้ตายเคียงข้างท่าน... ข้าก็ถือเป็นสุขแล้ว..”

แล้วองค์ชายน้อยก็แย้มพระสรวล... ดวงพระเนตรหรี่ลงอย่างบันเทิง กับพระพักตร์ให้สว่างงดงามในแสงแดดยามบ่าย

จ้วนจิ้นไม่อาจจะถอนสายตาได้เลย...

 

อู่ฮวงตี้

แสงแดดที่ลอดผ่านช่องแสงเข้ามาทำให้ภายในพระตำหนักไม่มืดทึมเกินไปนัก แสงขับให้เห็นเครื่องตกแต่งที่ภูมิฐาน แม้ขื่อคาก็สลักเสลาอย่างวิจิตร เสาแต่ละต้นก็มีลวดลายพิสดาร ทั้งเครื่องเรือนและเครื่องตกแต่ง ก็ล้วนชั้นดีที่สุดในแผ่นดิน

ในยามบ่ายเช่นนี้ พระนางอู่ฮ่องตี่ผู้ยิ่งใหญ่ชมชอบจะทอดพระวรกายกับเพื่อรับการพัดวีเสียมากกว่าอย่างอื่น

บัดนี้พระชนมพรรษามากแล้ว จะให้ตรากตรำเช่นเมื่อก่อนนั้นคงไม่ได้...

“หยางจื้อ” นางเรียกหาขันทีน้อยคนสนิท

“หากข้ามิใช่ฮวงตี่คงจะดีไม่น้อย ยามนี้คงได้ร่าเริงกับการดูลูกหลานวิ่งเล่นกันในบ้าน... แต่เจ้าดูข้าสิ”

แล้วจอมนางก็ถอนใจ

“ข้ามีสิ่งในที่คนในยามบั่นปลายควรมีก็หาไม่... บัดนี้แล้วอำนาจเป็นของไม่จีรังโดยแท้... ข้าก็คงเหมือนกับคนอื่นๆที่ต้องล่วงไปสู่โลกแห่งความตาย”

“ทรงรับสั่งอะไรเช่นนั้น... ทรงเป็นพระหมื่นปี สวรรค์จะต้องอำนวยพระพรแด่พระนางให้มีพระพลานามัยสมบูรณ์” หยางจื้อที่นวดเฟ้นพระบาทอยู่รีบกล่าว

“เหลวไหล..” พระนางโบกหัตถ์

“ใครมันจะไปอยู่ได้เป็นพันปีหมื่นปี... ข้าก็เหมือนกันคนอื่นนั่นหละ ถึงเวลาตายก็ต้องตายสิ้น”

แล้วพระนางก็เงียบลงชั่วครู่

“เรื่องที่ลูกเสี่ยนคิดก่อการกบฏได้ความว่าอย่างไร”

หยางจื้อหยุดนวด แล้วก็มองซ้ายขวา

“ตอนนี้องค์รัชทายาทร่วมมือกับฮวงบิงสับเปลี่ยนทหารในราชสำนักเป็นการใหญ่... เหตุใดพระนางไม่มีรับสั่งให้ตัดไฟเสียแต่ต้นลม”

พระนางไม่ได้ตอบในทันที หากเอนหลับพระเนตรลงแล้วรับสั่งเป็นคำที่ทำให้หยางจื้อไม่เข้าใจ

“สิ่งใดในโลกล้วนต้องเป็นไป หยางจื้อ... เจ้าจงเตรียมการให้พร้อม... รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง... ข้าแก่แล้วหยางจื้อ... ข้าแก่แล้ว”

 

พระราชวังชางหยางทอดกายอลังการใต้ฟ้าราตรีเมืองลั่วหยาง ประดุจวิมานเทวาบนแผ่นดิน มันสงบเงียบในยามค่ำคืน หากในความสงบเงียบนั้นก็มีความเคลื่อนไหว... จากเพียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ ก็กลายขยายใหญ่...ไม่ช้านานนักก็โกลาหล

บรรดานางกำนัลในพระตำหนักที่พระนางอู่บรรทมอยู่นั้น แตกตื่นกับทหารหลวงจำนวนมากที่กรูกันเข้ามาภายใน

หลีเสี้ยนก้าวฉับๆนำหน้าขุนพลคู่ใจเดินเข้ามาภายในพระตำหนักฉางเชิงเตี้ยน... หากเขามาได้แค่หน่อยหนึ่งก็ต้องหยุด

เมื่อพระนางอู่ที่น่าจะอยู่ในอาการตกพระทัย หากมิได้มีลักษณะเช่นนั้น พระนางเสด็จออกจากห้องพระบรรทมมาโดยการประคองของหยางจือ แล้วก็ทรงพระทับนั่งที่พระบัลลังก์บนพื้นยก

“ถวายบังคมฝ่าบาท” หลีเสียนนำบรรดาแม่ทัพคุกเข่าลง

“ข้าพระองค์ได้รับรายงานว่าสองพี่น้องสกุลจางคิดก่อขบถจึงนำกำลังมาถวายการอารักขาแด่ฝ่าบาท”

พระนางแย้มพระโอษฐ์

“แล้วเช่นไร เข้าฆ่าทั้งสองทิ้งแล้วกระนั้น ใช่หรือไม่”

หลีเสี้ยนในฐานะไท้จือรัชทายาท หันไปมองสบตากับทหารคนสนิท คำพูดที่เตรียมมาจึงเลือนหายไปเสียสิ้นเมื่อพบพระนางในอาการที่สงบนิ่งไม่ได้แตกตื่นตระหนกพระทัย

“ทูลฝ่าบาท... บัดนี้พระองค์ทรงมีชนมพรรษามากแล้ว... ข้าพระบาทกับเหล่าขุนนางจึงเห็นพ้องกันว่าจะเสนอแนวทางให้ฝ่าบาทได้ทรงพักผ่อน... ด้วยบัดนี้องค์รัชทายาทมีความพรั่งพร้อมจะปกครองแผ่นดิน พวกข้าพระบาทจึงใคร่บังอาจกราบบังคมทูล... ขอฝ่าบาทพระราชทานราชบัลลังก์แก่รัชทายาท แล้วก็ทรงเสด็จไปพำนักยังพระตำหนักรอง เพื่อให้รัชทายาทได้ให้บรรดานางสนมนางกำนัลได้ปรนนิบัติเพื่อสำราญพระอิริยาบถต่อไป” ผู้กล่าวคือเย้าชงเสนาบดี

พระนางพยักหน้าช้าๆ

“ข้าก็เห็นเช่นนั้น” พระนางรับสั่ง

บรรดานายทหารและขุนนางต่างงุนงง

“หยางจื้อ” พระนางหันไปหาขันทีคนสนิท

“พาข้าไปตำหนักรอง... ข้าจะได้นอนเสียทีใกล้จะรุ่งสางแล้ว”

ทั้งท้องพระโรงนั้นคุกเข่าลงศิรอราบต่อเบื้องพระยุคลบาทจอมนาง...

คริสตศักราช 705 พระนางอู่ฮ่องตี่สละราชสมบัติให้แก่รัชทายาทหลีเสี้ยน สิ้นสุดรัชกาลปกครองแห่งฮวงตี่หญิงอู่เจอเทียน พระเจ้าถังจงจง หลีเสี้ยน จึงล้มเลิกราชวงศ์โจว และสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นปกครองแผ่นดินดังเดิม  เมื่อพระนางอู่สละราช ก็ยังทรงฐานะไท้ฮ่วงไท้โฮ้ว ประทับแต่ในพระราชวังซางหยางกง

 

หนุ่มน้อยไม่เข้าใจว่าเหตุผลใดที่ทำให้เข้าต้องมาที่พระราชวังซางหยางครั้งนี้ แต่เขาก็ต้องมาเพราะนี่คือพระบัญชาพระนางอู่เจ๋อเทียนไทฮ่วงไท้โฮ้ว

แต่สภาพของพระนางที่หลีหลงฉีได้พบนั้นช่างแตกต่างไปจากครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบพระนางโดยสิ้นเชิง

ตอนนี้พระนางเหมือนสตรีสูงวัยที่นอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียงที่สลักเสลาจนวิจิตร ยื่นพระหัตถ์เหี่ยวย่นมาจับแขนของเขาแล้วมองมาด้วยแววตาที่ขุ่นมัว

“โตเป็นหนุ่มแล้วนี่นะหลานชายข้าของคนนี้... เอ่อ หล่อเหลาเสียด้วย” แม้น้ำเสียงก็ยังสำแดงถึงความชรา

แล้วพระนางก็ทอดพระเนตรดวงหน้าของหลีหลงฉีอย่างถ้วนถี่

“อายุเท่าไหร่แล้ว”

“ยี่สิบปีพะยะค่ะ” หลีหลงฉีตอบ

พระนางพยักหน้า...

“เมื่อสิบห้าปีก่อนข้าฝันไป...” พระนางกล่าวในความคำนึง

“ข้าฝันเห็นกิเลนสีทองอร่ามบินอยู่เหนือตำหนักหลวง บนหลังมังกรนั้นมีเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่...”

หลีหลงฉีแปลกใจไม่น้อย... นานมาแล้ว... เขาก็เคยฝันประหลาดล้ำคล้ายๆกัน

“เด็กคนนั้นคือเจ้า หลงฉี... น่าประหลาดนักที่ผ่านมาหลายปีข้าก็ยังจำความฝันนั้นได้ติดตา” พระนางผงกหัวช้าๆ จากนั้นก็เอื้อมไปจับมือหลานชายอีก

“เจ้าจงจำไว้หลงฉี... หากแม้วันหน้าได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน สิ่งที่เจ้าต้องระวังคือสตรี... อันบุรุษนั้นหากหลุ่มหลงสตรีเกินไปก็จักย่อยยับด้วยสตรี และอย่าได้ดูหมิ่นความทะเยอทะยานของสตรี โดยเฉพาะสตรีที่มีอำนาจ... จงอย่าได้ดูแคลน...”

แววพระเนตรนี้มีความเมตตา... หลีหลงฉียังไม่ลืมสาเหตุการตายของพระมารดาแต่เขาก็ยังรู้สึกสงสารพระนางที่เคยยิ่งใหญ่แต่มาอยู่ในสภาพดังคนชราที่โดดเดียวดังนี้

“หยางจื้อ” พระนางเรียก

ขันทีหนุ่มน้อยเข้ามาพร้อมกับหอผ้าใบหนึ่ง

“เจ้าลืมทิ้งสิ่งนี้ในพระราชวัง...” พระนางกล่าวแค่หลีหลงฉี

เมื่อหลีหลงฉีรับไปแล้ว คลี่ออกจึงได้เห็นว่าเป็นป้ายวิญญาณของมารดาที่เขาสลักขึ้นเองด้วยมือ

 

ไม่ทันได้ออกจากเมืองหลวงก็มีการประกาศมาจากในพระราชวัง ประกาศนั้นทำให้องค์ชายหนุ่มต้องกล่าวกับป้ายวิญญาณของมารดาด้วยใจสลด

“ขอท่านแม่อภัยให้แก่พระนาง... บัดนี้พระนางสวรรคตแล้ว... ขอให้กรรมอันใด แค้นอันใดจงสิ้นสุดไปในกาลนี้เถิด...”

เดือนธันวาคม ปีค.ศ. 705 พระนางอู่เจอเทียนสวรรคต

 

เว่ยฮวงโฮว

ต่อหน้าพระนางเว่ยฮวงโฮ้ว หยางจื้อต้องเสแสร้งว่านางนั้นมากบารมี และเขาก็นับถือพระนางเทียบเท่ากับพระนางอู่ผู้ล่วงลับ ทั้งที่ใจจริงแล้ว แม้เว่ยฮวงโฮ้วจะมีสิริโฉมงดงาม แต่ในเรื่องของความน่าเกรงขามแล้วยังห่างชั้นหนักหนา.. .ผิดที่องค์ฮวงตี่จง จงนั้นไม่ได้ฉลาดเฉลียวจึงได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของพระนางผู้มเหสีอย่างง่าย ดาย

แต่แม้จะไม่ได้เคารพยำเกรงเท่า แต่พระนางเว่ยคือผู้เดียวที่จะช่วยให้หยางจื้อดำรงสถานภาพเดิม

“ข้าพระองค์ได้ยินทั้งสองหู พระนางอู่มีรับสั่งเช่นนั้นจริงๆ และก็ทรงเชื่อแน่ว่าจวิ้นฮวงจะเป็นฮวงตี่ภายหน้า ยังทรงมีรับสั่งให้จวิ้นฮวงระวังสตรีให้ดี และไม่วางใจสตรีใดมากเกินไป”

พระนางเว่ยสูดลมหายใจลึกเท่าที่สายคาดเอวจะยินยอมให้นางทำได้

“เช่นนี้ ก็แปลว่าหากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ต่อไปภายหน้าจวิ้นฮวงจะเป็นคู่ประชันบารมีกับลูกของข้าสินะ...”

หยางจื้อรีบคุกเข่า

“ข้าพระองค์ไม่กล้าคิดเช่นนั้น”

พระนางเว่ยมองขันทีหนุ่มคนสนิทของอู่เจ่อเทียน แม่ยายที่นางชิงชัง... แต่ก็นับถือในความเก่งกาจของพระนางอยู่ในที

“หยางจื้อ... เจ้าเป็นคนฉลาด... เจ้าจงหาวิธีให้จวิ้นฮวงคนนี้ไม่เป็นภัยต่อลูกชายของข้า... ด้วยปัญญาของเจ้านี่คงไม่ยากกระมัง จงจัดการให้เรียบร้อยแล้ว หากทำได้ข้าย่อมมีรางวัลงดงามให้แก่เจ้าแน่นอน” พระนางเว่ยกล่าวเสียงเรียบๆแต่เย็นยะเยือก

 

“นี่ข้าจะเป็นบิดาแล้ว ช่างน่ายินดีใช่ไหมพี่จ้วน” หลีหลงฉีกล่าวบนรอยยิ้มเบิกบาน ด้วยข่าวที่ม้าเร็วเร่งเดินทางมาปะกับขบวนของจวิ้นฮวงเสียกลางทางแล้วแจ้งเรื่องน่ายินดีนี้

จ้วนจิ้นเห็นรอยยิ้มของนายเหนือหัวก็อดรู้สึกยินดีไม่ได้ รอยแย้มพระสรวลของพระองค์ช่างงดงามนัก

“แน่นอนพะยะค่ะ ข้าพระองค์อดทนรอเห็นองค์ชายน้อยไม่ไหวแล้ว... พระบิดาหล่อเหล่า มารดาก็งดงาม องค์ชายน้อยจะต้องหล่อเหล่าแน่นอน”

ครั้งกล่าวถึงตรงนี้หลีหลงฉีก็เงียบไป

“พี่จ้วน... นี่จะเป็นปัญหาหรือไม่...”

“หมายถึงพระชายาหวางหรือพะยะค่ะ” จ้วนจิ้นรู้เรื่องราวของนายน้อยของเขาทั้งสิ้น

ปัญหาของพระชายาผู้เป็นมเหสีคนแรกของจวิ้นฮวงหลินจือนั้นอยู่ที่ว่า ตกแต่งกันมาสองปีแล้วก็ไม่ได้มีพระโอรส เป็นเหตุให้บิงฮวงทีรับสั่งให้องค์ชายรับเอาสนมลุ่ยเข้ามาอีกพระองค์เพื่อการนี้ และสนมลุ่ยก็มีทายาทได้สำเร็จ

“เราควรทำอย่างไรดีพี่จ้วน” จวิ้นฮวงถอนหายใจ เขามองไปยังกลุ่มทหารองค์รักษ์ที่พักผ่อนกันอยู่

“ถึงอย่างไรนางก็ได้ชื่อว่าเป็นเมียแรก... ข้าก็เกรงนางจะน้อยเนื้อต่ำใจ”

จ้วนจิ้นมองสบพระเนตรท่านอ้วง

“จวิ้นฮวงพะยะค่ะ บางทีคนเราก็ต้องจำเป็นต้องทำใจ หากแม้นางเป็นผู้หลักแหลมก็ต้องเข้าใจ แม้จะมาก่อนแต่สนองพระประสงค์ของบิงฮวงไม่ได้ นางก็ควรเจียมเนื้อเจียมตัว... พระชายาหวางฉลาดดังนั้น ข้าพระบาทเชื่อว่าพระชายาคงรู้จักวางตน แต่สำคัญจวิ้นฮวงต้องมีใจเที่ยงธรรมและแสดงออกต่อนางประดุจเดิม”

หลีหลงฉีพินิจพี่จ้วนของเขานิ่งๆ ยามพี่จ้วนพูดด้วยถ้อยคำประกอบด้วยปัญญาก็แลดูคมคายเช่นกัน...

“แล้วคนที่มาก่อนพระชายาเล่าจะเป็นเช่นไร... เขาจักยังวางตนเหมือนดังเดิมต่อข้าหรือไม่... พี่จ้วน” องค์ชายหนุ่มกล่าวเสียงแผ่วเบาเพื่อได้ยินเพียงสองคนเท่านั้น ดวงตาค้นลึกในสีหน้าของจ้วนจิ้น

“หมายถึงเป้ยฮัวหรือพะยะค่ะ” จ้วนจิ้นตอบออกไป หลบหนีดวงพระเนตรขององค์ชาย

“โถ.. พี่จ้วน... เป้ยฮัวที่ไหน... นางเปรียบไปดั่งมารดาของข้า...” หลีหลงฉีขัดใจ จนเกือบเผลอกระทืบเท้าเหมือนเด็กๆ

จ้วนจิ้นเชิดหน้ายิ้มกริ่ม

“อ้าวก็ทรงไม่รับสั่งให้ชัดเจน...”

หลีหลงฉีถอนหายใจ แล้วจึงขยับมองไปรอบกายว่ามีผู้ใดสนใจหรือไม่

“ก็ผู้ที่มีชิงมีบุตรเสียก่อนข้านั่นอย่างไร... ตอนนี้เราต่างมีบุตรด้วยกันทั้งคู่เขาจักยังมีหัวใจประดุจเดิมหรือไม่พี่จ้วน” หลีหลงฉีขยับเข้ามากระซิบเสียงเบา และมองไปด้วยสายตาที่สื่อจากใจ สายตาที่ไม่อาจจะมองเขาคนนี้ต่อหน้าใครได้

จ้วนจิ้นไม่ได้หันมา เขาแต่ตอบอย่างเบาๆ แล้วก้าวออกไป

“หัวใจของเขาจะยังคงเดิมพะยะค่ะ... ขอเพียงอีกฝ่ายไม่เปลี่ยนแปลง... และเหลือบพระเนตรมามองผู้ต่ำต้อยสักนิด... เขาก็พอใจแล้วพะยะค่ะ”

หลีหลงฉีมองตามกายสูงกำยำสมชาติชาติทหารเดินไปสั่งเหล่าทหารให้เตรียมตัวตั้งค่าย เพราะเป็นเวลาเย็นแล้ว

แล้วองค์ชายน้อยก็ยิ้มออกมาหันเดินไปชื่นชมพรรณไม้ใกล้ตัว

เข้าใกล้ด้วยการคืบคลาน แววตาประสงค์รายดุจเสือร้ายมองจับไปที่ร่างผู้สูงศักดิ์ เมื่อได้ระยะกระบี่คมกริบก็สยายคมทันใด

หลีหลงฉีได้ยินเสียงผิดปกติ เขาจึงหันไป

แม้ตกใจแต่ก็ยังดีดกายหนีคมกระบี่ที่วาดลงมาได้อย่างหวุดหวิด กระนั้นมันก็ยังต้องสาบเสื้อผ้าไหมจนขาดเป็นทาง

จ้วนจิ้นที่อยู่ไม่ห่างออกไป หันไปขวับมาเห็นเหตุการณ์

“คนร้าย อารักขาท่านอ้วง” เขาร้องแล้วใช้ท่าเท้าว่องไวปราดวิ่งเข้าไป ทั้งชักกระบี่ขวางคมกระบี่ที่ประสงค์ร้ายต่อนายน้อยของเขา

ไม่เพียงคนชุดดำคนนี้เท่านั้น เหล่าทหารที่จะเข้ามาก็โดนขัดขวางไว้โดยเหล่าชายชุดดำหลายคนที่พุ่งกายออกจากพงหญ้ารกชัญมาโจมตี

จ้วนจิ้นประกระบี่กับชายชุดดำคนเดิมอย่างสามารถ แต่อีกฝ่ายก็ฝีมือสูงจังปะทะกันอย่างดุเดือดยิ่ง

เสร็จแล้วก็อย่าเที่ยวเถลไถล... ท่านอาจารย์สั่งเอาไว้ดังนั้น แต่มีหรือกิเลนน้อยผู้ซุกซนจะอดใจไม่ให้ออกนอกเส้นทางได้

 

ด้วยวัยหนุ่มน้อยสิบห้าปี โลกช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก  ดังนั้นเมื่อเสร็จธุระแล้วกวนฉีหลินก็แวะทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ

อาจารย์มักถามว่าทำไมฉีหลินถึงได้ชอบสังเกตสัตว์นัก... ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาเพียงแต่รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี เขาอยากรู้ว่าเหตุใดนกน้อยจึงบินได้ ทำไมปลาจึงอยู่ในน้ำได้โดยไม่จ่อมจม ทำไมผีเสื้อกินแต่น้ำหวานดอกไม้ ทำไมเสือร้ายจึงสังหารกระต่ายผู้น่ารักเป็นอาหาร...

หากระหว่างเขากำลังติดตามรอยกระต่ายเพื่อไปดูรังของมัน เขาก็ได้ยินเสียงการต่อสู้

“อย่าได้ยุ่งเรื่องชาวบ้าน...” นี่คือคำสั่งอาจารย์ยี่...

แต่แค่ดูนิดหน่อยก็คงไม่เป็นไร ว่าแล้วฉีหลินน้อยก็ใช้วิชาตัวเบามังกรบินเหยียบเมฆ เตะอากาศส่งตัวตัวเองไปอยู่บนต้นไม้สูง จากนั้นก็ใช้กำลังเพียงเล็กน้อยส่งตัวเองเหินไปตามยอดไม้ติดตามเสียงสัปปะยุทธ์ที่ยังก้องดังจากแนวชายป่า

 

พานพบอีกครา

หลังชนหลังตอนนี้จวิ้นฮวงกับองค์รักษ์หนุ่ม ถูกล้อมด้วยศัตรูที่ปกปิดใบหน้า  ไม่ว่าจะมาจากไหน คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น ทหารองค์รักษ์ที่ติดตามจวิ้นฮวงมาก็ถูกสังหารแล้วจนสิ้น...

“พี่จ้วน... เราคงจบชีพลงตรงนี้..” หลีหลงฉีกล่าว หากดวงตายังจับอยู่กับศัตรู

“ข้ายินดีนักที่ได้พบกับพี่จ้วน... และยินดียิ่งที่ได้ตายเคียงข้างท่าน...”

“ไม่” จ้วนจิ้นตอบกลับ “แม้จะต้องแลกชีวิตข้าพระบาทก็จะปกป้องท่านอ้วงเอาไว้ให้จงได้

พลันนั้น ศัตรูก็เข้าจู่โจมพร้อมกัน

สองหนุ่มปัดป้องและหลบหลีกอย่างสามารถ แต่อีกฝ่ายมีมากกว่าแถมฝีมือกล้าแข็งนัก

ดังนั้นจ้วนจิ้นจึงหลบไม่พ้นคมดาบของศัตรู โดนฟาดฟันที่แขนขวาจนแล้วโดนถีบยันจนล้มลง

“พี่จ้วน” หลีหลงฉีสะบัดกระบี่ไล่คู่ต่อสู้แล้วจะเข้าช่วยเหลือ หากบัดดลนั้น ด้านหลังก็มีศัตรูผู้หนึ่งติดตามหมายแทงกระบี่เข้าใส่

คมกระบี่พุ่งมาจนดึงเสื้อผ้าไหมตัวนอก

เคล้ง...

เสียงกระบี่หักก้องสะท้อน

ยอดฝีมือในการอำพรางกายแปลกใจนัก... กระบี่เหล็กกล้าหักลงง่ายดายได้อย่างไร

หากไม่ทันได้คิดต่อเนื่อง ก็ปรากฏร่างหนุ่มน้อยวัยราวสิบกว่าปีพุ่งมาจากด้านข้างในมุมทแยงสูง

ว่องไวนัก เข้าถึงตัวยอดฝีมืออย่างรวดเร็วแล้วกระแทกหมัดใส่อก ส่งร่างนั้นลอยละลิ่ว

หลีหลงฉีมัวสนใจกับพี่จ้วนของเขา เข้าช่วยเหลือด้วยการสะบัดกระบี่ว่องไวขับไล่คู่ต่อสู้ไป แล้วหันมาช่วยเหลือพยุงพี่จ้วน

ตอนนั้นเองที่สังเกตเห็น เพราะบรรดายอดฝีมือต่างหันไปต่อสู้กับผู้ปรากฏตัวใหม่

ไม่มีกระบี่ แต่กลับหยุดยังคมกระบี่ไว้ได้ด้วยพลังปราณ... ลมปราณแรงกล้าตรึงกระบี่ที่แทงเข้ามาด้วยกำลังไว้ได้กลางอากาศ แล้วกระแทกกลับ  กระบี่เหล็กหักสะบันจากภายในแม้ร่างกายของผู้ถือก็กระเด็นกระดอนไปด้วยเช่นกัน

อีกคนถลันเข้ามา ร่างเพรียวของเด็กหนุ่มเพียงก้าวถอยอย่างมีกระบวนท่าก็หลบพ้น จากนั้นเขาก็เอี้ยวกายกระแทกหมัดว่องไวเข้าที่ต้นแขน ส่งผลให้แขนของผู้ถือกระบี่หักและถูกผลักจนกายล้มกลิ้งไปกับพื้น

อีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกันกระบี่หนึ่งดาบหนึ่ง แต่ที่ทั้งสองฟาดฟันได้นั้นเป็นแต่เพียงอากาศธาตุ ร่างที่ของเด็กหนุ่มคล้ายอันตรธานไปเสียต่อหน้าต่อตา จะมองหากลับพบว่าถอยไปไกลกว่าสามเก้า

เด็กหนุ่มโต้กลับทันที...

ในสายตาของผู้ชมดู เห็นร่างนั้นแตกแยกออกเป็นสอง ร่างหนึ่งกระแทกหมัดใส่หน้า อีกร่างจี้ดัชนีเข้าที่กลางอก แล้วก็กลับมารวมกันในท่าตั้งมั่น

“ร้อยร่างพันเงา” หนึ่งในศัตรูร้องออกมา

โดยไม่ได้เข้าจู่โจม... เพราะเขาเองนั้นวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้สนับสนุน กายที่สูงกำยำกำหมัดแน่น...

“ศิษย์หมื่นบุพฝาหรือนี่”

แล้วก็พุ่งกายออกไปอย่างรวดเร็ว

กวนฉีหลินใช้พลังฝ่ามือกระแทกร่างของชายชุดดำจนล้มหงาย แต่พลันเขาสัมผัสลมปราณแข็งกล้าที่เย็นยะเยือก

จึงหันไปไป เห็นร่างชายชุดดำคนหนึ่งเหินลอยมา จู่โจมใส่เขาด้วยกระบวนที่แสนคุ้นเคย.. ฝ่ามือบุรุษ...

ฉีหลินจึงออกกระบวนท่าเดียวกันเข้าปะทะ... หมัดบุรุษกระบวนที่สี่ บุรุษกระแทกภูผา

สองพลังปะทะกันอย่างรุนแรง ส่งคลื่นกระแทกออกไปเป็นกระแสลมรุนแรง  สองร่างผงะออกจากการกันเพราะการปะทะนั้น

บุรุษชุดดำเข้าปะทะต่อด้วยพลังฝ่ามือที่หนักแน่นราวทว่าเยือกเย็น ประดุจภูผาบุรุษแห่งแดนใต้ที่สูงใหญ่สงบนิ่งและเยือกเย็น แต่กวนฉีหลินก็โจมตีโต้กลับด้วยกระบวนท่าเดียวกันอย่างเท่าทัน

“เซ่อซ่าอะไรอยู่..” ชายชุดดำหันไปบอกเมื่อได้โอกาส “สังหารเป้าหมายให้ได้โดยเร็ว”

แย่หละ ฉีหลินตระหนัก... จึงพลิกผันเปลี่ยนกระบวนท่า เขาดึงลมปราณร้อนออกมาฉับพลัน... เปลี่ยนการเคลื่อนกายเป็นฝ่ามือสตรีว่องไว เร้าร้อนดังสายน้ำตกอุ่นสตรีที่กรากไหลจากเขาหมื่นบุพฝา

เจตนาการเปลี่ยนที่ฉับพลันนั้นสัมฤิทธิ์ บุรุษชุดดำต้องถอยออกไปเมื่อถูกจู่โจมด้วยกระบวนท่าว่องไว

และในจังหวะนั้นเอง

เอาเย็นผสานร้อน ทุกสิ่งพลันคืนเป็นว่างเปล่า สะบัดฝ่ามือแล้วกระแทกออกไป

แผ่นดินเลื่อนลั่น มังกรฟาดหาง

พลังลมปราณที่ไร้ธาตุพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ชายชุดดำต้องรีบหลบหลีกอย่างรีบร้อน แต่ครั้งเมื่อหลบพ้นแล้ว...จึงได้ตระหนัก...

หลีหลงฉีกำลังตื่นตัวเมื่อเห็นชายชุดดำหลายคนพุ่งเข้ามา แต่ก่อนทั้งหมดจะเข้ามาประชิดตัวเขา กระแสพลังที่ทะยานมากระแทกร่างของเหล่าอริจนกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง...

หลีหลงฉีกำลังตื่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“พี่ชาย รีบไป...” เสียงบอก จับที่เสื้อ จากนั้นหลีหลงฉีรู้สึกว่าตัวเองถูกดึงให้เคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว จ้วนจิ้นก็ดุจกัน

สามร่างมุ่งราวกับลมพายุพัดออกไปยังแนวป่าทึบรก ลับหายไปในแนวไม้ที่รกหนา

ชายชุดดำมารวมกันเพื่อตั้งหลัก ฝ่ามือเมื่อครู่เจตนาไม่ได้ทำร้ายอย่างเจาะจงแต่หมายให้เกิดความสับสน

“เด็กคนนั้นเป็นใครกัน” หนึ่งในหมู่นั้นถามไถ่ออกมา

ชายชุดดำที่ฝีมือร้ายกาจที่สุดไม่ได้ตอบ

“พวกเจ้าจงเร่งไปตามคนมาเพิ่มอีก... เด็กคนนั้นฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก... แต่ก็ยังเป็นเด็กน้อย หมื่นก้าวกระพริบตา ต้องใช้กำลังลมปราณมหาศาล แถมยังมีคนบาดเจ็บในหมู่นั้นด้วยคงไปได้ไม่ไกลนักหรอก พวกเราต้องติดตามให้กระชั้น ล้อมแนวป่าไว้อย่าให้มันหนีไปได้”

 

กวนฉีหลินถึงกับต้องหอบหายใจ ด้วยเขาใช้วิทยายุทธ์ระดับสูงต่อเนื่องกันหลายกระบวนท่า เมื่อได้หายเหนื่อยก็หันไปหาพี่ชายสองคนที่เขาพาวิ่งออกมาด้วยกระบวนท่าหมื่นก้าวกระพริบตา

โลหิตของจ้วนจิ้นไหลยังไม่หยุด แม้เขาพยายามสกัดจุดเดินโลหิตเอาไว้ หลีหลงฉีก็คอยกดบาดแผลนั้นไว้ด้วยผ้า

“มาสิพี่ชาย ข้าจะดูแผลให้”

เด็กชายล้วงไปในหยิบตลับสีขาวออกมา จากนั้นก็ควักเอาสิ่งข้นเหนียวสีขาวมาปาดป้ายบนบาดแผล

จากนั้นก็ฉีกถอดเสื้อตัวนอกของเขามาฉีกเป็นชิ้นด้วยกำลัง จับผ้ามาต่อกันเป็นสายยาวจากนั้นก็พันบาดแผลเอาไว้อย่างคล่องแคล่ว

“ยานี่คือยาห้ามโลหิต และยังสามารถฆ่าแมลงร้ายได้” เด็กชายอธิบาย

“แมลงร้ายอันใด” หลีหลงฉีถาม

“แมลงร้ายคือแมลงตัวเล็กที่เรามองไม่เห็น อาจารย์บอกว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการอักเสบของบาดแผล ยาของข้าเป็นยาที่ทำจากแป้งมันผสมกับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ฆ่าแมลงร้ายได้” กวนฉีหลินตอบด้วยอาการฉะฉานยิ่งนัก

จากนั้นก็ล้วงเข้าไปในเสื้ออีกครั้งหยิบเอาขวดยาเล็กๆออกมา เปิดฝาเทยาออกมาเม็ดหนึ่ง

“แต่อย่างไรก็ดี เพราะบาดแผลนี้ฉกรรจ์นัก... นี่คือยาระงับปวด... เมื่อแล้วยังป้องกันอาการไข้จากพิษบาดแผลได้... พี่ชายกินเสีย” เขามอบยาให้จ้วนจิ้น

“แต่ยานี้กินแล้วจะง่วงซึม ดังนั้นพี่ชายอย่าได้ตกใจจากเกิดอาการดังนั้น”

จ้วนจิ้นจึงโยนยาเข้าปาก ครั้งต้องลิ้นรู้สึกว่ามันขมเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆ เป็นอาการขมเฝื่อนเสียจนไม่อาจทนทาน

กวนฉีหลินคาดไว้แล้วว่าจะมีอาการดังนั้น เขาจึงสกัดจุดไม่ให้หนุ่มรุ่นพี่ขย้อนยาออกมา แล้วใช้กำลังลมปราณดันให้ยาเคลื่อนไหลลงกระเพาะ

จ้วนจิ้นถึงขนาดสำลัก ไอโครกๆ

“นี่มันยาอะไรทำไมถึงขมนัก” จ้วนจิ้นกล่าวบนสีหน้าแหย่เก

หนุ่มน้อยหัวเราะ

“พี่ชาย.. ยาดีย่อมจะขม... ยาลมนั้นหอมหวาน... ยานี้เป็นยาแท้ๆหลายๆขนานปั้นรวมกันโดยไม่ผสมน้ำผึ้งให้กินง่าย เพื่อไม่ให้มันไปลดทอนสรรพคุณ... พี่ชายไม่เคยคุ้นย่อมต้องขมเป็นธรรมดา”

 

จ้วนจินเอนกายกับคบคารากไม้แล้วหลับไป หลีหลงฉีจึงลุกไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังเอาผ้าที่เหลือจากเสื้อมาต่อกันเป็นสายยาวไว้สองผืน หลีหลงฉีเดาว่าเด็กชายต้องการเตรียมไว้สำหรับบาดแผลของจ้วนจิ้น

“ขอคุณชายน้อยรักการคารวะ” หลีหลงฉีประสานมือและคุกเข่า

“พี่ชายทำอะไร” กวนฉีหลินรีบเข้ามาคุกเข่าด้วยท่าเดียวกัน

“ข้าฉีหลินไม่อาจรับการคารวะได้”

“เหตุใดไม่ได้” หลีหลงฉีตอบ

“เราไม่ได้เป็นญาติโยง ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว คุณชายกับยื่นมือเข้าเสี่ยงภัยช่วยเหลือโดยไม่คิดถึงอันตราย ข้าและพี่จ้วนรอดตายได้ก็ด้วยความช่วยเหลือของคุณชาย.. สมควรแล้วที่ข้าจะคุกเข่า แม้กราบได้ข้าก็สมควร”

“พี่ชาย..” กวนฉีหลินดึงให้รุ่นพี่ลุกขึ้นยืน “เราไม่ได้เป็นคนแปลกหน้ากัน... จำมิได้หรือ... สองปีก่อนนี้เราเคยพบกัน... ข้าเป็นคนช่างจดจำ ย่อมจดจำพี่ชายได้... แล้วข้าก็ได้บอกนามของข้าไปแล้วด้วย พี่ชายคงจะจำไม่ได้กระมัง”

หลีหลงฉีนิ่งไป...

“ที่แท้คือ... อ้อ เจ้าคือสหายน้อยที่พบกันที่เป๋ยตง”

“นี่อย่างไร” เด็กหนุ่มยกนิ้วชี้ขึ้น

“เราไม่ได้เป็นคนไม่รู้จักกัน... ข้าบอกนามพี่ชายแล้ว ข้านับพี่ชายเป็นสหาย... ดังนั้นสหายช่วยสหาย ย่อมสมควร... ไม่เห็นต้องกราบคารวะกัน”

หลีหลงฉีแย้มรอยยิ้ม

 

รู้จักคบหา

“ข้านามว่าหลีต้าเซ่ง... เป็นเชื้อสายปลายแถวสกุลหลี... บิดาข้ารับราชการในจวนบิงฮวง ส่วนนี่คือพี่จ้วนจิ้น เป็นทหารในวังบิงฮวง เราสองคนเดินทางมาเมืองหลวงตามบัญชาบิงฮวง” ชายหนุ่มกล่าวแนะนำตนเอง ตอนนี้ทั้งสองพิงต้นไม้ใหญ่เคียงกันเมื่อฟ้าเริ่มมืดลง

“พอเราเดินทางมาถึงชายป่านี้ ก็โดนกองโจรโจมตี เห็นทีมันจะคิดว่าเราขนสมบัติมามากมายจึงหมายปล้นชิง”

กวนฉีหลินมุนคิ้วสงสัย...

“พี่ต้าเซ่ง... ข้อนี้ข้าไม่เห็นด้วย... ทั้งสิ้นมีวิทยายุทธ์ร้ายกาจเกินกว่าจะเป็นโจรปล้นชิงธรรมดา แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นวิทยายุทธ์เดียวกับข้า... น้อยนักที่คนจะรู้วิชาของสำนักของอาจารย์ของข้า ข้าจึงไม่คิดว่าพวกนั้นเป็นโจรปล้นชิงธรรมดา... แต่เป็นมือสังหาร”

แล้วกวนฉีหลินก็นิ่งเงียบไป...

“หรือพี่ชายมีสิ่งอันใด... ที่พวกเข้าต้องการ”

หลีหลงฉีอยู่ในภาวะอึกอัก... มิทันไรเขาก็ต้องโป้ปดต่อผู้มีพระคุณแล้วกระนั้นหรือ...

หากเสียงไอโครกๆของจ้วนจิ้นก็ดังขึ้นขัดการสนทนา

“น้ำ... ข้ากระหายน้ำนัก”

เมื่อเป็นดังนี้ กวนฉีหลินจึงต้องช่วยกันหลี’ต้าเซ่ง’ ห้ามเอาจ้วนจิ้นมายังที่หลบซ่อนที่มิดชิดยิ่งขึ้น แล้วเขาก็ใช้วิชาตัวเบาท่องไปตามกิ่งไม้ไปหากิ่งไม้อวบน้ำมาตัดผ่าแล้วรองน้ำไว้ด้วยกระบอกไม้ไผ่ เขาทำเช่นนี้เป็นจำนวนมากเผื่อสำหรับตนเองและหลี’ต้าเซ่ง’

กวนฉีหลินอ้อมไปด้านเหนือก่อน แล้วก็ทำแบบเดียวกัน แล้วด้วยมังกรบินเหยียบเมฆของเขาก็ไปด้านใต้ทำเช่นเดิมอีกเช่นกัน แล้วค่อยกลับไปที่ซุ่มซ่อน

 

อีกด้านชายชุดดำกระจายตัวกันออกไปค้นหาทั่วป่า ตอนแรกพวกเขามากันยี่สิบ แต่โดนจัดการไปแล้วกว่าครึ่งด้วยฝีมือทหารหลวงและเจ้าเด็กน้อยนั่น โดยเฉพาะเจ้าเด็กน้อยนั่น ฝีมือสูงส่งนัก  คนเดียวทำร้ายพวกเขาจนสาหัสไปถึงหกคน พวกที่มาสมทบฝีมือด้อยกว่าแต่ก็พอจะใช้ได้ ตอนนี้ชายชุดดำกว่าห้าสิบคนปูพรมค้นหาไปทีละหย่อมหญ้า

ชายชุดดำที่ฝีมือสูงที่สุดใจร้อน เจ้าหนูนั่นเป็นวิชาโยกย้ายจักรวาล แปลว่าเด็กนั่นฝีมือสูงกว่าเขาเสียอีก เมื่อตอนที่ฟาดท่ามังกรฟาดหางใส่ หากเด็กนั่นหมายจะเล่นงานเขาแล้ว... เขาอาจต้องบาดเจ็บสาหัสด้วยพลังฝีมือนั้น  แต่เด็กนั่นเจตนาขัดขวางพวกที่จะเล่นงานหลีหลงฉีมากกว่า เขาจึงรอดมาได้..

แต่เขาไม่กลัวเด็กน้อยนั้น แม้จะร้ายกาจ หากโดนกลุ้มรุมแล้วก็อาจจะพลาดพ่ายได้... แต่เขากังวลคนที่อาจมาปรากฏตัวเสียมากกว่า

หมื่นบุพผาไม่รับศิษย์มานานมาก นับจากเหตุการณ์นั้น..  แต่เขาได้ยินมาว่ายี่จินไฮ้รับศิษย์ไว้ภายนอกคนหนึ่งยังไม่ได้พากลับไป หรือจะเป็นเด็กคนนี้...  และหากเด็กชายมาปรากฏตัวแล้วไซร้... ใยยี่จินไฮ้จะอยู่ห่างไกลได้... แสดงว่าเขาต้องอยู่ไม่พ้นรัศมีจะติดตามมา...

ยี่จินไฮ้ปีนี้อายุได้เกือบแปดสิบปี... แต่พลังฝีมือของเขาร้ายกาจพอจะล้มพวกเขาทั้งสิ้นได้หมด และยิ่งน่ากลัวเมื่อร่วมมือกับศิษย์น้อยของเขา

ก่อนยี่จินไฮ้จะมา... พวกเขาต้องหาตัวหลีหลงฉีให้พบ ไม่เช่นนั้น ไม่ต้องเกรงอาญาจากผู้ว่าจ้างหรอก... ยี่จินไฮ้ก็อาจส่งพวกเขาไปพบเหยียนโหลวหวาง(พญายม)เสียก่อนจะโดนนายจ้างของพวกเขาเล่นงานเอา...

“ดูสิท่านหม่า” คนหนึ่งในกลุ่มเข้าพร้อมซากกิ่งไม้

หม่าจงสูดลมหายใจลึกๆ

“เด็กน้อยนี้ไม่ธรรมดา... มันรู้จักวางหลักฐานล่อให้เราสับสน...” เขากล่าว แล้วหันไปตะโกนสั่ง

“ไม่ต้องสนใจ ค้นหาให้ถ้วนถี่ อย่าให้เล็ดลอดได้แม้สักชุ่น... ไม่อย่างนั้นพวกเราจะพากันหัวขาดกันหมด”

 

เอาใบไม้มาม้วนเป็นแล้วใช้นิ้วอุดที่ปลายด้านหนึ่ง หลีหลงฉีก็ค่อยๆป้อนน้ำให้พี่จ้วนอย่างบรรจง

“ขอบคุณคุณชาย และขอบใจน้องชายมาก” จ้วนจินกล่าวเมื่อความกระหายเบาบาง

กวนฉีหลินที่กำลังตรวจชีพจรของจ้วนจิ้น จึงแย้มรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไรหรอกพี่จ้วน เราล้วนสหายทั้งสิ้น” แล้วเขาก็หันไปบดใบไม้ที่พบระหว่างทางกลับมา

“อาการของพี่ชายหนักพอสมควร เพราะสูญเสียโลหิตไปมากนัก คงต้องให้อาจารย์ของข้าเป็นผู้เยียวยา... แต่พวกที่ไล่ล่าเรานี้ล้วนมีฝีมือ ลำพังข้าจะเอาตัวรอดยังลำบาก...”

แล้วเขาก็หันกลับมาดึงแขนหลีต้าเชิ่งมา

“มันจะแสบเล็กน้อยนะพี่หลี... แต่สักครู่จะเย็นๆ จะช่วยอาการฝกช้ำได้ดี”

หลีต้าเซิงพยักหน้า ฉีหลินจึงทาน้ำที่ได้จากใบไม้บดลงไปที่ร่องรอยช้ำ หลีต้าเชิ้งแม้จะเตรียมใจไว้แต่ก็ยังอดสะดุ้งไม่ได้ ด้วยความเจ็บปวดการโดนสัมผัสและสัมผัสของยาที่ต้องบนผิว...

หลีหลงฉีมองใบหน้าของกวนฉีหลิน... หนุ่มน้อยผู้นี้ดวงหน้าที่นับได้ว่าแลดูอ่อนโยน แม้จะไม่คมคายหล่อเหล่าดังเขาและพี่จ้วน แต่ก็ยังดูงดงามนักเมื่อยามที่แสงที่เป็นเพียงแสงจันทร์วันเพ็ญที่ลอดลง เรือนยอดไม้แล้วต้องใบหน้า

“น้องฉีหลิน... ข้าจะไม่เพียงนับเจ้าเป็นสหาย แต่ขอข้านับเจ้าเป็นน้องรักจักได้หรือไม่”

กวนฉีหลินกำลังจะตอบ แต่แล้วเขาก็สัมผัสได้...

มือที่จีบจับใบไม้เพื่อเค้นน้ำ พลันพลิกมือแล้วดันก้อนใบไม้ไว้ที่หว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ประกบจรดวงกับนิ้วโป้ง เกร็งลมปราณแล้วดีดนิ้วโป้ง

กระสุนใบไม้บดพุ่งแรงกว่าเกาทัณฑ์หลายเท่า... นี่คือดัชนีดีดหินทะลุผา...

จากนั้นกวนฉีหลินก็พุดกายขึ้นแล้วใช้ท่าเดิมดีดอากาศไปรอบกาย

ใบไม้ก้อนแรกชำแรกกายของชายชุดดำที่ย่องมาบนกิ่งไม้เหนือหัวถึงกับร่วงลงมาขาดใจตาย ส่วนกระสุนอากาศก็ต้องกายบรรดาผู้ซุ่มอยู่โดยรอบจนบาดเจ็บไปหลายคน

หม่าจงก็โดนกระสุนอากาศเล่นงาน แต่เขาหลบหลีกได้ทัน จึงผลันกายเข้าโจมตีอีก

เด็กชายจำกระบวนท่าที่พุ่งเข้ามาได้ แต่ปัญหาคือตอนนี้ยังมีอีกหลายคนที่ออกจากที่ซ่อนมาเล่นงานเขาพร้อมๆกัน

ดังนั้นกวนฉีหลินจึงผนึกลมปราณไว้ที่กลางกายอีกครั้ง ยืนท่าตั้งมั่น ประสานมือเข้ากลางอกแล้วผลักออก

หลีหลงฉีสัมผัสถึงกระแสอากาศที่กดดันเข้ามาทุกทิศในตอนที่กวนฉีหลินประสานมือเข้า แต่พอเขาผลักออกกลับไม่มีสิ่งใดคืนกลับออกไป

ทว่าห่างตัวเขาไปเป็นได้ระยะ กลับมีเสียงสนั่นราวฟ้าฟาด แล้วกระแสพลังก็พุ่งออกไปส่งแรงพายุหนักแน่นกระแทกออกไปเป็นวงกว้าง

วงแหวนระเบิดมังกร...

ผู้เข้าโจมตีทั้งหลายก็โดนกระแสพายุนั้นเล่นงาน ที่พลังฝีมือต่ำก็กระเด็นกระดอนไป บางรายโดนกระแทกที่จุดสำคัญขาดใจตายทันที แต่หากที่มีพลังฝีมือสูงกว่าก็ตั้งรับไว้ได้

เด็กชายหันไปสกัดจุดพี่ชายทั้งสองด้วยท่าร้อยร่างพันเงา จากนั้นก็รวมลมปราณไว้ที่กระบังลม...

เขารอเวลานี้... น่าจะถึงเวลาแล้ว...

“อาจารย์....” เขาเปล่งเสียงออกไป...

เสียงกึกก้องนี้คือกระบวนท่ามังกรคำรนฟ้า... เสียงที่ก้องสะท้อนส่งกำลังมหาศาล มันทำให้ผู้ที่จู่โจมทั้งสิ้นที่ยังอยู่ในท่าตั้งรับต้องผงะถอยออกไปอีก

ไม่เข้าทีแล้ว... หม่าจงแม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่เขาเกิดกลัวขึ้นทันที

แล้วสิ่งที่เขากลัวก็เป็นจริง

สัญญาผูกพัน

 “ฉีหลิน...” เสียงดังมาในกระแสอากาศ แทรกมาเป็นเสียงพอได้ยิน แต่ราวกับมันดังมาจากทุกทิศทุกทาง

แล้วร่างเงาก็ปรากฏกายจากเงาไม้มืด จู่โจมใส่ชายชุดดำจนล้มตายไปอย่างฉับพลันหลายคนในชั่วพริบตาเดียวกัน...

ร้อยร่างพันเงาขั้นสุดยอด... นี่คือยี่จินไฮ้เป็นแน่แท้แล้ว

หม่าจงจึงถือโอกาสนี้ผินหลังแล้วกระโดนหนีไปด้วยพลังตัวเบา

ยี่จินไฮ้ หยุดมือลงชั่วขณะ หันไปมองตามร่างที่กระโดดแผ่วหนีไปอย่างว่องไว

หม่าจง... เป็นเจ้าหรือนี่...

 

จ้วนจิ้นถูกหามเข้าไปนานแล้ว แต่หลีหลงฉียังไม่วายกังวล

อาจารย์ฉีที่มองหนุ่มน้อยอยู่นานแล้ว และคอยมองตามชายหนุ่มเดินไปเดินมาอยู่หน้ากระท่อมอย่างกับเสือติดจั่น

“คุณชาย... ข้าอายุมากแล้ว ท่านเดินไปเดินมาเยี่ยงนี้ข้าเห็นแล้วเวียนหัวยิ่ง... รบกวนคุณชายนั่งลงเสียเถิด...”

คุณชายหลีหันมาตีหน้าเจื่อน แล้วจึงหย่อนกายลงนั่งที่เก้าอี้ที่ทำจากท่อนไม้ตัดแล้วขัดจนเรียบ

“ขออภัย”

“ข้าเข้าใจ” อาจารย์ฉี่กล่าวแล้วพยักหน้า รินน้ำชาจากกาดินเผาใส่จอกน้อย แล้วส่งให้

หลีหลงฉีจึงประสานมือขอบคุณแล้วรับมา

“คุณชายไม่ต้องห่วง... สหายข้าคนนี้รู้จักกันมาหลายสิบปี... รักษาคนมาเป็นพัน...” แล้วเขาก็โบกพัดขนห่านปะหน้าอก

“แต่ตายยังไม่ถึงพัน...”

หลีหลงฉีถึงกับชะงักกับคำพูดนั้น

อาวุโสหัวเราะ

“ข้าล้อเล่น... ยังตายไม่ถึงสามคน... ที่ตายก็คือนั่นถึงที่จริงๆ หรือหนักหนาเกินจะรักษาจริงๆ ไม่ต้องห่วงดอกคุณชาย”

พักหนึ่งใบหน้าแฉล้มเยาว์ของกวนฉีหลินก็โผล่ออกจากกระท่อม รอยยิ้มเป็นสัญญาณของข่าวดี

“อาการพี่จ้วนดีกว่าที่ข้าคาดเดา... ข้าบอกแล้วว่าต้องให้อาจารย์ได้ตรวจเอง... ข้ามันไม่ได้ความ...ต้องอาจารย์ถึงจะแม่นยำ”

แต่หากรอยยิ้มของเด็กหนุ่มก็หดหาย เขามองไปที่แนวป่า

หลีหลงฉีจึงมองตามสายตา

ทหารหลวง...

คนที่สวมชุดขุนพลวิ่งนำหน้ามาก่อนใคร พอเห็นร่างที่ผินกายลุกขึ้นก็ยินดียิ่งเร่งฝีเท้าไป

แต่พอเข้าจะถึงกลับเป็นผู้ผุดลุกที่ก้าวเข้ามา จับแขนของเขาไว้

“อย่าคุกเข่า... เรียกข้าว่าคุณชาย... ห้ามเรียกว่าจวิ้นฮวง”

 

ทหารหลวงช่วยกันประกอบเปลแล้วหามจ้วนจิ้นออกไปก่อนหน้า หลีหลงฉีเท่านั้นที่ยังคงอยู่ภายในกระท่อมรอคอยยี่จินไฮ้เขียนใบสั่งยา

“หากร้านยาบอกว่ายาบางอย่างไม่เข้ากันอย่าได้สนใจ... ยืนยันให้เขาสั่งตามนี้” ยี่จินไฮ้กล่าวแล้วพินิจมองหลีหลงฉีอ่านใบสั่งยา

“กินวันสามครั้งในเจ็ดวันแรก แล้วลดเป็นวันละครั้งจนครบสามเดือน... ระหว่างเจ็ดวันแรกห้ามเดินเหินบ่อยๆ ให้นอนราบไม่หนุนหัว จากนั้นก็ห้ามใช้กำลังอีกเจ็ดวัน แล้วก็ไปใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ต้องกินยาจนครบที่ข้าสั่งไป”

หลีหลงฉีจึงน้อมกายอย่างต่ำเพื่อคารวะ

“ขอบคุณท่านอาวุโสเป็นอย่างยิ่งแล้ว... ข้าหลีต้าเช่น ถือเป็นบุญคุณดั่งขุนเขา ภายหน้าหากยังมีชีวิตก็จะหาโอกาสทดแทนเป็นพันหมื่นเท่า”

ชายชราพยักหน้าตอบรับ

 

ออกจากกระท่อม หลีหลงฉีก็เข้าไปดึงแขนกวนฉีหลินไปที่ห่างไกลจากกองทหารที่รออยู่

“น้องกวน... ข้าขออย่างหนึ่งจักได้ไหม”

“พี่หลีจะขออะไร” กวนฉีหลินเอียงคอแต่ยิ้มแย้ม

“ข้าขอสาบานเป็นพี่น้องกับเจ้าจะได้หรือไม่” หลีหลงฉีถามออกไปตามตรง

กวนฉีหลินนิ่งก่อน มองประเมินชายหนุ่ม

“พี่กวน... อย่างไรข้าเป็นเพียงสามัญชน แม้พี่หลีจะไม่ได้เป็นเชื้อสายใกล้ชิด แต่ก็เป็นคุณชายสูงศักดิ์ไหนเลยข้าจะกล้าเทียบตนเสมอ”

“ผิดแล้ว ผิดแล้ว...” หลีหลงฉีส่ายหน้า

“สูงศักดิ์จะมีค่าอันใดหากเทียบกับน้ำใจยิ่งใหญ่ ข้านั้นซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก อยากจะผูกสมัครเป็นพี่น้องร่วมสาบาน... ข้าไม่ค่อยมีสหาย... มีก็แต่พี่จ้วนเท่านั้น... แต่พี่จ้วนก็ถือตนว่าต่ำต้อยกว่า ยังดีว่ายังรับคำเรียกพี่ของข้า...”

“แล้วท่านพี่หลีไม่มีพี่น้องหรือ” กวนฉีหลินกล่าวต่อ

“มี... แต่ล้วนแล้วไม่ได้สมัครเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว... ครอบครัวของข้าเป็นตระกูลใหญ่ ข้าเป็นแต่ลูกอนุ... จะไปหาญตีเสมอลูกเมียระดับสูงกว่าคงไม่กล้า” หลีหลงฉีตอบ

กวนฉีหลินพยักหน้าช้าๆ

“ไม่เหมือนครอบครัวข้าเลย พี่ๆของข้าก็เป็นลูกเมียใหญ่ แต่ล้วนแล้วรักข้าดั่งน้องท้องเดียวกันทั้งสิ้น”

“น่าอิจฉายิ่ง” หลีหลงฉีถอนหายใจยาว

“ดังนี้แล้วเจ้าจะไม่ให้พี่ได้สมหวังสักคราหรอกหรือน้องกวน”

กวนฉีหลินทำหน้าคิดคำนึงก่อนจะพยักหน้า

 

ริมลำธารน้อยที่ไหลเป็นพราย ปลาน้อยว่ายแหวกไปมา ปักษาบินร่อนลมเริงร่า ในเวลาแห่งอรุณฉาย แดดอ่อนกำจายอุ่นกาย

สองหนุ่มคุกเข่าลงต่อหน้าธาราที่รินไม่ขาดสาย สองคู่เนตรหันสบกัน แล้วผันไปมองฟากฟ้า หลีหลงฉีเอื้อนเอ่ยวาจา...

“ข้าแต่ฟ้าสวรรค์ ข้านั้นทายาทสกุลหลี ขอร่วมสมัครเป็นพี่น้องกับกวนฉีหลิน... หากมีสุขข้าจะแบ่งปัน หากมีทุกข์นั้นจะร่วมต่อต้าน... ไม่มีวันผินหลังให้น้องยา หากว่าวันใดผิดคำ ขอฟ้าลงทัณฑ์อาญา ให้ตายหาดินกลบหน้าไม่ได้”

“ข้าแต่ฟ้าดิน... ข้ากวนฉีหลินขอสาบาน.. สานสมัครสัมพันธ์น้องพี่... หากมีสุขจักร่วมแบ่งสรรค์ มีทุกข์พลันร่วมต่อกร... หากผิดผ่อนคำสาบาน ขออาญาฟ้าลงทัณฑ์ตายดับในสามวัน ขอฟ้านั้นจงบันดาล”

แล้วก็กราบลงถึงดินโดยพร้อมเพรียง...

โดยที่สองหนุ่มจะทราบได้... ตราบนี้ชะตาทั้งคู่จะผูกพันกัน... และจากนี้สืบไป... พี่หลีจะอยู่ในฐานะใด น้องฉีหลินจะเป็นเพียงหนึ่งที่เขาวางใจ แลน้องฉีหลินจะอยู่หนใด พี่หลีไซร้จะเฝ้าคำนึงหา...

 

องค์หญิงไท่เพ่ง

แสงจากดวงเทียนภายในตำหนักส่องให้เห็นเพียงรำไร ควันไม้หอมที่เผาไหม้ในเตาสำริดส่งกลิ่นรื่นกำจาย

นี่เองที่สงบใจของหญิงผู้สูงศักดิ์เอาไว้ได้... บุตรีแห่งพระนางอู่... องค์หญิงไทเพ่ง

“นี่คือสิ่งที่ข้าพระบาทได้รับรายงานมา... คนของเราที่ข้าพระบาทส่งไปเฝ้าระวังนั้น แรกเดิมจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่เด็กน้อยพลันปรากฏกายเสียก่อน ฝีมือของเด็กน้อยสูงเกินกว่าวัยไปหลายขุม... เล่นงานจนนักฆ่าบาดเจ็บตายตกไปหลายคน... ซ้ำยังสามารถพาจวิ้นฮวงหนีไปได้” ผู้รายงานคือขุนนางวัยฉกรรจ์ขุ่ยฉี...

“เอาเถอะ” องค์หญิงยันกายขึ้น ก้าวไปที่ดวงเทียน นางใช้นิ้วล้อเปลวไฟ

“อย่างไรเสีย ก็บรรลุผล... หลานหลงฉีไม่ได้รับอันตราย และยังทำให้สมเด็จพี่ฮ่วงตี่ และบิงฮวงมองหน้ากันไม่ติด... เว่ยฮวงโฮ่ว ก็จะต้องเป็นเป้าให้พี่ชายหลีต้านเพ่งเล็งเป็นแน่... เท่านั้นนับว่าการดังใจข้า บรรลุผลแล้ว”

ขุยฉีพยักหน้า ยามนั้นในแสงเทียนสลัว องค์หญิงเสด็จแช่มช้อยมาเคียงใกล้ พระหัตถ์จับวางที่แก้มของผู้ยืนค้อมกาย แล้วเชยคางให้เชิดหน้า

“สนทนานานเนิ่น ข้าเบื่อนัก... มิควรเราจักสำราญกันด้วยกิจอื่นหรือท่านขุย” ทรงยื่นหน้ามากระซิบข้างหู

นิ้วร่ายลากลงจากคางสู่ลำคอ เลื่อนไล้ไปผ่านสาบเสื้อสู่สายคาดเอว แล้วลงต่ำลงกว่านั้นสัมผัสจุดสำคัญ

การสัมผัสทำให้ข่งฉีต้องคล้อยตาหลับ

ขุนนางหนุ่มไม่อาจทานทนต่อไป เขารวบร่างสูงศักดิ์ไว้ด้วยแขนแกร่งแล้วดันถอยไปไปหย่อนกายบนที่นั่งไม้สลักลายนางหงส์

ไฟดวงน้อยเต้นพลิ้วตามแรงลมที่ลอดเข้ามา ส่งให้เงาของหนึ่งชายที่เคลื่อนกายดุดันเหนือร่างอรชรเกิดเป็นภาพไหว

เสียงครางของสตรีสูงศักดิ์ผสานกับเสียงจากการปะทะและเคลื่อนกายดังหนักหน่วงนั้น กลายเป็นบทบรรเลงรักที่เร้าร้อน  จนแม้นางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกอดหันสบตากันไม่ได้ เมื่อยินเสียงที่ลอดออกมาแม้จะปิดประตูมิดชิด...

 

จงจงฮ่วงตี่ ไม่อาจสงบใจได้อีก เมื่อได้รับรู้ข่าวด่วนมาว่าขบวนของจวิ้นฮวงหลินจื้อ หลีหลงฉี ถูกโจมตี ซ้ำร้ายยังอยู่ในเขตมณฑลเมืองหลวงเสียอีก..

เขากับน้องชายเคยผูกสมัครกันดีแต่ครั้งที่น้องชายสนับสนุนให้เขาให้คืนตำแหน่งรัชทายาท ซ้ำยังช่วยเหลือเขาจนกระทำการโค่นบัลลังก์พระมารดาเสียได้ แม้เคราะห์ดีที่องค์ชายหลีหลงฉีปลอดภัยดี... แต่ข่าวไม่ดีคือมีข่าวลือแพร่ไปทั่วว่าเป็นฝีมือของเว่ยฮ่วงโฮ่ว...

ก่อนการสวรรคต พระมารดาก็เคยเรียกหาให้เขาไปเข้าเฝ้า และยังได้พระราชทานคำสั่งเสียเอาไว้

“จะว่าแม่มองเมียเจ้าในแหง่ร้ายหรือกระไร แม่มิได้ขัด... หากแม่หมายให้เจ้าระวังให้จงหนัก... เมียเจ้านั้นเขลาแต่โหดเหี้ยม เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้า... แม่เป็นหญิงย่อมอ่านเท่าทันกัน... แม่เตือนเจ้าไว้ด้วยฐานะแม่มิใช่อดีตฮ่วงตี่ หรือไท้โฮ่ว... จงระวังเมียของเจ้าเอาไว้ให้ดี” คำพูดนี้พระมารดากล่าวด้วยสำนวนสามัญชน

การรับสั่งเช่นนั้นเป็นการทำให้ถึงจงจง สัมผัสได้ถึงความรักเป็นครั้งแรก... เหตุใดพระมารดาไม่สำแดงเช่นนี้เสียนานแล้ว... มิเช่นนั้นเขาคงไม่เอากำลังมาขู่เข็ญพระหทัย ปลดพระนางลง...

แต่ถังจงจงจะต่อว่านางก็เกินนิสัยของเขาจะกระทำ... คงได้แต่คอยจับตาและระวังมิให้นางทำเกินเลย... แล้วคงต้องหาหนทางประสานรอยร้าวระหว่างเขากับน้องหลีต้านให้สมานเข้ามากที่ สุดเท่าจะทำได้

“เรียกตัวราชเลขามาเดี๋ยวนี้... ข้าจะให้ร่างจดหมาย”

 

หลีต้านฟังเลขานุการอ่านถ้อยความราชโองการซ้ำอีกครั้งหลังกระทำการบูชาเพื่อรับโองการ

หากจะนับจริงๆ นับจากลูกหลงฉีกลับมาแล้ว... นี่คือครั้งที่สามที่ฮ่วงตี่ทรงส่งราชสารมาเสนอตำแหน่งต่างๆให้แก่เขา แต่ครานี้เป็นราชโองการ...

“ฝ่าบาททรงต้องการสำแดงว่ามิได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระมเหสีในเรื่องของท่าน ฮวงและพระโอรส... แม้ครั้งก่อนจะทรงปฏิเสธไป แต่ครั้งนี้เห็นจะไม่ได้ เพราะนี่คือราชโองการ หากเราขัดขืนมิเท่าต้องโทษขัดราชโองการกระนั้นหรือ” เลขานุการคนสนิทเสนอข้อคิด

เขามองตามบิงฮวงถอนพระหทัย แล้วเสด็จไปยืนที่ระเบียงที่เปิดสู่สวนฤดูร้อนของตำหนัก ทอดพระเนตรดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่งแข่งสีสันกัน อวดพระเนตรหนึ่งบุรุษที่แม้องค์ฮ่วงตี่ยังต้องเกรงพระหทัย

“เจ้าจงไปแจ้งแก่ลูกๆของข้าทั้งสิ้นว่าเราจะย้ายบ้านกันอีกแล้ว... แล้วกระทำหนังสือขอบพระราชหทัยส่งไปล่วงหน้า แล้วตระเตรียมการทุกอย่าง” ทรงหันพระวรกายกลับมีพระโองการ

“แต่... จะไม่มีการคืนตราแม่ทัพใหญ่... หากท้วงติงมาก็ให้นิ่งเฉยเสีย... เข้าใจหรือไม่”

 

อาจารย์ฉีมองลูกศิษย์คนเดียวตลอดชีวิตของเขากำลังใช้ขวานจามตัดฟืนอย่างแข็งขัน บัดนี้เด็กน้อยที่รู้จักลายเป็นหนุ่มวัยสิบแปดปี ร่างกายมีกล้ามเนื้อสมส่วนแข็งแรงแม้จะไม่ได้กำยำล่ำสัน แต่ก็งดงามดังยอดบุรุษ

“ฉีหลิน ไหนเจ้าท่องพิชัยสงครามให้ข้าฟังสักบทเถอะ”

“บทใด... ก็จำมิได้” เด็กหนุ่มหยุดมือครู่หนึ่งหันมาตอบ

แต่แทนที่อาจารย์จะโกรธ แต่กลับหัวเราะร่า... เจ้ากวนน้อยนี้หรือจำไม่ได้... เพราะมันนั้นเชี่ยวชาญตำรากว่าผู้ใด...

“ดังนั้นหากเจ้าจะต้องเตรียมการรบ สิ่งใดเจ้าจะเตรียมก่อนเพื่อน หากเจ้าจำพิชัยสงครามมิได้” อาจารย์ฉีถามต่อ

เจ้ากวนน้อยเอาฟืนก้อนใหม่มาตั้ง

“ข้าจำต้องทราบก่อนว่าศัตรูของข้าคือผู้ใด...”

“แล้วเจ้ามิรู้จักศัตรูหรือ... หากเจ้าเป็นนายทัพ ย่อมต้องทราบว่าจะทำศึกแล้วคู่ต่อกรนามว่าอะไร” อาจารย์ฉีโบกพัดขนห่าน

ขวานเหวี่ยงลงแบ่งแยกก้อนฟืนขาดออกเป็นสองซีก

“รู้นามก็ต้องรู้หน้า รู้หน้าก็ต้องรู้นิสัย รู้นิสัยก็ต้องรู้กำลัง รู้กำลังก็ต้องรู้ฝีมือ รู้ฝีมือก็ต้องรู้ปัญญา รู้ปัญญาก็ต้องรู้อุบาย รู้อุบายก็ต้องรู้ข้ออ่อนด้อย รู้ข้ออ่อนด้อยก็ต้องรู้จุดตาย... หากข้ารู้ได้ทั้งสิ้นหวังจะชนะก็ไม่ยากเย็น หากรู้แค่ครึ่งการเตรียมการก็ต้องกระทำมากกว่าเดิม หากมิรู้เลย... การเตรียมการต้องสูงสุด...”

“เท่านั้นหรือ...” อาจารย์ฉีมองร่างเด็กหนุ่มกวาดฟืนไปพ้น แล้วเอาก้อนไม้ใหม่มาวางอีก

“มิได้ท่านอาจารย์ข้าจำต้องทราบสิ่งเดียวกันในฝ่ายเราด้วย... หากแม้ไม่รู้ การเตรียมตัวจะเป็นเช่นไรก็เปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง” กวนฉีหลินตอบอีกก่อนจะเงื้อขวาน

แต่หากเขาก็เปลี่ยนท่าทางอย่างว่องไว จับกระชับขวานมั่น

ดาบรูปร่างเรียวมิได้เป็นสีดังโลหะทั่วไป แต่ดูราวกับเป็นเงินบริสุทธิ์เสียมากกว่าโลหะธรรมดา มันทะยานมาในกระบวนท่าที่มุ่งหมายโจมตี

กวนฉีหลินปัดป้องด้วยขวาน แต่เขาก็ยังต้องหลบรัศมีดาบที่ติดตามมาด้วย แล้วเมื่อผู้เข้าฝาดฟันพลิกแพลงกระบวนท่า เขาก็หันเหเข้ามาต้านรับอย่างว่องไว

สองคู่ต่อกรกระโดดไปสู่พื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งโล่ง ประฝีมือกันด้วยเพลงดาบเดียวกัน การปะทะกันของดาบกับขวานหนักเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ไม่ช้าขวานก็ไม่อาจทานทั้งพลังที่โจมตีเข้าหา และพลังที่บังคับมันให้ฟาดฟันกลับ กระทั้งมันหักสะบั้น

ดาบนั้นยังไม่ได้หยุด กวัดแกว่งเป็นรูปกรงจักร แล้วหวดฟาดลงมา

จักรปราบมาร... กระแสดาบพุ่งไปดังจานจักร ทะยานเข้าใส่กวนฉีหลิน

เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นจึงผนึกกำลังปราณ ส่งกำลังที่เท้าทั้งสองแล้วขยับเคลื่อนออกไป

จักรที่มองเห็นจากอากาศที่บิดเบี้ยวหันเหไปตามการเคลื่อนไหวที่ว่องไว แล้วเมื่อร่างนั้นกระโดดขึ้นสูง ผู้กำกับจักรคมอากาศก็กำหนดให้มันเคลื่อนตามขึ้นไปในแนวดิ่ง

เด็กหนุ่มผนึกปราณร้อยเย็นประสาน สะบัดฟาดฝ่ามือออกไป

ลมปราณไร้ธาตุฟาดออกไปกึกก้อง ปะทะเข้ากับกงจักรที่เกิดจากลมปราณแรงกล้าส่งแรงปะทะออกเป็นวงกว้าง

ชายชราลดกระบวนท่าแล้วหัวเราะออกมาอย่างชมชอบใจ

กวนฉีหลินลงพื้นอย่างนิ่มนวลแล้ววิ่งไปหาอาจารย์ยี่จินไฮ้

“ท่านอาจารย์ยี่” เขาขานเรียกอย่างดีใจ

 

ดาบปราบอสุรกาย

“นี่ คือดาบปราบอสุรกาย... ในอดีต เป็นของเทวะดาบ หงหานเอ้อ เล่ากันว่ามันไม่ได้เกิดบนแผ่นดินโลก แต่มาจากสวรรค์” อาจารย์ยี่จินไฮ้เล่า

ฉีหลินน้อยชมดูดาบที่ทอดสงบบนโต๊ะไม้ไผ่ มันดาบคมเดียวใบดาบตรงกว้างราวสามนิ้วยาวราวสี่เชี๊ยะ ปลายตัดเฉียงเป็นคม ไม่มีโกร่งดาบ ด้ามจับเป็นเนื้อเดียวกับดาบเป็นแท่งกลมหนาราวหนึ่งนิ้วยาวหนึ่งเชี้ยะครึ่ง ขีดลายตารางเล็กไว้กันลื่น   ดาบเล่มนี้ไม่ลวดลายใดๆ ไม่มีลักษณะเด่นอะไรนอกเสียจากสีของมัน ที่เป็นสีเงินสุกใส วาวจนเกือบขาว

จากที่ชมดูใบดาบไม่ร่องรอยขีดข่วนใดๆ ไม่เคยมีร่องรอบลับหรือแม้แต่รอยการตีคล้ายมันได้ได้ถูกตีขึ้นดังดาบทั่วไป

“มันทำจากโลหะใดหรืออาจารย์” กวนฉีหลินถาม

“ข้าก็ไม่รู้... ไม่มีผู้ใดรู้ แม้แต่เจ้าของเดิมก็ไม่รู้ จึงพากันเชื่อว่ามาจากฟากฟ้า” ยี่จินไฮ้ตอบ

“ข้าขอลองถือดูได้หรือไม่ท่านอาจารย์” กวนฉีหลินทำตาออดอ้อน

ยี่จินไฮ้แย้มรอยยิ้ม

“ข้าเดินทางไกลหลายพันลี้เพื่อกลับไปเอามาจากหมื่นบุพผา ก็เพื่อมอบมันแก่เจ้า”

ฉีหลินน้อยทำหน้าตื่นใจ

“จริงหรืออาจารย์”

ยี่จินไฮ้พยักหน้า

“ลองถือดูเสียสิว่าเหมาะมือหรือไม่”

กวนฉีหลิน คว้าดาบจากโต๊ะไม้ไผ่ที่กลางแจ้งหน้ากระท่อม แล้วเดินไปออกไปยังที่โล่งแล้วกวัดแกว่ง จากนั้นก็ร่ายรำเพลงดาบมารปราบไตรภพที่เป็นหนึ่งใจชุดวิชาที่ตนเล่าเรียนจาก อาจารย์ยี่จินไฮ้

“เหมาะยิ่ง เหมาะยิ่ง” ฉีหลินน้อยหัวเราะร่า

“ขอบคุณอาจารย์” กวนฉีหลินพาดาบกลับมาคุกเข่ายิ้มแป้น

ยี่จินไฮ้มองรอยยิ้มของศิษย์รัก แล้วก็ถอนใจ

“ฉีหลิน... นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้แก่เจ้าก่อนที่เราจะต้องจากกัน”

กวนฉีหลินหุบร้อยยิ้ม

“ท่านพูดอะไร... ท่านอาจารย์จะไล่ฉีหลินไปเสียแล้วหรือ”

สองอาจารย์มองหน้ากัน

“ฉีหลิน เอ้ย... บัดนี้เจ้าเข้าใจตำรับพิชัยยุทธ์ทุกขนาน ตำราปราชญ์ทุกเล่ม... ข้าหาได้มีวิชาอันใดจะสอนสั่งเจ้าแล้ว” อาจารย์ฉีกล่าวก่อน เมื่อท่านเอื้อมมือมา เขาก็รีบเข้าไปหาคุกเข่าแล้วเกาะที่เข่าของผู้เป็นอาจารย์

“มิได้มิได้... แล้วผู้ใดจะปรนนิบัติอาจารย์ยามเช้าใครจักเก็บน้ำค้างมาชงชาน้ำค้างหยกแก่ท่านเล่าอาจารย์” กวนฉีหลินอ้อน

อาจารย์ฉีจึงลูบหัว

“อาจารย์ไม่ต้องดื่มชาน้ำค้างหยกก็ได้... แต่เจ้าสำเร็จวิชาของข้าทั้งสิ้นแล้ว... ถึงเวลาที่เจ้าจักต้องไปแล้ว”

ยี่จินไฮ้มองหน้าศิษย์น้อย แม้มันจะซุกซนไปบ้างตามภาษา แต่ก็ถือว่าน่ารักและช่างประจบเอาใจ

“เจ้าฉีหลิน... อาจารย์เช่นกัน... บัดนี้เจ้าได้เรียนรู้วิชาทั้งสิ้นที่ข้ารู้ ทั้งยุทธ์และวิชาแพทย์ ข้าไม่มีอันใดจะสอนเจ้าได้อีก... นี่ประการหนึ่ง ประการสองคือเจ้าได้เวลากลับไปหาบิดาและมารดาของเจ้าแล้ว เจ้าไม่คิดถึงพวกท่านดอกหรือ”

ฉีหลินน้อยหันมาเกาะเข่าอาจารย์ยี่

“แต่ผู้ใดจะบีบนวดให้ท่านก่อนนอน และผู้ใดจะเตรียมน้ำร้อนไว้ให้ท่านล้างหน้าได้พอเหมาะเช่นข้า”

สองอาจารย์มองหน้ากัน

“ฉีหลิน เอ้ย... เจ้าอย่าได้ออดอ้อนพวกเรานักเลย... บัดนี้เจ้าอายุสิบแปดปี... ข้าได้สัญญากับบิดาเจ้าว่าจะถ่ายทอดสรรพวิชชาแก่เจ้าเป็นเวลาสิบปีแล้วจะให้ กลับไป สิบปีมาถึงเร็วดังความฝัน มีพบก็ต้องจากเป็นธรรมดา เจ้าจงคำข้าไว้” อาจารย์ยี่จินไฮ้ลูบหัวหนุ่มน้อยอย่างเมตตา

“สำนักของเราไม่นิยมการโอ้อวดวิชา... วิทยายุทธ์ทั้งหลายที่เจ้าได้เรียนรู้ไป ห้ามนำไปใช้เพื่อต่อสู้เพื่อช่วงชิงชื่อเสียงในยุทธจักร แต่ให้ไว้ป้องกันตนเองและช่วยเหลือผู้อ่อนแอ เข้าใจหรือไม่”

กวนฉีหลินถอยออกไปในถ้าคุกเข่า

“ศิษย์ฉีหลินจะจำคำสอนของอาจารย์ยี่ไว้จงหนัก”

อาจารย์ฉียิ้มเมตตาแล้วกล่าวบ้าง

“ส่วนข้า วิทยาการที่ข้าสอนเจ้าไป จงใช้เพื่อการดี ห้ามเอาไปใช้ประทุษร้ายให้ชาวประชาได้ยาก... ภายหน้า หากเจ้าได้รับใช้บ้านเมือง จงมั่นในคุณธรรม ถือสามสิ่งไว้มั่นนั่นคือ ความดี ความจริง และความซื่อสัตย์ สิ่งนี้คือหัวใจแห่งคนดีเข้าใจหรือไม่”

กวนฉีหลิน แม้ตนเองจะทราบว่าวันหนึ่งเขาก็ต้องจากสองอาจารย์ แต่กระนั้นเมื่อโมงยามดังว่ามาถึง เขาก็อดจะเศร้าใจไม่ได้ หากกระนั้น นี่ก็คือสิ่งที่จำเป็นดังอาจารย์ว่า เขาจึงวางดาบลงข้างกาย แล้วโขกศีรษะสามครั้ง

“ฉีหลินขอขอบพระคุณในความเมตตาของอาจารย์ทั้งสองที่เลี้ยงดูและสอนสั่ง คำสั่งของสองอาจารย์นั้น ศิษย์จะจำไว้จนวันตาย”

 

หากแม้กวนฉีหลินจะใช้วิทยายุทธ์ที่เขาร่ำเรียนมาในการเดินทาง คงไม่เกินครึ่งเดือนก็ถึงบ้าน แต่เขากลับค่อยๆเดินไปอย่างบันเทิงใจเพื่อกลับไปยังบ้านเกิดที่ภาคใต้ ทั้งยังเลือกเดินทางอ้อมที่ต้องผ่านเมืองไปมากมาย

เขาพึ่งจะได้ใช้เงินที่บิดาได้มอบเอาไว้ ที่ผ่านมาแม้ต้องเดินทางไปทั่วติดตามอาจารย์ทั้งสองที่ต่างชมชอบการเดินทาง แต่ฉีหลินไม่เคยต้องใช้เงินเลยแม้แต่แดงเดียว ซ้ำอาจารย์ยี่ยังสอนให้เขารู้จักสมุนไพรมีราคา พวกเขาเก็บสมุนไพรชั้นดีไปขายให้กับร้านยาในเมืองใหญ่ๆตามรายทางได้อัฐิมากพอใช้ค่าใช้จ่าย แต่พวกเขาก็ไม่ใช้อัฐิเบี้ยมากนักเพราะอาจารย์ทั้งสองไม่ได้ชมขอบการอาศัยตามโรงเตี้ยม แต่เลือกเอาบ้านร้าง โรงนาร้าง หรือไม่ก็วัดร้างเป็นที่พำนัก หากแม้ที่ใดเหมาะกับการอาศัยก็จะอาศัยนานหน่อย หากแม้ที่ใดไม่น่าอยู่ก็จะเลยผ่านไมในชั่วไม่กี่วัน

ฉีหลินนิยมการจดบันทึก เขานับระยะทางที่ติดตามอาจารย์ทั้งสองไปทั่วก็ราวสองหมื่นลี้...

วันนี้เขามานึกสนุกอยากมานั่งเหลาที่ใหญ่ในเมืองหลักของแคว้นหลู สั่งอาหารมาชุดหนึ่ง ก็นึกถึงอาจารย์... อาจารย์ฉีชอบซาลาเปาไส้เนื้อมาก... แต่ท่านว่ามันแพง จึงไม่ค่อยได้กิน... ส่วนหมี่เปล่านั้นอาจารย์ยี่ก็ชอบมากเช่นกัน...

ป่านนี้สองอาจารย์จะเป็นอย่างไร... เขาเดินทางมาได้ร่วมสิบวันแล้ว ท่านทั้งสองจะโต้เถียงกันอยู่หรือไม่... หากไม่เขาแล้วสองอาจารย์จะประมือกันหรือเปล่า... อาจารย์ฉีผิวเผินแลเห็นเป็นหนอนหนังสือ แต่มีฝีมือร้ายกาจใช่น้อย ไม่อย่างนั้นจะพเนจรไปทั่วได้หลายสิบปีหรือ  แต่คงไม่เป็นไร เพราะอย่างไรท่านทั้งสองก็ประมือกันแค่พอประมาณ ต่างฝ่ายก็เป็นเพื่อนกันมายาวนาน

“อาจารย์วันนี้ข้ากินเผื่อท่าน” กวนฉีหลินออกปากก่อนจะงับซาลาเปาอุ่นควันฉุยคำโต

“ยอดเยี่ยม... พี่เสี้ยวเอ่อ... อาหารของพวกท่านช่างอร่อยนัก” กวนฉีหลินหันไปกล่าวแก่เสี่ยวเอ่อที่ผ่านมาพอดี

“แน่นอนร้านข้าเป็นร้านดังในเมืองนี้ แม้หลูฮวงยังทรงเสด็จมาเสวยร้านข้าบ่อยๆ หรือไม่ก็ให้ไปส่งที่ตำหนัก”

“หลูฮวง” ฉีหลินทวนคำ แล้วกัดซาลาเปาอีกคำ

“ใช่ หลูฮวง หลีหลงฉี... พระโอรสสามในต้าเว่ยฮวง ท่านไม่รู้จักหรือ” เสี้ยวเอ่อช่างเจรจายินดีจะเล่า เพราะว่างงานพอดี

 

กวนฉีหลินเดินชมตลาดในเมืองด้วยความเพลิดเพลิน พอตลาดวายก็เดินกลับมาโรงเตี้ยม เป็นเสี่ยวเอ่อยกกล่องไม้หลายกล่องเทินขึ้นหัว จึงรีบเข้าช่วย

“พี่เสี่ยวเอ่อ.. ข้าช่วยดีหรือไม่”

เสี่ยวเอ่อวัยหนุ่มหันมา

“อ้อคุณชาย ไม่ต้องหรอก... มันหนักมากนะ”

“ก็เพราะหนักมากอย่างไร ข้าจึงปรารถนาจะช่วยท่าน” กวนฉีหลินจึงเข้าไป

 

หลูฮวง

สตรีวัยราวสามสิบปลายๆกำลังตรวจนับจำนวนซาลาเปาไส้เนื้อในกล่องไม้อย่างถ้วนถี่นางเลือกเอาลูกงามๆมาสามใบ ใส่จานไว้ต่างหาก

“สามใบนี้เก็บไว้ถวายพระชายาต่างหาก” นางหันไปสั่งกับหญิงสาววัยเยาว์กว่า

“ส่วนตรงนี้... รบกวนน้องชายทั้งสองยกเข้าไปด้านในได้หรือไม่ ด้วยตอนนี้คนงานของเรากำลังวุ่นวาย”กันเสียจนไม่สามารถแบ่งมาได้เลย”

หญิงสาวกล่าวแก่ทั้งสองคนที่มาส่งซาลาเปา

 

หลูฮวงปลีกพระองค์ออกมาจากที่ประชุมระหว่างขุนนางประชำเมืองหลู กับคณะผู้ตรวจราชการจากเมืองหลู ฝ่ายหนึ่งก็ตั้งมั่นจะจับผิด อีกฝ่ายนั้นก็ตั้งท่าจะปกป้องผลงาน ท่านอ้วงเมื่อทรงรับฟังแล้วก็รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่ง... เถียงอะไรกันเป็นสาระไม่ได้ นอกเสียจากต่างคนต่างจะเอาชนะคะคานกัน

เมื่อทรงพระบังคลเบาแล้ว ก็เสด็จไถลเสียจากห้องประขุมไปตามทางลาดไปยังสวนของพระตำหนัก ทอดพระเนตรดอกไม้ดอกหญ้าเสียให้สบายพระหทัยก่อน

ระหว่างนั้นก็มีนางกำนัลเชิญเครื่องสำรับผ่านมา หยุดถวายบังคม  หลูฮวงจึงทรงถามด้วยอยากรู้

“นั่นอะไร”

“ซาลาเปาไส้เนื้อเพค่ะ หัวหน้านางกำนัลเป้ยฮัวให้พวกข้าพระองค์นำไปถวายพระชายาและพระสนม” นางกำนัลตอบ แล้วเปิดฝาสำรับให้ทอดพระเนตร

“ข้ามีชายาหนึ่งสนมสอง... สนมคนหนึ่งไม่กินเนื้อ... พวกเจ้าจัดมาเกินหนึ่งใบ ดังนี้ ใบนี้จึงเป็นของข้า” ท่านอ้วงมีดำรัสแล้วเอื้อมพระหัตถ์หยิบมา

“ถ้าพวกนางถาม ก็บอกว่าข้าได้เก็บภาษีไปแล้วหนึ่งใบ”

 

เมื่อวางกล่องไม้ทั้งสิ้นลงตรงโต๊ะภายในห้องที่ได้รับการชี้ทางจากทหารยามแล้ว ทั้งสองก็พากันออกมา

“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ.. วันนี้เหลือข้าเพียงคนเดียว คนอื่นไม่ว่างเลยเพราะเรามีแขกมาก ทั้งจวนฮวงก็แจ้งไปกระชั้นชิดนัก” เสี่ยวเอ่อกล่าวแก่หนุ่มน้อยด้วยรอยยิ้ม

กวนฉีหลินคิดจะตอบว่าไม่เป็นไร หากแต่ระหว่างนั้นมีชายผู้หนึ่งเดินผ่านพวกเขาไปในลักษณะสวนทาง

จมูกฉีหลินคุ้นเคยกลิ่นยาสารพัด เพราะท่านอาจารย์สอนสั่งวิทยาการแพทย์แก่เขา  แม้ไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญแต่ก็พอจะเอาตัวรอดได้...

เขาหยุดเท้าทันใด

“มีอะไรหรือคุณชาย” เสี่ยวเอ่อถาม

ฉีหลินแสร้งทำเป็นค้นหาตามร่างกาย

“แย่หละข้าทำป้ายหยกหล่นหาย น่าจะเป็นตอนวางซาลาเปาเป็นแน่แท้”

 

เมื่อเปิดฝากล้องไม้แล้ว ก็เอาห่อยาที่พกติดตัวมาคลี่ออก จากนั้นก็โปรยลงเหนือซาลาเปาให้ทั่ว ชายหนุ่มแย้มรอยยิ้ม นึกชอบใจที่สามารถทำการได้สำเร็จ

“พี่ชายท่านทำอะไร” กวนฉีหลินรีบสำแดงตัว ด้วยพิษที่โปรยลงไปนั้นใครได้กินต้องสิ้นชีวิต

ชายผู้นั้นตกใจรีบซุกซ่อนห่อยาไว้ข้างหลัง

“อะไรกันหรือ” หัวหน้านางกำนัลที่เข้ามาพร้อมกับนางกำนัลอีกสองนางถามขึ้น

“ข้าเห็นพี่ชายท่านนี้โรยผงพิษต้นยี่โถลงไปที่ซาลาเปา” กวนฉีหลินตอบตามความจริง

“เหลวไหล” ชายผู้นั้นตวาด

“ข้าเพียงผ่านมา เห็นลังอะไรตั้งอยู่จึงคิดจะเปิดดู”

กวนฉีหลินเห็นการขยับของร่างกาย เขาคาดเดาว่าชายคนนี้จักทิ้งห่อยาที่ซุกซ่อนไปไว้เป็นแน่ เขาจึงก้าวเข้าไปด้วยท่าร้อยร่างพันเงา คว้าจับชายหนุ่มเอาไว้แล้วบิดแขนมาพาดหลังอย่างรวดเร็ว

“นี่อย่างไรห่อยา..”

หัวหน้านางกำนัลยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเชื่อถือผู้ใด จึงร้องเรียกทหาร

 

กลับเข้ามาในที่ประชุม ที่สุดท่านอ้วงทรงทนฟังการสาธยายของเหล่าคณะผู้แทนจากเมืองหลวงจนจบ

ครั้งเมื่อการประชุมจบ บรรดานางกำนัลก็ยกเอาสำรับอาหารเลี้ยงออกมา

ทรงแปลกพระหทัยที่สิ่งที่นำมาเลี้ยงกลับมิใช่ซาลาเปาไส้เนื้อที่ทรงมีรับสั่งให้ใช้เลี้ยงแขก กลับเป็นของทอดหน้าตาน่ารับประทานที่ไม่พ้นคงทำเองภายใน

หัวหน้าองค์รักษ์กลับเข้ามาภายในโถงท้อพระโรงที่ประชุม หลังจากหายไปนาน

“นี่มันอะไรพี่จ้วน... เหตุใดจึงไม่นำซาลาเปามาเลี้ยงดูแขกเล่า” ท่านอ้วงมีรับสั่งแผ่วเบาต่อบริวารคนสนิท

จ้วนจิ้นจึงตอบ

“เดี๋ยวข้าพระองค์จักถวายรายงานโดยละเอียด”

 

ศพที่นอนบนพื้นมีร่องรอยการสำรอกและยังสิ่งกลิ่นหืนเหียนจนเมื่อท่านอ้วงเสด็จ เข้าไปทอดพระเนตรใกล้ๆต้องปิดพระนาสิกเสียด้วยผ้าซับพระพักตร์

จ้วนจิ้นให้สัญญาณทหารให้ยกศพออกไป แล้วหันมาเดินตามนายเหนือหัวซึ่งเสด็จกลับมานั่ง

“เป็นการอุกอาจนัก... นี่คงยังไม่ได้สอบสวนกระไร มันก็คงกัดยาพิษที่ซุกซ่อนไว้ปลิดชีพตัวเองใช่หรือไม่”

จ้วนจิ้นพยักหน้า

“พะยะค่ะ ดูแล้วน่าจะเป็นนักฆ่า แฝงมากับขบวนของผู้ตรวจราชการ ข้าให้ท่านหมอดูยาแล้ว... ท่านหมอบอกว่าแม้ปริมาณยาจะไม่พอจะฆ่า แต่ก็ทำให้บาดเจ็บสาหัสได้...”

ท่านอ้วงมุนพระโขนง

“เห็นทีความมุ่งหมาย คือทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเรากับราชสำนักเป็นแน่... ข้าว่านี่คงเป็นแผนการของพวกเดิมที่เคยหมายสังหารข้ามาก่อนเมื่อสามปีที่แล้ว” ทรงคาดคะเน จากนั้นจึงดำรัสถาม

“แล้วเหตุใดจึงทราบว่ามีการวางยาพิษ”

หัวหน้าองค์รักษ์ไม่ทราบการนี้ เนื่องจากตอนเกิดเรื่อง เขาจำเป็นต้องเฝ้าระวังรอบบริเวณท้องพระโรง จึงให้นายกองที่วางใจได้ไปตรวจสอบ

นายกองผู้นั้นรั้งรออยู่ในที่นั้นเพราะทราบว่าจักต้องถวายรายงาน

“เป็นคนจากร้านขายซาลาเปาพะยะค่ะ หนุ่มน้อยผู้นั้นบอกว่าย้อนกลับมาค้นหาแผ่นป้ายหยกที่สูญหาย จึงบังเอิญได้เห็นพฤติการณ์ แล้วเข้าขัดขวางด้วยเกรงจะเสื่อมเสียถึงร้านของเขา ข้าสอบปากคำแล้วไม่พบข้อสงสัยจึงได้ปล่อยตัวกลับไปแล้ว”

“แล้วเจ้าได้สอบถามนามหรือไม่” จ้วนจิ้นถามต่อ

“เขาแจ้งว่า... เป็นชาวเมืองเซิงโจ่ว... อายุสิบแปดปี แซ่กวน ชื่อฉีหลิน” นายกองตอบ

พลันท่านอ้วงผุดลุก แล้วก้าวฉับไวมาจับกายนายกอง

“จริงหรือ... กวนฉีหลินใช่หรือไม่ที่เจ้าบอกเมื่อครู่”

 

“เขาบอกว่าต้องเร่งเดินทางกลับบ้าน แต่ได้แจ้งเส้นทางเอาไว้ด้วย เขาว่าจะเดินทางไปเมืองเตอเป้าแล้วโดยสารเรือล่องคลองต้าหยุนไปยังเซิงโจ่ว” เสี่ยวเอ่อคนที่เป็นผู้ไปยังจวนตอบต่อชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งแต่กายภูมิฐานแต่สวมหมวกคลุมปิดบังใบหน้าไว้ตลอด

ชายคนที่สอบถามหันมองชายสวมหมวกปีกกว้าง ชายคนสวมหมวกโบกมือแล้วลุกขึ้น ก่อนจะเดินออกไป ชายคนทีสอบถามจึงยัดเบี้ยอัฐิใส่มือของเสี่ยวเอ่อแล้วเดินออกตามไป

 

“เราจักไม่ตามหรือพะยะค่ะ” จ้วนจิ้นถามต่อท่านอ้วง

“ไม่หรอกพี่จ้วน” ท่านอ้วงหนุ่มมีพระดำรัสตอบ แล้วมองไปยังถนนที่ทอดตรงไป

“น้องฉีหลินมีวิชาตัวเบาลึกล้ำ ดีไม่ดีอาจถึงเมืองเตอเป้าแล้วลงเรือไปเสียก่อนหน้านี้...” แล้วก็ถอนลมหายใจ

“นี่ข้าจักต้องเป็นหนี้เจ้าเพิ่มอีกสักเท่าไหร่ จึงจักได้ทดแทน... น้องฉีหลิน พี่หลีคิดถึงเจ้ายิ่งนักแล้ว”

 

ยงหลีต้า

เมื่อชมดูลำคลองต้าหยุนเหอ ที่ทอดเรียบผ่านเมืองน้อยใหญ่และชนบท... นึกไปก็ให้รำลึกบทประวัติศาสตร์เรื่องต้นราชวงศ์  พระเจ้าหยางตี้แห่งสุ่ย ราชวงศ์เดิม เป็นผู้ดำริให้สร้าง แต่มันกลายเป็นชนวนมรณะที่ทำให้ราชวงศ์สุ่ยสั้นเพียงสองรัชกาล

ข้อกล่าวหามากมายเรื่องความทารุณโหดร้ายของการก่อสร้าง ไปสำทับกับความบกพร่องมากมายภายในราชสำนัก  พระเจ้าหยางตี้ ไม่ได้ดุจพระราชบิดาพระเจ้าเหรินตี้ ความภักดีขุนนางก็ผิดแผกกัน... ที่สุดแล้วพระองค์ก็ถูกโค่นล้ม ราชวงศ์สุ่ยที่ผนึกแผ่นดินจากยุคเข็ญก็ล้มลงสู่ดิน...

ว่ากันว่าลำคลองนี้คำลำน้ำสีเลือด... สำหรับคนมากมายมันคืออนุสาวรีย์แก่ผู้สิ้นชีพไปในการก่อสร้าง แต่สำหรับฉีหลินเขามองอีกแง่มุม

แผ่นดินด้านใต้นั้นอุดม ภูมิอากาศเหมาะสมทำการเกษตร ดังนั้นพืชพรรณจึงอุดม... พระเจ้าหยางตี้อาจบริหารราชกิจผิดพลาดหลายอย่าง แต่ไม่ใช่ดำริของต้าหยุนเหอ... ลำแม่น้ำนี้เชื่อมต่อมหานทีหวงเหอแห่งภาคเหนือกับฉางเชียงแห่งภาคใต้ ดังนั้นการลำเลียงพืชผลจากภาคใต้สูงภาคเหนือที่มักจะประสบปัญหามากมายในการ เพาะปลูกจึงทำได้อย่างสะดวกมาขึ้น

ธาราสายโลหิต จึงมีนัยยะอีกความหมายสำหรับฉีหลินน้อย... มันคือธาราเส้นโลหิตที่จักหล่อเลี้ยงราชอาณาจักรนี้ต่อไป... อาจหลายร้อยหรือพันปี... ต้าหยุนนี้จะต้องสำคัญยิ่งยวดในการเป็นเส้นทางคมนาคมแก่ชาวประชา...

ฉีหลินหันกลับมาจากทิวทัศน์สองข้าทาง เห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งนั่งพิงกองกระสอบข้าวสารของผู้โดยสารอื่น

“ดูท่าท่านจะเมาเรือ...” เขานั่งลงเคียงข้าง

“ใช่แล้ว..อุ๊บ..” หนุ่มน้อยผู้มีหน้าตายังเยาว์ คงรุ่นราวเท่ากับเขา  พอพูดแล้วพาลจะอาเจียนด้วยความคลื่นเหียน...

กวนฉีหลินมองพินิจแล้วกล่าวเสนอ

“หากข้าจะช่วย ไม่ทราบว่าสหายจะยินยอมหรือไม่”

หนุ่มน้อยหันมองหน้าเขา

“ทำการใดเล่า”

กวนฉีหลินออกมือฉับไว ดัชนีของเขาจี้ไปที่หลังคอสองครั้งติดต่อกัน

 

เมื่อแนะนำตัวแก่กันแล้วทำให้ฉีหลินทราบว่า หนุ่มน้อยผู้นี้นามว่ายงหลีต้าเป็นชาวตำบลหางเมืองจูยีบิดาเป็นพ่อค้าวานิช  คล้ายกับกวนฉีหลินที่เดินทางไปศึกษาวิทยาการจากอาจารย์ที่เมืองหลวงตั้งแต่สิบสามปี จบการศึกษาจะเดินทางกลับบ้านที่เมืองจูยีที่อยู่ริมคลองต้าหยุน

ทั้งสองสนทนากันด้วยเรื่องราวตำรับตำรา ก็ถูกคอนักจนสนทนากันเสียจนยงหลีต้าหลงลืมอาการเมาเรือ  ครั้งเรือถึงจุดพัก ทั้งสองก็ชวนกันขึ้นจากเรือไปชมตลาด

“เป็นหนี้ไม่จ่ายได้หรือ... ข้าผัดผ่อนให้หลายครั้งแล้ว เอาลูกสาวเจ้ามากับข้า..” เสียงดังเอะอะจากด้านหนึ่ง

กวนฉีหลินสงสัยจึงเดินไปดู ยงหลีต้าก็เช่นกัน

“ท่านหาน... ข้าขอผัดผ่อนไปอีกสักงวดเถอะ... ลูกสาวข้าอายุยังน้อย... ขอท่านละเว้น” ชายร่างผอมเกร็งกล่าวทั้งก้มกราบ

“ไม่ได้... ข้าไม่ได้ปล่อยเงินกู้เอาบุญ... เป็นหนี้ก็ต้องชดใช้... เมื่อเจ้าจ่ายไม่ได้ ก็ต้องเอาสมบัติไป...” ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านหานเชิดหน้า

“ท่านพ่อ” เด็กหญิงวัยราวเจ็ดแปดขวบยื่นมือไขว้คว้า เพราะเธอถูกจับเอาไว้ด้วยแขนของชายฉกรรจ์ร่างใหญ่

“อาหลิง...” บิดาจะเข้ามา แต่ชายอีกคนที่มาด้วยกันเข้ามาผลักออกไป

“ท่านพ่อช่วยข้าด้วย” เด็กสาวร่ำร้อง

“ไป” ท่านหานสั่ง แล้วผินหลังเดิน

ชายร่างใหญ่ยกร่างเด็กหญิงจนลอยแล้วพาดใส่ไหล่ใหญ่เขื่องของตนแล้วเดินไปราวกับเด็กสาวไม่มีน้ำหนัก

“อาหลิง” ผู้บิดารีบติดตาม แต่กลับถูกถีบอย่างแรงจนล้มหงายด้วยเท้าของชายอีกคน

“ประเดี๋ยวก่อนท่านหาน” เสียงขัดหยุดฉากอันอาดูลย์เอาไว้

“ข้าขอถาม... ไม่ทราบว่าท่านลุงท่านนี้เป็นหนี้ท่านเท่าไหร่”

หานซื่อ นายเงินหน้าเลือดแห่งเมืองหันมา เห็นเป็นเด็กหนุ่มวัยราวสิบแปดสิบเก้าสองคน คนหนึ่งประสานมือค้อมกายกล่าวแก่เขาอย่างสุภาพ อีกคนเข้าไปประคองชายวัยกลางคนที่ล้มอยู่

“เจ้าจะใช้แทนหรืออย่างไร” หานซื่อถามกลับ

“หากไม่มากไป ข้าจะขอชดใช้แทน... แต่หากไม่มีอัฐิเพียงพอ ข้าจักขอจ่ายแค่ส่วนหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาคืนวันข้างหน้า แต่ขอท่านปล่อยเด็กน้อยไป” เด็กหนุ่มตอบด้วยกิริยาสุภาพ

หานซื่อมองประเมินเด็กหนุ่ม... การแต่งกายก็ธรรมดาสามัญ แม้จะมีวาจาที่ฟังดูรื่นหูมีการศึกษา แต่ทว่า... จะไว้ให้หานซื่อผู้ถือคำว่าคนคดเป็นคำชม ดังนั้นจะให้เชื่อถือนั้น..

“ไร้สาระ... หากเจ้าคิดจะไถ่นางคนนี้... ก็เอาเงินมาชำระเสียเต็มจำนวนห้าสิบตำลึง”

หนุ่มน้อยตกใจกับจำนวนเงิน หันไปมองชายวัยกลางคนคราหนึ่ง

“ข้าไม่ได้ยืมมากขนาดนั้น เหตุใดจึงเป็นห้าสิบตำลึง ข้ายืมเจ้าไปเพียงสิบตำลึง” บิดาของเด็กน้อยร้องออกไป

“แล้วมิต้องคิดถึงดอกเบี้ยหรือกระไร... ทบดอกทบต้น ห้าสิบตำลึงนั้นถูกต้องแล้ว” หานซื่อตอบลอยหน้า

หากบัดดลนั้น... ร่างของหานซื่อก็ล้มคะมำไป แล้วปรากฏกายหนุ่มรุ่นกระโดดลงมาจากด้านบน

ชายกำยำอีกคนเข้าตอบโต้คนที่ทำร้ายนายของตน แต่กลับถูกผู้มาปรากฏตัวตีเสียด้วยกระบี่ที่ไม่ได้ชักออกจากฝักจนล้มคว่ำ

ชายที่แบกเด็กหญิงวางร่างบางน้อยลง เพื่อเข้าเล่นงานคนที่ทำร้ายพวกพ้องของตน  กวนฉีหลินจึงรีบเข้าพาตัวเด็กหญิงมาส่งคืนแก่บิดา

ชายร่างใหญ่ชกหมัด ผิดแผกจากรูปร่างที่หนาใหญ่ ร่างกายใหญ่เคลื่อนได้ว่องไวนัก

ทว่าเด็กหนุ่มกลับหลบหลีกได้ว่องไว้ยิ่งกว่า เขาโจมตีกลับด้วยกระบี่ในฝัก หากชายร่างใหญ่ก็ยังใช้สนับแขนเหล็กรับเอาไว้ แล้วตอบโต้ด้วยการกระแทกหมัดเข้ามาอีก

เด็กหนุ่มในชุดสีฟ้าสดใสหลบว่องไว้ แล้วก็สวนกลับการโจมตีด้วยกระบี่ในฝักจี้กระแทกที่กลางอก แล้วกระแทกพลังปราณส่งร่างนั้นจนลอยละลิ่วไปล้มก้นกระแทก

 

เหลียงเว่ย

“จอมยุทธ์ไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย” หานซื่อคุกเข่าโขกหัวขอชีวิต เมื่อจอมยุทธ์หนุ่มย่างสามขุมเข้ามาหา

จอมยุทธ์หนุ่มน้อยมองหมิ่นหานซื่อ

“เจ้ามันไร้ซึ่งศักดิ์ศรี เสียทีเกิดเป็นชาย... ปล่อยเงินกู้รีดดอกเอากำไร แล้วยังทำร้ายร่างกายคนไร้ทางสู้... หากข้าจะฆ่าคงโลหิตจะแปดเปื้อนกระบี่เป็นมลทิน เอาเถอะข้าจะปล่อยเจ้าให้ได้หายใจไปอีกหลายปีหน่อย แต่ข้าขอค่าไว้ชีวิตเท่ากับ ห้าสิบตำลึง... เป็นข้าไถ่ถอนสัญญาแก่ชายผู้นี้”

แล้วจอมยุทธ์หนุ่มก็สะบัดหน้ากลับมา หากไม่มีผู้ใดนอกเหนือจากหนุ่มน้อยดวงหน้าอ่อนโยนเท่านั้นที่ยืนยิ้มอยู่

“พี่ท่านกล่าวเหมาะสม... เจ้านายเงินหน้าเลือดได้ยินที่พี่ชายสั่งมิใช่หรือ จงรีบไปนำสัญญามาให้ทำลายเสียโดยเร็ว” หนุ่มน้อยเดินเข้ามาเคียงข้างจอมยุทธ์หนุ่ม กล่าวแล้วหันมายิ้มให้แก่จอมยุทธ์หนุ่ม

 

ในเรือที่พึ่งออกจากท่า ชายหนุ่มนั่งกอดกระบี่มอง หนุ่มร่างผอมบางกำลังบันส่วนอาหารให้แก่เด็กหญิง และบิดา

“ข้าไม่เข้าใจ ก็ในเมื่อข้าได้บังคับให้มันทำลายสัญญาเสียแล้ว ทำไมจะต้องพาสองคนนี้มาด้วย”

ชายร่างผอมบางหันมา

“เจ้านี่ไม่รู้อะไร รู้จักแต่ใช้กำลัง... สิ่งที่เจ้าทำนั้นมันผิด เป็นอาญาแผ่นดิน แม้ไอ้นายเงินนั่นจะทำไม่ถูกต้อง แต่สัญญานั้นเป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง แต่ที่เจ้าไปทำร้ายร่างกายของเจ้านายเงินนั้น นี่เป็นอาญาบ้านเมือง... แถมบังคับขู่เข็ญ ประดุจปล้นจี้... ผิดถึงสองสถาน” การตอบโต้นั้นเต็มไปด้วยถ้อยคำของบัณฑิต

“กฎหมายบ้านเมือง... ไร้สาระ... ข้าทำตามหลักคุณธรรม จะผิดกฎหมายก็ช่างประไร” จอมยุทธ์ตอบ

“เอาเถอะๆ จะผิดกฎหมาย ก็ดี ถูกคุณธรรมก็ช่าง... ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถกเถียงกันแล้ว... ด้วยเราได้พาสองคนนี้มาแล้ว” หนุ่มดวงหน้าอ่อนโยนตัดบทโต้เถียง

“ข้านามว่า กวนฉีหลิน กำลังจะกลับบ้านที่เมืองเซิ้งตง ส่วนนี่พี่ยงหลีต้า... ไม่ทราบพี่ชายนามว่าอะไร”

“ข้า แซ่เหลียง ชื่อคำเดียวว่าเว่ย” จอมยุทธหนุ่มตอบ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง

 

“ข้าก็ยังไมเข้าใจอยู่ดีว่าทำไม เจ้าจึงต้องพาเด็กน้อยกับบิดามาด้วยกัน” เหลียงเว่ยกล่าวเมื่อทิ้งกายลงข้าๆกวนฉีหลินที่กำลังชื่นชมทิวทัศน์ที่ข้างเรือ

“พี่เหลียง” ฉีหลินลากเสียงสุภาพ

“ท่านมีวิทยายุทธสูงส่ง ท่านสามารถเล่นงานนายเงินและบริวารของมันได้อย่างราบคาบ... แต่สองพ่อลูกนี้เล่า เมื่อท่านเดินทางออกมาจากเมืองนี้แล้ว... เขาจะทำอย่างไร หากเจ้านายเงินมันพาลูกน้องมาเล่นงานอีก ท่านจะสามารถกลับไปช่วยพวกเขาได้ทันท่วงทีหรือไม่”

 

เหลียงเว่ยนิ่งเงียบไป เขามิทันได้คิดจุดนี้เลย

“เอาเถอะ... ข้ากับท่านยง ตกลงกันแล้วว่าท่านยงจะรับเอาทั้งสองไปทำงานในร้านของบิดาท่านยงที่เมืองจูยี ปัญหานี้หมดไป..” กวนฉีหลินเปลี่ยนเรื่องเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“พี่เหลียงวิทยายุทธ์ลำลึกนัก อายุยังไม่เท่าไหร่แต่เล่นงานศัตรูที่ร้ายกาจได้โดยไม่ต้องชักกระบี่”

เหลียงเว่ยหัวเราะดังหึ

“พวกมันนั้นอ่อนด้อยนัก... ข้าไม่ต้องลงมือหนัก ก็จัดการได้”

กวนฉีหลินพยักหน้าช้าๆ

“แล้วพี่หยางเป็นคนภาคใต้หรืออย่างไรจึงได้เดินทางมาด้วยเรือนี้”

“ไม่ใช่หรอกน้องชาย ข้าเป็นคนซานซี หากข้าเดินทางมานี่เพื่อจุดประสงค์” เหลียงเว่ยกล่าวแล้วชักกระบี่ออกมาชมนิดหนึ่งแล้วกระแทกคืนฟัก

“ข้านั้นมุ่งหมายจะเป็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในแผ่นดิน ข้าจึงเดินทางไปทั่วเพื่อท้าทายยอดจอมยุทธ์ วันหนึ่งข้าได้ยินว่าผู้เฒ่าเมฆขาวยี่จินไฮ้ พำนักอยู่ใกล้เมืองลั่วหยาง จึงได้เดินทางไปท้าประลอง... แต่นี่โมโหนัก ตาเฒ่าประหลาดไม่ยอมต่อสู้กับข้า ซ้ำไล่ข้าไปเอาชนะลูกศิษย์ของเขาให้ได้ก่อน... เขาบอกข้าว่าลูกศิษย์ของเขาเดินทางกลับบ้านที่เซ่งโจว ข้าจึงเดินทางลงใต้เพื่อการนี้”

กวนฉีหลินเบิกตาโตๆ พยายามคงรอยยิ้มไว้แล้วพยักหน้า

“เป็นเช่นนี้ เป็นเช่นนี้เอง...”

 

ยงหลีต้าทอดสายตาออกไปในลำน้ำที่ไหลเอื่อย ยามเช้าเช่นนี้พระอาทิตย์ทอแสงมาช่างอบอุ่น ช่วยขับไล่ความเย็นยะเยือกของราตรีไปได้

“คนเรือบอกว่าอีกไม่เกินเที่ยงวันจะถึงจูยี เหตุใดสหายยงไม่มีท่าทีดีอกดีใจ” กวนฉีหลินกล่าวทั้งส่งยื่นขนมเปี๊ยะที่ซื้อมาจากตลาดที่แวะผ่านทางเมื่อเย็นวาน

หนุ่มหนอนหนังสือหันมาแย้มรอยยิ้มนิดเดียว แล้วมองใบเรือที่ทำจากผ้าฝ้าย ต่อเป็นผืนใหญ่  เรือที่พวกเขาโดยสารเป็นเรือลำน้ำที่มีกระโดงใบเดี่ยว บรรทุกสินค้าและคนเดินทางตามลำน้ำต้าหยุนเหอ

“คิดแล้วก็ให้กลุ้มใจนัก...” ยงหลีต้าถอนหายใจอีกวาระ

“เมื่อกลับไป ท่านพ่อจักต้องจับข้าแต่งงานกับหลานของลุงกงหยางแน่นอน เพราะหมั่นหมายกันมานานนักแล้ว”

“ก็ดีนี่ท่าน... แต่งงานมีครอบครัว... ท่านมีคู่หมายแต่เยาว์ บิดามารดาเป็นธุระจัดหาก็สมควรแล้วนี่” กวนฉีหลินกล่าวตามขนบโบราณมา

“แต่หากข้ามิได้ชอบพอนาง...” ยงหลีต้ามองไปลำน้ำอีก

“เหตุใดเล่า... แม่ของข้าเคยบอกกับพี่ใหญ่ของข้าเรื่องแต่งงานว่า เมื่อครองเรือนด้วยกันก็รักกันไปเอง” กวนฉีหลินกล่าวตามที่ทราบมา

แต่ยงหลีต้าเงียบนิ่ง

“ท่านกวน... เหตุคนเราต้องกระทำการอันใดเพราะมันสมควรเท่านั้นหรือ... เราจักไม่มีสิทธิจะทำตามใจกระนั้นหรือ... ชายคู่หญิงตามขนบ นั้นคือสมบูรณ์พร้อมแล้วหรือ... แล้วความรักของเราเล่าท่านกวน... หากเรารักใครอื่น หากความรักของเราแตกต่างนั้นคือผิดหรือ... หากเรารัก... และต้องการเช่นนั้นมันผิดด้วยหรือ...” ยงหลีต้ากล่าวออกมาเป็นช่วงชุด ด้วยอัดอั้นเสียแน่นอก

กวนฉีหลินไม่สู้จะเข้าใจในเจตนาของการตัดพ้อนั้น...

“หากท่านมิได้ชอบพอ... เหตุใดไม่แจ้งต่อบิดาให้ท่านทราบ และกับทั้งพาผู้ที่ท่านชอบพอมาพบท่าน... หากคุยกันด้วยเหตุผล ข้าว่า ท่านพ่อของท่านก็อาจเข้าใจ”

ยงหลีต้าหันมามองหน้ากวนฉีหลิน หนุ่มที่พึ่งรู้จักคนนี้ แน่ชัดว่ามองโลกอย่างงดงาม และคิดในด้านดีต่อเหตุการณ์เสมอ คำพูดคำจาที่แม้ประกอบด้วยปัญญาก็แสดงถึงความจริงใจ

“สหายกวน... มีบางสิ่งที่บิดาไม่ควรทราบ และข้าไม่ควรบอก... ข้าหวังว่าสักวันในภายหน้า... จะไม่ต้องมีผู้ใดต้องเป็นทุกข์ใจเยี่ยงข้า... ส่วนข้านี้ คงต้องฝืนทำใจทำตามคำบิดา... ด้วยนี่คือปรารถนาของท่าน ในฐานะบุตรก็ควรกระทำไม่ใช่หรือ” ยงหลีต้าตอบ แล้วก็ทอดสายตาไปไกลในทิวทัศน์ ที่เริ่มเจนตาของชายหนุ่มมากขึ้น เพราะบัดนี้เรือใกล้ถึงบ้านเกิดของเขาในไม่ช้าแล้ว...

“ขอบคุณคุณชายทั้งสองที่ช่วยเหลือ” จูฮงผู้บิดากล่าวต่อกวนฉีหลินและเหลียงเว่ย

เหลียงเว่ยคิดมาหลายวันแล้ว จึงรู้สึกกระดากใจจะรับ

“ข้าต้องขออภัยที่เป็นเหตุให้ที่ท่านน้าต้องจากบ้านเกิดเพื่อหนีภัย”

ยงหลีต้าหยุดมือที่กำลังจะยกสัมภาระหันมามอง ไม่คิดว่าคำขออภัยจะออกมาจากปากของเหลียงเว่ยที่ดูแล้วเป็นคนทระนงเย่อหยิ่ง

“สหายยง” กวนฉีหลินกล่าวแก่ยงหลีต้า

“หากแม้มีเรื่องคับอกคับใจ ต้องการพูดสนทนาพูดคุย จูยีกับเซิ้งโถวก็ไม่ได้ห่างไกลกัน ท่านพี่ไปหาข้าได้ที่สำนักคุ้มภัยสกุลกวน ข้ายินดีจะเป็นที่ปรึกษาของท่าน”

ยงหลีต้าพยักหน้า

“แล้วท่านจะไม่เข้าสอบหรือ ปีหน้าจะมีการสอบที่เมืองหลวง หากท่านผ่านการสอบระดับมณฑลไปได้ เราก็จะได้เจอกันอีกในไม่ช้านี้แน่”

กวนฉีหลินทำหน้าคิดอยู่

“ข้ายังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยท่านยง”

 

กวนฉีหลินจากบ้านเกิดมาสิบปีเต็มแล้ว เมื่อเรือเทียบเข้าที่ท่าเรือ เขาก็สัมผัสถึงความอบอุ่นของแผ่นดินที่มักคุ้น ความรู้สึกยินดีทำให้เขาอดยิ้มออกมิได้

“น้องฉีหลิน” เหลียงเว่ยเรียกเขา

“ดีใจนักที่ได้เป็นสหาย แต่ข้าคงจะแยกไปตรงนี้ ด้วยข้ายังมีภารกิจจะตามหาศิษย์ของผู้เฒ่าเมฆขาวให้พบ และท้าประลอง”

กวนฉีหลินกระชับสัมภาระอันประกอบด้วยห่อเสื้อผ้าและดาบปราบอสุรกายที่ห่อไว้ด้วยผ้าขาวอย่างมิดชิดที่พาดไหล่

“พี่เหลียง เหตุใดท่านจึงต้องประลอง... ข้าว่าท่านก็ไม่ต้องเปรียบเทียบตนกับใคร ท่านก็ไม่ต้องต่อสู้ หรือท่านชมชอบอาการบาดเจ็บ การต่อสู้นั้นไม่พ้นจะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บ เคราะห์หามยามร้ายพลาดท่าอาจถึงแก่ชีวิตได้เลยนะท่าน”

เหลียงเว่ยหัวเราะ

“ข้ามีเป้าหมายเป็นหนึ่งในยุทธจักร... หากคิดดังนั้นแล้วจะสามารถต่อสู้ได้อย่างไร”

กวนฉีหลินถอนหายใจ คงไม่สามารถจะเปลี่ยนใจของเหลียงเว่ยได้

“ถ้าเช่นนั้น... ข้าก็คงต้องอวยพรให้พี่ชายมีสุขภาพอนามัยดี จักได้สามารถเอาชนะได้ดังใจหวัง”

 

ผ่านหมู่พระตำหนักอันอลังการ คืออุทยานอันสำราญพระราชหฤทัยแก่บรรดาเชื้อพระวงศ์ หลีหลงฉีไม่ชอบมาที่นี่เท่าใดนัก แม้เขาจะเคยอยู่ในพระราชวังต้าหมิงแห่งนี้

แต่เพราะวันนี้พระบิดาทีรับสั่งให้เขามาพบพระญาติคนสำคัญ องค์หญิงไท่เพ่ง

ตอนที่เข้าไปถึงหอนั่งเล่นบนเกาะกลางสระหยกอันงดงาม พระนางประทับนั่งกึ่งนอนบนเตียงตั่งรับการพัดวีของบรรดานางกำนัล

“ถวายบังคมเสด็จอา” หลีหลงฉีค้อมกาย

เสด็จอาลุกขึ้นอาการเอกเขนก

“ท่านอ้วง... โอ... อาไม่ได้เจอเจ้านานแล้ว ดูหล่อเหล่าขึ้นทุกวัน” องค์หญิงไท่เพ่งยิ้มอย่างยินดี

“เสด็จอายังทรงพระสิริโฉมดุจเดิม” หลีหลงฉีตอบกลับด้วยคำฉลาด

 

เว่ยโฮ่วโฮ่วทรงสดับสิ่งที่รายงานมาแล้วก็ถึงกับกำผ้าซับพระพักตร์แน่น

“คล้ายกับองค์หญิงจะไม่ได้กริมเกรงบารมีพระนางแม้แต่น้อย” เจ้าหลูเวิ่นขุนนางที่ภักดีกับพระนางเว่ย ออกความเห็น

“การที่พระนางกระทำเช่นนี้ เป็นการท้าทายอำนาจข้าอย่างชัดเจน แต่องค์ฮวงตี่เองก็ทรงชอบพระทัยหลานชายคนนี้มาก” เว่ยฮ่วงโฮ่วขบฟันกล่าว

“แต่เราจะทำการใดตอนนี้เห็นไม่ได้...” เจ้าของประโยคนี้ คือองค์หญิงอัลเล่อ พระธิดาในพระนางเว่ย เสด็จเข้ามาภายในที่ประชุมลับของพระมารดา

“ฮวงตี่ทรงเป็นผู้มีรับสั่งให้เรียกตัว ฮวงหลูมาด้วยพระองค์เอง... หากเราทำร้ายเขาตอนนี้ ฮวงตี่จะไม่ทรงพอพระทัยแน่นอน ดังนั้นข้าจึงเห็นว่าเราไม่ควรจะเข้าไปยุ่งกับน้องหลงฉีตอนนี้... เพราะหากเกิดอะไรขึ้นฮวงตี่อาจไม่พอพระทัยได้”

เว่ยฮ่วงโฮ่วมองลูกสาวคนเล็ก ตอนนี้พระนางเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮวงตี่ การที่ทรงมีรับสั่งจึงสมเหตุสมผล

“เอาเถอะ...” เว่ยฮ่วงโฮ่วถอนพระหทัย

“แม่จะปล่อยให้ทั้ง องค์หญิงไท่เพ่ง หลีต้าน และหลีหลงฉีไว้ก่อน... แต่เอาไว้แผนการของเราสำเร็จแล้วเมื่อได้... สามคนนี้จะเป็นคนที่แม่กำจัดเป็นกลุ่มแรก”

 

“ท่านอ้วงทรงคิดเห็นประการใดกับเรื่องที่ฮวงตี่ทรงเรียกท่านอ้วงกลับมาฉางอัน และยังกรณีองค์หญิงทรงเรียกไปเฝ้าที่สระหยกอย่างเปิดเผยเช่นนั้น” เย้าชงมหาเสนาบดีถาม

เขามารอเข้าเฝ้าฮวงหลิงจือ หรือเรียกขานตามตำแหน่งหน้าที่ว่าฮวงหลู เพราะการที่ทรงบัญชาทหารทั้งสิ้นที่เมืองหลู เมืองสำคัญอีกเมืองที่อยู่รายล้อมฉางอัน แม้ต้องมาต้องมารอถึงสามชั่วยามก็ต้องรอ

หลีหลงฉีมองหน้าเสนาบดี การนี้ตอบยากนัก แม้จะไว้วางใจเย้าชงมากพอสมควร แต่ตอนนี้ในวังแบ่งฝักฝ่ายกันจนสลับซับซ้อนไปหมด หลีหลงฉีเองก็ไม่แน่ใจว่าเย้าชงเองนั้นอยู่ฝ่ายไหนกันแน่

“ไม่ต้องทรงตอบก็ได้” มหาเสนาบดีกล่าวออกมาเพราะอ่านสีพระพักตร์แล้วทราบว่าองค์ชายยังไม่ได้วางใจเขาเท่าที่จะมีรับสั่งอย่างเปิดเผย

“แต่ที่ข้าพระบาทมาเฝ้าก็เพื่อแนะนำสองประการ”

ท่านอ้วงหันไปมองหน้าจ้วนจิ้นคนสนิททีหนึ่งก่อน แล้วจึงหันมาหาท่านเสนาบดีที่กำลังยกถ้วยน้ำชาจิบอย่างแช่มช้า

“ประการแรก.. ควรถือโอกาสนี้เข้าถึงบรรดานายทหาร... ด้วยเหตุบรรดานายทหารนั้นอย่างไรเสียก็ไม่พอใจที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของผู้หญิง ดังนั้นการจะป้องกันภัยจากผู้หญิง การผูกมิตรกับทหารหลวงจึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ เพราะคนเหล่านี้มีแนวโน้มจะช่วยเหลือท่านอ้วงมากกว่า”

ท่านเย้าชงวรรคนิดหน่อย

“ประการที่สอง...หาหนทางแทรกแซงคนที่ท่านอ้วงไว้ใจได้เข้าไปในพระราชวังต้าหมิ่ง หนึ่งเพื่อเป็นหูเป็นตา สองเพื่อสามารถใช้ทำการต่างๆเพื่อเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายท่านอ้วง”

หลีหลงฉีนิ่งคิด... คนที่ไว้ใจได้... คนที่สามารถ คนที่ฉลาด... เขานึกถึงน้องฉีหลิน...

“ท่านมหาเสนา... หากข้าจะขอใช้เส้นสายสักคราจะได้หรือไม่... ข้ามีคนผู้หนึ่งอยากจะให้ท่านเสนาพิจารณา เผื่อว่าภายหน้าจะมีประโยชน์ต่อราชสำนัก”

 

กวนฉีหลินกลับมาบ้านได้หลายวันแล้ว ตอนนี้บ้านสกุลต่างพากันตื่นเต้นเป็นการใหญ่กับการกลับของคุณชายน้อย หลังจากทุกคนหายตื่นเต้นกันแล้ว ฉีหลินน้อยจึงได้ผ่อนคลาย วันนี้จึงขอตัวออกมาเดินตลาดกลางเมืองเซิงโจวเสียให้หายคิดถึง แต่กระนั้นก็ยังมีตันส่วน หลานชายของท่านอาตันเว่ยหลิงติดตามออกมา เพราะท่านพ่อของเขามอบหมายให้ตันส่วนคอยเป็นเพื่อนของฉีหลิน

ตันส่วนมีสูงกว่าฉีหลินเล็กน้อย ดวงหน้าคมคายแต่มักมีรอยยิ้มซื่อๆประดับตามอุปนิสัย เขามีอายุน้อยกว่าฉีหลินสองปี  แม้ฉีหลินจะคะยันคะยอให้เรียกว่าพี่ แต่ตันส่วนยังยืนยันจะเรียกเขาว่าคุณชาย

“คุณชาย... ด้านโน้นเหตุจึงมีคนมุงมากมายนัก”

กวนฉีหลินหันไปมองตามที่ตันส่วนชี้มือ วางแผ่นหยกที่พ่อค้าอวดอ้างว่ามาจากแดนไกลทางใต้ที่ชมดู

“อืม... เราเข้าไปดูกันเถอะน้องส่วน”

 

“ศิษย์ผู้เฒ่าเมฆขาว อย่าได้เป็นเต่าหดหัว ข้าเหลียงเว่ยขอท้าเจ้า จงมาประลองกันให้รู้ว่าผู้ใดเป็นหนึ่งในใต้ล้า” ตันส่วนอ่านป้ายที่เขียนด้วยลายมือหวัดไม่งดงาม

กวนฉีหลินถอนหายใจ เขาพยายามใช้ฝูงชนอำพลางสายตาของเหลียงเว่ย ตอนนี้เหลียงเว่ยนั่งกอดอกบนเก้าอี้ไม้โดยมีกระบี่คู่กายไว้ในอ้อมโอบ

“คุณชาย... ผู้ใดคือผู้เฒ่าเมฆขาว” ตันส่วนหันมาถาม

“ท่านเป็นจอมยุทธ์ พเนจรไปทั่วล้า... วิทยายุทธ์ร้ายกาจ” กวนฉีหลินตอบแต่ไม่วายชมเชยอาจารย์ของตน

“หากเก่งกาจกระนั้นแล้ว... เหตุใดศิษย์ของเขาไม่ออกมาพบคุณชายท่านนี้... ปล่อยให้นามอาจารย์ถูกประจานเช่นนี้ ไม่เสียศักดิ์ศรีดอกหรือ... หรือว่าเขาฝีมือต่ำทราม” ตันส่วนกล่าวไปตามความรู้สึก

กวนฉีหลินหันมาทำตาโตมองหน้า...  จะตอบโต้ก็ใช่ที่ จึงถอนหายใจแล้วจึงตีบ่ารุ่นน้อง

“บางทีการเอาชนะ ก็ไม่ใช่การจบปัญหา... หากเลี่ยงการต่อสู้ได้มิดีกว่าหรือ... การต่อสู้ย่อมนำมาซึ่งการบาดเจ็บล้มตาย... เลี่ยงได้พึงเลี่ยงนะอาส่วน”

ตันส่วนพยักหน้า แต่กำลังจะกล่าวแย้งทว่า..

“เป็นหนึ่งในใต้ล้า... เด็กน้อยเจ้าหรือจะหาญมากล่าวศักดาเช่นนี้... อย่างเจ้าจะมาเป็นหนึ่งในใต้หล้า ลองถามดาบของข้าดูหน่อยเถอะ”

ชายวัยราวสามสิบก้าวออกมาจากกลุ่มคน

เหลียงเว่ยหันมามอง ลุกขึ้นประสานมือแต่สีหน้ายังคงความทะนงไว้

“ไม่ทราบพี่ชายเป็นใคร”

“ตื้นเขินนัก” ชายหนุ่มตวาดกลับ

“นามข้า ดาบยมบาลก็ยังไม่รู้จัก... คิดจะเป็นหนึ่งในใต้ล้า”

เหลียงเว่ยมองประเมินแล้วยิ้มเย้ย

“ดาบยมบาล... นามประหลาดเช่นนี้ข้าไม่รู้จัก”

“ดาบยมบาล เซ่นจิ้ง..” กวนฉีหลินเคยได้ยินนามนี้จากอาจารย์ฉี ได้ยินว่าเป็นจอมยุทธ์ที่มีคุณธรรมท่านหนึ่งแต่นิสัยมุทะลุ

เซ่นจิ้งได้ยินก็เดือดดาล ชักดาบจากฝัก

“วาจาเช่นนี้ ข้าจักสั่งสอนเจ้าแทนศิษย์ของเฒ่าเมฆขาวเอง ชักกระบี่”

เหลียงเว่ยลุกขึ้น ไม่ได้ชักกระบี่ก็เตรียมพร้อม

ดาบยมบาลยิ่งโมโห เข้าโจมตีอย่างหนักหน่วงด้วยเพลงดาบที่ว่องไว หากเหลียงเว่ยต้านรับไว้ได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วสองคนก็ประมือกันอย่างดุเดือด

ชาวบ้านต้องถอยออกมาเพราะการต่อสู้นั้นรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

ตันส่วนแม้จะหวาดเสียวไม่น้อยกับการต่อสู้ของทั้งสองจอมยุทธ์ แต่ก็ยังอยากชมดู จึงขืนกายตอนทีกวนฉีหลินบอกว่าไปกันดีกว่า

“คุณชาย... ข้าขอชมดูสักหน่อย”

กวนฉีหลินจึงต้องตามใจ อีกประการเขาก็นึกเป็นห่วงพี่เหลียงจึงรอท่าอยู่

เหลียงเว่ยมีวิทยายุทธ์ร้ายกาจนัก ดาบยมบาลนั้นมีฝีมือสูงไม่ใช่เล่นแต่ก็ยังต้านทานไว้ได้โดยไม่ได้ชักกระบี่

หากเมื่อดาบยมบาลยิ่งโมโห เขาก็ยิ่งลงมือหนักขึ้น  ดาบคมส่งรัศมีออกไปอย่างรุนแรง

เหลียงเว่ยเห็นแล้วว่าคงจะตอบโต้ด้วยกระบวนท่าธรรมดาไม่ได้...

คมกระบี่สยายออก เพลงกระบี่เงาปีศาจสะบัดออกอย่างว่องไวนัก รัศมีกระบี่ปะทะรัศมีดาบส่งแรงปะทะออกไปโดยรอบ กระแสลมปั่นป่วนก่อความโกลาหลแก่ผู้ชมที่รายล้อม

ตอนนี้เซ่งจิ้งยิ่งโกรธา เข้าผันนกายโจมตีด้วยไม้ตาย ตวัดดาบวาดวาง แล้วโจมตีออกไปสุดกำลัง

เหลียงเว่ยคลี่กระบี่เงาปีศาจต้านรับเอาไว้ รัศมีดาบนั้นรุนแรงยิ่ง แต่ไม่เกินกว่าพลังฝีมือ เขายันกายตั้งหลักแล้วโจมตีกลับ

อีกด้านหนึ่งจากหมู่คน ดัชนีวาดวาง แล้วดีดนิ้วโป้งออกไป...

เหลียงเว่ยรู้สึกถึงกระแสอากาศที่ผิดปกติ เขาจึงกลับตัวตวัดกระบี่ว่องไวต้านรับ แต่พลังนั้นแรงกล้ายิ่งทำให้เขาถึงกับต้องถอยไปหลายก้าว

เซ่งจิ้งเห็นดังนั้นจึงเข้าโจมตี แต่พลันกระแสอากาศดุจเดียวกันก็พุ่งมาหาเขา เขาจึงต้องกระโดดถอยหลังหลบ

“สองจอมยุทธ์จะราวีกันด้วยเหตุข้าเป็นต้นนั้นไม่สมควรยิ่ง... ขอให้ลามือกันเถอะ”

เสียงดังจากทิศใดก็จับทางไม่ได้ นี่คือการเปล่งเสียงหมื่นลี้...

จะมีคนทราบต้นที่มาก็แค่เพียงหนึ่ง ตันส่วน... เพราะเขาได้เห็นคนที่อยู่ข้างเคียงกายขยับปากกล่าววาจา

“ท่านเหลียงเว่ย... หากท่านหมายจะราวีกับข้า... ข้าขอเชิญท่านไปเนินเขาชมจันทร์นอกเมืองในวันเพ็ญหน้าเวลาเที่ยงวัน... ข้าจะไปรอท่านที่นั้น เพื่อสนองให้สมเจตนา”

เหลียงเว่ยมองไปรอบกาย แต่หาต้นทิศของเสียงไม่พบ แต่จากระยะของการส่งกระแสพลังที่โจมตีเขาเมื่อสักครู่ต้องอยู่ไม่ห่างไกลแน่

“ท่านคือศิษย์เฒ่าเมฆขาวกระนั้นหรือ...”

ไม่มีเสียงตอบรับมา... ด้วยผู้เอ่ยวาจาได้ออกมาจากสถานที่นั้นแล้ว

 

ประลองยุทธ์

ตันส่วนยังคงมองหน้ากวนฉีหลินด้วยความข้องใจแม้ตอนนี้พวกเขาจะนั่งกินหมั่นโถน้ำชาที่โรงเตี้ยมประจำเมืองแล้วก็ตาม

“มีอะไรหรือส่วนน้อย” ฉีหลินถาม อมยิ้มขบชันแววตาอัศจรรย์ปนฉงนสงสัยของส่วนน้อยที่ใช้มองเขามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้

“คุณชาย... เป็นมนุษย์หรือเซียน.. เหตุใดเสียงของคุณชายจึงดังก้องไปที่ได้ดังนั้น และยังการที่คุณชายดีดนิ้วแล้วทำให้จอมยุทธ์หนุ่มผู้นั้นต้องผงะได้อีก... หรือคุณชายจักเป็นเทวดา”

กวนฉีหลินหัวเราะสดใส

“ส่วนน้อย... เจ้านี่ไม่รู้จักวิทยายุทธ์หรืออย่างไร”

ตันส่วนยังทำหน้าแตกตื่นอยู่

“ข้ารู้จัก เช่นนายท่านก็เยี่ยมยุทธ์ อาเว่ยก็เช่นกัน... แต่ไม่มีใครทำได้ดังท่านสักคนเดียว”

ฉีหลินเอามือบีบไหล่เด็กหนุ่ม

“ข้าไม่ใช่เซียน... ดูสิข้ายังต้องกินเหมือนเจ้าไม่มีผิด แล้วยังไม่สามารถล่องหนหายตัวด้วย” กวนฉีหลินหยิบหมั่นโถกัดเคี้ยวให้ดูเสียด้วย

“วิชาที่ข้าใช้เรียกว่าส่งเสียงหมื่นลี้... เป็นการใช้พลังปราณในการล่งพลังเสียงออกไป ส่วนดัชนีก็เช่นกัน ข้าไม่ได้แค่ดีดนิ้ว แต่ยังส่งพลังปราณไปผลักอากาศให้พุ่งไปดังธนู วิชานี้เรียกดีดหินทะลุภูผา”

ตันส่วนทำหน้าเหมือนจะเข้าใจ แต่กวนฉีหลินรู้ว่าเด็กน้อยไม่ได้เข้าใจสักคำเดียว

 

กวนฉีหลินนั่งขบคิดหาวิธีการหลีกเลี่ยงการประลองกับพี่เหลียงเว่ยอยู่ภายในสวนของบ้าน บิดากวนเทียนปอผ่านมาเพื่อไปห้องนอน เห็นบุตรคนเล็กทำหน้าเหมือนขบปริศนาใหญ่ยิ่งก็เดินเข้า

“คิดเรื่องที่จะไปประลองยุทธ์หรือ” บิดาถาม

ฉีหลินมุนคิ้ว

“เหตุใดท่านพ่อทราบ”

“ก็เจ้าส่วนเที่ยวไปป่าวร้องทั่วบ้านว่าเจ้านั้นเก่งกาจ สามารถส่งเสียงพูดไปทั่วบริเวณได้ แล้วยังดีดนิ้วยิงพลังปราณทำร้ายผู้อื่นได้ด้วย เจ้าส่วนยังบอกอีกว่าพรุ่งนี้เจ้านัดกับจอมยุทธ์ถือกระบี่ที่เนินเขานอกเมือง”

กวนฉีหลินทำหน้ามุ่ย

“ท่านพ่อแล้วข้าควรทำอย่างไรดี... พี่เหลียงนั้นได้บังเอิญรู้จักกับข้าบนเรือ เขาเป็นผู้มีน้ำใจคนหนึ่ง น่าคบหายิ่ง แต่เขามีเจตจำนงมุ่งหมายจะเอาชนะผู้เป็นศิษย์ของผู้เฒ่าเมฆขาวให้ได้... ตอนแรกข้าก็คิดว่าหากหลบหน้าแล้วเขาหาไม่เจอก็คงเลิกล้มความตั้งใจ ไม่คาดเขาจะไปประกาศกลางตลาดเยี่ยงนั้น...”

“ข้าคิดดังนี้ว่า หากยอมแพ้เขาเสียก็คงจะสิ้นเรื่องสิ้นราว เขาก็จะได้สมหวัง” กวนฉีหลินกล่าวแล้วถอนหายใจ

“แต่...” แล้วเขาก็เงียบไป

“แต่จะเป็นการดูหมิ่นเขา” บิดาสรุปความแทน

“ใช่แล้วท่านพ่อ... ทำเช่นนั้นเป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรงเสียด้วย” กวนฉีหลินพยักหน้า

“พี่เหลียงจะต้องโกรธข้าแน่ หากเขารู้ภายหลัง”

“แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าสามารถชนะเขาได้หรือ” กวนเทียนปอถาม

กวนฉีหลินพยักหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงมิได้โอ้อวด

“พี่เหลียงเป็นยอดกระบี่ เพลงกระบี่ของเขาลึกล้ำและร้ายกาจ เพียงแต่เขายังมีพลังปราณไม่กล้าแข็งเพียงพอ แล้วยังไม่ว่องไวเพียงพอด้วย... หากข้าลงมือหนักไปนิดเดียว เขาก็อาจได้รับบาดเจ็บ”

กวนเทียนปอพยักหน้า

“ฉีหลินเอ้ย... สิ่งหนึ่งนั้นสำคัญยิ่ง คือการที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ ในวิถีของนักสู้แล้ว บางคนอาจให้ความสำคัญกับการเป็นหนึ่งมาก ดังนั้นหากเจ้าต้องการรักษามิตรภาพเอาไว้ เจ้าต้องต่อสู้ให้เต็มกำลัง หนึ่งเพื่อแสดงความจริงใจ สองคือเพื่อแสดงให้เห็นว่าฝีมือแท้จริงของเขาเป็นเช่นไร...” ท่านพ่อวางมือบนไหล่ของลูกชาย

“พรุ่งนี้เจ้าจงไปต่อสู้กับเขาให้สนุกสาน แล้วจงบอกอย่างจริงใจด้วยวิทยายุทธ์ของเจ้าให้เขาทราบถึงความแตกต่างของฝีมือ... นีหละคือหนทางเดียวที่จัดการปัญหานี้”

 

ฉีหลินสะพายห่อดาบปราบอสุรกายเดินเรื่อยๆจากบ้านไปออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เข้าตลาดไปหาซื้อสุรา หมายว่าหากต่อสู้จบเขาจะคารวะพี่ท่านเหลียงด้วนสุราเพื่อเป็นการขอขมา

“เถ้าแก่” กวนฉีหลินกล่าวแต่เจ้าของโรงเตี้ยม

“บรรดาผู้ฝึกยุทธ์นั้นนิยมสุราใดหรือ”

เถ้าแก่พินิจหน้ากวนฉีหลิน

“แล้วคุณชายนิยมสุราใด” เถ้าแก่ถามกลับ

กวนฉีหลินทำหน้าแหย่ปั้นยาก

“ข้าดื่มสุราไม่เป็นหรอกเถ้าแก่”

“ข้าชื่นชมนารีแดง” เสียงดังขึ้นพร้อมปรากฏตัว

“น้องกวน เจ้าจะซื้อสุราไปเลี้ยงใคร”

ฉีหลินมองหน้าเจ้าของคำแนะนำและคำถาม อ้าปากค้างด้วยไม่เชื่อสายตา

 

“ข้ากำลังจะถามทางจากคนในโรงเตี้ยม ช่างบังเอิญนักได้พบน้องกวนเช่นนี้” พี่เหลียงกล่าวบนน้ำเสียงเบิกบานระหว่างทั้งสองเดินออกมาตามทางไปสู่เนินชมจันทร์ที่อยู่นอกเมือง

กวนฉีหลินพยายามขืนหัวเราะให้แช่มชื่น นึกในใจว่าบังเอิญยิ่งกว่า...

ไม่คิดว่าเขาจะต้องมาร่วมทางกับคู่ประลองเสียอย่างนี้..

“แล้วน้องกวนนัดผู้ใดไว้ที่นอกเมือง”

“เออ... ข้า” กวนฉีหลินนึกหาคำตอบ

แต่แล้วเหลียงเว่ยกลับหยุดเท้าไป กวนฉีหลินแปลกใจ แต่ก็แจ้งว่าต้องมีการใดไม่ดีแน่แล้ว  เบื้องหน้าของเขาเป็นชายวัยกลางคนกับหนุ่มวัยประมาณยี่สิบคนหนึ่ง ทั้งสองแต่กายคล้ายชนเผ่านอกด่าน

“ตั้งวินเกอ...” เหลียงเว่ยกล่าวออกมา

“รู้จักหรือ” กวนฉีหลินถาม

“ข้าสังหารศิษย์น้องของมัน มันสองคนไม่เพียงจะรุมข้า แต่ยังใช้พิษเล่นงานข้าด้วย ดีที่ไหวตัวทัน ข้าก็เลยบันดาลโทสะสังหารศิษย์น้องของมัน” เหลียงเว่ยตอบ

“น้องกวนเข้าหลบก่อน...หากมีโอกาสให้รีบหนีไป”

“เหลียงเว่ยเจ้าสังหารศิษย์ข้า... วันนี้ข้าจะเอาโลหิตของเจ้าไปสังเวยดวงวิญญาณของเขา” ชายวัยกลางคนกล่าวเมื่อเดินมาถึง

“ท่านคงเป็นจอมคนแดนเถื่อน...” เหลียงเว่ยยกมือคาราวะด้วยเห็นเป็นอาวุโส

“ทำเป็นพูดดี เจ้าสังหารน้องของข้าอย่างเลือดเย็น...” ตั้งวินเกอก็หันไปหาอาจารย์

“อาจารย์ข้าจะช่วยท่านแก้แค้นให้กับน้องรอง”

สองฝ่ายจับตาแก่กัน สมญาจอมคนแดนเถื่อน เทียนป้าลุ่น เป็นหนึ่งในยอดฝีมือนอกด่าน มีวิชาเพลงตะลุมพุกเหล็กก็ร้ายกาจ

กวนฉีหลินเห็นพี่เหลียงจับกระบี่มั่นเตรียมชักออก

“ไม่ถูก ไม่ถูก” เขาออกเสียงไป แล้วเดินไประหว่างกลาง

“ศิษย์ของท่านพ่ายในการประลอง... อันว่าการประลองนั้นย่อมมีผิดพลาดกันได้... พี่เหลียงลงมือหนักไปก็จริง แต่ศิษย์ของท่านก็ไม่เป็นฝ่ายใช้พิษก่อน”

ตั้งวินเกอได้ฟังก็ตกใจ เหลือบมองหน้าอาจารย์ แล้วแก้ต่าง

“อย่าไปฟังมันพูด... มันคิดจะแก้ต่าง ด้วยรู้ว่าฝีมือไม่อาจทัดเทียมอาจารย์ได้... ข้ากับน้องรองไม่ใช้วิธีการต่ำช้าเพียงนั้น”

เทียนลุ่นป้าขมวดคิ้ว ก่อนถามกลับ

“เจ้าหนู พูดมา มีหลักฐานหรือไม่”

กวนฉีหลินนิ่งไปอึดใจ

“ข้าย่อมไม่มี” กวนฉีหลินยอมรับแต่โดยดี

“แต่ท่านเป็นอาวุโส แต่กลับรังแกเด็กรุ่นหลัง ไม่เกรงจะเป็นที่ครหาหรือ”

“พูดมากนัก... ซ้ำป้ายสีข้า...” ตั้งวินเกอชักดาบออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่

“จงตายเสียเถอะ”

เหลียงเว่ยเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าต้านรับ และผลักกวนฉีหลินให้พ้นอันตราย

ดาบปะทะกระบี่ส่งประกายแลบ สองหนุ่มปะทะกันอย่างสุดความสามารถ แต่ตั้งวินเกอนั้นด้อยกว่า จึงต้านทานไว้ได้แค่ไม่กี่กระบวนก็ชวนเสียท่า

แต่ก่อนศิษย์ตนจะได้รับอันตราบ เทียนป้าลุ่นก็โจมตีสกัดด้วยตะลุมพุกเหล็ก อาวุธหนักแต่กลับเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว เหลียงเว่ยต้องหลบหลีกแล้วพยายามโต้กลับด้วยเพลงกระบี่

กวนฉีหลินประเมินด้วนสายตา แม้พี่เหลียงจะมีวิทยายุทธ์สูงส่ง แต่เทียนป้าลุ่นนั้นเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์อาวุโสจึงเหนือกว่าอยู่หนึ่งขั้น

การประมือส่งรัศมีพลังออกไปรอบจนกวนฉีหลินต้องหลบออกมาหน่อยหนึ่งให้พ้นรัศมีลมปราณการปะทะ

“อาจารย์ข้าช่วยท่าน” ตั้งวินเกอเข้าไปช่วยอาจารย์ของตน

กวนฉีหลีนเห็นไม่ได้การจะเข้าไป

“อย่างเข้ามาฉีหลิน” เหลียงเว่ยเห็นพอจึงร้องห้าม

แล้วในจังหวะนั้นเองที่ ทำให้เขาเสียกระบวนด้วยการโจมตีของตั้งวินเกอ แล้วทันใดตะลุมพุกเหล็กที่หวดมาก็กระแทกหลังของเหลียงเว่ยพอดี

ร่างเหลียงเว่ยกระเด็นล้มไป ตั้งวินเกอได้ทีกระโดดเข้าแทงกระบี่ใส่

หากบัดดลนั้น ห่อผ้าสีขาวก็วาดเข้าขวางไว้ แล้วด้วยการพลิกห่อผ้าเท่านั้น ตั้งวินเกอก็กระเด็นไป

เทียนลุ่นป้าเข้าโจมตีต่อเนื่อง แต่กวนฉีหลินพลิกกระบวนท่าวาดห่อผ้าต้าน เสียงกระแทกทำให้รู้ว่าภายในมีศาสตราแน่นอน

“อาวุโสหยุดมือก่อน” กวนฉีหลินกล่าว

เทียนลุ่นป้ากัดฟันแน่น

“การประลองคือการทดสอบฝีมือ เราเป็นชาวยุทธ์ เมื่อเลือกจักประลองก็ควรต้องยึดถือว่าอาจต้องเสียชีวิตได้ ท่านอาวุโสน่าจะเข้าใจ”

เทียนลุ่นป้าไม่ได้ตอบ ที่ไม่ตอบเพราะเขากำลังใช้กำลังอย่างมาก เพื่อถอนตัวออกไป แต่ไม่อาจดึงตะลุมพุกเหล็กออกได้ มีพลังปราณอันกล้าแกร่งยึดตะลุมพุกเหล็กเอาไว้แน่น

เด็กคนนี้... ยอดฝีมือ...

เทียนลุ่นป้าจึงเร่งกำลังลมปราณ หมายสะบัดดิ้น แต่ก็ยังไม่อาจขยับได้

“ท่านอาวุโส หากพี่เหลียงล่วงเกินข้าขออภัยแทนได้ ขอแต่ท่านทั้งสองรามือก่อน ด้วยตอนพี่เหลียงเจ็บหนัก เอาไว้หายดีแล้วค่อยมาคุยกันใหม่ดีกว่าไหมท่าน”

ฉับพลันนั้น ตั้งวินเกอก็แทงกระบี่เข้าใส่ แต่กวนฉีหลินรู้ตัวก่อน เขากระแทกลมปราณออกไปทันทำให้ทั้งเทียนลุ่นป้าและตั้งวินเกอกระเด็นออกไปทั้งคู่

ตอนนี้กวนฉีหลินเองเป็นฝ่ายมีอารมณ์ ด้วยเพราะตั้งวินเกอนั้นเล่นสกปรก  เขาใช้ท่าร้อยร่างพันเงาเข้าประชิดแล้วใช้นิ้วสกัดจุดบนอกและท้องทั้งเก้าพร้อมๆกัน แล้วกระแทกฝ่ามือใส่

เทียนลุนป้าเห็นดังนั้นก็เข้าโจมตี กวนฉีหลินหมุนกายหลบอย่างว่องไว แล้วเขาก็ใช้กำลังระเบิดห่อผ้าจนขาดออกจากกันแล้ว แล้วเขาควงดาบปราบอสุรกายเข้าโจมตีโต้

เทียนลุ่นป้ากลับเป็นฝ่ายตั้งรับ เพลงดาบของเด็กหนุ่มนั้นรุนแรงและรวดเร็วอย่างยิ่ง แล้วเขาก็ไม่อาจทานได้ เมื่อกวนฉีหลินพลิกการกระโดดฟาดดาบลงมา ตะลุมพุกเหล็กก็หลุดมือ

เทียนลุ่นป้าถอยไปหมายตั้งหลัก แต่กวนฉีหลินติดตามไป แล้วหมุนกายใช้ด้ามดาบกระแทกในยอดอก ส่งจอมคนแดนเถื่อนล้มหงายหน้า

“อาวุโสโปรดอภัย... ข้าล่วงเกินแล้ว” กวนฉีหลินประสานมือโค้งคำนับ

เทียนลุ่นป้าลุกขึ้น เขาไม่ได้บาดเจ็บมากมายอะไร ประสานมือกลับ

“ยอดยุทธ์ ที่แท้น้องชายคือศิษย์ของหมื่นบุพผาแน่แล้ว... ดัชนีเก้าจุดนั้นคือยอดแห่งวิชา... เป็นประจักษ์พยานแน่ชัดถึงฝีมือของคนหมื่นบุพผา”

กวนฉีหลินหันไปมองตั้งวินเกอที่ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

“ศิษย์ของท่านอาวุโสใจคอคับแคบนัก ไม่สมเป็นผู้ฝึกยุทธ์... มีวิทยายุทธ์ติดตัวรังแต่เป็นภัย ข้าจึงวิสาสะสกัดลมปราณเขาถาวร... ต่อไปเขาจะไม่สามารถฝึกยุทธ์สายลมปราณได้อีก”

เทียนลุนป้ามองหน้าศิษย์คนโตที่ตื่นตระหนกกับสิ่งที่ได้ยิน

เทียนป้าลุนตระหนักว่าเขาไม่อาจเอาชนะกวนฉีหลินได้... และใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าลูกศิษย์ของตนอุปนิสัยเป็นอย่างไร...

แม้จะเจ็บใจบ้าง แต่ก็ต้องยอม... อย่างน้อยที่สุดน้องชายคนนี้ก็ยังมีความเคารพต่อเขาในฐานอาวุโสบ้าง

 

เหลียงเว่ยดื่มยาที่กวนฉีหลินนำให้จดหมดคำ แต่ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้เอ่ยวาจาใดกับกวนฉีหลินแม้แต่คำเดียว  ทั้งที่ยินยอมให้ฉีหลินพากลับมายังบ้านสกุลกวนแล้วปรุงยารักษาให้

“อาการพี่เหลียงนั้นไม่ได้สาหัสอะไรนัก กินยาสักหลายๆวันหน่อยก็จะหายเอง” กวนฉีหลินบอก แต่เหลียงเว่ยก็ยังนิ่งเฉย

“พี่เหลียงต้องการพักแล้ว... ข้าคงไม่รบกวน หากมีสิ่งใดต้องการ ก็ร้องเรียกนะ ข้าฝากให้คนงานในบ้านแวะเวียนมาบ่อยๆ เพื่อดูแลท่าน” แล้วกวนฉีหลินก็ลุกขึ้นเก็บบรรดาถ้วยชามใส่ยาเพื่อนำออกไป

“เจ้าไม่บอกเรื่องที่เจ้าคือศิษย์ของเฒ่าเมฆขาว... เจ้ามีจุดประสงค์อะไร”

กวนฉีหลินหันมามองหน้าพี่เหลียง

“ข้าไม่ได้คิดหมิ่นท่านนะพี่เหลียง แต่ท่านไม่เคยถามข้าเองว่าข้านั้นใช่หรือไม่ อีกประการคืออาจารย์ของข้าสั่งไว้หนักนาว่าห้ามใช้วิทยายุทธ์ต่อสู้เพื่อเป็นหนึ่งในยุทธจักร ข้าจึงพยายามหลีกเลี่ยง ข้าคิดอย่างโง่เขลาว่าหากท่านหาข้าไม่พบก็จะเลิกล้มความตั้งใจเอง”

เหลียงเว่ยยังเงียบนิ่ง กวนฉีหลินจึงกล่าวต่อไป

“หากข้าทำให้พี่เหลียงไม่พอใจ ข้าขออภัย... แต่อยากให้ท่านได้ทราบว่าข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายกับท่านเลยนะพี่เหลียง... ข้าไม่ใคร่จะมีสหายมากนัก ข้าจึงนับพี่เป็นสหาย อย่างน้อยเราก็ได้ร่วมเรือลำเดียวกันมาหลายวัน ข้าชมชอบนิสัยพี่เช่นกัน”

ที่สุดเหลียงเว่ยก็กล่าวออกมา

“ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก... เพียงแต่รู้สึกผิดหวังตนเองนัก... ข้าหลงคิดว่าในรุ่นเดียวกันจะไร้ผู้ต่อต้านแล้ว... แต่กลับพบว่าวิทยายุทธ์ตนเองนั้นเทียบไม่ได้กับเจ้า... ในขณะที่ข้าพ่ายแพ้ให้สองคนนั้นอย่างราบคาบ แต่เจ้ากับสามารถเอาชนะได้ไม่ยากเย็น...”

“พี่เหลียงแพ้ก็เพราะเสียสมาธิ เพราะท่านคิดปกป้องข้า” กวนฉีหลินชี้อีกแง่

“ไม่หรอก... ตอนนั้นข้าก็แทบจะทานไม่อยู่แล้ว... ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องเสียท่า หากไม่มีเจ้าอยู่ด้วย ชีวิตก็คงหาไม่แล้ว” เหลียงเว่ยกล่าว แล้วก็ไอนิดหน่อยเพราะยังบาดเจ็บภายในอยู่

กวนฉีหลินถอนหายใจก่อนจะกล่าว

“พี่เหลียงท่านอย่าคิดมาก พักผ่อนให้หายก่อน ถึงตอนนั้นเราค่อยมาประลองกันใหม่”

 

ไปสอบเมืองหลวง

เหลียงเว่ยพำนักที่บ้านสกุลกวนเป็นเวลากว่าเดือน อาการบาดเจ็บก็ดีขึ้น ด้วยเพราะร่างกายที่แข็งแรงจากการฝึกยุทธ์แต่เด็ก

กวนฉีหลินก็ปฏิบัติกับเขาราวพี่น้อง ดูแลเขาอย่างดียิ่ง แล้วยังมาตรวจอาการให้ทุกวัน

“ท่านพี่เหลียงไม่ต้องคิดมากหรอก... ข้าศึกษาวิชาแพทย์จากอาจารย์ไม่ได้แตกฉานมากนัก การรักษาอาการของพี่เหลียงก็ประดุจเป็นการได้ทบทวนวิชาแพทย์ไปด้วย ข้าก็ถือว่าพี่เหลียงเป็นกรณีศึกษาด้วย” กวนฉีหลินกล่าวเมื่อตรวจชีพจรเสร็จ

“อาการของพี่เหลียงดีขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นปกติ แต่ยังไม่ควรใช้วิทยายุทธ์มากนัก หากพี่เหลียงปรารถนาจะสู้กับข้า อีกสักสามสี่วันค่อยว่ากัน”

สักครู่ก็มีบ่าวยกสำรับเช้าออกมาให้ที่สวนด้านหลังซึ่งสองหนุ่มกำลังนั่งสนทนากันอยู่ ทั้งสองจึงเปลี่ยนไปคุยกันเรื่องราวที่ผ่านมาของทั้งสอง

ตอนนี้ฉีหลินทราบแล้วว่า เหลียงเว่ยเป็นบุตรของกระบี่เหมันต์ เหลียงตี้ แต่บิดาของเขาเสียชีวิตในการประลองยุทธ์ มารดาเป็นผู้เลี้ยงดูเขามาลำพัง นางเป็นผู้สอนวิทยายุทธ์แก่เขาในเบื้องต้น แต่ไม่นานนางก็ป่วยหนักเสียชีวิต เหลียงเว่ยที่มีวัยเพียงสิบขวบเดินทางไปฝากตัวกับจอมกระบี่เงามรณะ สี่เวิ้นเปี่ยว จนสำเร็จยุทธ์ก็จากสำนักมาเพื่อสืบสานปณิธานของบิดา เป็นจอมกระบี่อันดับหนึ่ง

แต่ระหว่างสนทนากันนั้น

“คุณชาย...” ตันส่วนเดินกึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน

“ขุนนางมาที่บ้าน นายท่านเรียกให้คุณชายออกไปพบ”

 

กวนฉีหลินเมื่อได้ฟังสิ่งที่ผู้ตรวจการมณฑลเจียงตงแจ้งให้ฟังก็ออกจะสงสัย

“แต่ข้ายังไม่ได้สอบซิ่วฉายเลย ที่ไหนจะไปสอบที่เมืองหลวงได้” กวนฉีหลินกล่าวตามที่ทราบ ผู้ที่เขาต้องออกมาพบได้แจ้งเรื่องที่แปลกหูให้เขาฟัง คือการเขาได้รับสิทธิไปสอบยังเมืองหลวง

แต่กระนั้นก็ทราบว่านี่ไม่ใช่ล้อเล่น เพราะผู้ที่มาแจ้งคือหยางเจียนชง ผู้ตรวจการมณฑลเจียงตง

“นี่เป็นคำสั่งโดยตรงของมหาเสนาบดีเย้าชง... เห็นว่าท่านอ้วงหลินซือ หลีหลงฉี ทรงเป็นผู้แนะนำ เพราะเจ้าได้ไปช่วยจับโจรวางยาพิษที่จวนท่านอ้วงที่เมืองหลู”

กวนฉีหลินจึงพยักหน้าด้วยกิริยาสุภาพ

ท่านผู้ตรวจมีวิชาโหราศาสตร์ อ่านลักษณะคนได้... เมื่อท่านได้พินิจฉีหลินน้อยก็พอใจ

เด็กน้อยกวนฉีหลินมีลักษณะยอดบุรุษหลายประการ กลับทั้งกิริยาก็นุ่มนวลสุภาพเยี่ยงคนมีการศึกษา

ท่านผู้ตรวจว่าแล้วยื่นส่งหนังสือให้ฉบับหนึ่ง

“เจ้าจงนำหนังสือนี้ไปรายงานตัวที่เมืองหลวง”

กวนฉีหลินหันไปสบตาบิดาก่อน

“จงจำไว้ให้ดี ในเมืองหลวงตอนนี้มีการแบ่งฝักฝ่ายอย่างรุนแรง เจ้าต้องระวังคำพูดคำจา หากใครถามอะไรให้บอกว่า มาจากท่านมหาเสนาบดี อย่างได้อ้างอิงถึงท่านอ้วงเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่” หยางเจียงชงกำชับคำสุดท้ายก่อนจะลาจากบ้านสกุลกวนไป

 

เหลียงเว่ยมองไปยังกวนฉีหลินที่ถือดาบปราบอสุรกายอยู่อีกด้านของลานกว้างที่ทั้งสองจะใช้เป็นที่ประลองยุทธ์กัน

“ก่อนเราจะประลองกัน ข้ามีเงื่อนไข”

“เงื่อนไขอันใดหรือพี่เหลียง” กวนฉีหลินถามกลับ

“หากข้าชนะ ข้าจะขออะไรจากเจ้าสักอย่าง” เหลียงเว่ยตอบ

“อะไรเล่าพี่เหลียง” กวนฉีหลินถามต่อ

“หากพี่ขอในสิ่งที่ข้าทำไมได้แล้ว ข้ามิแย่หรอกหรือ”

“ไม่ ไม่..” เหลียงเว่ยส่ายหน้า

“ข้าไม่ขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรอก”

“แล้วหากท่านแพ้เล่าพี่เหลียง” กวนฉีหลินถาม

เหลียงเว่ยยิ้มกระหยิ่มแล้วเข้าจู่โจม...

“ข้าจักติดตามเจ้าไปตลอดชีวิต”

“หา” กวนฉีหลินร้องออกมา แต่เขาต้องปัดป้องกระบี่ของเหลียงเว่ยก่อน

“พี่ว่าอะไร”

“ข้ากล่าวชัดเจนแล้ว”

“แต่ท่านจะ...”

“ไม่มีแต่... ก็ใช่ว่าข้าจะพ่ายแพ้ต่อเจ้าเมื่อไหร่เล่า”

 

ฉางอันมหานครแห่งโลก

เรือกระโดงเดียวแล่นไปตามลำน้ำต้าหยุนมุ่งหน้าไปสู่ภาคเหนือ เหลียงเว่ยเช็ดกระบี่พลางฮัมเพลงพื้นบ้านอย่างอารมณ์ดี

กวนฉีหลินหันไปส่งเสียงหึในลำคอ...

“นี่ท่านแพ้ข้า เหตุใดจึงอารมณ์ดีนัก”

เหลียงเว่ยหันมาแย้มยิ้ม

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากข้าชนะแล้วข้าจะขออันใด”

กวนฉีหลินสิ่งเสียงหึอีก แล้วก็ตอบประชด

“คงมิใช่ขอติดตามข้าไปตลอดชิวิตกระมัง”

เหลียงเว่ยถึงกับทำตาโต

“เจ้านี่นอกจากยอดยุทธ์ แล้วยังสามารถอ่านจิตใจได้... นับถือนับถือ” แล้วก็หัวเราะเสียงดังอย่างบันเทิงใจ

กวนฉีหลินส่ายหน้า กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกดีที่มีเพื่อนร่วมเดินทาง เขาคิดไปว่าคนชอบการพเนจรอย่างพี่เหลียง เดี๋ยวก็คงละทิ้งเขาไปเอง คงไม่ติดตามเขาไปจนชั่วชีวิตดังปากหรอก...

“พี่เหลียง พี่จะเข้าทำการสอบกับข้าหรือไม่”

“ข้าเขียนหนังสือได้ไม่เกินสามสิบตัว จะเอาอะไรไปสอบกับเขา”

“ก็สอบเชิงบู๊อย่างไรท่าน... ข้าได้ยินมาว่ามีการทดสอบเลือกทหารองค์รักษ์ด้วย”

คงมีเพียงเทพแห่งสายน้ำที่ล่วงรู้... ภายหน้าสืบไป... ไม่ว่าฉีหลินจะอยู่หนใด อันตรายแค่ไหน แม้อยู่ในหุบเขามัจจุราช... เหลียงเว่ยก็จะติดตามเขาไปดังเงา...

 

ลมแห่งใบไม้ร่วงพัดผ่านต้นฟงที่เปลี่ยนเป็นสีแดง ทำให้ใบฟงหลายแฉกให้ปลิวร่วงลงสู่ดิน  พระตำหนักที่อยู่นอกเขตพระราชฐานยืนในสงบท่ามกลางฉากของฤดูใบไม้ร่วง

หลีหลงฉีบรรเลงเพลงด้วยขลุ่ยหยก รื่นรมย์เป็นห้วงทำนองแห่งบทย่ำเย็นแห่งใบไม้สีแดง

ในอุทยานนี้มีเพียงเขากับพี่จ้วนจิ้นเพียงลำพัง หลีหลงฉีลอบมองใบหน้าคมคายที่เหลียมมุมอย่างใบหน้าของยอดนักรบ ร่างกายล่ำสันที่ยืนสงบอยู่เคียงข้าเขาเพื่อรักษาความปลอดภัย

พี่จ้วนจินคงไม่พอใจนักหรอกที่เขาไล่บรรดาทหารองค์รักษ์ให้ออกไปพ้นบริเวณจึงได้ยืนเงียบกริบเช่นนี้

ความปลอดภัยของหลีหลงฉีคือเรื่องใหญ่ของพี่จ้วนจิ้นเสมอ...

แต่หากไม่ทำเช่นนี้แล้ว... หลีหลงฉีจักสามารถผ่อนคลายกันตามลำพังกับพี่จ้วนได้อย่างไร

จ้วนจิ้นไม่ชอบการอยู่ในเมืองหลวงเลย... มันเท่ากับใกล้รังเสือรังพยัคฆ์

รู้ก็รู้ว่า เว่ยฮวงโฮ่วจ้องจะเล่นงาน แต่ดูท่านอ้วงจะไม่ได้ทรงคำนึงถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย... บางทีท่านอ้วงของเขาก็ประมาทจนเกินไป

เสียงขลุ่ยหยุดไปแล้ว จบเพลงหรือเพราะอะไรจ้วนจิ้นก็ไม่รู้ได้

หากเมื่อหันมา ท่านอ้วงก็เสด็จประทับยืนต่อหน้าเขา

“พี่จ้วนนี่ชอบมุนคิ้วนัก... คิ้วของท่านคมดุ มุนคิ้วเช่นนี้ทำให้ใบหน้าราวกับยักษ์มาร...” แล้วก็ทรงเอาพระองคุลีเกลี่ยที่ขนคิ้วดกหนา

“อย่าทำหน้าดุด้วย” แล้วก็ทรงลากมาที่ริมฝีปาก

จ้วนจิ้มไม่อาจหลบสายพระเนตรที่แสนอ่อนโยนของท่านอ้วงได้

“พี่จ้วน... ข้ามีภรรยาถึงสามคน... แต่ข้ากลับปรารถนาแต่สัมผัสอันเข้มแข็งของท่าน... ท่านเล่ารู้สึกอย่างไร... ท่านห่วงคะนึงถึงข้ามากน้อยเพียงไร” แล้วก็ทรงขยับพระวรกายมาจนชิด

“พี่จ้วนด้านนอกนี้หนาวเหน็บนัก... อย่างไรดี ข้าว่าเราควรจะเข้าไปในห้องเพื่ออบอุ่นกายากันเถิด...”

 

แผ่นหลังอันแข็งเกร่งนั้นยิ่งแน่นหนาด้วยจ้วนจิ้นเกร็งกายาทั้งร่าง หลีหลงฉีจึงอดใจไม่ให้จูบลงบนขนดกล้ามเนื้อไหล่มิได้... แล้วกระซิบข้างหู

“ข้ารักพี่จ้วนนัก”

จ้วนจิ้นไม่อาจตอบอะไรได้ถนัดปากนัก ด้วยความรู้สึกที่แผ่นซ่านจากภายในกาย... มือที่กำขอบเตียงตั่งแน่นยิ่งแน่นไปอีก บัดนี้ร่างกายขององค์ชายนั้นดุจจะประสานกับกายาของเขาเป็นหนึ่ง

แล้วบัดดลในหัวประตุจเห็นลำแสงสว่าง กระแสสุขแผ่นซ่านจับกายาของจ้วนจิ้น แล้วไม่นานนักองค์ชายผู้โสภาก็สิ่งเสียงครางอย่างทรงพอพระทัยยิ่ง ก่อนจะโถมทิ้งกายลงบนแผ่นหลังที่อบอุ่น

เข่าของจ้วนจิ้นอ่อนลงมือที่จับขอบเตียงไว้ก็คลายออก

บนเตียงนิ่มด้วยนวมบุคือที่กายาของจ้วนจิ้นทอดลง แต่บนหลังอันแน่นแกร่ง องค์ชายหลีหลงฉีแนบแก้มบนมัดกล้ามแล้วแย้มรอยยิ้มอย่างพึงใจ

“พี่จ้วนข้ารักพี่นัก”

 

ท่านอ้วงยังคงหลับใหลอยู่บนเตียง แต่จ้วนจิ้นจำเป็นต้องลุกขึ้น เขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยก็ยืนมองร่างที่นอนหลับใหล

สิ่งที่เขากับท่านอ้วงทำนั้นผิดมหันต์นักหากคิดในแง่ของขนบประเพณี... แต่กระนั้นเรื่องพวกนี้ก็มีให้ได้ยินกันบ่อยๆในค่ายทหาร... แล้วอะไรเล่าเป็นแรงผลักดัน... อะไรคือเบื้องหลังทั้งสิ้นนี้...

เขากับท่านอ้วงคือชายที่ครอบครัว... เขามีลูกคนที่สองแล้วเมื่อต้นฤดูร้อน เป็นลูกชายคนที่อย่างที่ท่านพ่อตาของเขาอยากได้ ท่านอ้วงก็เช่นกันพระโอรสและธิดาของพระองค์ก็อยู่ในวัยน่ารัก...

เขารักภรรยาของเขาหรือไม่... รักในฐานะของสามี.. แล้วความรักของเขาต่อท่านอ้วงเล่า... เขารักและเทิดทูนอย่างที่สุด...

หากสิ่งนี้จะทำให้เขาและท่านอ้วงต้องตกนรก... จ้วนจิ้นจะขอร้องต่อพญายม... ให้แผดเผาวิญญาณเขาแทน... เขายอมมอดไหม้ไปชั่วนิรันดร์เพื่อองค์ชายที่เขารักผู้นี้...

จ้วนจิ้นเอาผ้าหนาห่มลงบนร่างของท่านอ้วง แล้วก็เดินออกมาจากห้องนั้นปล่อยท่านอ้วงของเขาทรงบรรทมในนิทราอันผาสุก

 

ผ่านประตูหมิ่งเต่ออันยิ่งใหญ่เข้ามา คือถนนหลวงที่ทอดไปสู่เขตพระราชฐาน   หันไปมองด้านหนึ่งเจดีย์ห่านป่าใหญ่ยืนเหยียดตนเองสู่ฟ้า ฉาบด้วยแสงสีแดงของยามเย็นอย่างงดงาม  และท่ามกลางแนวหลังคาของอาคารต่างๆ พระราชวังต้าหมิ่งยืนสงบเห็นได้จากระยะไกล... หลังคาสีทองของมันสะท้อนแสงตะวันย่ำเย็นส่งสีดุจทองเหลวสุกปลั่งในเตาหลอม

กวนฉีหลินเคยผ่านมายังฉางอันหลายครั้งแต่ไม่เคยผ่านเข้าประตูหมิ่งเต่อมา อาจารย์ทั้งสองของเขาไม่ชมชอบความวุ่นวายแห่งมหานคร จึงพำนักอยู่นอกเมืองเพียงระยะสั้นๆแล้วเดินทางต่อไป

ความวุ่นวานนั้นปรากฏเห็นได้จากจำนวนรถม้าและเกวียนที่ขวักไขว่บนถนนที่ขนสินค้ามากหลายที่มาจากทั้งในอาณาจักรและแดนไกลโพ้น  แม้แต่คนที่หน้าต่างแปลกประหลาดในสายตาของฉีหลินก็ยังเห็นได้อย่างมากมาย ชาวต่างชาติเหล่านี้เดินทางมาจากตะวันตกข้ามพ้นทะเลทรายอันเว้งว้างมา เขาเคยได้ยินจากอาจารย์ และมุ่งหวังว่าสักวันจะเดินทางไปให้สุดเส้นทางที่นำพาผู้คนแปลกประหลาดเหล่านี้มา เพื่อให้ได้ชมบ้านเมืองของคนประหลาดเหล่านี้ ว่าเขาจักมีถิ่นสถานบ้านช่องเหมือนหรือต่างจากบ้านเมืองที่ฉีหลินคุ้นเคยมาน้อยเพียงไร...

“ไปหาโรงเตี้ยมกันเถอะ” ฉีหลินกว่าแก่พี่เหลียงเว่ย

แล้วทั้งสองหนุ่มก็เดินตรงไปตามทาง ร่วมทางและสวนทางกับคาราวานของผู้เดินทางมากมายมหาศาลที่มุ่งมาและออกจากมหานครแห่งโลกแห่งนี้

วันนี้ก้าวเข้าไปเป็นเพียงหนึ่งในหมู่คน ไร้ตัวตนต่อผู้อื่น  แต่หลังจากนี้อีกราวสามสิบปี ในการเดินทางกลับออกไปเป็นครั้งสุดท้าย... ตลอดแนวถนนอันกว้างขวางนี้จะก้องระงมด้วยเสียงร่ำของมวลประชาชน ฝูงชนมหาศาลและกองทหารเกียรติยศต่างน้อมกายเพื่อส่งเสด็จองค์ย่งก้านจื้อตี้...  แม้พระเนตรจอมจักรพรรดิที่ทอดพระเนตรมาจากระเบียงพระที่นั่งหานหยวน ก็มองส่งไปด้วยอาลัยยิ่ง...

 

ต้านจื้อ(สอบหน้าพระตำหนัก)

แถวของชายฉกรรจ์จำนวนมากนี้ยาวเหยียดจนออกไปถึงด้านนอกของกำแพงของสถานที่ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับลงนามเพื่อเข้าสอบจี้ชิ นี่คือความมุ่งหมายของคนที่ศึกษาวิชาการทั้งหลายทั่วแผ่นดิน ต่างมุ่งหน้ามาเพื่อหวังโอกาสในการก้าวหน้าชีวิตด้วยการรับราชการ

“ท่านมหาเสนาบดีเย้าหรือ” เจ้าหน้าที่ทะเบียนของสำนักการศึกษากล่าวแล้วพินิจหน้าของหนุ่มน้อยที่ยื่นเอาจดหมายในมือนี้มาให้

“เจ้าเป็นญาติท่านเสนาหรืออย่างไร”

“มิได้” หนุ่มน้อยตอบด้วยอาการสุภาพยิ่ง

“ท่านเสนาบดีมีกรุณาต่อข้า จึงได้แนะนำให้มาสอบเพื่อโอกาสรับใช้ราชสำนัก”

“ในจดหมายแจ้งให้เข้าสอบการบู๊ด้วย เจ้ามีวิทยายุทธ์กระนั้นหรือ”

“ขอรับ ใต้เท้า ข้าน้อยพอจักมีวิทยายุทธ์ติดตัวบ้าง” เจ้าพนักงานพยักหน้า แล้วเขียนลงในสมุดก่อนจะเขียนใบแคบยาวราวหนึ่งเชี๊ยะให้สองใบ

“เจ้าจงนำใบบอกนี้ไปรายงานตัวต่อสำนักราชองค์รักษ์ ปีนี้ทางสำนักราชองค์รักษ์จะเป็นผู้ดำเนินการจัดการสอบด้วยตัวเอง จงเตรียมร่างกายให้พร้อม ส่วนใบนี้... เป็นของส่วนบุ๊นนำไปพี่สำนักราชเลขา กองพิธีการเพื่อรายงานตัว”

 

หลีหลงฉีไม่สามารถทำให้ใบหน้าของเขาเป็นปกติได้ตอนที่ท่านมหาเสนาบดีแจ้งแก่เขาว่า คนที่เขารอคอยได้มาถึงแล้ว และจะเข้าสอบจิ้นซื่อบู๊วันพรุ่งนี้ด้วย

“ข้าจะไปชมดูได้หรือไม่ท่านมหาเสนา”

มหาเสนาบดีแย้มยิ้ม

“ได้... แต่จะต้องทรงไปในอย่างผู้ชมที่ดี ไม่สนใจใครเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นจะเป็นที่สังเกต... อย่างลืมว่านี่คือคนที่เราจะใช้เขาให้เข้าไปแทรกแซงในหมู่ทหารองค์รักษ์”

 

เป็นเพราะปีนี้มีเรื่องวุ่นวายมากนัก ทำให้การสอบจิ้นซื่อจึงเลื่อนมาในช่วงใบไม้ร่วง ดังนั้นบรรดาขุนนางจึงกราบทูลขอพระราชทานราชานุญาตให้ใช้ท้องพระโรงพระที่นั่งหานหยวนในการสอบแทนลานด้านหน้าพระที่นั่งอย่างในทุกปี

บรรดาผู้เข้าสอบต้องมารอที่การสอบตั้งแต่เช้าตรู่ ขานชื่อแล้วให้ทหารองค์รักษ์ตรวจร่างกายแล้วก็ต้องเดินสงบเสงี่ยมไปยังพระที่นั่งหานหยวน

กวน ฉีหลินแม้จะต้องรักษากิริยาแต่เมื่อเขาได้เห็นพระที่นั่งหานหยวนยืนตระหง่าน อยู่เบื้องหน้าก็อดครางแผ่วเบาไม่ได้ อาคารมหึมาตั้งอยู่บนพื้นยกสูงโดดเด่น ไม่ใช่อาคารเดียวเดี่ยวๆ แต่เป็นกลุ่มอาคาร โดยตัวอาคารท้องพระโรงหลักตั้งอยู่ตรงกลางมีศาลาเซียงหลวนและศาลาฉีเฟงเป็น อยู่ด้านซ้ายขวาเชื่อมด้วยระเบียงยาวดูประดุจนกยักษ์กางปีกอยู่

ผู้เข้าสอบทั้งสิ้นจะต้องสวมเสื้อผ้าแบบเดียวกัน ที่จัดให้โดยทางราชสำนัก เพื่อป้องกันการซุกซ่อนกระดาษหรือสิ่งอื่นใดที่จะใช้ในการทุจริต และนั่งเรียงกันอยู่ภายในท้องพระโรงอย่างเป็นระเบียบ

กวนฉีหลินเมื่อได้รับข้อสอบ เขาก็นึกอมยิ้ม... โจทย์คำถามนั้นช่างสามัญนัก แต่หากตอบได้ยากเย็นสมแล้วเป็นข้อสอบของระดับสูงสุด

เขาจึงต้องใช้ความคิดแม้ในขณะฝนหมึกช้าๆ

 

“ท่านอ้วงไม่เข้าไปหรือพะยะค่ะ” จ้วนจิ้นถามออกมาด้วยความสงสัยเมื่อท่านอ้วงเสด็จมาถึงสนามสอบแล้วแต่กลับลอบยืนมองอยู่ด้านนอก

หลีหลงฉีส่ายหน้าจนหน้าจนหัวคลอน

“ไม่ได้ๆ พี่จ้วน... ลืมหรือไรว่าข้าโกหกน้องฉีหลินเรื่องฐานะของข้า หากเข้าไปตอนนี้ น้องฉีหลินก็จะได้เห็นตอนที่ผู้คุมสอบคราวะข้า เขาก็ต้องทราบฐานะข้า”

“แต่หาน้องฉีหลินเข้ารับราชการจริงๆ เขาก็ต้องทราบอยู่ดีว่าทรงเป็นพระราชนัดดาองค์ฮวงตี่” จ้วนจิ้นชี้เหตุผล

“แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นข้าจะหาโอกาสอธิบายให้เขาฟังเอง และอย่าลืมสิท่านมหาเสนาบอกไว้ว่าห้ามให้ผู้อื่นรู้ว่าฉีหลินกับข้าเป็นอะไรกัน จนกว่าฉีหลินจะผ่านการสอบเข้าไปเป็นข้าราชสำนักได้”

มองจากตรงนี้เห็นฉีหลินน้อย เจ้าหนุ่มวัยสิบแปดย่างสิบเก้ากำลังนั่งอมยิ้มจางๆเขียนอักษรด้วยพู่กัน แม้ตรงที่นั่งแดดจะส่อง แต่หนุ่มน้อยก็ไม่ได้อานาธรแต่อย่างไร ดูเหมือนเขาจะดำดิ่งสู่ห้วงสมาธิที่ลึกล้ำ

“เรากลับกันเถอะ” หลีหลงฉีกล่าว

“ประเดี๋ยวฮวงตี่ก็จะเสด็จ หากพระองค์ทรงเห็นข้า ประเดี๋ยวจะทรงเรียกเข้าไปด้วยกัน... เท่านั้นหละความที่ข้าปิดบังน้องฉีหลินนั้นก็จะแตกดุจกัน”

 

ทฤษฏีใช้ทหารเท่าที่จำเป็น... เซียนเน่อ ยอดแห่งแม่ทัพช่างอยากจะเห็นหน้าเจ้าของทฤษฏีนัก... ได้ยินว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ท่านมหาเสนาบดียงชงเป็นผู้ให้การสนับสนุน  ฟังครั้งแรกว่าเป็นเด็กฝากมา ก็รู้สึกอคติ แต่หากเมื่อได้อ่านทฤษฏีนี้... เซียนเน่อถึงขนาดต้องอาสามาเป็นกรรมการในการสอบวิทยายุทธ์ด้วยตนเอง

เจ้าหนุ่มหน้าละอ่อนนี่หรือ กวนฉีหลิน... ดวงหน้ายิ้มแย้ม และดูอ่อนโยนละมุ่นละไมเยี่ยงอิสตรีเสียมากกว่าบุรุษ

ต่อหน้าคู่ต่อกรที่เป็นทหารหลวงยอดฝีมือ เจ้าหนุ่มก็ยังไม่ได้มีความกังวลในสายตาแต่กลับโน้มกายคารวะทหารผู้นั้น ด้วยกิริยานอบน้อมยิ่ง

ครั้งเมื่อเขากระตวัดกระบี่เพื่อเตรียมพร้อม สำหรับเซียงเน่อ... เขารู้สึกถึงรัศมีคมกล้า..

แล้วทหารหลวงก็จู่โจมด้วยหอก เด็กน้อยเพียงเอี้ยวกายก็หลบได้ แล้วเคลื่อนฉับไวประชิดวงในทำลายข้อได้เปรียบของอาวุธยาวจนหมดสิ้น แล้วเขาก็โจมตีด้วยเพลงกระบี่ที่ว่องไวอย่างยิ่งจนทหารหลวงระดับชั้นยอดต้องปัดป้องอย่างยากลำบาก ไม่สามารถแม้โต้ตอบกลับไปได้

 

จนที่สุดก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ด้วยโดนกระบี่จี้คอหอย

“นายท่าน ผู้น้อยล่วงเกินแล้ว” กวนฉีหลินกล่าวอย่างนอบน้อม

“ฝีมือเจ้าดีนัก... กระบี่นี้เรียกเพลงกระบี่อะไรหรือ” ทหารหนุ่มถามด้วยสนใจ

“กระบี่นี้เป็นกระบี่สกุลกวน นามเคลื่อนดาวคล้อยเดือน” กวนฉีหลินตอบ

“นับถือ นับถือ” นายทหารหนุ่มแล้วยกมือแสดงอาการคำนับ

“เป็นอย่างไรแม่ทัพเซียง” ผู้คุมสอบหันมาถาม เมื่อสองคู่ต่อสู้หันมาคำนับแล้วเดินลงจากพื้นยกที่ใช้ในการประลองไป

“ข้ามีตำแหน่งที่เหมาะสมแก่เขาแล้ว... ประตูตานเฟ่งขาดนายกองที่เหมาะสม... หากที่การทดสอบที่เหลือ ขี่ม้า ยิงธนู ก็คงน่าจะผ่านหมดสิ้น ข้าจะเสนอต่อองค์ฮวงตี่ให้เขาประจำตำแหน่งหัวหน้าองค์รักษ์ประจำประตูตานเฟ่ง” เซียงเน่อตอบแล้วยิ้มชอบใจ

 

ทั่มฮัว

เหลียงเว่ยดูจะกระตือรือร้นมากเสียยิ่งกว่ากวนฉีหลินเสียอีก ดังนั้นเมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าประตูซูเก๋อ ที่ใช้เป็นที่ประกาศผล เหลียงเว่ยจึงอดบ่นมิได้เพราะการติดประกาศได้ทำเรียบร้อยแล้ว และมีฝูงชนจำนวนมากทั้งผู้เข้าสอบและคนที่สนใจมามุงดูกัน

“น้องฉีหลิน เจ้านี่กระไร... ข้ามิใช่ผู้เข้าสอบยังตื่นเต้น... แต่เจ้าเป็นผู้เข้าสอบเสียเอง กลับเรื่อยเปื่อยนัก”

“พี่เหลียง... ผลการสอบนั้นได้เขียนมาแล้วแต่ต้น ได้หรือไม่ก็มีผลแน่นอนออกมาแล้ว แม้จะช้าจะเร็ว ที่สุดเราก็ต้องได้เห็นผลสอบอยู่ดี ใช่หรือไม่...” กวนฉีหลินตอบอย่างใจเย็น และยิ้มแย้ม

เหลียงเว่ยส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นคนมากมายมุงดูกำแพงที่ใช้ประกาศผล เหลียงเว่ยใจร้อน อยากรู้จึงทำท่าจะกระโดดออกไปด้วยวิชาตัวเบา

“เดี๋ยวก่อน ท่านพี่จะทำอะไร” กวนฉีหลินรั้ง

เหลียงเว่ยหันมามองหน้าอย่างขัดใจ

“ข้าก็จะไปเอากระดาษประกาศผลมาให้เจ้าอย่างไร”

“มิได้นะท่านพี่... นี่คือกระดาษสำคัญ ฉีกกระดาษนี้เท่ากับดูหมิ่นเบื้องสูง โทษประหาร” กวนฉีหลินรีบบอก

เหลียงเว่ยจึงต้องหยุดยั้งไว้

“แล้วเราจะเข้าไปอ่านได้อย่างไรคนมากมายนัก”

“ผู้ใดกันกวนฉีหลิน” คนหนึ่งที่เดินออกมาแล้วกล่าวแก่ชายที่เดินร่วมทางกันออกมา

“ได้ทั่มฮัว แต่มีผลคะแนนด้านบู๊สูงนัก ข้าอยากจะชมดูนักว่าหน้าตาผู้เก่งกาจเป็นเช่นไร...”

กวนฉีหลินได้ยินเต็มหู ถึงกับยืนนิ่ง

“ฉีหลิน เขาบอกว่าเจ้าคือทั่มฮัว.” เหลียงเว่ยหันมาถามด้วยแววตาสงสัยนัก

“อันใดคือทั่มฮัว...”

กวนฉีหลินหันมามองหน้าพี่เหลียงเว่ย แต่แววตาของเขายังเต็มไปด้วยความงุนงงอย่างยิ่ง...

“ทั่มฮัว... คือผู้สอบได้จินซื่อจิตี่หรือหมายถึงระดับสูงสุดได้เป็นลำดับสาม...” คนตอบประโยคนี้คือผู้ที่อยู่ข้างหลัง

ก้าวเข้าต่อหน้ากวนฉีหลิน แล้วตบบนบ่า... คือชายชราท่าทางภูมิฐาน

“เจ้าหรือกวนฉีหลิน... ไม่ผิดแล้วที่ข้าให้โอกาสเจ้าได้ข้ามขั้นมาสอบ... ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวังจริงๆ”

 

“เป็นเช่นนั้นหรือท่านมหาเสนาบดี” ฮวงหลินจื้อ หลีหลงฉีกล่าวด้วยความยินดี

ท่านมหาเสนาบดีค้อมกายรับ

“พะยะค่ะ นับว่าสายพระเนตรของท่านอ้วงกว้างไกลนัก ทรงเล็งเห็นความสามารถของเด็กคนนี้ การสอบจิ้นซื่อบู๊นั้นไม่ได้วัดแค่ฝีมือ แต่ยังต้องเชี่ยวชาญตำรับพิชัยสงครามอีกด้วย ข้าพระบาทได้อ่านบทความของเขาแล้วช่างน่าประหลาดใจนัก ส่วนในการสอบบุ๊นนั้น เสียดายที่เขายังไม่แม่นยำเรื่องประวัติศาสตร์บางข้อ จึงพลาดได้เป็นเพียงทั่มฮัวเท่านั้น”

 

ด้วยกวนฉีหลินเป็นทั่มฮัวเขาจึงต้องสวมชุดขุนนางและถือฮูู้ไม้ไผ่ เดินตามเจ้ากรมพิธีการเข้ามาในแถวของขุนนางที่จะไปเข้าภายในผ่านพระที่นั่ง หานหยวนเข้าไปภายในบริเวณของพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งมีพระที่นั่งส้วนเชิงตั้งตระหง่านเป็นอยู่ภายใน

เมื่อเข้ามาภายในเขาก็นั่งเรียงในแถวของผู้ที่มารอเข้าเฝ้า กระทั้งได้เวลาเสด็จออกขององค์ฮวงตี่

“ฝ่าบาทเสด็จ” เสียงเจ้าพนักงานออกเสียงก้องท้องพระโรง กวนฉีหลินคุกเข่าลงพร้อมๆกับบรรดาขุนนางทั้งหลาย ก้มหน้าต่อแผ่นฮู้แล้วออกเสียงแล้วกราบลง

“ขอพระหมื่นปี ทรงเจริญ หมื่นปี หมื่นปี”

“กราบทูลฝ่าบาท” เสนาบดีฝ่ายพิธีการกราบทูลเมื่อก้าวออกจากแถวมาที่กลางท้องพระโรง

“ด้วยพระบารมีการสอบจิ้นซื่อปีนี้ได้ผ่านไปโดยเรียบร้อยดี บัดนี้ท่านเจ้ากรมพิธีการได้นำผู้เข้าสอบที่ได้จิ้นซื่อจิตี้ทั้งสามได้แก่ จอหงวน ปานเหยียน และทั้มฮัวมาเฝ้าชมพระบารมีและรับพระราชโชวาท ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด”

ขันทีที่อยู่ใกล้พระแท่นที่ประทับ หันมองถังจงจง เมื่อเห็นว่าทรงพยักหน้า จึงออกเสียง

“เบิกตัวเจ้ากรมพิธีการ และจิ้นซื่อจิตี้ทั้งสามอันดับ”

ตอนที่กวนฉีหลินลุกในกิริยายอบกายต่ำตามเจ้ากรมพิธีการไป เขาใจระทึก ไม่กล้าแม้จะมองไปที่พระแท่นที่ประทับ เมื่อคุกเข่าลงที่กลางโถงก็ยังไม่กล้าเงย

“ทูลฝ่าบาท ข้างวนอี้ เจ้ากรมพิธีการได้นำผู้สอบได้จิ้นซื้อจิตี้มาเข้าเฝ้าดังนี้...”

แล้วท่านเจ้ากรมก็ขานชื่อทีละคน กระทั้งถึง...

“ผู้สอบได้ทั่มฮัว... กวนฉีหลิน อายุ 19 ปี ชาวเมืองเซิ่งโจว”

ตอนนั้นในท้องพระโรงมีเสียงฮัมเบาๆ เมื่อท่านเจ้ากรมบอกอายุของกวนฉีหลิน

กวนฉีหลินไม่ได้ใส่ใจต่อเสียงแผ่วเบา เขากราบลงกับพื้นพระตำหนัก แล้วขึ้นมาก้มหน้ามองแผ่นฮู้ดุจเดิม

“จงเงยหน้า ทั่มฮัว” เสียงนี้...

“ทั่มฮั่วเงยหน้าขึ้น” ขันทีหน้าพระแท่นขาน

กวนฉีหลินจึงเงยหน้าขึ้น

ตอนนั้นเขาได้เห็นพระพักตร์แห่งผู้เป็นใหญ่สูงสุดในแผ่นดินเป็นครั้งแรก พระเจ้าถังจงจงทรงพยักพระเศียรแล้วมีรับสั่ง

“เจ้ายังอายุน้อยนัก แต่กลับมีความสามารถ สอบได้ถึงทั่มฮัว... ดีนัก ดีนัก...นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับราชสำนัก ต่อไปเราจักได้มีขุนนางหนุ่มๆมาช่วยบริหารกิจการทั้งหลาย ดีนัก ดีนัก”

“ทูลฝ่าบาท” เสียงจากด้านขุนนางบู๊ แล้วแม่ทัพเซียงเน่อก็ลุกมาคุกเข่าเคียงข้างกวนฉีหลิน

“ข้าพระองค์ได้ไปเป็นกรรมการสอบบู๊ ได้เห็นว่าทั่มฮัวผู้นี้เป็นผู้มีความสามารถสูงส่ง บัดนี้กองรักษาพระองค์ประตูตานเฟ่งขาดหัวหน้า ข้าพระองค์จึงกราบทูลเสนอให้กวนฉีหลินไปเป็นหัวหน้ากองรักษาประตูตานเฟ่งเพื่อถวายอารักขาและรักษาพระราชวังให้ปลอดภัยสืบไป”

เย้าชงที่อยู่ด้านหน้าสุดของแถวขุนนางบู๊นหันไปเหลือบมอง เขาลอบยิ้มอย่างพอใจ

“เช่นนั้นหรือ... อืม... หากท่านแม่ทัพเห็นดีดังนั้น... ข้าก็จะอนุญาตตามนั้น... กวนฉีหลิน... เจ้าจงศึกษางานจากท่านแม่ทัพให้มาก... ภายหน้าสืบไปจะได้เป็นยอดขุนศึกเช่นท่านแม่ทัพ ข้ามอบหมายเจ้าให้ท่านแม่ทัพดูแล และมอบหมายตำแหน่งตามที่ท่านแม่ทัพเสนอ” ถังจงจงทรงตอบออกมาหลังจากคิดได้ชั่วครู่เท่านั้น

กวนฉีหลินงงงัน ทำอะไรไม่ถูกจนกระทั้งท่านแม่ทัพต้องกระแอ่มเป็นสัญญาณ

“รับด้วยเกล้าขอบพระทัย...” กวนฉีหลินกราบลง

 

 

 

พี่น้องหวนพบหน้า

“ที่ประตูตานเฟ่งมีคนที่ข้าไว้ใจได้หลายคน เจ้าก็จงอาศัยคนเหล่านั้นในการเรียนรู้งาน ที่จริงด้วยความรู้ของเจ้า ไม่นานนักก็คงจะเข้าใจขอบเขตงาน แต่นี่คือวังหลวง ประตูตานเฟ่งก็คือประตูหลัก ดังนั้นเจ้าก็เหมือนนายด่านผู้รักษาประตูที่สำคัญที่สุด จงรอบครอบและตั้งใจทำงานให้มาก” ท่านแม่ทัพกล่าวกับกวนฉีหลินขณะร่วมทางออกมาจากวังหลวงหลังจากเสร็จสิ้นการออกท้องพระโรงในตอนเช้าแล้ว

“ฉีหลินจะจำคำสอนของท่านแม่ทัพเอาไว้อย่างมั่นคง ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา” กวนฉีหลินน้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม

จะด้วยหน้าตาหน้าเอ็นดูหรือด้วยกิริยาที่น่ารัก เซียงเน่อรู้สึกเมตตาต่อทั่มฮัวคนใหม่อย่างยิ่ง

“อย่าคิดว่านี่คือตำแหน่งต่ำต้อย ตำแหน่งหัวหน้าองค์รักษ์ประตูสำคัญนั้นเทียบได้กับขุนศึกในการทำสงคราม ต่อไปเจ้าคือคนที่ต้องตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยขององค์ฮวงตี่ ซึ่งยิ่งกว่าการทำสงครามเสียอีก อีกประการเจ้ายังเป็นหัวหน้าของทหารยอดฝีมืออีกสามพันนาย ทหารเหล่านี้มีความสามารถเทียบกับกองทัพปกตินับหมื่นเลยก็ว่าได้... หากเจ้าตั้งใจทำงานในหน้าที่โอกาสก้าวหน้าก็มีสูง” ท่านมหาเสนาบดีที่เดินร่วมออกมาด้วยเช่นกันกล่าว

“ขอบคุณท่านมหาเสนาบดีที่สั่งสอน ข้าจะจำไว้ในใจด้วยเช่นกัน” กวนฉีหลินกล่าวแล้วคำนับ

 

ทั้ง สองยังพักอยู่ที่โรงเตี้ยมเดิมยังไม่ได้ย้ายออก เพราะอย่างไรดีกวนฉีหลินก็จะได้รับอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมบ้านก่อนจะเข้ามา รับราชการอย่างเป็นทางการ

แต่พอกวนฉีหลินกลับออกมาจากราชสำนัก ก็นั่งเงียบในสวนเล็กๆของโรงเตี้ยม

“ทำไม... โดนฮวงตี่ดุมาเหรอ” เหลียงเว่ยถามแล้ววางจานขนมเปี๊ยะดอกกุ๋ยฮัวที่กวนฉีหลินเคยบอกว่าอร่อย

กวนฉีหลินมองขนมแล้วมองหน้าคนวางจาน

“มิได้ท่านพี่ ฝ่าบาททรงเมตตากับข้ามาก... เพียงแต่ข้ากำลังรู้สึกราวตัวเองฝันไป” กวนฉีหลินกล่าวแล้วถอนหายใจ เอาขนมเปี๊ยะใส่ปากกัดคำหนึ่ง แล้วก็ถือเอาไว้มองเหลียมมุมที่เกิดจากการกัด

“วานก่อนหน้า...ข้ายังเป็นแค่เด็กน้อยฉีหลิน เดินทางจากบ้านนอกคอกนา... บัดนี้ชะตาพลิกผัน ข้าพึ่งได้รับการชื่นชมจากองค์ฮวงตี่ผู้ยิ่งใหญ่ แถมยังได้รับตำแหน่งหัวหน้าองค์รักษ์เสียด้วย...”

“แต่ข้าหาได้แปลกใจอันใดไม่...” เสียงดังจากด้านหลัง กวนฉีหลินจึงหันไป

“อาจารย์” กวนฉีหลินร้องออกมาอย่างยินดี

เหลียงเว่ยหันขวับไป เมื่อได้เห็นชายชราผู้นามผู้เฒ่าเมฆขาว ก็เมินไปเสียด้วยไม่สบอารมณ์นัก

 

“ที่จริงเราทั้งสองกำลังจะเดินทางฮูเป่ย แต่มาได้ยินว่ามีประกาศผลสอบจิ้นซื่อ แล้วยังมาได้ยินว่าทั่มฮัวนั้นอายุเพียงสิบเก้า ก็เลยสนใจสอบถาม แล้วก็ได้ความว่าเป็นเจ้าจริงๆ” อาจารย์ฉีกล่าว จิบน้ำชาพลางกินขนมเปี๊ยะ

เหลียงเว่ยอดมองตามมือของชายชรามิได้ เพราะเขาตั้งใจเอาขนมมากำนัลแก่น้องฉีหลินของเขามิใช่ชายชราสองคน แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นชายชราที่ทำให้เสียหน้ามาแล้วด้วย

“ที่บอกว่าไม่แปลกใจนั้นเพราะด้วยความสามารถของเจ้า ก็คงต้องสอบได้ แถมเจ้ายังมีผลงานใหญ่อีกด้วย อย่างไรเสียก็จะต้องมีคนคอยสนับสนุน” อาจารย์ยี่กล่าว แล้วกัดขนมเปี๊ยะ แล้วจงใจหันเคี้ยวให้เหลียงเว่ยชมดูเสียอีก

“ผลงานใหญ่อันใด” กวนฉีหลินงุนงงนัก

สองอาจารย์สบตากัน

“แสดงว่าเขายังไม่ได้บอกเจ้าสินะ” อาจารย์ฉีเอามือลูบเคราขาวๆ แล้วพยักหน้า

“อันใดเล่าอาจารย์ เขาคือผู้ใด อย่าได้กล่าวเป็นปริศนาดังนี้ศิษย์ไมเข้าใจ” กวนฉีหลินเอื้อมมือจับแขนอาจารย์ฉีเขย่าเหมือนตอนเด็กๆ

“เฮ้อ...” ยี่จินไฮ้ถอนใจออกมา “เดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้เองนั้นหละ... เอาเป็นว่าเจ้ามันเก่งบวกกับดวงดี... ได้รับราชการนี้ก็ดีเหมือนกัน”

อาจารย์ฉีมองพินิจเจ้าฉีหลินน้อยที่ทำหน้ามุ้ยไม่เข้าใจ

“ฉีหลินเอ้ย... ลาภยศนั้นนำมาซึ่งความสุขและทุกข์เคล้ากัน... การที่เจ้าเข้ามายังราชสำนักตอนนี้ อาจารย์เกรงว่าเจ้าต้องระมัดระวังตัวให้หนัก...” อาจารย์ฉีเอามือตบบ่าแล้วถอนกลับมาหยิบถ้วยน้ำชา

“ตอนนี้อำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงต่อผู้หนึ่งผู้ใด... แก่งแย่งกันไปมา แม้แต่เชื้อพระวงศ์หญิงก็หมายมุ่งจะเป็นใหญ่เสียเอง จะว่าเป็นผลจากพระนางอู๋ก็ใช่ ส่วนหนึ่ง... แต่ด้วยสถานการณ์เป็นไปดังนี้ ตอนนี้เจ้าจะต้องระมัดระวังตัวให้ดี”

“ทางที่ดีเจ้าต้องรู้นบน้อมกับผู้ใหญ่ให้เขาเมตตารักใคร่ ต้องรู้จักเอาอกเอาใจผู้สูงกว่า และรักษาน้ำใจผู้ต้อยต่ำกว่า ไม่เย่อหยิ่งกับประชาชน มีน้ำใจช่วยเหลือ และไม่นิ่งนอนใจกับความทุกข์ของทวยราษฎร์ ตระหนักเสมอว่ายามเรานอนสบายบนเตียงสูง ยังมีประชาอีกมากต้องนอนกลางดิน เวลาเรากินอาหารรสเลิศยังมีประชาอีกมากต้องอดอยาก ไม่หมิ่นฟ้า ไม่ปรามาสคน สนใจในการเรียนรู้ตลอดเวลา ดังนี้จึงเรียกว่าเป็นผู้มีปัญญา”

ยี่จินไฮ้ก็มองพินิจลูกศิษย์แสนรัก

“อาจารย์คงจะต้องฝากเจ้าเรื่องฝีมือของเจ้า แม้เจ้าจะมีวิทยายุทธ์เลิศกว่าผู้ใด จำไว้ว่าห้ามโอ้อวด หมั่นทบทวนยุทธ์ เพื่อพัฒนาฝีมือ แต่ต้องไม่ใช้ทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ไม่ใช้ข่มเหงน้ำใจผู้อื่น และไม่ใช้ทำการผิดต่อฟ้าดิน จงเป็นดังพยัคฆ์ที่สงบและหุบกรงเล็บ อย่าเที่ยวอวดอ้าง อวดตัวว่าเลิศกว่าผู้ใด”

กวนฉีหลินลุกขึ้นแล้ว คุกเข่าลงกราบ

“คำสอนของอาจารย์ ข้าฉีหลินจะจดจารึกไว้ในใจ และยึดมั่นเป็นศิลาแห่งชีวิต สองอาจารย์มีเมตตาต่อข้าหนักหนา ฉีหลินขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสอง”

สองอาจารย์สบตากันแล้วยิ้มออกมาด้วยความปิติ บัดนี้ฉีหลินน้อยเติบใหญ่ไปไกลกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดได้... และภายหน้าไม่แน่ว่าจะเป็นยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้...

แม้ฉีหลินจะพยายามรั้งสองอาจารย์ไว้ แต่ทั้งสองกลับปฏิเสธแล้วแจ้งว่าจะเดินทางต่อไปเยี่ยงสองผู้พเนจร เขาจึงต้องปล่อยท่านทั้งสองไป

“สิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องระวัง ยังจำยอดฝืมือที่ใช้วิชาของหมื่นบุพฝาได้หรือไม่... เขามีนามว่าหม่าจง เคยเป็นศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์อาของเจ้า ยี่จินหง... เขาลักลอบคัดลอกวิชาแล้วหนีลงจากหมื่นบุพผา เพราะเขาทะเยอทะยาน  เจ้าต้องระวังให้ดี... เพราะวิชาของหมื่นบุพผานั้นหากฝึกฝนโดยไม่ได้มีร่างกายที่เหมาะสม ย่อมจะกัดกินผู้ใช้ เขาเหมือนจะมีวิชาสูง แต่พื้นฐานภายในอ่อนแอนัก... หากเจ้าได้พบกัน เป็นไปได้ควรมีเมตตาในฐานศิษย์ร่วมสำนัก เข้าใจหรือไม่” นั้นคือสิ่งที่อาจารย์ยี่จินไฮ้แจ้งไว้...

 

เป่ยฮวงโฮ่วถึงกับเหวี่ยงม้วนเอกสารที่ทนอ่านได้เพียงกึ่งหนึ่งทิ้งไปด้วยโทสะ บรรดานางกำนัลที่เฝ้าแหนก็พอกันย่อกายคุกเข่าก้มหน้า

“เหลวไหลสิ้นดี” พระนางลุกพรวดขึ้นอย่างเดือดดาล

องค์หญิงอัลเล่อที่ทรงกรรแสงอยู่ใกล้ๆ ก็ยิ่งโหมเชื้อไฟ

“สมเด็จพ่อไม่ทรงรับฝังหม่อมฉันชี้แจง แต่ทรงเชื่อคำของจินเฮง สมเด็จแม่... สมเด็จพ่อไม่รักหม่อมฉันแล้ว”

พระนางหันมองหน้าลูกสาว แล้วก็เดินมายังที่ซึ่งชู้รักของนางยืนอยู่  เห็นหน้าแล้วโมโห

“เจ้านี่มันโง่นัก...” พระนางฟาดมือที่แขนของขุ่ยฉีอย่างแรง “ฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นว่าเลวแล้ว การที่ไม่รู้จักกลบมูลตัวเอง ปล่อยให้ส่งกลิ่นให้คนจับได้นั้น เลวและโง่งมยิ่งกว่า... นี่ยังดีนะที่ทรงเกรงใจข้า ไม่อย่างนั้นเจ้าสองคนโดนกุดหัวไปแล้ว”

ขุ่ยฉีทำหน้าซึมเซาหันไปสอบตากับเจ่งยินอีกหนึ่งคนสนิทของพระนางเว่ย

“ออกไปทั้งสองคน ข้ารำคราญนัก” พระนางตวาด

สองขุนนางจึงค้อมกายลงกล่าวคำถวายพระพรแล้วเดินยอบหลังจะออกไป

“เดี๋ยว...” พระนางเรียกรั้งไว้

“เรียกหม่าจงเข้ามาหาข้าด้วย”

 

หม่าจงรับฟังสิ่งทีพระนางเว่ยฮ่วงโฮ่วบอกแล้วก็ต้องลอบซ่อนสีหน้าตกใจ แต่เขาก็คาดเอาไว้แล้วพระนางเว่ยจะต้องมาถึงจุดนี้เข้าสักวัน...

เขาถอนหายใจเบาๆไม่ให้เสียมารยาทแล้วก็โค้งกราบทูล

“ในการที่ทรงรับสั่ง... ข้าพระบาทมีสิ่งที่จะช่วยเหลือได้... ในตำรับยาหมื่นบุพผามีพิษชนิดหนึ่งที่สามารถผสมใส่ในอาหารวันละนิดอย่างไร้ร่องรอย แล้วก็จะเป็นผลให้ถึงแก่ชีวิตอย่างไร้ร่องรอยดุจกัน”

แววตาของหม่าจงมีแววอำมหิตออกมาอย่างแรงกล้า... ดุจกับพระนางเว่ย พระนางเชิดหน้าขึ้นมองลวดลายพญามังกรบนเสาพระตำหนักแล้วแย้มรอยยิ้มและรอยหมิ่นประมาทออกมา

 

หลีหลงฉีเดินคุยกับจ้วนจิ้นเรื่องจะบอกกับกวนฉีหลินอย่างไรเรื่องฐานะของเขา

“น้องฉีหลินจะโกรธข้าหรือไม่พี่จ้วน” หลีหลงฉีกล่าวแล้วทอดลมหายใจยาว

“น้องฉีหลินเป็นคนสัตย์ซื่อ เขาต้องไม่ชมชอบคนโป้ปดแน่นอน... แล้วข้าจะทำอย่างไรดีเรื่องนี้”

จ้วนจิ้นถอนหายตาม

“เหตุท่านอ้วงคิดมานัก...” จ้วนจิ้นกำลังพูดอยู่แต่หยุดไปแค่นั้นเมื่อ องค์รักษ์หนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาดักหน้าไว้

“ท่านอ้วง จะทรงเสด็จไปไหนหรือพะยะค่ะ”

องค์รักษ์หนุ่มร่างสูงดวงหน้าคมคายชวนมองไม่น้อย แต่หลีหลงฉีไม่ค่อยชอบจะเห็นหนุ่มน้อยผู้นี้นัก เพราะเว่ยเจียนซูคือคนที่พระบิดาส่งมาติดตามเขาในวันนี้ เนื่องจากพระบิดาทรงมีดำริจัดงานสังสรรค์ภายในตำหนัก แล้วแต่ละครั้งที่จัดก็จะมีแต่ขุนนางและแม่ทัพแก่ๆ ซึ่งสนทนากันแต่เรื่องน่าเบื่อนัก

“ข้าจะไปข้างนอก เจ้าไปกราบทูลพระบิดาว่าข้าจะกลับค่ำๆ” หลีหลงฉีปกติมักจะมีบุคลิกอ่อนโยนต่อผู้อื่น แต่เพราะต้องการข่มไม่ให้เว่ยเจียงซูขัดขวางเขา เขาจึงทำท่าวางอำนาจแบบท่านอ้วง

“แต่ท่านอ้วงมีรับสั่งไม่ให้ ท่านอ้วงน้อยเสด็จไปไหน... วันนี้จะมีแขกสำคัญที่พระองค์ทรงมีประสงค์ให้ทรงได้รู้จักเอาไว้”

“ข้าไม่อยากรู้จัก... พวกขุนนางข้าก็รู้จักหมดแล้ว... ไปกราบทูลว่า...”

“หลงฉี” เสียงเอ็ดตวาดดังลั่น

 

หลีหลงฉีจึงต้องเดินตามพระบิดามาต้อยๆ ไม่อาจขัดขืน  พอเข้ามาถึงงานเลี้ยงภายในห้องโถงของตำหนักกลาง เขาก็ต้องปั้นหน้าให้ยิ้มแย้ม

บรรดาขุนนางที่รออยู่ด้วยต่างลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อถวายบังคม

จ้วนจิ้นกวาดตาไปทั่วๆด้วยความเคยชิน เขาเห็นสองคนที่ยังหนุ่มนั่งอยู่ใกล้กันโดยมีโต๊ะอีกตัวยังว่างอยู่

“คนไหนคือสามจิ้นซื้อจิตี้” ต้าเป้ยฮวงถามเมื่อนั่งลงแล้ว

หลีหลงฉีถึงกับสะดุ้ง

เย้าชงกล่าวแล้วฝายมือไป

“จอหงวนเว้นกั่ว ป้านเจี้ยนซีเอ่อ”

สองหนุ่มลุกขึ้นทำการคราวะท่านอ้วง

“อ้าวแล้ว... หนุ่มน้อยที่ได้ตำแหน่งราชองค์รักษ์เล่าไปไหนเสีย” หลีต้านถามต่อเมื่อไม่ได้เห็น

“ข้าพระบาทให้คนไปส่งแล้ว แต่เพราะการสังสรรค์วันนี้จัดกระชั้นนั้น ไม่รู้ว่าทั้มฮัวกวนฉีหลินจะได้ข่าวก่อนจะเดินทางหรือไม่... เพราะเขาได้รับพระกรุณาให้กลับไปเยี่ยมบ้าน อาจเดินทางไปแล้ว” เย้าชงตอบ

หลีหลงฉีถึงกับลอบถอนหายใจ

หลีหลงฉีโล่งอกที่กวนฉีหลินไม่ได้มาด้วย เพราะเขายังหาคำพูดบอกน้องฉีหลินไม่ได้ ดังนั้นจึงเริ่มสนทนากับจอหงวนด้วยได้ยินว่าสนใจในดนตรีด้วยเช่นกัน

“ข้าก็ชมชอบบรรเลงผีผาเช่นกัน ว่างๆจะต้องหาเวลาให้ท่านเว้นแนะนำแล้ว” หลีหลงฉีกล่าว

“ลูกฉีของข้าบรรเลงดนตรีได้ไพเราะยิ่ง... ดีนัก ดีนัก วันหน้าข้าจะจัดงานเลี้ยงชมฟังดนตรี... ให้ลูกฉี กับท่านเว้นได้บรรเลงร่วมกัน” หลีต้านกล่าวออกไปบ้าง

แต่องค์รักษ์เว่ยจินซูก็เข้า แล้วมารายงานใกล้ๆ

“ท่านแม่ทัพมาถึงแล้วพะยะค่ะ”

“อ้าว... รีบเชิญเร็วเข้า” ท่านอ้วงตอบ

หลีหลงฉีจึงหันไปถามซีเอ่อ ถึงความถนัด

“เช่นนั้นหรือ... วาดภาพ... เป็นศาสตร์แห่งผู้ดีอย่างแท้จริง... งานศิลป์อันงดงามข้าก็ชมชอบเช่นกัน” หลีหลงฉีกล่าวชื่นชมเมื่อได้รับคำตอบกลับมา

ระหว่างนั้นมองจากห่างตา เห็นมีคนสองคนเข้ามาในท้องพระโรง น่าจะเป็นแม่ทัพเซียงเน่อ และผู้อื่นอีกคน

“ดังนั้น... เชิญท่านซีนำภาพมา...” แล้วหลีหลงฉีก็หยุดไปแค่นั้น เพราะระหว่างที่พูดเขาก็หันไปมองว่าผู้เข้ามาใหม่เป็นใครบ้าง

ได้เห็นเต็มตา เป็นหนุ่มน้อยดวงหน้าละไม กำลังเบิกตามองหน้าเขาด้วยแววพิศวงไม่ต่างกัน

“อ้าวๆ... ท่านแม่ทัพ เหตุใดท่านจึงมาสาย” พระบิดากล่าวอย่างอารมณ์ดี

“แล้วนี่พาใครมาด้วยกัน”

ท่านแม่ทัพแสดงอาการถวายบังคม เช่นกันกับหนุ่มผู้ยืนเคียงข้าง

“ข้าพระบาทมีราชการด่วนที่นอกเมือง เร่งเดินทางไปกลับเพื่อมาร่วมงานก็ได้พบกับทั่มฮัวกวนที่กลางทาง ทั่มฮัวกวน ไม่ได้รับข่าวว่าท่านอ้วงเชิญ เพราะเขาออกจากโรงเตี้ยมเมื่อเช้าตรู่ ดังนั้นเมื่อทราบจากข้าพระบาทจึงรีบเดินทางมาด้วยกัน”

กวนฉีหลินน้อมกายอีกครั้ง

“ข้าพระบาทกวนฉีหลินไม่ทราบท่านอ้วงมีพระประสงค์ให้เข้าเฝ้าจึงได้เดินทางออกจากเมืองไป ขอท่านอ้วงโปรดประทานอภัย”

“ไม่เป็นไรไม่เป็นไร...” หลีต้านกล่าวอย่างชอบใจ

“เจ้ายังหนุ่มน้อย แต่มีความสามารถ ข้าจึงปรารถนาจะได้เห็นก็เลยให้คนไปเชิญมา... ลูกชายข้าหลีหลงฉีชอบคบหาผู้มีฝีมือ... ลูกฉี”

พระบิดาหันมาเห็นหลีหลงฉีกำลังนั่งจ้องตากับกวนฉีหลิน...

“ถวายบังคมหลิงจื้อฮวง... กวนฉีหลินยินดีนักที่ในที่สุดก็ได้พบพระองค์ที่แท้จริงเสียที” กวนฉีหลินค้อมกาย

 

งานเลี้ยงจบไปแล้วเพราะเป็นแค่เลี้ยงสังสรรค์นิดหน่อย แต่หลีหลงฉีกลับเดินหมุนไปหมุนมาในตำหนักส่วนตัวของตนเองอย่างวุ่นวายจนจ้วนจิ้นนึกรำคราญ

“ท่านอ้วงจะประทับลงก่อนดีไหมพะยะค่ะ”

หลีหลงฉีหันมาทำหน้าเหมือนฟ้าจะถล่มทับ

“พี่จ้วน... ข้าวุ่นวายใจนัก น้องฉีหลินได้รู้ฐานะของข้าโดยข้ายังไม่ได้อธิบายสักคำ เขาจะรู้สึกเช่นไร... ข้าร้อนใจอยากไปพบนัก”

“อยากไปพบ ก็ไปสิพะยะค่ะ วันนี้ท่านอ้วงอนุญาตให้เขาได้พักในพระตำหนักนี่เอง แค่เสด็จไปก็จะได้รู้ว่าเขาคิดอย่างไร... จะทรงเสียแรงงานดำเนินวนไปเวียนมา ให้ข้าพระบาทเวียนหัวเล่นทำไมเล่า” จ้วนจิ้นชี้แนะด้วยรำคราญนัก

 

กวนฉีหลินกำลังกำลังจัดเตียง โดยที่เหลียงเว่ยที่กำลังขัดกระบี่ก่อนนอน

แล้วก็มีเสียงเคาะประตู

“น้องกวน... นอนแล้วหรือยัง” เสียงถามมา กวนฉีหลินจำได้ว่าเป็นเสียงของพี่จ้วนจิ้น

เขาจึงหันไปเดินไปเอาเสื้อตัวนอกมาใส่ แล้วหันไปส่งสายตาให้พี่เหลียงลุกขึ้น แล้วเขาก็ไปเปิดประตู

พอเปิดมาก็เห็นจ้วนจิ้นยืนอยู่ โดยมีหลีหลงฉียืนอยู่ข้างๆ

เขาจึงน้อมกายต่ำถวายบังคม

“น้องฉีหลิน” หลีหลงฉีขยับเข้ามา แต่กวนฉีหลินถอยไปคุกเข่า

“ท่านอ้วงทรงมีการอันใดให้ข้าพระบาทรับใช้จึงเสด็จมายามดึก”

หลีหลงฉีถอนหายใจ ก้าวเข้าไปอีก

“น้องฉีหลิน”

กวนฉีหลินถอยไปอีก

“ข้าพระบาทไม่บังอาจ ไม่อาจนับพี่นับน้องกับท่านอ้วงได้...”

“น้องฉีหลิน...” หลีหลงฉีก็เข้าไปอีกก้าว

กวนฉีหลินก็จะถอยอีก

“กวนฉีหลินเจ้านี่โอหังนัก” หลีหลงฉีตวาด

จ้วนจิ้นกับเหลียงเว่ยถึงกับสบตากัน

“เจ้าสองคนออกไป ข้ามีธุระจะคุยกับน้องฉีหลินตามลำพัง”

 

พอเอาเข้าจริง หลีหลงฉีก็ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่นั่งมองกวนฉีหลินคุกเข่าอยู่กับพื้นไม่ยอมลุก

“น้องฉีหลิน... ข้าไม่มีเจตนาปิดบังอะไร... แต่เจ้าก็รู้ข้าเป็นฮวง ก็ต้องระวังตัว.. แถมในวันนั้นเราก็อยู่ในสถานการณ์อันตราย ข้าไม่รู้ผู้ใดเป็นมิตรหรือศัตรู... ข้าจึงต้องโกหกเจ้าไปเช่นนั้น”

กวนฉีหลินไม่ได้ตอบ ก้มหน้าคุกเข่าอยู่อย่างนั้น หลีหลงฉีอ่อนใจ ที่สุดก็ลุกไปคุกเข่าบ้าง

“ถ้าเจ้าไม่อภัยข้าก็คุกเข่าเช่นกัน”

กวนฉีหลินก็เลยก้มลงกราบ หลีหลงฉีก็กราบบ้าง แล้วก็นิ่งอยู่ในท่านั้นนาน... จนหลีหลงฉีชักจะเมื่อย

“น้องฉีหลิน... เจ้าจะทำอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ข้าเมื่อยแล้ว”

กวนฉีหลินไม่ได้ตอบแต่ตัวสั่น แล้วก็มีเสียงดังพรืดออกมาก่อนจะหัวเราะออกมา

หลีหลงฉีลุกพรวด

“นี่เจ้า...” หลีหลงฉีขัดใจนักเมื่อเห็นกวนฉีหลินหัวเราะกลิ้งไปกลิ้งมากับพื้น

“นี่เจ้าบังอาจนัก... หลอกให้ข้ากราบเจ้าเชียวหรือ”

กวนฉีหลินยกมือแล้วกลับมาอยู่ท่ากราบเหมือนเดิม

“ขอทรงอภัย...”

หลีหลงฉีถอนใจแล้ว ก้มลงไปประคองน้องร่วมสาบาน

“เจ้านี่ซุกซนนัก... ข้าก็นึกว่าเจ้าโกรธข้านักหนาแล้ว”

กวนฉีหลินแย้มยิ้ม ในแสงเทียนรอยยิ้มของกวนฉีหลินช่างละมุนนัก

“ที่จริงข้าพระบาทก็คิดไว้แล้วว่าทรงไม่ใช่ เชื้อสายปลายแถวสกุลหลีอย่างที่ทรงบอก... เพราะเห็นได้ชัดว่าคนร้ายจะเล่นงานท่านอ้วง ไม่ใช่ปล้นทรัพย์ แถมท่านขุนพลที่ติดตามมาช่วยยังแสดงอาการนอบน้อมกับท่านอ้วงมาก เกินกว่าจะเป็นแค่เชื้อสายสกุลหลีปลายแถวจริงๆ” กวนฉีหลินตอบ

“นี่แสดงว่าเจ้าก็แกล้งทำเป็นเชื่อโดยตลอด” หลีหลงฉีกล่าว

“ใช่.. ก็เห็นว่าทรงอยากให้เชื่อเช่นนั้น... ก็เลยทำให้ทรงสบายพระทัย” กวนฉีหลินยิ้มอีก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่หลีหลงฉีชมชอบนัก

หลีหลงฉีไม่อาจห้ามรอยยิ้มของตนเมื่อหัวใจสัมผัสถึงรอยยิ้มของฉีหลินน้อย  ดวงหน้าที่ดูนุ่มนวลเหมือนไหม และอ่อนโยนราวกลีบบุพผาแย้มของกวนฉีหลินนั้น เมื่อประดับด้วยรอยยิ้มแล้วก็ดูงดงามยิ่ง

“เจ้านั้นแกล้งข้าให้ทุกข์นัก รู้หรือไม่ว่าข้าวุ่นวายเพียงไรว่าจะกล่าวอย่างไรให้กับเจ้าเพื่อบอกความจริง ฉีหลินน้อย... ความซุกซนของเจ้าทำให้พี่ชายอยากจะตีเจ้านัก” แล้วก็เอื้อมมือไปจับศีรษะ

กวนฉีหลินทำหน้าทะเล้นให้และหัวเราะน้อยๆ

 

“ในราชสำนักตอนนี้วุ่นวายนัก... นี่ก็พึ่งจะมีคดีใหญ่ คนสนิทของเว่ยฮวงโฮ่ว โดนจับได้ว่าทุจริต พาให้เสด็จพี่หลีกุยเอ่อพลอยติดร่างแหไปด้วย การที่เจ้ามาอยู่ในวังเช่นนี้ จงระวังตนให้จงหนัก อย่าได้ไว้ใจผู้ใด” หลีหลงฉีกล่าวเมื่อทั้งสองออกมายืนชมจันทน์กันในสวนพระตำหนัก

“พี่กังวลนักที่ส่งให้เจ้าไปอยู่ในที่อันตรายเยี่ยงวังหลวง... คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าข้าคิดผิด ที่เสนอชื่อเจ้าต่อท่านเสนาบดี... หากเกิดอะไรกับเจ้า... ข้าคงเสียใจตลอดชีวิต”

กวนฉีหลินมองพระพักตร์ท่านอ้วงแล้วก็หันไปมองดวงจันทน์

“ท่านอ้วงทรงคิดมากไปแล้ว... ฉีหลินรู้จักเอาตัวรอดได้ ขอท่านอ้วงอย่าได้เป็นห่วง”

หลีหลงฉีมองดวงหน้าของกวนฉีหลิน แล้วก็มองไปที่ดวงจันทร์เช่นกัน

“ฉีหลิน เจ้าคงไม่รู้พี่หลีนั้น... ไม่ได้มีชีวิตที่เลิศลอยอย่างเช่นผู้ใดคิด... พี่นั้นแต่เด็กจนโตต้องคอยทำตามคำแนะนำของผู้นั้นผู้นี้ตลอด แม้แต่คิดเองยังไม่ได้ พี่เติบโตมาในวังหลวง จึงรู้ว่ามันไม่ได้วิเศษวิโสอะไร อาจสุขสบายกายแต่ใจนั้นไม่ใช่เลย แม้พี่น้องร่วมบิดาก็ยังหาความวางใจต่อกันไม่ได้ การอยู่ในวังนั้นเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว... วันร้ายคืนร้าย อาจโดนใส่ไคล้จนถึงแก่ชีวิต” แล้วหลีหลงฉีก็ถอนหายใจ

“ในวังนั้นไม่โสภาเอาเสียเลย... พี่ถึงได้รู้สึกว่าพี่คิดผิดไปที่เอาเจ้าเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องวุ่นวายนี้”

กวนฉีหลินนิ่งเงียบไป

“พี่หลี...” เขาเรียกคำนี้เป็นครั้งแรกนับแต่สนทนา แล้วก็หันมา พี่หลีจึงหันมาด้วย สองพี่น้องร่วมสาบานจึงสบตากัน

“ข้านั้นคือฉีหลินคนที่สาบานต่อท่านว่าจะร่วมทุกข์ หากแม้การอยู่ในวังเป็นสิ่งที่ทำให้พี่หลีของข้าเป็นทุกข์แล้วไซร้ น้องชายเยี่ยงข้าจะมิสมควรร่วมหัวจมท้ายด้วยกระนั้นหรือ... ข้านี้ดีใจนัก ในยามพี่หลีต้องการความช่วยเหลือ พี่ก็นึกถึงข้า... แสดงว่ามิเสียทีที่เราได้ร่วมสาบานกัน”

หลีหลงฉีจึงเอามือจับศีรษะของกวนฉีหลิน

“เจ้านี้ช่างเจรจานัก... รู้จักพูดให้พี่ปลาบปลื้มนัก... มา... ให้พี่กอดสักทีสิ”

แล้วหลีหลงฉีก็โอบไหล่ของกวนฉีหลิน ใต้แสงจันทร์กระจ่าง ร่างของสองหนุ่มอาบแสงเดือนนั้น แม้อากาศจะหนาวเหน็บแต่สองพี่น้องกลับรู้สึกอบอุ่น ด้วยไออุ่นจากใจของกันและกัน...

ฉีหลินตื่นแต่ก่อนสาง เพราะเขาเห็นมีต้นชาปลูกในอุทยานมากมาย คิดจะไปเก็บน้ำค้างที่ยอดชามาชงชาน้ำค้างหยกให้หลีหลงฉีได้ลิ้มลอง ซึ่งการเก็บจากต้นชาจะยิ่งได้น้ำค้างหยกที่คุณภาพดียิ่งขึ้น

พอออกมาก็เห็นหญิงสาวใบหน้างดงาม กำลังก้มๆเงยๆอยู่กับต้นชาเช่นกัน นางหูไวจึงหันมาเห็นกวนฉีหลินยืนอยู่

ได้ยินว่าเมื่อวานท่านอ้วงผู้บิดา ได้ประทานอนุญาตให้ทั่มฮัวหนุ่มกับสหายได้พักในเรือนรับรอง หรือนี่คือทั่มฮัวหนุ่ม หากเป็นเช่นนั้นแล้วเป้ยฮัวจึงต้องหยุดมือ เอาแจกันหยกมาถือไว้แล้วค้อมกาย

“พี่ท่านก็รู้จักน้ำค้างหยกหรือนี่” กวนฉีหลินรับการคารวะแล้วถาม

เป้ยฮัวแปลกใจ มองแจกันหยก  แล้วมองหน้าขุนนางหนุ่มน้อย

“หรือนายท่านก็จะมาเก็บน้ำค้างหยก เป้ยฮัวเก็บได้มากพอแล้วจะแบ่งให้ดีไหมค่ะ”

กวนฉีหลินขยับมาใกล้ นึกชมกิริยามารยาทของเป้ยฮัว เขาจำเป้ยฮัวได้ แต่เป้ยฮัวอาจยังไม่ได้ระลึกถึง

“พี่สาวจะนำชานี้ไปชงถวายท่านอ้วงใช่หรือไม่ พี่สาวเป็นหัวหน้านางกำนัลประจำพระองค์ ก็สมควรแล้วจะกระทำเช่นนี้ ข้านั้นก็มาด้วยจุดหมายเดียวกัน เมื่อพี่สาวทำแล้ว ข้าก็มิต้องทำอีก”

เป้ยฮัวแปลกใจที่ขุนนางหนุ่มน้อยรู้ตำแหน่งเธอ แต่พอพินิจรอยยิ้มกับใบหน้าจึงระลึกได้

“ที่แท้... เราเคยพบกันที่จวนเมืองหลู เป็นวาสนานัก... บัดนี้ท่านเป็นขุนนางแล้ว เป้ยฮัวขอแสดงความยินดี”

“ทำไมพี่สาวถึงได้เก็บมากนัก จริงแล้วเราสามารถนำน้ำค้างไปประสมกับน้ำบริสุทธิ์ก็จะได้ผลดุจกัน” กวนฉีหลินถามขณะร่วมทางหัวหน้านางกำนัลเป้ยฮัวมาตามทางสู่ห้องครัว

“วันนี้.. องค์หญิงจะเสด็จด้วย ข้าน้อยจึงต้องเก็บมาให้มากหน่อย เผื่อพระนางด้วย”

“องค์หญิง” กวนฉีหลินแปลกใจ

“องค์หญิงจีฮุ่ย... พระธิดาองค์สุดท้องของท่านอ้วงพระบิดา” เป้ยฮัวตอบ

“พี่เป้ยฮัว อยู่ไหน... ข้าคิดถึงนางนัก นางอยู่ที่ใดเล่า” เสียงสตรีแต่เจรจาด้วยน้ำเสียงดุจมานพหนุ่มดังมาจากห้องครัว

เป้ยฮัวหันมามองหน้ากวนฉีหลิน แล้วโค้งขออภัยก่อนจะเร่งฝีเท้า

 

องค์หญิงชินจิน

เมื่อเข้ามาภายในห้องครัวก็ได้เห็นสตรีชั้นสูงในชุดผ้าไหมและแพรประดับพลิ้วไหวงดงาม แต่นางกำลังกอดเอวเป้ยฮัวเอาไว้อย่างออดอ้อน

“พี่เป้ยข้าคิดถึงพี่นัก...”

เป้ยฮัวยิ้ม แต่ก็ต้องพยายามแกะตัวออกมา

“องค์หญิง... ประเดี๋ยวน้ำค้างจะหก... ทรงกอดเป้ยฮัวแรงนัก”

“นี่น้ำอะไร” องค์หญิงถามต่อ

“น้ำค้างหยกจากต้นชา” กวนฉีหลินตอบแทน เพื่อเรียกความสนใจ เมื่อนางหันควับด้วยกริยาไม่ได้นุ่มนวลดังสตรีอื่น เขาจึงค้อมกายลง

“กวนฉีหลิน ถวายบังคมองค์หญิงจีฮุ่ย”

องค์หญิงผละจากเป้ยฮัว มาเดินรอบตัวกวนฉีหลิน

“อ้อนี่หรือ ทั่มฮัวหนุ่ม... ได้ยินมาว่าเก่งกาจนัก และยังหนุ่มน้อย... อืม... ดูดีภูมิฐานสมแล้วได้เป็นทหารองค์รักษ์”

 

แม้พระธิดาองค์เล็กของฮวงหลีต้านนั้นจะงดงาม แต่กิริยาของนางช่างแลดูแล้วขัดแย้งกับเครื่องทรงองค์หญิงโดยสิ้นเชิง หากแม้ว่าใครไม่เคยพบองค์หญิงองค์ใดๆมาก่อนเลย ก็อาจผิดหวังต่อภาพพจน์ขององค์หญิงที่ผิดไปจากบรรดาวรรณกรรมต่างกล่าวขวัญไว้ได้

นี่หากองค์หญิงนั่งชันเข่าได้นางคงทำไปแล้ว ด้วยท่าทางอาจหาญยามสนทนากับกวนฉีหลิน

“ดังนั้นเจ้าจึงติดตามอาจารย์ไปทั่วแผ่นดิน... น่าอิจฉานัก” องค์หญิงพยักหน้าดังบุรุษเพศ

กวนฉีหลินแย้มร้อยยิ้ม น้อมศีรษะเสียเอง

เว่ยเจียงซูที่ยืนรักษาการในอุทยาน ลอบอมยิ้ม... เพราะตอนนี้ดูมิออกแล้วว่าผู้ใดเป็นหญิงเป็นชาย... กวนฉีหลินนั้นมีกิริยานบน้อมงดงาม ส่วนองค์หญิงนั้นเล่า...

“วันหลังข้าต้องรบกวนท่านกวน สอนวรยุทธ์ ข้าอยากจะเรียนวิทยายุทธ์มานานแล้ว แต่มิมีใครสอนให้ข้าจริงๆเลยสักคนเดียว” องค์หญิงรับสั่ง

“เจ้าจะเอาวิทยายุทธ์ไปทำอะไร” แล้วก็เดินเข้ามา กวนฉีหลินรีบลุกขึ้น

“องค์หญิง... เจ้าไปไหนมาไหนก็มีองค์รักษ์ตลอด ในวังก็มีทหารรักษาการณ์แน่นหนา เจ้าจะต้องกลัวผู้ใดทำร้าย” หลีหลงฉีกล่าวแล้วนั่งลง

“เสด็จพี่รับสั่งไม่ถูกต้อง หม่อมฉันก็อยากจะมีวิทยายุทธ์ติดตัวเอาไว้บ้าง หากแม้ทหารองค์รักษ์ไม่สามารถช่วยเหลือหม่อมฉันได้ หม่อมฉันจักได้ช่วยเหลือตนเอง” องค์หญิงทำหน้ามุ้ยตอบ

“ไม่เอาละ... คุยกับพี่ชายไม่สนุกเลย เสด็จพี่เสร็จธุระกับเป้ยฮัวแล้วใช่หรือไม่ หม่อมฉันจะได้ไปหานาง”

แล้วหลีจีฮุ๋ยก็ลุกเดินฉับๆ จนชายชุดสะบัดไปมาอย่างน่าขัน

“น้องคนนี้... ดูท่าชาตินี้จะหาสามีไม่ได้” หลีหลงฉีถอนหายใจแล้วส่ายหัว หันมามองหน้ากวนฉีหลินที่เพียงนั่งยืนอมยิ้มเท่านั้น

“กระโดกกระเดกนัก”

 

ยาพิษ

วันนี้โต๊ะเสวยพระเจ้าจงจงก็ยังคงดาราดาษด้วยอาหารนานาชนิด ทรงเสวยเพียงจานละคำก็ยังทำให้อิ่มได้ เมื่อทรงเสวยอาหารต่างๆแล้วก็แย้มพระโอษฐ์ยินดีต่ออาหารที่ได้ทรงเสวย

“อาหารเปลี่ยนรสมือไปนิดหน่อยนะ แต่อร่อยดี” ทรงมีรับสั่ง

“เราได้พ่อครัวคนใหม่มาพะยะค่ะ” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ต้นเครื่องค้อมกายตอบ

“เอาหละข้าอิ่มแล้ว...” แล้วก็ทรงลุกขึ้นโดยมีขันทีคนสนิทรีบติดตามไป

 

“ข้าพระบาทาทำตามที่พระนางมีรับสั่งไว้ทุกประการ พ่อครัวก็เป็นคนของเรา ดังนั้นทุกอย่างจึงดำเนินไปตามแผน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ต้นเครื่องถวายรายงานต่อพระนางเว่ย

“ดีมาก” พระนางเว่ยรับสั่ง

“หากการนี้สำเร็จ ตำแหน่งมหาเสนาจะไม่พ้นเป็นเจ้าแน่นอน”

หัวหน้าเจ้าหน้าที่ต้นเครื่องค้อมกายขอบพระทัย

“แล้วพระพลานามัยของฝ่าบาทเป็นอย่างไร” พระนางมีดำรัสถามต่อ

“ก็ดูทรงพระพลานามัยเป็นปกติดี” ขันทีที่เป็นคนของพระนางเว่ยรายงาน

“ถูกต้องแล้ว” หม่าจงกล่าว “นี่เป็นยาที่มีเจตนาคือหลบเลี่ยงการตรวจของหมอหลวง เมื่อทรงเสวยยาครบตามขนาด ก็จะเป็นผลเอง”

พระนางเว่ยพยักพระเศียร แล้วก็แย้มพระโอษฐ์

“พวกเจ้าทำได้ดีนัก... หากการนี้สำเร็จทุกคนจะได้รับรางวัลยิ่งกว่าที่ได้คาดคิดไว้แน่นอน”

แล้วพระนางก็เงยมองเสาพระตำหนัก แย้มรอยยิ้มปรามาสลายมังกรสลัก แล้วก็เมินไป...

 

องค์หญิงไท่เฟ่งครางออกมาด้วยความพึงพอใจไปตามจังหวะการขยับกายของชายที่อยู่เหนือร่างของนาง

แล้วไม่นานนักขุนนางหนุ่มก็เกร็งกาย แล้วร้องออกมาอย่างสุขสม... ทิ้งร่างซบหน้าบนเนินปทุมเต่งตึงของสตรีผู้สูงศักดิ์

“ท่านทำได้ดีนัก... ไม่ช้านาน พระนางเว่ยจะต้องหุนหันทำการ...” องค์หญิงทรงมีรับสั่งเมื่อผันกายลูกสวมฉลองพระองค์แล้ว

ขุยฉีมองตามเรือนร่างระหง แล้วเขาก็ลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมทับกายาบ้าง

“แต่ข้าพระบาทต้องถูกลดตำแหน่งและถูกย้ายไปประจำยังแดนไกล”

องค์หญิงหันมาโอบแขนรอบเอวขุนนางหนุ่ม แล้วกระซิบแผ่วเบา

“ไม่ต้องกลัว ไม่ช้านานเมื่อการใหญ่สำเร็จข้าสัญญาว่าท่านจะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง”

ทั้งสิ้นเป็นแผนการขององค์หญิง... สตรีที่โอบร่างเขาไว้นี้ช่างร้ายกาจนัก... การที่เขาต้องไปเป็นอีกหนึ่งชู้รักของพระนางเว่ยก็เพื่อการนี้ เขาทำตนเป็นที่วางพระทัยเข้าประชิดวงใน และก็ทำให้ตนเองถูกจับทุจริตอย่างโง่เขลา  เป็นแผนการทั้งสิ้น

เขาเลือกคนถูก... องค์หญิงไท่เพ่งคนนี้มีปัญญาพอจะเจริญรอยตามสมเด็จแม่ของพระนาง... แน่นอนที่สุด... หากพระนางทำสำเร็จ... อำนาจทั้งแผ่นดินก็จะเป็นของพระนาง แล้วเขาก็จะเสวยสุขไปตลอดชาติ....

 

การกลับไปบ้านเกิดของกวนฉีหลินกลายเป็นงานรื่นเริงประจำเมือง นายอำเภอและขุนนางในพื้นที่ต่างมาแสดงความยินดีต่อเขาในความสำเร็จที่เกิดขึ้น และมีชาวเมืองหลายระดับมาเยี่ยมเยียน เพื่อแสดงความยินดี แต่กวนฉีหลินก็ทราบแก่ใจว่า ที่พวกเขามานั้นก็เพื่อหวังว่าภายหน้าพวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือตอบแทนจากกวนฉีหลิน

ในชุดหัวหน้าองค์รักษ์แลดูองอาจนัก กวนฉีหลินคุกเข่าลงต่อหน้าหลุมศพของมารดาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เห็นดังนั้นฮูหยินใหญ่ก็ไม่สามารถระงับน้ำตา ต้องคอยเอาผ้าเช็ดหน้าซับมันออกเนืองๆ

บัดนี้ฉีหลินน้อยกลายเป็นขุนนางใหญ่ไปเสียแล้ว... หนุ่มน้อยกำลังจะก้าวออกไปสู่โลกด้วยลำแข้งที่แข็งแกร่งของเขาเอง... ฮูหยินใหญ่แม้จะเศร้าใจ แต่ก็ปราบปลื้มยิ่งนัก...

 

เมื่อกลับมายังเมืองหลวง กวนฉีหลินก็เข้าพักยังบ้านพักของหลวงสำหรับตำแหน่งนายกองหัวหน้าองค์รักษ์ที่อยู่ใกล้กับเขตพระราชฐาน แค่เดินไปก็ถึงในหนึ่งในส่วนของชั่วยาม  เป็นบ้านที่ไม่โอ่อ่าอะไร แต่ก็พอจะให้คนที่เคยพเนจรอย่างกวนฉีหลินพักอาศัยได้อย่างดีพอใช้

พี่ เหลียงก็ยังทำตามปากติดตามกวนฉีหลินมาเมืองหลวงคอยทำหน้าที่พ่อบ้านปัดกวาด เช็ดถูและเตรียมหากอาหารเอาไว้รับรองกวนฉีหลินอย่างดีจนกวนฉีหลินนึกเกรงใจ

“พี่เหลียง... ข้าจะลองคุยกับหัวหน้าใหญ่ทหารองค์รักษ์ให้รับท่านเข้าทำงาน ด้วยฝีมือของท่าน คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา”

“แต่ข้าไม่อยากจะรับราชการ มันไม่สะดวก...” เหลียงเว่ยปฏิเสธ

“ข้าไม่ขอบอยู่ในกฎระเบียบเจ้าก็รู้”

กวนฉีหลินมองพี่เหลียงวางสำรับกับข้าวที่คงจะไปซื้อเอามาจากตลาดลงตรงหน้า

“แต่พี่เหลียงบอกว่าอยากติดตามข้า... ตอนนี้ข้ารับราชการแล้ว พี่ก็น่าจะรับราชการดุจกัน ไม่อย่างนั้นจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไรเล่าท่านพี่”

เหลียงเว่ยนั่งลงแล้วก็ถอนหายใจ

“เอาเถอะ... แต่ข้าขออยู่กองเดียวกับเจ้านะ...เพื่อจะได้ติดตามเจ้าได้... ถ้าจะไม่ให้อยู่ด้วยกัน... ข้าจะลาออก”

กวนฉีหลินมองกิริยาดื้อดึงของพี่เหลียงแล้วก็อมยิ้ม... จริงแล้วพี่เหลียงก็เป็นคนนิสัยดีคนหนึ่ง แถมฉีหลินยังชอบมองเวลาพี่เหลียงทำหน้าตาตั้งอกตั้งใจฟังเขาเล่าถึงเรื่องการงานต่างๆ

การมีพี่เหลียงอยู่ด้วย ทำให้ความตึงเครียดจากการเรียนรู้งานลดลงไปได้มาก เพราะเขาได้ระบายออกกับพี่เหลียง

“พี่เหลียง... ข้าขอบคุณพี่มาก” กวนฉีหลินกล่าว

เหลียงเว่ยที่กำลังคีบชิ้นเนื้อจากจานทำหน้างุนงง

“เรื่องอะไรหรือ”

ดวงหน้าของพี่เหลียงตอนนี้ยิ่งน่าชมเข้าไปอีก มันเหมือนเด็กน้อยๆ ที่กำลังงุนงงกับปริศนาอย่างไรอย่างนั้น ไม่ใช่ยอดมือกระบี่

“ก็ขอบคุณที่พี่ดูแลข้าอย่างดีอย่างไรเล่า... ข้านั้นอยู่กับพี่เพียงสองคน... แต่พี่กลับดูแลข้าได้ดีดุจกับเป็นพี่เลี้ยงของข้าเลยทีเดียว”

แล้วฉีหลินก็ยิ้มอีก... เหลียงเว่ยชมชอบรอยยิ้มนั้นนักหนา... มันช่างชวนมอง...

แต่โดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัว ทั้งสองมองตากันไปมาอยู่อย่างนั้นนานพอสมควร

“กินๆ” เหลียงเว่ยเอาชิ้นเนื้อใส่จานฉีหลิน...

“ท่านหัวหน้า ชิ้นนี้ใหญ่ที่สุดข้ามอบให้ท่าน”

กวนฉีหลินมองชิ้นเนื้อแล้วก็มองพี่เหลียงหันไปคีบให้ตนเอง แล้วเขาก็อมยิ้ม ก่อนจะพุ้ยข้าวใส่ปากพร้อมชิ้นเนื้อ

 

ดังนั้นพี่เหลียงเว่ยก็เลยได้รับราชการสมใจกวนฉีหลิน โดยได้เป็นทหารองค์รักษ์ขั้นเจ็ดประจำประตูตานเฟ่ง

พอพี่เหลียงสวมชุดองค์รักษ์แล้วก็มีราศีไม่น้อย จนกวนฉีหลินที่เดินผ่านมาตอนที่พี่เหลียงยืนถือทวนองอาจมองคณะทูตที่มาเข้าเฝ้าฮวงตี่ผ่านออกประตูตานเฟ่งไป เห็นแล้วก็นึกอยากจะกล่าวล้อเล่นด้วย จึงเดินเข้าไปหาและกำลังจะเรียก

“หัวหน้า...” องค์รักษ์ผู้หนึ่งวิ่งถึง

“มีคำสั่งปิดประตูวังหลวง ฮวงตี่ทรงประชวนหนัก ให้ผ่านได้เฉพาะคณะหมอหลวงเท่านั้น”

กวนฉีหลินตกใจ แต่ก็ยังมีสติ

“ตีกลองสัญญาณ ปิดประตูวังหลวง องค์รักษ์ประจำหอรบเข้าประจำที่ กองทหารลาดตระเวนตั้งแถวเตรียมพร้อม”

เหลียงเว่ยตื่นตัวเล็กน้อยต่อเหตุการณ์แต่เขาก็ยังวิ่งตามองค์รักษ์นายอื่นๆไปประจำหน้าที่ตามคำสั่งของกวนฉีหลิน

 

หลัง จากนั้นก็มีคำสั่งจากท่านหัวหน้าใหญ่ขององค์รักษ์วังหลวงให้บรรดานายกองทั้ง สิ้นมารักษาการรอบพระที่นั่งจีเซิงร่วมกับองค์รักษ์ประจำฝ่ายใน

ตอนที่กวนฉีหลินกำลังยืนประจำหน้าประตูของห้องบรรทมภายในพระที่นั่ง ก็มีกลุ่มหญิงสาวในชุดรุ่ยร่ายเดินร้องห่มร้องไห้มา

“หลีกไป ข้าจะไปเฝ้าฝ่าบาท”

กวนฉีหลินเดาว่านี่คงจะเป็นเว่ยฮ่วงโฮ่ว แม้เขาจะไม่เคยเห็นพระพักตร์มาก่อน ดูจากการทรงเครื่องของพระนางแล้วต้องใช่แน่

“ทูลฮวงโฮ่ว... หัวหน้าองค์รักษ์ใหญ่มีคำสั่งให้ข้าพระบาทไว้ ไม่มีพระประสงค์เรียกหาห้ามให้เข้าเฝ้า ดังนั้นข้าพระบาทจึงจนด้วยเกล้า” กวนฉีหลินทั้งโค้ง แต่ไม่ได้คุกเข่าเพราะดำรงหน้าที่ผู้พิทักษ์องค์ประมุขสูงสุดอยู่

“เหลวไหล ข้าคือฮ่องเฮา... จะมีใครไม่ให้ข้าเข้าเฝ้าได้” เว่ยฮ่วงโฮ่วตวาด

แต่กวนฉีหลินก็ยังยืนค้อมกายอยู่โดยไม่หลีกทาง

พระนางทำท่าจะเอาเรื่อง แต่หญิงสาวในชุดงดงามก็เข้ามาไกล่เกลี่ย

“เอาเถอะสมเด็จแม่... เขาเป็นเพียงทหารองค์รักษ์ นายว่าก็ต้องปฏิบัติตาม”

กวนฉีหลินเหลือบตาขึ้นมอง จึงได้รู้ว่าโดนจับพินิจอยู่โดยสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นที่มองชม้อยสายตา

“พวกเสด็จพี่พาฮ่องเฮากลับไปประทับรอที่ท้องพระโรง”

แล้วเว่ยฮ่วงโฮ่วแม้จะไม่พอใจนัก แต่บรรดาลูกๆที่ตามนางมาข่วยกันปลอบจึงได้เดินตามไป

แล้วสตรีสูงศักดิ์นางนั้นก็หันมา

“เจ้านามว่าอะไร ข้าไม่เคยเห็นหน้า ยังเด็กนักแต่เป็นถึงหัวหน้าได้อย่างไร”

กวนฉีหลินที่ยังไม่เงยหน้าจึงตอบ

“ข้าพระบาท ชื่อกวนฉีหลิน เป็นนายกองหัวหน้าองค์รักษ์ประตูตานเฟ่ย”

“อ้อ... ที่เขาเล่ากันว่า... เก่งกาจเหนือใคร... เป็นทั่มฮัวที่อายุยังน้อยกระนั้นหรือ” นางตอบกลับมา

“ดูเถอะ.. หน้าตาอ่อนหวานอย่างกับอิสตรี... แต่กลับเก่งกาจสามารถ... วันหน้าข้าคงจะมีเรื่องเรียกใช้เจ้าเป็นแน่...” แล้วนางก็เดินตามพระมารดาไป

กวนฉีหลินเงยหน้าแต่ทำหน้าตรงไม่มองไป แม้จะรู้ว่านางหันมามองอีกครั้งก็ตาม

“นั้นองค์หญิงอัลเล่อ” นายกองอีกคนกล่าว...

“ดูท่าเจ้าจะตกถังเพชรถังพลอยเสียแล้ว... เป็นที่โปรดปรานขององค์หญิง”

 

ถังจงจงสวรรคต

กวนฉีหลินไม่รู้ว่าตนเองยืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่ แต่คงนานมากแล้วเพราะตะวันที่คล้อยลับไปแล้วกลับมายอแสงใหม่และลอดผ่านมาทางช่องแสง

แต่แล้วประตูก็เปิดออกอีก กวนฉีหลินคิดว่าเป็นคณะหมอที่จะออกมาเอายาเพิ่มเติมจึงหลีกทางให้พร้อมกับหัวหน้าอีกคน

แต่กลายเป็นขันทีที่เฝ้าหน้าพระที่นั่ง

“ฮวงตี่สวรรคตแล้ว....”

กวนฉีหลินคุกเข่าโดยพลัน

ฮวงตี่ที่เคยรับสั่งกับเขาเพียงครั้งเดียวพระองค์นั้น เขายังจำรอยพระสรวลของพระองค์ได้... สวรรคตเสียแล้ว...

 

 

หลีหลงฉีนั่งนิ่งเงียบเมื่อรับทราบข่าวการสวรรคตของพระเจ้าอาของเขา แม้จะไม่ได้สนิทสนมจนใกล้ชิดมากนัก แต่พระเจ้าอาก็ทรงแสดงน้ำพระทัยต่อเขามามากพอสมควร เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจนัก

“เช่นนี้แล้ว...” เขากำลังจะหันไปกล่าวกับจ้วนจิ้น

“น้องหลงฉี” เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้น แล้วเจ้าตัวก็เร่งเข้ามาในอุทยาน

“พี่มาถึงเมืองหลวงก็ทราบว่าสมเด็จอาทรงสวรรคตแล้ว จริงหรือนี่”

หลีหลงฉีรีบลุกขึ้นน้อมกายถวายบังคม เพราะนี่คือหลีเช่งกี เสด็จพี่ของคนโตของเขา

“เป็นจริงพะยะค่ะเสด็จพี่ หม่อมฉันก็กำลังจะเข้าวังเช่นกัน” หลีหลงฉีกล่าว

 

กวนฉีหลินได้กลับไปพักเพียงชั่วยามเดียวเท่านั้นก็ถูกเรียกตัวมาอีก เนื่องจากจะมีการจัดการพระศพองค์ฮวงตี่  เขาก็เลยถูกเรียกเข้าไปภายในห้องพระบรรทมที่ยังเป็นสถานที่ตั้งพระศพชั่วคราวเพื่อรักษาความปลอดภัยและสังเกตการณ์

ครั้งเมื่อเข้าไปถึงสัปเหร่อหลวงกำลังเปลี่ยนฉลองพระองค์ให้พระศพที่ซีดขาวแล้ว แต่ระหว่างนั้นมีสิ่งหนึ่งหล่นร่วงมาจากพระวรกาย กวนฉีหลินมองสบตากับฉีเฉียนหลี้ที่เป็นหัวหน้าองค์รักษ์ด้วยกัน

ก่อนจะเป็นกวนฉีหลินที่เป็นคนเข้าไปเก็บ

“ใต้เท้า... มีสิ่งหนึ่งตกลงมา” เขาบอก

สัปเหร่อหลวงจึงหยุดมือ หันมาแล้วรับเอาเป็นเหมือนจดหมายเล็กๆ สัปเหร่อหลวงจึงวางเอาไว้ที่ข้างข้าวของบนโต๊ะ

กวนฉีหลินเข้ามาใกล้พอจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่พระศพบนเตียง เขารู้สึกสะดุจใจยิ่งนักแต่สัปเหร่อหลวงหันมามองหน้าเขาเหมือนจะถามว่าทำไมหรือ เขาจึงต้องรีบถอยออกมา

กวนฉีหลินเห็นไม่ผิดแน่... มันอยู่ในหนึ่งหลักสูตรที่อาจารย์ของเขาสอนเอาไว้... แม้จะไม่เคยเห็นจริงๆ แต่เขาก็รู้ว่าใช่แน่นอน

 

พอจัดการพระศพเรียบร้อยก็มีพิธีอัญเชิญพระศพออกมาตั้งที่ท้องพระโรงพระที่นั่ง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ขององค์รักษ์ชุดอื่นที่จะทำหน้าแทน ทั้งกวนฉีหลินกับฉีเฉียนหลี้จึงสามารถกลับบ้านได้

กลับมาถึงกวนฉีหลินจึงอาบน้ำชำระร่างกายเพราะอากาศวันนี้ค่อนข้างอบอ้าวอย่างประหลาด

พออาบน้ำเสร็จเขาก็นั่งสางผมที่ยาวให้แห้ง

“น้องฉีหลินนี่ผมสวยนัก เหมือนผมสตรี” เหลียงเว่ยกล่าว แล้วก็เข้ามาภายในห้องของกวนฉีหลิน

กวนฉีหลินเพียงยิ้มจางๆ แล้วก็หันไปมองกระจกทองเหลืองเหมือนใช้ความคิด

“น้องฉีหลิน... ทำไมทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไร” เหลียงเว่ยรู้จักกวนฉีหลินมากพอจะสังเกตเห็น

กวนฉีหลินมองหน้าพี่เหลียง แล้วเขาก็สะบัดผมไปข้างหลังก่อนจะหันมาจับแขนพี่เหลียง

“พี่เหลียง... พี่สัญญาจะติดตามข้าไปตลอดใช่หรือไม่...” กวนฉีหลินถาม

เหลียงเว่ยงุนงง แต่ก็พยักหน้า

“ใช่ข้าพูดเช่นนั้น และตั้งใจเช่นนั้นด้วย”

“ดังนั้นหากแม้ข้าทำอะไรเสี่ยงภัย ท่านยินดีจะร่วมเป็นร่วมตายกับข้าด้วยหรือไม่” กวนฉีหลินรุกถามต่อ

“แน่นอน” เหลียงเว่ยตอบโดยไม่ได้คิดก่อน

 

“หา... นั้นมันฆ่าตัวตายชัดๆนะน้องฉีหลิน” เหลียงเว่ยร้องออกมาหลังจากได้ฟังเรื่องที่กวนฉีหลินจะทำจบแล้ว

“แต่นี่เป็นหนทางเดียวเท่านั้นพี่เหลียง... ข้าต้องการแน่ใจว่าสิ่งที่ข้าเห็นนั้นคือการเข้าใจผิด” กวนฉีหลินยืนยัน

“แต่... เรื่องนี้ ถ้าถูกจับได้ หัวขาดแน่นอนนะน้องฉีหลิน” เหลียงเว่ยเป็นองค์รักษ์ได้เดือนเศษๆแล้วจึงเริ่มเข้าใจกฎระเบียบภายในวัง

“ก็นี่อย่างไรที่ทำให้ข้าต้องมีตัวช่วย...” กวนฉีหลินแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

 

ยาพิษหนึ่งบาทขาดใจ

“ข้าจะสลับพี่เข้าไปเฝ้าพระที่นั่งซีเจิงในตอนกลางคืน ถึงตอนนั้น พี่ก็ยืนยามปกติ แล้วคอยดึงความสนใจของคนที่เฝ้ายามด้วยกัน แล้วข้าจะใช้วิชาตัวเบาลอบเข้าไปภายใน ข้าขอเวลาไม่นานหรอก แค่ขอตัวอย่างเล็บของฝ่าบาทเท่านั้น”

มิใช่ไม่วางใจในวิชาตัวเบาของฉีหลิน เขาเคยเห็นกับตามาแล้วว่ามังกรบินเหยียบเมฆของฉีหลินนั้นเป็นเลิศ แต่ในวังก็มียอดฝีมืออยู่เช่นกัน องค์รักษ์ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือหาใช่ต่ำทรามสักคนเดียว ดังนั้นหากเพียงมีใครสังเกตก็จะทราบได้ว่ามีคนบุกรุก

ดังนั้นเหลียงเว่ยจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการชวนองค์รักษ์ระดับเดียวกันที่เฝ้าหน้าพระที่นั่งให้สนทนา

“เขาว่านางงามที่หอฉุยเอ่อ นั้นงดงามกว่า” เหลียงเว่ยจับได้ว่าองค์รักษ์ผู้นี้ชมชอบการเที่ยวหอคณิกาจึงชวนคุยเรื่องนางงามของแต่ละหอ ซึ่งจริงๆเขาก็ไม่เคยไป เลยสามารถแสร้งทำเป็นสนใจหาความรู้

“ไม่ๆ หอจิวฮัวนั้นคือสุดยอด...” องค์รักษ์ผู้นั้นกล่าวอย่างอวดภูมิ

ระหว่างนั้น... เหลียงเว่ยเห็นร่างของกวนฉีหลินกระโดดพลิ้ว เหยียบซุ้มตะเกียงหินส่งตัวเองขึ้นไปด้านบนอย่างแผ่วเบา

“พิษนี้เรียกหนึ่งบาทสิ้นชีพ เป็นพิษที่จินจิ้นปรมาจารย์ปรุงมาจากผิวหนังพิษของสัตว์หลายชนิด เป็นการฆ่าที่ไร้ร่องรอย มีกลเม็ดในการใช้.. ใช้เพื่อทำให้คนที่ปรารถนาจะให้ตายมีเวลาพอสมควรในการที่จะกระทำในสิ่งที่เราปรารถนาให้ทำ และยังเหมาะสำหรับการฆ่าที่ไร้ร่องรอย เนื่องจากมันไร้สีไร้กลิ่น แต่จะต้องใช้ให้ถูกขนาด และต้องกำหนดขนาดอย่างแม่นยำ ไม่เช่นนั้นเหยื่อจะตายอย่างรวดเร็วจนเกินไปและทิ้งร่องรอยให้ตรวจจับได้ แต่หากใช้ให้เหมาะ เมื่อเหยื่อกินยาจนครบหนึ่งบาทแล้วก็จะสิ้นใจตายด้วยอาการคล้ายโรคลมปัจจุบัน” นี่คือสิ่งที่อาจารย์สอนเอาไว้

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจับไม่ได้เลยสักทีเดียว แต่จำเป็นต้องสังเกต... พิษจะมีสีหนึ่งที่เกิดจากหนังคางคกป่าแดนใต้... มันจะมีสีออกฟ้า มันจะไปสะสมที่ปลายเล็บนิ้วเท้าของเหยื่อเมื่อตายลง และเมื่อเอาเล็บนั้นมาขยี้กับใบไม้ชนิดใดก็ได้ ใบไม้จะที่ขยี้จะเป็นสีฟ้า”

พระศพที่ตั้งอยู่กลางท้องพระโรงอยู่ในชุดเครื่องทรงเต็มยศ มีเทียนไขหอมมากมายจุดรายล้อมอยู่ กวนฉีหลินก้าวเข้าไปด้วยท่าร้อยร่างพันเงา ผ่านเข้าไปโดยไม่ทำให้ดวงเทียนไหวติงแม้แต่น้อย

เขาแสดงอาการคารวะก่อน

“ฝ่าบาทโปรดทรงอภัย ข้าพระบาทได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ไม่อาจดูดายได้เมื่อสงสัย หากแม้ฝ่าบาทสวรรคตด้วยยาพิษจริง... ข้าพระบาทจะทวงความเป็นธรรมแก่ฝ่าบาทเอง”

แล้วเขาก็ถอดฉลองพระบาทออกแล้วตามด้วยถุงหุ้มพระบาท ปลายเล็บทั้งสิบเป็นสีฟ้าจางๆจริงๆ กวนฉีหลินค้อมศีรษะอีกครั้งแล้วใช้กรรไกรจิ๋วตัดเล็บนิ้วพระบาทออกมาสองเล็บ

 

กวนฉีหลินทำตามที่อาจารย์สอนเอาไว้ เขาขยี้เศษเล็บกับใบไม้สักครู่หนึ่ง ใบไม้ก็ค่อยๆกลายเป็นสีฟ้า และแม้น้ำที่ออกมาจากใบไม้ก็ยังเป็นสีฟ้า

ฮวงตี่ถูกพิษ... เป็นการวางยาโดยแนบเนียนนัก และใครจักรู้จักวิธีปรุงพิษชนิดนี้นอกเสียจากเขา ท่านอาจารย์ แล้วก็...

“หม่าจง...” กวนฉีหลินกล่าวชื่อนั้นออกมา

“ผู้ใดคือหม่าจง” เหลียงเว่ยที่ชมดูตั้งแต่ต้นถามออกมา

“เขามีฐานะเป็นศิษย์พี่ของข้า... เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อาของข้า ก่อนหน้านี้ข้าเคยเจอกับเขามาก่อนแล้ว เมื่อคราวที่ข้าบังเอิญผ่านไปแล้วได้ช่วยองค์ชายหลีหลงฉี ศิษย์พี่หม่า เป็นหนึ่งในมือสังหาร” กวนฉีหลินตอบ

“ถ้าอย่างนั้นเราไปแจ้งต่อท่านหัวหน้าองค์รักษ์ใหญ่ว่า ฮวงตี่ถูกวางยาจนสวรรคต แล้วให้ทางการสอบสวนเรื่องนี้” เหลียงเว่ยเสนอ

“มิได้หรอกพี่เหลียง... ข้าไม่มีหลักฐานอื่นใดเลย... นอกจากเล็บขององค์ฮวงตี่ หากข้าไปแจ้งก็จะเกิดข้อกังขา อีกทั้งยังเป็นการตีพงหญ้าให้งูแตกตื่นด้วย... เคราะห์ร้าย หากผู้ที่มีส่วนร่วมมีอำนาจ เราจะต้องถูกเล่นงานเสียก่อน” กวนฉีหลินตอบด้วยความรอบคอบของตน

“หรือเราจะแจ้งต่อท่านอ้วงหลินจื้อให้ทราบ” เหลียงเว่ยเสนออีกข้อ...

กวนฉีหลินขมวดคิ้ว...

“ยังก่อนพี่เหลียง... ข้าจะต้องหาตัวศิษย์พี่ให้พบก่อน หากเราพบศิษย์พี่ หรือได้เบาะแสเราก็จะทราบว่าใครกันแน่ที่เป็นคนบงการ หรือได้รับคำแนะนำจากศิษย์พี่”

แล้วเขาก็ลุกไปรินน้ำชาดื่ม

“พี่กับข้าต้องค่อยๆหาข่าวกันเงียบๆ อาศัยโอกาสที่มักจะมีการเรียกองค์รักษ์จากหน่วยต่างๆมาดูแลความเรียบร้อยที่พระที่นั่งซีเจิง เราก็ลองสอบถามอย่างไม่เอิกเลิกจากบรรดาองค์รักษ์ว่ามีคนแปลกหน้าเข้าออกพระราชวังหรือไม่ในระยะนี้ เราก็อาจพอทราบได้ว่ามีใครที่พอจะเข้าเค้าเป็นคนร้ายได้บ้าง”

 

หลีหลงฉีในชุดไว้ทุกข์กราบลงต่อพระศพขององค์ฮวงตี่ เมื่อถวายสักการะจนครบถ้วนแล้วก็ถอยออกมา

เมื่อออกมาจากท้องพระโรง ก็ได้พบว่าพระบิดาและเสด็จพี่หลีเช่งกีประทับรอเขาอยู่ที่ด้านนอก โดยมีมหาเสนาบดีเยาชง อำมาตย์ซูกุย และเจ้ากรมซูติงลูกชาย ร่วมอยู่ด้วย

“เห็นว่าพระนางเว่ยจะเสนอให้องค์ชายหลีชงเหมาครองบัลลังก์ เป็นความจริงหรือไม่” หลีต้านถามกับบรรดาขุนนาง

“พะยะค่ะ... เป็นเช่นนั้น... ตอนนี้พระนางทรงอำนาจมาก พอจะกระทำได้... เพราะมีขุนนางเข้าฝ่ายด้วยพระนางจำนวนมาก” เย้าชงตอบตามตรง

“แล้วพวกท่านเล่าเห็นเป็นอย่างไร” หลีต้านถามต่อ

เย้าชงมองสองพ่อลูกครู่หนึ่งจึงตอบ

“เรารอฟังพระดำริของท่านอ้วงเช่นกัน”

หลีหลงฉีสบพระเนตรกับเสด็จพี่ ขณะที่พระบิดาของพวกเขากำลังครุ่นคิดคำตอบที่เหมาะสม

“ก็สมควรแล้ว... ข้าก็เห็นว่าควรจะเป็นตามนั้น” พระบิดามีคำตอบออกมาในที่สุด

 

หลีหลงฉีตัดสินใจแวะที่ประตูตานเฟ่งเผื่อจะได้พบน้องฉีหลิน แล้วก็ได้พบจริงๆ กวนฉีหลินกำลังสนทนากับรองหัวหน้าและทหารองค์รักษ์กลุ่มหนึ่งอยู่อย่างคร่ำเคร่ง  เขาจึงยืนรอจนกระทั้งการสนทนาจบลง

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” หลีหลงฉีถามเมื่อน้องฉีหลินเดินร่วมไปกับเขาตามทางเดินเหนือประตูตานเฟ่ง

“ฮวงโฮวทรงให้มีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยเป็นสองเท่า แล้วยังมีคำสั่งให้สับเปลี่ยนหัวหน้าองค์รักษ์หลายคนอีกด้วย” กวนฉีหลินตอบ

“ตอนนี้พวกเราก็งานมากพออยู่แล้ว ไหนจะงานพระศพ ไหนจะเรื่องการรักษาความปลอดภัยปกติ ไหนจะเรื่องการคุ้มกันบรรดาขุนนางที่มาเคารพพระศพ แล้วเมื่อทรงมีการโยกย้ายตำแหน่งหัวหน้าเพิ่มเติมด้วย ย่อมมีผลกระทบ”

“แล้วเจ้าหละ” หลีหลงฉีถาม

“ข้าพระบาทยังคงดูแลประตูตานเฟ่งดุจเดิมพะยะค่ะ” กวนฉีหลินตอบ

หลีหลงฉีพยักหน้า

“ในแต่ละงานพิธี พวกองค์รักษ์และบรรดาเจ้าพนักงานวังทั้งหลาย ต่างก็ต้องวิ่งกันหัวหมุน แล้วไหนยังต้องมากังวลเรื่องตำแหน่งตัวเองอีกเล่า...” หลีหลงฉีถอนหายใจ

“แต่ระดับบนก็เคร่งเครียด ไหนจะเรื่องตำแหน่ง ไหนจะเรื่องที่จะหนุนใครเป็นใหญ่ต่อ... ตอนนี้เท่าที่เห็นก็วุ่นวายกันมากแล้ว นี่ขนาดพระศพยังไม่ได้บรรจุในโลงพระศพด้วยซ้ำไป...”

“ท่านอ้วง” จ้วนจิ้นที่ตอนแรกรออยู่ด้านล่างขึ้นมาเรียกหา

“องค์หญิงไท่เพิ่งมีรับสั่งเรียกให้เข้าเฝ้าที่พระตำหนักพะยะค่ะ”

 

หลีหลงฉีถวายบังคมเสด็จน้าตามมารยาท แล้วก็เริ่มมองหน้าของผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้น นอกจากเขาแล้วยังมีขุนนางอีกหลายคน แล้วยังมีเสด็จพี่ของเขาหลีเช่งกีอีกด้วย

“หลงฉี... เจ้าไปหากวนฉีหลิน หัวหน้าองค์รักษ์ประตูตานเฟ่งมาใช่ไหม”

“พะยะค่ะ” หลีหลงฉีตอบตามตรง

“แล้วเขาได้แจ้งหรือยังว่าตอนนี้เว่ยฮ่วงโฮ่วได้แต่งตั้งหัวหน้าองค์รักษ์ใหญ่ฝ่ายใน กับหัวหน้าองค์รักษ์ใหญ่ฝ่ายหน้าคนใหม่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้นางตั้งเว่ยโปกับเว่ยเกาสองพี่น้องเป็นหัวหน้าองค์รักษ์ทั้งสองตำแหน่ง ไม่รู้ว่าบรรดาองค์รักษ์รู้สึกเช่นไร”

“กวนฉีหลินเป็นคนซื่อตรง แต่ฉลาดนัก เขาไม่ได้พูดอะไรมากหรอกพะยะค่ะเสด็จอา เขาเพียงแต่บอกว่าองค์รักษ์หัวหมุนกันยกใหญ่” หลีหลงฉีตอบ

“แล้วเจ้าว่าหากเราต้องการใช้งานเขา เขาจะยอมรวมมือด้วยหรือไม่” องค์หญิงตามตามตรง

หลีหลงฉีนิ่ง

“ใช้งานประเภทใดเล่าเสด็จอา...” หลีหลงฉีถามกลับ

องค์หญิงมองหน้ากับหลีเซ่งกี ก่อนจะตอบ

“หากเราจำเป็นต้องก่อการขบถ... คนซื่อตรงของเจ้าจะหันดาบที่เก่งกาจของเขาเข้ากับฝ่ายใด...”

หลีหลงฉีเงียบงัน

 

คิดก่อการ

หลีหลงฉียืนนิ่งอยู่ริมสระบัวที่มีปลาทองขนาดใหญ่ว่ายไปมา อยู่นานแล้ว  แต่จ้วนจิ้นก็รู้ว่านายของตนไมได้กำลังชมปลาหรือแม้แต่ดอกบัว

“พี่จ้วน... เจ้าว่าน้องกวนจะช่วยเราไหม ถ้าหากพวกเราทำการอะไรบางอย่างที่ต้องเป็นปฏิปักษ์กับหน้าที่ของเขาโดยตรง”

จ้วนจิ้นต้องขบคิด...

น้องฉีหลินคนนี้ฉลาดมากก็จริง แต่ก็เป็นคนซื่อตรงเช่นกัน... คนแบบนี้เดายากว่าเขาจะเลือกอะไรระหว่างความถูกต้องกับสายสัมพันธ์ส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เขายังเด็กเกินกว่าจะคิดเข้าฝักฝ่ายทางการเมือง... จริงอยู่ท่านอ้วงเป็นดุจพี่น้องของเขา... แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะแน่นอน หากสิ่งที่ทานฮวงตัดสินใจกระทำนั้นผิด... เช่นการก่อการขบถ...

“ข้อดีของฉีหลินคือซื่อสัตย์ และข้อเสียของเขาก็คือซื่อสัตย์...” หลีหลงฉีกล่าวออกมาเอง เพราะรู้ว่าจ้วนจิ้นเองก็ไม่อาจตัดสินใจได้

“ข้าคงได้ภาวนาว่าเขาจะไม่หันคมดาบมาหาข้า...เพราะเราก็ทราบกันแล้วว่าคมดาบของเขาร้ายกาจนัก... และที่สำคัญ... ข้าคงไม่อาจจะตัดใจสังหารเขาได้โดยง่ายอย่างแน่นอน”

 

“คนแปลกหน้ากระนั้นหรือ” เชงเซาจี้หัวหน้าองค์รักษ์ประจำประตูตะวันออกกล่าว “จริงๆในวังก็จะมีคนเข้าออกเป็นจำนวนมากนะ ประตูตะวันออกเป็นประตูของฝายใน ส่วนใหญ่ก็จะมีพวกพ่อค้าวานิชที่มาติดต่องานกับฝ่ายในที่เข้าๆออกๆ”

“แล้วเราจะต้องตรวจสอบอย่างไรบ้างหละท่านพี่เซง” กวนฉีหลินถามโดยเน้นที่เนื้อหาของงานมากกว่าเพื่อจะไม่ให้เซงเซาจี้สังเกตได้ว่าเขาต้องการอะไร

“ตอนนี้ในวังมีการโยกย้ายตำแหน่งกันไปมา ข้าเกรงว่าสักวันจะต้องไปดูประตูตะวันออกแทนพี่ แล้วพี่ต้องมาดูประตูตานเฟ่งแทนข้า”

“อืม... มีเหตุผล... เอาหละ... ส่วนใหญ่ก็จะต้องมีหนังสือแสดงตัว แล้วก็มีคนจากฝ่ายในนำตัวเข้ามา แจ้งชื่อ ที่อยู่ เก็บลายนิ้วมือ ตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียด และแจ้งสถาที่ที่ต้องไปติดต่อด้วย” เซงเซาจี้กล่าว

“แล้วมีพวกบุคคลพิเศษหรือไม่ ที่ข้าอาจต้องระวัง เช่นบุคคลที่จะมาเข้าเฝ้าฮวงโฮ่วหรือองค์หญิงต่างๆบ่อยๆ”

“ก็มีนะ... มีคนหนึ่งที่ต้องระวังให้มาก คนคนนี้ดูจะเป็นที่โปรดปรานของฮวงโฮ่วมาก... เมื่อก่อนไม่ค่อยมา แต่ช่วงสองสามเดือนมานี่มาบ่อยมากๆ ไม่ได้แจ้งชื่อ ไม่ได้ให้ข้าลงบันทึกด้วย แต่ข้าเคยได้ยินขันทีเย่อกงกงเรียกว่าท่านหม่า”

กวนฉีหลินพยักหน้าช้าๆ แม้ในใจจะตื่นเต้นก็ตาม

 

กวนฉีหลินรู้ว่าตัวเองไม่สามารถจะไปเฝ้าสังเกตการณ์ที่ประตูตะวันออกเองได้ ด้วยเพราะหนึ่งคือศิษย์พี่หม่านั้นเคยพบเขามาก่อน แม้ตอนนั้นเขาจะยังเด็ก แต่ก็ใช่ว่าจะถึงขนาดจำกันไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงอาศัยความสนิทสนมของระหว่างเขากับเซงเซาจี้ฝากเอาพี่เหลียงไปเฝ้าที่ประตูตะวันออกโดยข้ออ้างว่าให้ไปศึกษางาน ซึ่งพี่เซงเซาจิ้ก็เห็นว่าเหลียงเว่ยเป็นคนมีฝีมือสูง น่าจะเป็นประโยชน์มาก เพราะตอนนี้องค์รักษ์ประตูตะวันออกของเขาถูกแบ่งออกไปเฝ้าที่พระตำหนักขององค์ชายหลีชงเหมาว่าที่ฮวงตี่เสียหลายคน

กวนฉีหลินเองก็ต้องไปเข้าเวรที่พระที่นั่งเซงจีด้วย โดยเฉพาะเวลาที่ทราบว่าจะมีราชทูตต่างเมืองมา

นี่ก็ผ่านไปได้เจ็ดวันแล้วหลังการสวรรคต ในแต่ละวันพี่เหลียงจะเอาเรื่องราวที่ผิดสังเกตมาเล่าให้กวนฉีหลินฟังเพื่อให้กวนฉีหลินรับทราบสถานการณ์

“ข้าว่าด้านองค์หญิงไท่เพ่งเองก็ต้องมีการเตรียมการบางอย่างเช่นกัน เจ้าก็รู้องค์หญิงเป็นเชื้อพระวงศ์หญิงที่มีอำนาจมากพอสมควร ข้าเห็นขุนนางใหญ่ๆเข้าๆออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกท่านมหาเสนาบดี แม้จะแจ้งว่ามาทำธุระอื่น แต่พวกองค์รักษ์ลาดตระเวนก็บอกกันว่าเห็นไปที่พระตำหนักขององค์หญิง” เหลียงเว่ยตั้งขอสันนิษฐาน

“ถ้าหากเกิดการขบถจริงๆ เราจะทำอย่างไร ด้านหนึ่งก็มีท่านมหาเสนาบดีที่สนับสนุนเจ้าแล้วยังฮวงหลินจื้อ หลีหลงฉี อีกด้านก็มีเป็นฮ่องเฮา”

กวนฉีหลินสูดลมหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆผ่อนออกช้าๆ

แต่กระนั้นเขาก็มิได้ตอบ แต่ทำหน้าครุ่นคิดอยู่อย่างนั้น

 

ฮวงตี่องค์ใหม่

ออกมาจากตำหนักของเว่ยฮวงโฮ่ว หม่าจงก็รีบตรงไปตามทางสู่ประตูตะวันออกที่คุ้นเคย

วันนี้เว่ยฮวงโฮ่วให้เขาไปเตรียมการจัดหามือสังหารฝีมือดีมาหลายคน เพื่อจะจัดการกับศัตรูของพระนาง  การจัดหามือสังหารนั้นไม่ได้ยาก แต่ยากที่จะทำสำเร็จหรือไม่ ไอ้หนูที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักของเขาคนนั้นจะยังรับใช้หลีหลงฉีอยู่หรือไม่ ถ้าเด็กคนนั้นอยู่ด้วย... การสังหารหลีหลงฉีก็คงจะยากเย็นนักหนา

แม้ว่าตอนนี้หม่าจงจะได้ศึกษาวิชาที่คัดลอกมาได้มากกว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาชนะเด็กคนนั้นได้... เด็กคนนั้นก็คงจะได้วิชาเพิ่มเติมมาอย่างแน่นอน

คิดอยู่อย่างนั้นจนขาพาเขามาถึงประตูตะวันออก องค์รักษ์หน้าใหม่รายหนึ่งหยุดเขาไว้

“โปรดแจ้งชื่อ” เขากล่าว

หม่าจงกำลังจะตอบออกไป

“ท่านหม่าจง” เสียงเรียกจากข้างหลัง

หม่าจงจึงหันไป ที่แท้คือกงกงคนสนิทของพระนางเว่ย

“ฮวงโฮ่วทรงให้ข้าเอาสิ่งนี้มาเพิ่มให้ เผื่อว่าท่านต้องการใช้” กงกงมอบห่อผ้าที่หนักให้

หม่าจงรับมาแล้วก็ทราบว่าน่าจะเป็นเงินหรือไม่ก็ทองคำ

“องค์รักษ์ หลีกไป... นี่คือแขกของฮวงโฮ่ว” กงกงยังบอกให้องค์รักษ์ที่ขวาง หลีกทางไปอีกด้วย

 

การสถาปนาฮวงตี่องค์ใหม่เป็นไปอย่างไม่เอิกเกริกนัก ด้วยพระศพของฮวงตี่องค์เก่ายังอยู่ในระหว่างพิธี แถมมีขุนนางหลายคนคัดค้าน แต่เว่ยฮ่วงโฮ่วก็ยังดึงดันจะทำการสถาปนาหลีชงเหมาให้เป็นฮวงตี่พระองค์ใหม่ให้ได้โดยเร็ว ด้วยเหตุผลของความมั่นคง

ที่ท้องพระโรงพระที่นั่งหานหยวน บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พระญาติพระวงศ์คนสำคัญต่างต้องมาเข้าเฝ้าองค์ฮวงตี่พระองค์ใหม่กันพร้อมเพียงตามประเพณี

“ขอพระหมื่นปี ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี” หลีหลงฉีออกเสียงถวายพระพรตามประเพณีแล้วกราบลงตามธรรมเนียม พร้อมๆกับขุนนางทั้งสิ้น

ด้านหลังพระแท่นราชบัลลังก์ มีม่านที่รอยด้วยลูกปัดหยกและหินหลากสี พระนางเว่ยไท้โฮ่วมองออกไปแล้วแย้มโอษฐ์ บัดนี้พระนางเสมอด้วยพระนางอู๋แล้ว... พระนางกุมอำนาจเหนือบัลลังก์มังกร... แต่ไม่เท่านี้หรอก... วันหนึ่งพระนางจะไปนั่งบนที่นั่งซึ่งลูกนอกไส้ของนางอย่างหลีซิเมากำลังนั่งอยู่... รอแค่เวลาเท่านั้น....

 

เหมือนสถานการณ์จะเป็นปกติอยู่ แม้จะผ่านงานสถาปนามาได้หลายวันแล้ว  กระนั้นกวนฉีหลินก็ยังรู้สึกไม่วางใจต่อสถานการณ์เท่าใดนัก เพราะโบราณว่าลมมักจะสงบก่อนพายุใหญ่โหมกระหน่ำ

แล้วเหมือนพายุใหญ่จะโหมใส่กวนฉีหลินก่อนใคร

กวนฉีหลินไม่สบายใจนักที่ตนเองถูกเรียกมาเข้าเฝ้าองค์หญิงอัลเล่อที่พระตำหนักโดยลำพัง แต่กระนั้นก็ไม่อาจขัดราชโองการได้

พอมาถึงพระตำหนักเขาก็ถูกเรียกเข้าไปภายในห้องพระบรรทม แถมบรรดานางกำนัลและขันทีก็ถูกไล่ออกไปหมด

“กวนฉีหลิน” องค์หญิงทรงดำเนินจากที่นั่งไปยังเตียง พระนางปลดผ้าคลุมไหล่ออกแล้วนั่งลง ยกขาไขว้ห้าง จงใจเปิดเรียวขาขาวผ่องแบบชนชั้นสูง ด้วยชุดเครื่องทรงที่สวมนั้นไม่ใช่ชุดปกติที่นางในทั่วไปสวมใส่กัน แต่เป็นชุดที่น่าจะเหมาะแก่การเข้านอนมากกว่า มันบางพลิ้วและแนบไปกายยาของหญิงสาววัยยี่สิบหก และสายคาดเอวแพรไหมก็คาดเน้นทรวงอกเต่ง

“เจ้ามีภรรยาแล้วหรือไม่”

กวนฉีหลินยืนหลุบตาลงต่ำและค้อมศีรษะลง

“ยังพะยะค่ะ ข้าพระบาทอายุเพียงยี่สิบเท่านั้นยังไม่ได้คิดเรื่องมีคู่ครอง”

องค์หญิงแย้มรอยยิ้ม มองพินิจกวนฉีหลิน

หนุ่มน้อยผู้นี้แม้จะไม่ได้มีร่างกายกำยำ หากเรือนร่างสมส่วนแบบคนที่ผ่านการฝึกฝนวิทยายุทธ์ แต่ที่ชอบใจนางนักคือใบหน้าที่งดงามจนหากแม้แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางคงสวยงามไม่แพ้สตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาที่กลมโตคู่นั้น...

“ข้ารู้สึกเมื่อยเท้านัก... วันนี้เดินตามสมเด็จแม่ทั้งวัน” นางกล่าวแล้วยื่นขาออกไป ชม้อยตาส่งความนัย

กวนฉีหลินมองปลายเท้าของนาง เล็บทั้งสิบทาด้วยเครื่องสีเป็นสีสลับงดงาม

 

อะไรก็ตามที่รบกวนจิตใจเหลียงเว่ยทำให้เขาถึงกับไม่สามารถควมคุมสติได้ ต้องเดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวาย...

ที่จริงเจ้าฉีหลินน้อยก็เป็นผู้ชาย แล้วเขาจะกังวลอะไร ก็รู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงทรงชอบพอฉีหลิน ที่จริงนี่น่าจะเรียกว่าวาสนาของเจ้ากิเลนน้อยเสียด้วยซ้ำ

แต่เหลียงเว่ยกลับงุ่นง่านนัก จนที่สุดก็ไม่อาจระงับใจตนเอง

ตายเป็นตาย เขาต้องรู้ให้ได้ว่าฉีหลินน้อยของเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร

 

เหลียงเว่ยอ้างคำสั่งของหัวหน้าองค์รักษ์เซงว่า เรียกให้เข้าไปพบ เพื่อเปิดทางเข้าสู่พระราชฐานชั้นใน แต่ยังผ่านมาไม่ทันไร ก็เห็นท่านหัวหน้าเดินฉับๆมา

เหลียงเว่ยตกใจคิดว่าแผนแตกเสียแล้ว

“เหลียงเว่ย ไปกราบทูลฮวงหลินจื้อเดี๋ยวนี้... กวนฉีหลินถูกจับกุมแล้ว องค์หญิงอัลเล่อกล่าวหาว่าเขาลวนลามองค์หญิง ตอนนี้ถูกนำตัวไปยังคุกหลวง”

 

หลีหลงฉีกำลังตัดสินใจอย่างยากลำบากต่อสิ่งที่ได้รับการแจ้งมาจากองค์หญิงไท่เพ่ง... ตอนนี้เว่ยฮวงโฮ่วทรงระดมมือสังหารมาจำนวนมาก และมีแผนจะจัดงานเลี้ยงที่พระที่นั่งหลินเต๋อโดยเชิญพระบิดา และครอบครัวทั้งสิ้นของเขาและขุนนางที่สนิทสนมด้วยไปร่วมงานเพื่อจะกำจัดทิ้งในคราวเดียว...

อุกอาจสมกับเป็นเว่ยฮ่วงโฮ่วที่ไม่ได้ทรงพระสติปัญญามากนักแต่ทะเยอทะยานและโหดเหี้ยม

แผนขององค์หญิงไท่เพ่งคือการที่พวกเขาจะซ้อนแผนด้วยการทำทีเรียกการนำคณะดนตรีจากต่างแดนจะเข้าไปแสดง ซึ่งจะเป็นยอดฝีมือที่องค์หญิงไท่เพ่งจัดหามาปลอมตนเข้าไปในงานเลี้ยง แล้วชิงโจมตีด้วยทหารองค์รักษ์ที่เป็นฝ่ายเดียวกับเขาเพื่อพลิกสถานการณ์

ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องให้กวนฉีหลินร่วมมือด้วย...

แต่จู่ๆ จ้วนจิ้นที่ออกไปรับหน้าทหารองค์รักษ์ที่มาขอเข้าพบหลีหลงฉีก็กระหืดกระหอบกลับเข้ามา

“แย่แล้วท่านอ้วง... น้องฉีหลินถูกจับกุมพะยะค่ะ” จ้วนจิ้นรายงานหน้าตาตื่น และยืนยันต่อด้วยหน้าตาร้อนใจของเหลียงเว่ย...

 

บุกพระราชวังต้าหมิ่ง

กวนฉีหลินมองตรวนที่ล่ามมือ มันทำจากโซ่เหล็กอย่างดี... หากจะทำลายก็คงยากเย็นหนักหนา แถมประตูคุกหลวงก็ยังแข็งแรงมาก... แม้เขาจะใช้ท่ามังกรฟาดหางก็ไม่ใช่ว่าจะทำลายมันลงได้

แต่เขาก็ไม่คิดจะหนีอยู่แล้ว เขาตั้งใจจะยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะเขาไม่ได้แตะต้ององค์หญิงแม้แต่ปลายเล็บ แต่องค์หญิงเองต่างหากที่พยายามเข้ามาหาเขา แต่เมื่อเขาเลี่ยงหนี  นางก็โกรธและโวยวายเรียกองค์รักษ์เข้ามาจับกุมเขา

แต่ระหว่างคิดอยู่นั้นเอง

กุญแจพวงหนึ่งก็โยนลงมาในห้องขัง เป็นอดีตหัวหน้าองค์รักษ์ใหญ่เน่อเซียงเกอร์นั่นเอง... เขาถูกลดตำแหน่งให้มาดูแลคุกหลวงแทน

“กวนฉีหลินเจ้าจงหนีไปซะ ไปหาท่านอ้วงหลินจื้อ...”

กวนฉีหลินมองกุญแจ

“แต่ถ้าข้าหนีไป ท่านจะเดือดร้อนได้”

“ไม่ต้องห่วง... ขอแต่เจ้ายอมร่วมมือกับท่านอ้วงและองค์หญิงไท่เพ่ง และกำจัดเว่ยไท่โฮ่วได้... ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย” อดีตหัวหน้าใหญ่องค์รักษ์หลวงตอบอย่างร้อนใจ

“แต่นั้นคือการขบถ” กวนฉีหลินกล่าวออกไปตามความรู้สึก

“ไม่มีเวลาแล้ว” เซงเชียงจี้วิ่งเข้ามา

“ตอนนี้ท่านอ้วงนำกำลังทหารองค์รักษ์จวนหลีต้านฮวงมาทางประตูตานเฟ่งแล้ว นั่นเป็นเพราะพระองค์ใจร้อนต้องการมาช่วยเจ้า กวนฉีหลิน...หากเจ้าไม่ไปช่วยพระองค์ พระองค์อาจจะได้รับอันตราย”

 

องค์รักษ์ประจำประตูตานเฟ่งมองหน้ากันไปมาด้วยความสับสน... ด้านนอกมีทหารองค์รักษ์ภายใต้การนำของฮวงหลีหลงฉีกำลังมุ่งมา แถมข้างในรองหัวหน้าองค์รักษ์ยังพยายามบอกให้พวกเขาเปิดประตู

“พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าท่านหัวหน้ากวนถูกจับไปแล้ว ข้าไม่เชื่อว่าหัวหน้าของเราจะทำการหยาบช้า แต่ต้องเพราะหญิงมากตัณหาอย่างองค์หญิงอัลเล่อใส่ร้ายท่านแน่นอน... พวกเจ้าอย่าได้ลังเล ท่านหัวหน้ากวนดีกับเราเพียงนี้และเป็นคนสุภาพอ่อนโยน ยังโดนกระทำเยี่ยงนี้... แล้วราชสำนักที่ปกครองด้วยหญิงหยาบช้าอย่างพระนางเว่ยจะเป็นเช่นไรเล่า”

“ข้าเอาด้วย” ทหารองค์รักษ์หนุ่มคนหนึ่งร้องออกมา

“หัวหน้ากวนดีต่อเรา... ข้าจะช่วยท่านหัวหน้า” แล้วก็อีกหลายคนก็ร้องออกมา

หลีหลงฉีข้ามสะพานมาถึงก็เห็นว่าประตูต้านเฟ่งกำลังเปิดอย่างช้าๆทั้งห้าบาน...

“บุกเข้าไป... สังหารจัดการทรราชโหดเหี้ยมให้สิ้น” หลีหลงฉีชูดาบแล้วชี้ไปที่ประตู

 

“อะไรนะ” องค์หญิงไท่เพ่งถึงกับตื่นจากอาการง่วงซึมเมื่อได้ยินส่งที่ขันทีคนสนิทรายงาน

“ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้...”

“ท่านอ้วงพอทราบว่า กวนฉีหลินถูกจับกุมก็ทรงนำทหารมาด้วยพระองค์เอง ตอนนี้กำลังปะทะกับทหารหลวงของเว่ยเกาที่ลานหน้าพระที่นั่งฮานหยวนแล้วพะยะค่ะ” ขันทีรายงาน

“บ้าที่สุด ทำไมใจร้อนขนาดนี้...” องค์หญิงสบถอย่างลืมพระองค์ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว

“สั่งทหารของเราให้เข้าช่วยเหลือหลานหลงฉีโดยด่วน”

 

 

 

 

สมรภูมิพระที่นั่งหานหยวน

ทหารองค์รักษ์สองฝ่ายปะทะกันอย่างสับสน เพราะต่างฝ่ายต่างก็ใส่เครื่องแบบคล้ายคลึงกัน ต่างตรงที่ทหารของประตูตานเฟ่งมีผ้าพันคอสีแดง และทหารองค์รักษ์ของจวนหลีต้านฮวงก็มีผ้าพันคอสีห้าสดใส

แต่ฝ่ายของเว่ยเกาพระญาติของเว่ยไท้โฮ่ว เป็นทหารทั้งสิ้นที่รักษาพระราชฐานชั้นในที่ผูกผ้าสีม่วงที่คอและองค์รักษ์ประตูตะวันตกคาดผ้าสีเขียวเข้ม

อาวุธปะทะอาวุธส่งเสียงก้องสะท้อน ต่างฝ่ายตอบโต้กันอย่างสามารถ  แต่กระนั้นหลีหลงฉีแม้จะมีเหลียงเว่ยกับจ้วนจิ้นเริ่มต้องถอยเพราะอีกฝ่ายมีมากกว่า

แต่แล้วก็มีทหารอีกชุดผ่านประตูตานเฟ่งเข้ามา นำโดยหลีเซ่งกีนั้นเอง

“น้องพี่” หลีเช่งกีฟาดฟันศัตรูแล้วเขามายืนเคียงข้างหลีหลงฉี

สถานการณ์กำลังพลิกกลับ เพราะเมื่อได้ทหารของหลีเซ่งกี ก็ทำให้ฝ่ายบุกรุกมีกำลังมากกว่าฝ่ายต่อต้าน

เหลียงเว่ยตวัดกระบี่อย่างว่องไวจัดการทหารล้มไปได้ทีเดียวสามคน  แต่พอเขาหันไปด้านหนึ่ง ก็เห็นคนอีกกลุ่มออกมาจากด้านประตูตะวันตก ไม่ได้สวมชุดองค์รักษ์แต่ปิดบังหน้าตาเข้าโจมตีทหารของฝ่ายตนที่กำลังได้เปรียบ จนต้องแตกถอย

เหลียงเว่ยจึงกระโดดออกไปด้วยวิชาตัวเบาแล้วร่ายเพลงกระบี่เงาปีศาจเข้าโจมตีตอบโต้

หม่าจงซุ่มซ่อนกำลังอยู่ในวังนานแล้วโดยปลอมแปลงเป็นขันที เมื่อพระนางเว่ยได้ทราบว่าหลีหลงฉีนำทหารมาโจมตี เขาก็ถูกตามตัวมารับมือโดยทันที

หม่าจงตวัดฝ่ามือผนึกลมปราณ แล้วฟาดออกไปด้วยกระบวนท่ามังกรฟาดหาง

หลีหลงฉีหันไปเพราะเสียงพลังปราณรุนแรง แต่ยังไม่ทันได้ตั้งท่าก็เห็นร่างที่กระโดดเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วด้วยท่วงท่ามุ่งร้าย

ไม่เห็นหน้าก็จดจำได้... นั่นคือมือสังหารที่เคยไล่ล่าเขามาแล้ว...

เจ้ามือสังหารหมายจะขย้ำคอหอยเขาให้ได้ เขาจึงพยายามปัดป้องด้วยดาบ แต่ไม่กี่กระบวนท่าเท่านั้นดาบก็หลุดจากมือ

หลีเช่งกีเห็นหลีหลงฉีโดนเล่นงานก็หมายจะเข้าช่วย เพราะขณะนี้น้องสามของเขากำลังล้มอยู่บนพื้น...

“น้องหลงฉี” เขาตะโกน พยายามวิ่งไป... แต่มือสังหารก็วิ่งเข้าโจมตีด้วยฝ่ามือและถึงตัวของหลีหลงฉีก่อน

ฝ่ามือบุรุษฟาดออก หากต้องกายหลีหลงฉีคงดับชีพในฝ่ามือเดียว หากแต่สิ่งที่หม่าจงฟาดได้คือพื้นพระราชวังที่แน่นหนา กระนั้นก็ยังทำให้แผ่นหินที่บุพื้นแตกแยกออก

ห่างไปหลายก้าว กวนฉีหลินปล่อยร่างของหลีหลงฉีแล้วก้าวออกมาบังไว้

“ศิษย์พี่... ข้าต่างหากเป็นคู่มือท่าน”

หม่าจงมองเขม้นแล้วก็ผนึกลมปราณฟาดออกไปอีกครั้ง กวนฉีหลินตั้งท่ารออยู่แล้วก็กระแทกด้วยมังกรฟาดหางไปตอบโต้

สองพลังปะทะกันแล้วส่งแรงกระแทกกระทั้นออกไปเป็นวงกว้าง กวนฉีหลินถอยหลังไปเล็กน้อย

“ศิษย์พี่ก้าวหน้าเร็วยิ่งนัก... บัดนี้ท่านก็เป็นวิชาโยกย้ายจักรวาลแล้ว”

“เจ้าก็เช่นกัน...ดูเหมือนการเติบโตจะทำให้เจ้าเก่งกาจขึ้น” หม่าจงยอมรับความจริง

แล้วเขาก็โจมตีอย่างรวดเร็วด้วยหมัดสตรี กวนฉีหลินตอบโต้ด้วยกระบวนท่าเดียวกันอย่างว่องไว

การต่อสู้ของทั้งสองชวนตื่นใจนัก

ในสายตาหลีหลงฉีเขามองเห็นดังกับกวนฉีหลินและมือสังหารมีมือเท้าคนละหลายข้าง การเคลื่อนไปมาก็รวดเร็วยิ่งนัก

แล้วต่างฝ่ายก็ออกหมัดฉับพลันพร้อมกัน จึงปะทะกันอย่างแรง แล้วกระโดดถอยหลังออกมาตั้งหลักทั้งคู่

แล้วหม่าจงก็ผนึกลมปราณอีกครั้งจะเข้าโจมตี หากเขากลับรู้สึกเหมือนมีหมัดเหล็กกระทุ้งในอก ทำให้ร่างกายชะงักไป

กวนฉีหลินที่คิดจะออกกระบวนท่าต่อต้าน ฟาดฝ่ามือออกไปแล้ว...

หม่าจงเห็นดังนั้นจึงได้เพียงพยายามหลบหลีก แต่พลังของกวนฉีหลินแรงกล้าและรวดเร็วนัก... ร่างของหม่าจงโดนกระแทกด้วยปราณอันกล้าแข็ง กระเด็นล้มหงายหลัง

แต่ในวาระนั้นความเจ้าเล่ห์ก็ยังทำงาน เขาซัดอาวุธลับออกไปทั้งที่ยังล้มอยู่ แต่ไม่ได้หมายที่กวนฉีหลิน

อาวุธลับเคลือบยาพิษถึงตาย พุ่งเข้าใส่หลีหลงฉีที่ไม่ทันระวังตัว แต่ก่อนจะมันจะต้องกาย... พลังปราณจากดัชนีของกวนฉีหลินก็กระแทกมันกระเด็น พ้นไปจากกายของหลีหลงฉี

ครั้งเมื่อกวนฉีหลินหันมา... ศิษย์พี่ของเขาก็กระโดดหนีไปด้วยวิชาตัวเบาเสียแล้ว

กวนฉีหลินคิดจะติดตามอยู่เหมือนกัน แต่ก็เปลี่ยนใจ...เขามีงานใหญ่ต้องทำเสียแล้ว

ในเมื่อหลีหลงฉีมีน้ำใจมาช่วยเขา เขาจึงต้องตอบแทน... เขาเตะดาบของใครสักคนที่ตกอยู่ใกล้ๆ แล้วก็หันสบตากับหลีหลงฉี แล้วเขาก็ทะยานออกไปร่ายเพลงดาบปราบอสุรกาย

ดังการเคลื่อนของพายุ กวนฉีหลินโจมตีหนักหน่วงเข้าใส่บรรดามือสังหารเสียก่อนเพราะคนเหล่านี้มีวิทยายุทธ์สูง

เหล่ามือสังหารแม้จะร้ายกาจ แต่การเคลื่อนไหวและกระบวนท่าดาบของกวนฉีหลินนั้นรวดเร็วและรุนแรงยิ่งนัก ที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจละทิ้งสนามรบเพื่อเอาตัวรอด

เว่ยเกาเห็นฝ่ายตนกำลังเสียเปรียบก็คิดจะหนี แต่เมื่อหันหลังวิ่งก็โดนกระบี่ของเว่ยเจียงซูแทงเข้าที่กลางหลังทะลุอกซ้ายขาดใจตายทันที

เว่ยเจียงซูจึงตัดหัวของศัตรูแล้วชูขึ้นพร้อมตะโกน

“เว่ยเกาตายแล้ว”

เมื่อเหล่าทหารองค์รักษ์ฝ่ายเว่ยเกาเห็นเข้าก็เสียขวัญ ต่างพากันหยุดต่อสู้ วางอาวุธ แล้วยอมจำนนแต่โดยดี

 

ด้านเว่ยไท้โฮ่วกับบรรดาลูกสาว ต่างหลบไปที่ประตูเหนือเพื่อใช้ปราการประตูเสวี่ยนอู่ในการหลบภัย เนื่องจากที่นี่คือค่ายของทหารองค์รักษ์ที่รักษาการฝ่ายในทั้งสิ้น

ใน ห้องบัญชาการของทหารประตูเสวี่ยนอู่ พระนางเว่ยพยายามทำใจให้สงบด้วยการนั่งนับลูกประคำ และบ่นท่องบทสวดมนต์ แต่พอขันทีวิ่งเข้ามานางก็ตื่นเต้นจนเผลอปล่อยประคำร่วงหล่นจากมือ

“ตอนนี้ฮวงหลินจื้อกับฮวงโซ่งนำทหารมาถึงหน้าประตูเสวี่ยนอู่แล้วพะยะค่ะ องค์รักษ์มากมายก็แปรพักตร์ไปแล้ว พระนางรีบเสด็จหนีเถอะ”

แต่ไม่ทันขาดคำประตูก็เปิดผลัวะออก พร้อมร่างของเว่ยโป้ล้มลงมาโดยมีดาบปักที่กลางอก เลือดทะลักจากบาดแผล เรียกพระนางเว่ยคำหนึ่งก่อนจะขาดใจตายไป

ทหารจำนวนมากกรูกันเข้ามาภายในแล้วจี้จับพระนางเว่ยและลูกๆรวมทั้งนางกำนัลทั้งสิ้นเอาไว้

 

หลีหลงฉีกำลังจะเข้าไป แต่กวนฉีหลินเรียกรั้งไว้ก่อน

“ท่านอ้วง จะทรงปฏิบัติต่อพระนางเว่ยเช่นไร”

หลีหลงฉีมองหน้าน้องฉีหลิน

“ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นหญิง... ข้าคงต้องรอให้พระบิดาตัดสินก่อน ข้าจะไม่ทำอะไรพระนางหรอก”

กวนฉีหลินสูดลมหายใจ แล้วเขาก็เอาสิ่งหนึ่งที่ติดตัวแม้จะโดนขังคุกก็ตามออกมา เป็นเศษเล็บกับใบไม้ที่เปลี่ยนสี

“นี่คือเล็บของฮวงตี่ ข้าพระองค์แอบเข้าไปตัดออกมาเพื่อพิสูจน์... หมื่นบุพผามียาพิษชื่อหนึ่งบาทขาดใจ ยานี้หากทยอยกินอย่างเหมาะสมจะทำให้เหยื่อตายลงด้วยอาการคล้ายลมปัจจุบัน แต่ศพของเหยื่อจะมียาพิษตกค้างที่เล็บเท้า ทำให้เล็บเท้าเป็นสีฟ้า และหากเอาเล็บไปขยี้กับใบไม้มันจะเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าดุจกัน”

หลีหลงฉีมองสิ่งที่อยู่ในห่อผ้าในมือของกวนฉีหลิน แล้วมองหน้าน้องร่วมสาบาน

“ในโลกนี้คนที่รู