บุหรงรังเพลิง...ตอนที่ 2

Author: 
golffer
ประเภท: 
นิยาย

บุหรงรังเพลิง
ตอนที่ 2
 
            เมื่อเช้าวันใหม่ เนื่องจากมีงานเกี่ยวกับการออกแบบเครื่องประดับอัญมณีล็อตใหม่ เข้ามาหลายสิบชิ้น นกยูงซึ่งเป็นคนตัดสินใจขั้นตอนแรกว่าจะนำชุดไหนออกมาผลิต จึงใช้เวลาเลือกดูแบบจากต้นฉบับที่นักออกแบบประจำเอ็นวายฯนำมาเสนอ ค่อนข้างกินระยะเวลาไปครึ่งค่อนวัน หลังจากนั้นจึงนำประเมินผลเข้าที่ประชุม เพื่อรอฟังความคิดเห็นของผู้บริหารร่วม ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการผลิตต่อไป
 
            นกยูงใช้เวลาพลิกหน้ากระดาษจากแฟ้มไปมา มีความเห็นส่วนตัวว่าทางเลือกประจำปีนี้ อยากจะใช้อัญมณีตามราศีเกิดมาขึ้นตัวเรือนประดับเพชรแท้ ทั้งที่เป็นสร้อยสวมคอ แหวน ต่างหู  กำไล จี้ห้อยคอ มีทั้งงานแยกชิ้น และงานที่ออกแบบเป็นชุด
 
            หล่อนเลือกงานที่โดดเด่นสะดุดตา อย่างงานชิ้นหนึ่งที่ผู้ออกแบบใส่รายละเอียดสำคัญ ระบุว่าเพชรที่จะนำมาใช้ทุกเม็ด ได้สัดส่วน ก้นไม่ลึก หน้าไม่กว้างเกินไป ทำให้แสงส่องกระทบน้อย ส่วนน้ำหนักเพชรแต่ละเม็ดทุกขนาดที่ไล่เรียงกัน จะมีจำนวนกะรัตที่สมดุล ยกเว้นเม็ดกลางที่น้ำหนักจะสูงกว่าหลายเท่า และทุกเม็ด ‘น้ำ’ จะมีสีขาว ไม่เหลือง และไร้ตำหนิ
 
            หล่อนเซ็นชื่อกำกับไว้ในตัวอย่างแบบทุกชิ้น ก่อนจะคัดแยกเอาเนื้องานที่ถูกใจเรียงไว้ด้านบน แต่แล้วเมื่อถึงเครื่องประดับชุดหนึ่ง ซึ่งพึงใจเป็นพิเศษ อันได้แก่แหวนลายนกยูงวงเมื่อคืน หล่อนรีบชักภาพออก พร้อมกับเปิดดูแผ่นถัดไป เพื่อหาว่าชิ้นอื่นที่ผู้ออกแบบได้ทำไว้เข้าชุดกันมีอีกไหม จึงได้ทั้งกำไลแขน กำไลข้อมือ ต่างหู ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและขาดหายไป จนทำให้หล่อนต้องพลิกกระดาษวนอยู่หลายรอบ เมื่อไม่เจอ จึงรู้สึกหงุดหงิดใจเหลือคณานับ
 
            นั่นก็คือ...สร้อยคอประดับเพชรลายนกยูง
 
            มันไม่มีอยู่แต่แรก หรือว่ามันหายไปไหน...หญิงสาวจึงกดเรียกเลขาฯหน้าห้องให้เข้ามา พร้อมกับแจ้งว่า
 
            “คุณแววคะ ช่วยติดต่อคุณธงรบให้หน่อยค่ะ บอกว่าฉันมีเรื่องจะคุยด้วย ให้ไปเจอที่คอฟฟีชอปของโรงแรมคุณลักษณ์...อ้อ...แล้วก็ขอเลื่อนประชุมตอนบ่ายเป็นวันพรุ่งนี้”
 
            เมื่อสั่งงานแววใจ เลขาฯหน้าห้องเรียบร้อย นกยูงก็คว้ากระเป๋าสะพาย แล้วรีบออกไปจากห้องทำงาน ปล่อยให้คนรับคำสั่งยืนเหวออยู่พักใหญ่
 
            เพราะน้อยครั้งที่นกยูงจะเลื่อนการประชุมออกไปเช่นนี้ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นหรือเร่งด่วน ฉะนั้นสิ่งที่นกยูงให้ความสำคัญกับการเร่งรีบออกไปข้างนอก แววใจคงแปลกใจอยู่ครามครัน แต่ก็ทำตามคำสั่งทันที
 
            นกยูงใช้เวลาขับรถร่วมชั่วโมง กว่าจะไปถึง ‘Prince Hotel’ ซึ่งเป็นสถานที่นัดแนะกับนักออกแบบหนุ่มนามว่าธงรบ
 
            ภายในคอฟฟีชอป ซึ่งเป็นสถานที่คุ้นเคยของนกยูง เนื่องจากอนาคตอันใกล้นี้ ตัวหล่อนกำลังจะเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับลูกชายเจ้าของโรงแรม คือ ลักษณ์ ราชาพาณิชย์ ต้นตระกูลของฝ่ายชายก็เป็นคนจีน ซึ่งมาบุกเบิกทำธุรกิจรุ่นไล่เลี่ยกับคุณนิธิ บิดาของหล่อน
            ดังนั้นความสนิทสนมระหว่างสองครอบครัว จึงค่อนข้างแน่นแฟ้นเป็นพิเศษ การไปมาหาสู่ระหว่างตวงตาลกับลักษณ์ แรกเริ่มเดิมทีก็มีนกยูงเป็นเสมือนตัวเชื่อม ไปไหนมาไหนตวงตาลมักจะชักชวนหล่อนไปเป็นคนกลาง แต่ระยะหลังเมื่อสองหนุ่มสาวเริ่มเปิดใจคบหากันเป็นกิจจะ นกยูงจึงเริ่มถอยห่าง เปิดโอกาสทิ้งช่วงให้ทั้งคู่ได้สร้างความใกล้ชิดสนิทสนม
 
            ถอยระยะห่าง และนึกอิจฉาเป็นบางครั้ง กับคำว่า ‘คู่รัก’
 
            นกยูงกวาดตามองไปรอบ ยังไม่เห็นคู่นัดหมาย เมื่อดูนาฬิกาที่ข้อมือ จึงคิดว่ารายนั้นน่าจะยังมาไม่ถึง เพราะรู้จักธงรบดี ว่าเป็นคนค่อนข้างสุนทรีกับการละเมียดละไมในงานออกแบบที่ทำ ส่งผลให้การใช้ชีวิตของชายหนุ่ม ค่อนข้างเป็นคน ‘เฉื่อย’
 
            หล่อนคาดเดาว่าธงรบน่าจะมาช้ากว่านัดหมาย จึงเดินไปยังโต๊ะซึ่งอยู่ชิดในสุด ก่อนจะสั่งเครื่องดื่มกับบริกรหนุ่ม
 
            “ขอแตงโมปั่นหนึ่งที่ค่ะ”
 
            ระหว่างนั่งรอธงรบ นกยูงจึงหยิบแฟ้มใส่ต้นแบบเครื่องอัญมณีทุกชิ้นที่ติดมาด้วย ขึ้นพลิกดูให้แน่ใจอีกครั้ง ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศภายใน ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนใจเมื่อครู่ลงไปได้มาก
 
            ใจหล่อน ‘เย็น’ เป็นน้ำลง ต่างจากในทีแรกก่อนจะออกมาจากห้องทำงาน โทนสีครามซึ่งตกแต่งภายใน ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งช่วยลดความรู้สึกของคนมานั่งรอ
 
            แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มตรงหน้า เป็นช่วงที่ธงรบเดินกึ่งวิ่งเข้ามาพอดี พร้อมกับค้อมศีรษะเป็นการขอโทษขอโพย
 
            “ขอโทษจริงๆครับคุณนกยูง”
 
            ธงรบมองดูเวลาที่ข้อมือ แล้วจึงรับไหว้หญิงสาวผู้เป็นหัวหน้างาน ซึ่งอ่อนวัยกว่า พูดคำเดิมซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับแจงถึงเหตุที่มาสาย
 
            “คราวนี้ผมมาแท็กซี่แล้วนะครับ แต่รถมันติดมาก”
 
            “แล้วทำไมไม่ขึ้นรถไฟใต้ดินมาล่ะคะ”
 
            ชายหนุ่มยิ้มแหยเล็กน้อย “พอดีผมแวะไปธุระแถวพระรามสองมาน่ะครับ พอเห็นคุณแววโทรหา ผมก็รีบเปลี่ยนมาหาคุณนกยูงทันที”
 
            นกยูงไม่ได้สนใจจะฟังข้อแก้ตัว หรือเหตุผลของธงรบสักเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ใจของหล่อนกำลังนึกถึงแต่สิ่งที่ตนเองสงสัยใคร่รู้
 
            “ว่าแต่คุณนกยูงให้คุณแววตามตัวผมมาด่วน ไม่ทราบว่ามีอะไรรึเปล่าครับ”
 
            ไม่รอช้า นกยูงเปิดแฟ้มตรงหน้า พร้อมกับยื่นไปทางชายหนุ่มตรงข้าม “ฉันจะสอบถามเรื่องเครื่องเพชรชุดนี้หน่อยค่ะ คือพูดกันตรงๆเลย ฉันรู้สึกชอบการออกแบบชิ้นนี้มาก แต่ทำไมหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอชิ้นที่เป็นสร้อยคอล่ะคะ”
 
            ธงรบจึงพลิกกระดาษตรงหน้าอย่างละเอียด “สร้อยคอน่าจะมีนะครับคุณนกยูง เอ...หรือว่าผมลืมส่งไฟล์รูปนี้เข้าเมล์”
 
            เมื่อได้ยินว่าสร้อยคอที่หล่อนอยากเห็น ธงรบได้ออกแบบไว้ ใจหล่อนก็กระตุกเต้นสั่นประหลาด “ถ้าอย่างนั้นคุณธงรบส่งเข้าเมล์ของฉันให้หน่อยนะคะ เพราะว่าฉันจะได้ให้ช่างเขารีบทำ”
 
            “คุณนกยูงเลือกชุดนี้ออกมาผลิตเหรอครับ แล้วจะทำเป็นงานชิ้นเดี่ยวออกวางหน้าร้าน หรือว่าจะ...”
 
            นกยูงรีบพูดแทรก “ชิ้นนี้ฉันตั้งใจว่าจะทำไว้เป็นของฉันเอง ไม่ได้ทำวางหน้าร้านหรอกค่ะ”
 
            ธงรบอมยิ้มน้อยๆ “เดี๋ยวผมกลับไปที่บ้าน แล้วจะรีบส่งเมล์ให้คุณนกยูงเลยนะครับ แต่ว่าผมต้องขอตัวไปธุระก่อน อาจจะกลับค่ำสักนิด”
 
            ความอยากเห็นในชิ้นงาน จึงเผลอแสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย “ไม่เป็นไรค่ะ”
 
            “ถ้าไม่มีธุระอะไรเพิ่มเติม ผมขอตัวนะครับ พอดีนัดเพื่อนไว้ให้มารับที่นี่”
 
            “ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณธงรบเถอะค่ะ...ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เรียกมากะทันหัน เอ่อ...แล้วก็แบบเครื่องประดับชุดนี้ ฉันขอให้คุณธงรบอย่าบอกใครนะคะ เพราะว่าฉันจะเก็บไว้เอง”
 
            เมื่อผู้ว่าจ้างงานเอ่ยปาก ชายหนุ่มจึงรับคำ ขณะเดียวกันเสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นพอดี เขาจึงขอตัว...นกยูงมองตามแผ่นหลังของธงรบจนไปหยุดอยู่ที่ประตูร้าน
 
            หล่อนแค่มองผ่านตา มิได้คิดพึงใจหรือปรารถนาชายหนุ่มผู้นี้นักหรอก แม้ว่าบางทีจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่มีเลศนัยของเขา แล้วหล่อนก็เกือบจะมองผ่านไม่ได้สนใจเขาอย่างที่คิด จนกระทั่งเห็นฝ่ายนั้นพ้นประตูร้านไปพร้อมกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
 
            สายตาของนกยูงถูกสะกดด้วยรอยยิ้มละไมนั้น ดั่งถูกเข็มของนาฬิกาจับวางไว้ให้โลกหยุดหมุนอีกครั้ง
 
            ปราชญ์...ชายหนุ่มผู้ซึ่งละลายสายตาและหัวใจหล่อนเพียงครั้งเมื่อคืนนี้
 
...................................................
 
            นกยูงใจเต้นแรงขึ้น หากก็คงไม่งามนัก ถ้าจะทำสิ่งใดประเจิดประเจ้อ หล่อนจึงได้แต่มองจนปราชญ์หายลับไป
 
            ชายคนนั้นรู้จักกับธงรบ จะเกี่ยวข้องกันอย่างไรไม่รู้ แต่หล่อนเห็นความเป็นไปได้สูง ที่จะมีโอกาสรู้จักเขา
 
            พลันคิดถึงเมธาวี แต่จะลองเลียบเคียงอย่างไรหนอ ไม่ให้น่าเกลียด พอนึกข้ออ้างบางอย่างขึ้นได้ หญิงสาวจึงต่อโทรศัพท์หาฝ่ายการตลาดทันที แล้วก็รีบบึ่งรถไปยังร้านเมธาวี
 
            เมื่อเจอหน้าเจ้าของร้าน นกยูงยิ้มแย้มทักทาย แล้วไปนั่งรอที่ชุดรับแขก เมื่อเห็นว่าเมธาวีนั้นรับรองแขกผู้หญิงคนหนึ่ง
 
            นกยูงเหลือบตามองหล่อนผู้นั้น หากก็มิได้สนใจ เพราะที่ร้านนี้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากหน้าหลายตาในแต่ละวัน หญิงสาวจึงละสายตาจากผู้หญิงคนนั้น แล้วเปิดดูนิตยสารบนโต๊ะฆ่าเวลา
 
            “สวัสดีค่ะน้องนกยูง วันนี้แวะมาหาพี่ถึงร้าน มีอะไรจะให้รับใช้รึเปล่าคะ”
 
            เมธาวีฝากพนักงานในร้านดูแลลูกค้าต่อ แล้วนั่งลงด้านข้างพร้อมกับชวนคุย “มาคนเดียวเหรอคะ น้องตาลมาด้วยรึเปล่า”
 
            “เปล่าค่ะ...พอดีนกยูงว่าจะมาปรึกษากับพี่เมหลายเรื่อง ไม่เกี่ยวกับชุดเจ้าสาวของน้องตาลหรอกค่ะ ไม่รู้ว่าพี่เมพอจะว่างคุยรึเปล่า รับรองแขกก่อนก็ได้นะคะพี่ นกยูงรอได้”
 
            “ไม่ยุ่งอะไรหรอกค่ะ...คุณพันดาวเป็นลูกค้าใหม่ จะมาดูชุดเจ้าสาว เธอเลือกเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ให้เด็กที่ร้านพาไปลองชุด ถ้ามีอะไรที่ต้องถึงมือ เดี๋ยวพี่ค่อยแวะไปดูก็ได้...ตอนนี้พี่ชักอยากจะรู้ธุระของน้องนกยูงมากกว่าน่ะสิคะ”
 
            เมธาวีพูดเอาใจนกยูง เพราะรู้ดีว่าหล่อนเป็นคนมีชื่อเสียง มีเงินทอง เป็นที่รู้จักในวงสังคม ดังนั้นเจ้าของร้านจึงต้องดูแลเป็นพิเศษ ถึงจะรู้ว่าหล่อนไม่ใช่คนเรื่องมาก กระนั้นสัมพันธ์ก็ควรดำเนินไปอย่างราบรื่น หวังเผื่อน้ำบ่อหน้าอีกยาวไกล เพราะหากวันใดที่นกยูงจะแต่งงาน ไม่พ้นที่หล่อนจะต้องมาเป็นลูกค้าของที่นี่แน่นอน
 
            แล้วมันก็เป็นดังคาด เกี่ยวกับชุดเจ้าสาว...ถึงแม้ว่าสิ่งที่นกยูงเอ่ยออกมา จะไม่ได้เกี่ยวกับงานวิวาห์ของหล่อนแม้แต่น้อย
 
            “นกยูงชอบชุดเจ้าสาวที่ลงในหนังสือฉบับเมื่อวาน เลยมีความคิดว่าอยากจะรบกวนให้พี่เมตัดชุดให้เลียนแบบ หรือว่าใกล้เคียงที่สุด จะเป็นไปได้ไหมคะ”
 
            เมธาวียกมือทาบอก ก่อนจะพูดเอาใจเพิ่ม หล่อนคงนึกตกใจกับข้อมูลที่ว่า นกยูงอาจจะเป็นผู้หญิงคนแรกในโลกเลยก็ว่าได้ ที่อยากจะสั่งตัดชุดวิวาห์ให้กับตนเอง ทั้งๆที่ยังไม่มี ‘คู่ขวัญ’
 
            “แน่ใจเหรอคะ น้องนกยูงไม่ถือเรื่องโชคลางเหรอคะ”
 
            นกยูงพอจะเข้าใจความหมายของผู้หวังดีตรงหน้า ก็จะมีใครกล้าคิดแบบหล่อนล่ะ แต่เป็นเพราะความถูกใจ ความต้องการอยากได้...ในเมื่อบิดามารดาก็ไม่ใคร่ขัดใจในสิ่งที่หล่อนต้องการมาแต่ไหนแต่ไร หล่อนจึงไม่คิดสนใจความเชื่อใดๆทั้งสิ้น
 
            “ไม่คิดมากหรอกค่ะ ไม่ใช่ว่าตัดชุดไว้ก่อน แล้วจะต้องกลายเป็นหญิงสาวผู้อาภัพ ไร้คู่ซะเมื่อไหร่กันคะ เรื่องพรรค์นั้นไม่อยู่กับความคิดแบบปัจจุบันแล้วล่ะค่ะ ถึงแม้ว่านกยูงจะถูกเลี้ยงให้อยู่ในกรอบจารีตประเพณีก็ตามเถอะ”
 
            เจ้าของร้านยังคงทำท่าชั่งใจ “ถ้าเป็นความต้องการของน้องนกยูง พี่ก็ไม่ขัด”
 
            “อยู่นอกกรอบบ้าง...ที่บ้านไม่มีใครว่าหรอกค่ะ”
 
            ทั้งคู่จึงคุยถึงรายละเอียดความต้องการของผู้เป็นลูกค้า แล้วก็สรุปได้ว่านกยูงต้องการแบบชุดเจ้าสาวที่ใกล้เคียงกับรูปภาพมากที่สุด ตรงช่วงบนเป็นเกาะอก มีลวดลายเป็นสีเขียวปักไหมสะท้อนเงา ให้ดูเหมือนกับยามนกยูงนั้นรำแพน ส่วนกระโปรงเป็นสุ่มยาวกรอมเท้าประดับด้วยขนนกยูงซ้อนกันเป็นแพกว้าง
 
            “เรื่องค่าใช้จ่าย พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ นกยูงจะเซ็นเช็คจ่ายไว้ให้พี่ครึ่งหนึ่งตามที่ตกลง”
 
            “รับทราบค่ะ สำหรับเรื่องนั้น...พี่จะระดมสั่งให้ช่างทำงานชุดนี้ให้สุดฝีมือทีเดียว แต่พี่มีข้อแม้นะคะ ถ้าน้องนกยูงจะใส่ชุดนี้ในงานแต่งเมื่อไหร่ ต้องอนุญาตให้พี่ทำการโปรโมทชุดกับทางร้านนะคะ”
 
            นกยูงยิ้มบางๆ “ยังหาเจ้าบ่าวไม่ได้เลยค่ะ”
 
            เมธาวีทำหน้าครึ่งๆกลางๆ “เป็นไปได้หรือคะ สวยๆเก่งๆอย่างน้องนกยูง เห็นข่าวว่ามีคนสนใจน้องนกยูงเต็มไปหมด”
 
            นกยูงมิได้ตอบ กลับยิ้มในหน้า เมื่อใจไพล่คิดไปถึงชายผู้นั้น...หล่อนแอบหวังไว้ในใจลึกๆอย่างหญิงสาวผู้โหยหาความรัก ความถูกใจ ว่าเขาคนนั้นจะเป็นที่ถูกตาต้องใจ มากกว่าแค่รูปกายภายนอก
 
            แล้วปากก็เร็วเท่าความคิด เมื่อตั้งใจจะลองเลียบเคียงเอ่ยถามถึงชายผู้นั้น “พอดีนกยูงมีอีกเรื่องว่าจะปรึกษา คืองานเกี่ยวกับเครื่องเพชรล็อตใหม่ของนกยูงน่ะค่ะ กำลังต้องการ เอ่อ...พรีเซนเตอร์”
 
            หากเมธาวีก็ยังไม่เข้าใจ “ยังไงกันคะ”
 
            “พอดีเมื่อวานนกยูงเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินสวนกันตรงประตูร้านของพี่เม นกยูงรู้สึกว่าเขาดูเหมาะที่จะเป็นแบบให้กับเครื่องเพชรของเอ็นวายฯค่ะ”
            นกยูงเก็บอาการประหม่าได้หมดจด ไม่แสดงพิรุธต่อการถามถึงปราชญ์ และท่าทางของเมธาวีก็ไม่สงสัย
 
            “ผู้ชายคนเมื่อวานตอนใกล้จะปิดร้านนั่นเหรอคะ...อ๋อ ชื่อคุณปราชญ์ค่ะ พอดีเมื่อวานเขาแวะมาหาพี่ ก็เพราะว่า...”
 
            เมธาวีกำลังจะพูดถึงเหตุผล ที่ปราชญ์แวะมาหา แต่ก็ยังไม่ทันได้บอก เจ้าของชื่อก็เปิดประตูหน้าร้านเข้ามา
 
            “นั่นไงคะ เจ้าตัวมาพอดี...หวัดดีจ้ะปราชญ์ กำลังพูดถึงเธออยู่เชียว”
 
..................................................
 
            ผู้ถูกทักยิ้มร่า เดินนำหน้าธงรบเข้ามาในร้าน นกยูงหันไปมองตามต้นเสียงของเมธาวี เมื่อเห็นชัดว่าชายผู้นั้น คือคนที่หล่อนกำลังเอ่ยถึง ทำให้หล่อนเผลอตัวแสดงความตื่นตระหนกออกไป โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็นถึงอาการนั้น
 
            จะด้วยเป็นความบังเอิญ หรือเป็นวาสนาต่อกันก็แล้วแต่ หากการพบเจอกันครั้งนี้ เกิดขึ้นกะทันหันและหล่อนก็ไม่ทันตั้งตัว แต่ด้วยการถูกฝึกให้เข้าสังคมตามบิดามารดามานาน หญิงสาวจึงรีบเก็บอาการทุกอย่างอันก่อเกิดในใจไว้อย่างมิดชิด
 
            แต่กระนั้นก็ไม่อาจซ่อนรอยยิ้มที่มุมปากได้...
 
            “กำลังนินทาอะไรผมเหรอครับพี่เม”
 
            “ถ้าให้พูดถึงปราชญ์ พี่มีเรื่องให้ซุบซิบเยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะ”
 
            ชายหนุ่มทำตาสนเท่แกมฉงนในสิ่งที่เมธาวีพูด พลางหยอก “คนอย่างผมไม่มีอะไรน่าสนใจพอจะพูดถึงหรอกครับ”
 
            เมธาวีเอ่ยทักทายกับปราชญ์ตามวิสัยคนรู้จักมักคุ้น ธงรบที่เดินตามมาสมทบจึงเอ่ยขึ้นบ้างอย่างแปลกใจ เมื่อพบนกยูงในที่แห่งนี้
 
            “สวัสดีอีกรอบครับคุณนกยูง”
 
            นกยูงจึงเสมองข้ามไหล่ปราชญ์ไปยังคนที่ทักหล่อน “พอดีมีธุระกับพี่เมน่ะ คุณธงรบมาทำอะไรที่นี่ล่ะคะ”
 
            คล้ายอยากจะถามถึงการมาที่นี่ของปราชญ์ จึงอ้อมไปถามยังธงรบ “พอดีผมแวะมาเป็นเพื่อนปราชญ์ครับ”
 
            ยังไม่ทันสาธยายความมากกว่านั้น เจ้าของ ‘ธุระ’ ที่ธงรบเอ่ยถึงเมื่อครู่ ก็โผล่มายังประตูห้องลองชุดวิวาห์ หญิงสาวนามพันดาวที่หล่อนเห็นเมื่อครู่ ปรี่เข้ามาถึงกลุ่มคนทั้งหมด แต่หล่อนผู้นั้น มิได้เข้ามาขอความเห็นกับเจ้าของร้านอย่างที่ควรจะเป็น
 
            พันดาวเข้ามาเกาะแขนปราชญ์ พร้อมกับกรีดนิ้วขึ้นสูง เมื่อจับจีบกระโปรงชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดชูขึ้น ก่อนจะหมุนตัวโดยรอบ เพื่อให้ผู้ถูกถามได้มองทุกส่วนสัดของหล่อน
 
            นกยูงจึงกลายเป็นผู้ฟังไปโดยปริยาย ไม่ทันได้เอ่ยทักทายหรือแนะนำตัวกับผู้ชายที่พึงใจสักคำ และไม่มีแม้แต่ท่าทีที่เขาจะสนใจหล่อนเลยสักนิด หรือว่าที่ธงรบพูดว่ามาเป็นเพื่อนของปราชญ์ นั่นคือชายหนุ่มผู้นั้นมาดู ‘ว่าที่เจ้าสาว’
 
            “ดาวใส่ชุดไหนก็สวยทั้งนั้นนั่นแหละ จริงไหมครับพี่เม”
 
            เมธาวีลุกขึ้นมาดูชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่บนร่างพันดาว พร้อมเอ่ยชมไม่ขาดปาก นั่นยิ่งเหมือนเข็มหมุดเล่มเล็กปักลงกลางใจนกยูงทีละนิด
 
            หล่อนรู้สึกเหมือนเดินพลัดตกบันไดขั้นสูง...เสียดายแกมผิดหวัง
 
            คนที่หล่อนรู้สึกชอบ มีคู่หมั้นคู่หมายแล้วหรือนี่ หล่อนจึงได้แต่นั่งเงียบมองคู่สนทนาตรงหน้าพูดสลับไปมากับเสียงหัวเราะคิกคัก ส่วนตนเองนั้นเหมือนเป็นท่อนไม้ที่ไร้ชีวิต ไม่มีผู้ใดสนใจ จะมีก็แต่สายตาของธงรบที่จับสังเกตหล่อน โดยที่นกยูงนั้นไม่รู้ตัว
 
            “แล้วปราชญ์ชอบชุดนี้ไหมล่ะคะ ดาวเลือกไม่ถูกเลย ที่ร้านพี่เมมีชุดสวยๆเต็มไปหมด” ว่าที่เจ้าสาวตรงหน้าทำท่ากระเง้ากระงอดฝ่ายชาย
 
            ปราชญ์ได้แต่เงียบ หันไปถามธงรบ “ว่าไงครับนายธง...ว่าที่เจ้าสาวคนนี้สวยไหม”
 
            ธงรบจึงละสายตาจากนกยูง หันไปมองพันดาวแทน “คุณดาวใส่ชุดไหนก็สวยอย่างที่ปราชญ์พูดทุกอย่างเลยครับ”
 
            พันดาวหุบยิ้ม แถมยังมองธงรบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับคนไม่ต้องชะตา “ที่ชมนั่นจริงใจรึเปล่าคะคุณธงรบ”
 
            ปราชญ์เห็นท่าไม่ดี เมื่อคนสองคนซึ่งเคยรู้จักสนิทสนมกันในอดีตกำลังจะเริ่มประชดประชันกัน เขาจึงตัดบทด้วยการชวนพันดาวคุยเสียเอง
 
            “ตกลงดาวเลือกชุดนี้ใช่ไหม ถูกใจใช่ไหม...ผมบอกแล้วว่าที่ร้านของพี่เม มีแต่ชุดสวยๆทันสมัยทั้งนั้น รับรองว่าถ้าดาวมาเลือกจะต้องได้ชุดเจ้าสาวที่ถูกใจ...จริงไหมครับพี่เม”
 
            ท้ายประโยคเขาหันไปถามเมธาวี เจ้าตัวรีบเอ่ยสนับสนุน ก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานในร้าน “เดี๋ยวพาคุณดาวไปวัดตัวนะ แล้วก็ดูตรงช่วงบนให้เธอด้วย เหมือนว่ามันจะหลวมไปนิด แล้วจดรายละเอียดลงสมุดไว้ให้พี่ด้วย”
 
            เมธาวีเชื้อเชิญพันดาวให้ไปวัดตัวตามพนักงานในร้าน เมื่อหญิงสาวลับตาไปแล้ว จึงเอ่ยกับปราชญ์อีกครั้ง ยิ่งทำให้นกยูงซึ่งนั่งฟังอย่างหดหู่ หัวใจยิ่งหล่นตุ้บลงไปอีกครั้ง
 
            “น้องดาวนี่สวยไม่หยอกเลยนะ ปราชญ์นี่ตาถึงนักเชียว”
 
            ยังไม่ทันที่ปราชญ์จะเอ่ยปฏิเสธ แต่คำพูดนั้นกลับยิ่งทำให้นกยูงเข้าใจผิดมากขึ้น ตีความไปเองโดยสมบูรณ์ครบถ้วนว่าพันดาวคือคนรักของปราชญ์
 
            ทั้งที่ความจริงนั้นไม่ใช่...
 
            แล้วจู่ๆเมธาวีก็ทำท่าเพิ่งนึกถึงสิ่งที่ตนเองคุยค้างไว้กับนกยูง จึงเอ่ยขึ้น “คุยตั้งนาน พี่ลืมแนะนำปราชญ์เลยว่านี่คือน้องนกยูง”
 
            แล้วเมธาวีก็เอ่ยถึงนกยูงคร่าวๆ ถึงชื่อเสียงในวงสังคมของหล่อน ทว่านกยูงทำได้เพียงแค่ยิ้มรับ ไม่ได้ตั้งท่าสนใจเขาเหมือนทีแรก...เมื่อเมธาวีแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน หล่อนจึงเอ่ยถึงงานพรีเซนเตอร์ให้กับเครื่องประดับที่นกยูงชักชวนเมื่อครู่
 
            “พอดีเลย...เมื่อกี้พี่กำลังคุยกับน้องนกยูง เธอสนใจอยากจะชวน...”
 
            “อ๋อ...ไม่มีอะไรค่ะ”
 
            นกยูงรีบพูดแทรก หันไปมองตาเมธาวี แล้วหล่อนก็ชี้แจงเพียงว่าแค่เกริ่นไว้เล็กน้อยเท่านั้น...ถ้าสนใจยังไง จะลองทาบทามดูอีกครั้ง
 
            หญิงสาวเปลี่ยนใจกะทันหัน จนเมธาวีเองยังงงกับพฤติกรรมนั้น แต่ก็ไม่ได้ขัดกระไร หลังจากนั้นหล่อนจึงเอ่ยขอตัวกลับ ปล่อยให้ทุกคนนึกสงสัยกับการกระทำปุบปับที่เกิดขึ้น
 
            มีเพียงตัวหล่อนเท่านั้นที่รู้...ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจตนเอง ทั้งที่อุตส่าห์วาดฝันและคาดหวังมาตลอดคืน ไฉนเลยอายุการใช้งานของหัวใจจึงสั้นและกระชับนัก
 
            นี่แหละนะ...ที่มีคนเคยเอ่ยไว้ ฟังความไม่แน่ชัด ก็ตีความนั้นไปตามความคิดตน
 
.....................................
golffer_call@hotmail.com