Knight At Night ... สงครามรัตติกาล นำเรื่อง+Ch.0

Author: 
อมราวตี
ประเภท: 
นิยาย

เธอยืนอยู่ที่นั่น ท่ามกลางความเสื่อมสลาย

ทุกสิ่งล้วนสูญสิ้นไปหมด หลงเหลือเพียงเถ้าธุลี

ส่วนเธอ....เพราะเธอไม่ถูกจัดเป็น ‘อะไร’ เลย ดังนั้น แม้ว่าเธอจะยืนนิ่งงัน แหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน สองเท้าจมหายไปในฝุ่นทรายที่ทับถมแทบมิดข้อ แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่ามีสิ่งใดหลงเหลือ

ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไป ย่ำเหยียบลงบนเถ้าธุลีและฝุ่นทราย

การเคลื่อนไหวของเขาทำให้หล่อนหันมา ร่างบอบบางที่อยู่ในชุดสีขาวผุดผาดอยู่กลางราตรี ปราศจากแม้แต่เศษเสี้ยวร่องรอยความแปดเปื้อนใด ไม่อนาทรต่อลมเย็นเยียบที่โลมไล้สองลาดไหล่ซึ่งเกือบเปลือยเปล่า มีเพียงสายเล็กๆของชุดกระโปรงสีขาวตัวยาวเกาะเกี่ยว

เรือนผมสีดำสนิทสะบัดวูบตามลมรำเพย สีเดียวกับนัยน์ตาที่ปราศจากแววคล้ายเป็นเพียงลูกแก้วว่างเปล่า

ลูกแก้วสีรัตติกาลซึ่งจับจ้องและสะท้อนภาพเขาผู้เดียว

ชายหนุ่มเอื้อมมือไป สัมผัสผ่านถุงมือเนื้อหยาบที่สวม หากชั่วแล่นของความรู้สึกก็ยังตระหนักถึงความนุ่มนวลของพวงแก้มเนียน

และความเยียบเย็นราวก้อนน้ำแข็งของผิวกาย

เขาขยับจะลดมือลง เมื่อกวาดตามองไป...แลเห็นแต่เพียงผืนทรายรกร้าง กว้างไกลสุดสายตาจรดปลายขอบฟ้าหลอมรวมทุกผืนดินเข้าหากันด้วยเม็ดทรายเล็กๆที่ทอดกองเรียงราย

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เม็ดทรายนั้นคือ ‘ชีวิต’

เศษเถ้าธุลีพวกนี้...ล้วนเคยเป็น ‘ตัวตน’ มาก่อน

ชายหนุ่มหันกลับ เบือนสบนัยน์ตาสีดำอันมิผิดแผกไปจากเขาซึ่งทอดมองมานิ่งงันอยู่ก่อน

เขารู้อยู่แล้ว....

รู้อยู่แล้ว ว่าต้องเป็นแบบนี้

แต่ถึงอย่างนั้น....

มือที่กำลังจะตกลงชะงักนิ่ง ปลายนิ้วขยับคล้ายลังเล ก่อนเลื่อนขึ้นอีกครั้ง พร้อมมืออีกข้างที่ช่วยกอบประคองวงหน้างามให้แหงนเงยขึ้น

ลูกแก้วสีดำคู่นั้นยังจับจ้องเขานิ่งงัน ไม่มีแม้แต่การกระพริบตา

เป็นชายหนุ่มเสียเอง ซึ่งปิดเปลือกตาลงชั่วครู่ กรามขบเป็นสันนูนอย่างพยายามระงับอารมณ์ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง

สบกับแววว่างเปล่าที่ตอบกลับมา

“ผมรู้...” เขากระซิบแผ่วเบา เมื่อก้มหน้าทาบริมฝีปากกับกลีบปากนุ่มราวกลีบกุหลาบแผ่วเบา “รู้อยู่แล้ว...”

สัมผัสค่อยหนักหน่วงขึ้น เช่นเดียวกับห้วงอารมณ์ที่เก็บกักภายในและพยายามทลายออกมา ริมฝีปากบางนุ่มหวานล้ำเบื้องหน้าถูกรานรุก ปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดควานหาความโอชะที่แสนปรีดิ์เปรมและเขี้ยวคมขบเม้มแผ่วๆ

เขาส่งเสียงคำรามในลำคอ เสียงกึกก้องคล้ายเสียงสัตว์บาดเจ็บ ...ร้าวราน หากก็มากพอที่จะทำให้หักใจผละจากริมฝีปากหวานล้ำมาเคล้าเคลียพวงแก้มเนียนที่เย็นเฉียบนั่นพร้อมพร่ำกระซิบคำข้างหู

“แต่ถึงอย่างนั้น... ผมก็ยัง...”

เขาอ้าปาก งับลงบนติ่งหูก่อนเลื่อนมือข้างหนึ่งไปด้านหลัง ดึงผมที่ท้ายทอยให้วงหน้างามดวงตาสีนิลจับจ้องฟากฟ้าแทน

“ต้องการเธอ”

พร้อมคำที่สั่นพร่า ริมฝีปากร้อนระอุไล่ไต่ลงมาเคล้าเคลียไหล่บาง ก่อนรุกกลับขึ้นซุกไซร้ซอกคอ กดประทับรอยหนักหน่วง

ร่างที่แน่นิ่งมาเนิ่นนานเริ่มมีปฏิกิริยาเป็นครั้งแรก ยามเมื่อถูกทาบทับความร้อนผ่าวลงบนซอกคอ หญิงสาวกระตุกเฮือก หากมือแกร่งที่สัมผัสเรือนผมแผ่วเบากลับเปลี่ยนเป็นยึดแน่น

นัยน์ตาสีดำเบิกกว้างขึ้น เมื่อจุมพิตที่ประทับแปรเปลี่ยน กลายเป็นบางอย่างที่แหลมคมกว่า กำลังครูดลงบนผิวเนื้อเนียน....และมันไม่ใช่การขบเม้มอย่างเย้าแหย่

เขาครูดสัมผัส...รานรุกและทำความคุ้นชินกับผิวเนื้อบาง และคมเขี้ยวของตนเอง ที่บัดนี้แหลมยาวและพร้อมจะฝังลงบนเส้นเลือดใหญ่ที่กำลังเต้นตุบๆเย้ายวนเบื้องหน้า

“ต้องการ...” เขาขยับปาก บอกถ้อยคำสุดท้ายที่ชัดเจนและจะติดตรึงไปอีกนานเท่านาน “พลัง...ของเธอ”

แววบางอย่างคล้ายจะปรากฏวูบในดวงตาสีเดียวกับท้องฟ้าที่เหม่อมองขึ้นไป หากเพียงชั่วแล่นก็เลื่อนหายกลายเป็นม่านน้ำใสที่คลอคลองปรากฏแทนที่

ชายหนุ่มก้มหน้าฝังคมเขี้ยว สัมผัสและดื่มด่ำคาวโลหิต

หญิงสาวสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาหลั่งรินก่อนดวงตาจะปิดลง

เนิ่นนาน...

 
 
0/0

“แอเรียที่ 3 ประจำภูมิภาคบูรพา
ปี 2211 เดือน 7 วันที่ 21

วันนี้น่าตื่นเต้นมากๆ ฉันแทบจะทำอะไรไม่ถูกจริงๆ มันแทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะทำได้สำเร็จ อา...ฉันไม่ควรพูดแบบนั้น เพราะความจริงฉันรู้สึกได้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว !

เบาะแสที่เราได้รับมาฟังดูเลื่อนลอยมาก ฉันไม่ค่อยเชื่อข้อสมมติฐานที่ได้ยินในทีแรกนัก ใครมันจะไปเชื่อลงกันล่ะ ?

แต่ตอนนี้ แค่วันที่ 3 วันที่ 3 ที่เรามาถึงป่าลึกแห่งนี้ ก็เริ่มมีสัญญาณแล้ว....

ฉันรู้สึกว่า บางทีส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะความคิดของเขาก็ได้ สิ่งนั้น...”

“แอริน ซอน!”

เสียงแหวที่ไม่ได้มาเปล่าๆ แต่ยังตามติดมาด้วยฝ่ามือในถุงมือผ้าหนาสีน้ำตาลที่มีคราบโคลนติดอยู่ตวัดวูบเข้าใส่จนเจ้าของชื่อและเป็นเจ้าของบันทึกแทบร้องกรี๊ดลั่น ก่อนกระโดดหลบเหยงเกือบไม่ทัน

ไม่นับที่ว่าหล่อนต้องรีบเก็บอุปกรณ์บันทึกอิเล็กทรอนิกส์ของหล่อนที่เกือบไม่รอดเงื้อมมือมารอีก

“ทำอะไรของเธอ” แอรินถามด้วยความหงุดหงิด กดเซฟบันทึกด้วยความว่องไวขณะเงยหน้าจ้องอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด “ฉันกำลังเขียนบันทึกอยู่นะ ระวังบ้างสิ จิงเมิ่ง”

จิงเมิ่ง โหยวยักไหล่ ท่าทางไม่อนาทรร้อนใจต่อสายตาที่จ้องมองมา หนำซ้ำยังเลิกคิ้วยียวนเข้าใส่อีกต่างหาก “ฉันว่าเธอน่าจะถามตัวเองมากกว่านะ ว่าคิดจะทำอะไร หรือว่าคิดจะเขียนผลของการสำรวจที่เป็นความลับห้ามจดบันทึกที่ไหนลงไปในไอ้บันทึกความเพ้อของเธอน่ะ”

คำพูดคำจาพร้อมความกวนโทสะที่จงใจใส่ไปไม่แค่สีหน้าแววตา แต่ยังบวกรวมไปถึงน้ำเสียง ทำให้เจ้าของบันทึกซึ่งถูกตั้งฉายาเอาเองตามอำเภอใจได้แต่เม้มปากด้วยความขุ่นเคือง วงหน้าสวยหวานตามแบบฉบับของชนชาติเครียดขึ้งขึ้นเล็กน้อย เมื่อเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอีกฝ่ายที่จ้องมองมา

“นี่เป็นบันทึกส่วนตัวของฉัน” หล่อนยืนยัน “ไม่เกี่ยวกับรายงานการสำรวจค้นคว้า ดังนั้น ฉันย่อมมีสิทธิ์ที่จะเขียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของฉันลงไปได้ อย่าว่าแต่เธอกำลังเสียมารยาทอยู่อย่างมากนะ คุณโหยว ที่แอบดูบันทึกของฉัน ฉันสามารถแจ้งเรื่องนี้ได้ในฐานที่คุณละเมิดความเป็นส่วนตัวของฉัน !”

คนกำลังจะถูกแจ้งความผิดกลับหัวเราะเสียงใส พลางโบกไม้โบกมือไปมาคล้ายยั่วโทสะ “ลองดูก็ได้นี่นา แอริน ว่าฉันไปเห็นบันทึกอะไรของเธอเข้า แล้วหลังจากนั้น อะไรก็ตามที่จะแพร่กระจายจากบันทึกของเธอไปนั่น เธออยากเสี่ยงก็ตามใจ เพราะยังไงๆ โทษของฉันก็ไม่เกินกว่ากำหนดพักงานอยู่แล้ว ว่าไหมล่ะ”

ท้ายประโยค คนพูดกระดิกปลายนิ้วไปมา ให้ผู้ฟังได้แต่กัดฟันกรอดแล้วตั้งท่าจะสะบัดหน้าไปทางอื่น โดยไม่วายมีเสียงเตือนไล่หลัง

“อย่าใส่อะไรเกี่ยวกับการสำรวจลงไปอีก ส่วนเธอจะเพ้อหาเทพบุตรของเธอแค่ไหน ก็ตามสบาย เข้าใจไหม แอริน”

ไม่มีเสียงตอบ แต่แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะให้จิงเมิ่ง โหยว ยักไหล่ และกลับไปทำงานของหล่อนต่อตามปกติ

0/0 P.2

“แอเรียที่ 3 ประจำภูมิภาคบูรพา
วันที่ 23 เดือน 7 ปี 2211

บันทึกการกำหนดโทษ

จิงเมิ่ง โหยว – ต้องตระเวนยามนับตั้งแต่วันนี้ไปเป็นเวลา 3 วัน โดยไม่มีสิทธิ์พักผ่อน

แอริน ซอน – ถูกริบบันทึกและอุปกรณ์การบันทึกทุกประเภท อนุญาตให้จดบันทึกได้เพียงแค่ขณะเขียนผลการสำรวจ โดยมีพยานลงนามรับรู้มากกว่า 2 คน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น”

แผ่นกระดาษที่ประทับตรารับรองถูกโบกหราไปมาหน้าคนถูกกำหนดโทษให้เดินยามซึ่งบัดนี้นอนไกวเปลถักของตนเองที่ผูกระหว่างต้นไม้คล้ายไม่อนาทรร้อนใจ

“เธอหาเรื่อง” คนโบกว่า “อยู่ดีไม่ว่าดีไปป่วนจนแอรินจิตหลุดวิ่งโร่ไปฟ้องจนได้”

จิงเมิ่งยักไหล่ อันเป็นท่าทางประจำของหล่อนที่คนรอบข้างรู้ดีว่ามันหมายถึงหญิงสาวไม่แยแสกับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดเท่าไรนัก แม้ว่านั่นจะเป็นโทษของหล่อนเองก็ตามที

“นายลองเทียบดู” หล่อนผงกหัวขึ้น บ่งให้รู้ว่าคราวนี้เธออารมณ์ดีมากพอที่จะอธิบายให้คนอื่นฟัง “ระหว่างการที่ฉันต้องไปป่วนยัยแอรินและตระเวนคอยดูไม่ให้ยัยนั่นเขียนอะไรบ้าๆในบันทึกเพ้อเจ้อ สู้ฉันทุ่มเทกวนประสาทยัยนั่นสักหน่อย เห็นไหมล่ะ แค่ 3 วันเท่านั้นยัยนั่นก็ทนไม่ไหวต้องวิ่งไปฟ้องโดยลืมไปสนิทว่าตัวเองต้องไม่รอดไปด้วยแน่ๆ”

ท้ายประโยคเจือเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กที่คู่สนทนาได้แต่ส่ายหน้า

“เธอลงทุนมาก ยัยหนู” เขาว่า ขณะมือใหญ่โตสีคล้ำผลักเปลที่หล่อนนอนไปมา “อดนอนสามวันไม่ใช่เรื่องดีสักนิด ยิ่งตอนนี้เรากำลังถูกเร่งทำงาน”

จิงเมิ่งส่งเสียงบางอย่างด้วยความพอใจกับจังหวะเปลที่ที่ทำให้สายลมโอบล้อมทั้งร่างหล่อนอย่างสะดวกสบาย ขณะตอบคำ

“ฉันเคยโดนมากกว่านั้น หยาง”

หยาง กุลนววงศ์ส่ายหน้า..เสี้ยวหน้าที่คมเข้มด้วยผิวสีแทน กับดวงตาคมกริบตามแบบเชื้อชาติฟากบิดาของเขา ผิดกับเค้าของความอ่อนโยนจากสายเลือดอีกส่วนของผู้เป็นมารดา สอดประสานกันเป็นบุรุษเพศอันน่ามองไม่เลวทีเดียว

ทว่าความน่ามองของชายหนุ่มกลายเป็นความแปลกตาเกินไปได้ เมื่ออีกบุรุษปรากฏตัว

จิงเมิ่งส่งเสียงบางอย่างในลำคอ เมื่อเจ้าหน้าที่ในคณะสำรวจหลายคนเริ่มเคลื่อนไหวรับการมาเยือนของนายทุนรายใหญ่

หยางเกือบกระโดดหลบไม่พ้นร่างปราดเปรียวที่ตวัดกายโดดลงจากเปลวูบและหยัดยืนบนพื้นอย่างมั่นคง ขณะเขาที่ยืนอยู่ก่อนซะอีกยังเซแซ่ดๆเล็กน้อยเพราะไหวตัวไม่ทันกับการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย

หญิงสาวสะบัดผมยาวของตนเองที่ปล่อยสยายเพื่อนอนเอนเขนกอย่างหงุดหงิด แต่คร้านเกินกว่าจะจับมันรวบอีกครั้ง เพราะอีกไม่นานก็จวนจะได้เวลาอาบน้ำของฝ่ายหล่อนแล้ว

ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของจิงเมิ่งจึงเป็นการสาวเท้าเดินตรงไปยังทางลงหลุมสำรวจของหล่อน ท่ามกลางเสียงทักท้วงของคู่สนทนา

“เฮ้... เธอควร..”

“อีกนิด” หล่อนตอบโดยไม่หันหน้ากลับมา หากชูใบคำสั่งลงโทษโบกไปมา “ฉันจะไปเตรียมตัวเพื่อการเดินยามคืนนี้ไงล่ะ ดังนั้นการต้อนรับและรายงานผลการสำรวจแก่ผู้อุปถัมภ์เป็นของนาย อย่าปล่อยให้แอรินบ้าผู้ชายจนเสียเรื่องเด็ดขาดเชียว”

นั่นเป็นประโยคสุดท้าย ที่หยาง กุลนววงศ์ได้แต่ทอดถอนใจ แล้วหันไปทำตามหน้าที่ของตน

0/0 P.2.5

หยาง กุลนววงศ์สืบเท้าไปด้านหน้า เป้าหมายของเขาหาไม่ยากสักนิด เมื่อผู้คนต่างไปยืนรอกันที่บริเวณนั้นแล้ว และต้องยอมรับว่า แอริน ซอนดูสวยสะดุดตาไม่ใช่น้อย

ใครให้เจ้าหล่อนใส่เสื้อโค้ทสีแดงกลางป่ากลางเขากันล่ะ

แต่ถึงอย่างนั้น หยางก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีใครโดดเด่นได้เท่าเขาจริงๆ

ชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฏกายผู้นั้น...

ผู้อุปถัมภ์ของโครงการขุดค้นโบราณคดีครั้งนี้

เอเลียต หลี่

0/0 P.3

เอเลียตไม่สนใจใครทั้งสิ้น เรือนผมสีดำแกมน้ำตาลของเขาปลิวเล็กน้อยเมื่อสายลมพัดโบกวูบ เรียกให้เขาหันสายตาไปที่นั่น...

ที่ๆเขารอมานานแสนนาน

“การขุดค้นอยู่ในระดับ 7 แล้วครับ” ชายหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งก้าวเข้ามาคล้ายอธิบาย และเอเลียตก็พยักหน้าลงแทนการรับฟัง

แม้ความจริงเขาอยากจะลงไปที่นั่นใจแทบขาดก็ตาม

“จากการดูปฏิกิริยาและภาพถ่ายจำลอง เราน่าจะสามารถนำโบราณวัตถุชิ้นนั้นขึ้นมาได้ภายในเวลา 3-5 วัน”

“ทำไม...?” เอเลียตถามกลับเป็นคำแรก แม้สายตาจะยังจับจ้องอยู่ที่เดิม แต่แววตาเริ่มฉายแววไตร่ตรองกับข้อมูลที่ได้รับ

ถ้าการขุดค้นดำเนินไประดับ 7 จริง มันควรจะเสร็จสิ้นในอีกไม่เกิน 2 วัน อย่าว่าแต่ระยะประมาณนั้นมีช่องว่างเว้นไว้มากเกินไปด้วยซ้ำ

“สภาพอากาศไม่แน่นอนค่ะ คุณหลี่” เสียงหวานดังขึ้น เมื่อหญิงสาวอีกคนที่สวมเสื้อโค้ทสีแดงก้าวเข้ามา “พื้นดินแถวนี้มีปฏิกิริยาต่อสภาพอากาศมากๆ เมื่อวานนี้เราพบว่ามีหมอกมากผิดปกติจนเสียเวลาไปเกือบครึ่งวันกว่าจะได้เริ่มทำงานกัน แต่พอเราเริ่มการดำเนินงาน....ดูเหมือนว่าอากาศแบบที่ว่าจะทำให้ระดับการทำงานของเราถอยจากระดับ 6 ไปอยู่ที่ระดับ 4 ค่ะ”

“ผมไม่ได้รับรายงานเรื่องหมอกเมื่อวาน” เขาเน้นเสียงลงหนัก บอกให้รู้ถึงความไม่พอใจ ดุจเดียวกับแววที่วาวโรจน์ขึ้นในดวงตาสีแดงสวยราวแก้วผลึก

“นั่นยังเป็นเพียงสมมติฐานครับ” ชายที่เอ่ยรายงานคนแรกรับหน้าที่อีกครั้ง “เรายังไม่มีความแน่ใจในข้อนั้น เพราะวันนี้อากาศพลิกกลับมาเป็นร้อนมากแทน และเพิ่งจะมีความชื้นสูงในตอนเย็นนี้เอง ทุกอย่างจึงเป็นข้อสันนิฐานที่รอการพิสูจน์อย่างระมัดระวังเท่านั้น”

ดวงตาคมหรี่ลง คล้ายงำแววบางอย่างไว้ ก่อนที่เขาจะผ่อนลมหายใจบางเบาแล้วพยักหน้า

“ผมอยากไปดูที่หลุดขุดค้น”

ฝ่ายปฏิบัติงานไม่มีข้อคัดค้านเช่นกัน และหญิงสาวสวยจัดที่โดดเด่นก็ก้าวเท้านำพร้อมเสียงหวานหูทันที

“เชิญทางนี้เลยค่ะ คุณหลี่”

0/0 P.4

จิงเมิ่ง โหยงก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง เครื่องมือประจำตัวกำลังเตือนว่าหล่อนไม่ควรก้าวไปมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นปริมาณของออกซิเจนอาจน้อยเกินไปจนเข้าขั้นเฝ้าระวังได้ หญิงสาวจึงหยุดเท้าแค่นี้

ก่อนเปิดเครื่องสแกนขนาดเล็กให้ทำงาน

ใช้เวลาไม่นานสักนิด รูปทรงของชิ้นงานที่ทำให้พวกหล่อนมาอยู่ที่นี่ก็ปรากฏ มันมีลักษณะคล้ายแคปซูล แต่ด้านบนและส่วนปลายมีทรงรีกว่า อันเป็นรูปทรงที่โดดเด่นของช่วงปลายอารยธรรมก่อน

ก่อนหน้าที่โลกจะล่มสลายลง

อารยธรรมไม่ได้จบลงตาม เทคโนโลยีมากมายหลงเหลือไว้พร้อมบันทึก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งที่สูญหาย

บางอย่างได้หายไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย

หรือไม่...คนที่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ก็พากันเก็บงำเงียบ

นี่เป็นเบาะแสอย่างเดียวที่จิงเมิ่งตามมาได้ หล่อนถึงได้พยายามอย่างหนักที่จะเข้าร่วมกับคณะสำรวจนี้

เพราะข้อมูลที่แลกมาด้วยราคาแพงถึงโบราณวัตถุชิ้นนั้น

หรือควรเรียกว่า “คน” นี้

ผู้ที่นอนหลับใหลอยู่ในแคปซูล...มันไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์หรือบันทึกวิทยาการอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง

หรืออย่างน้อย..... นี่ก็เป็นคำเดียวที่เหลืออยู่ ที่จะนิยาม “สิ่งมีชีวิตอันมีรูปลักษณ์สัณฐาน”เดียวกับหล่อน...

0/0 P.4.5

เอเลียตชะงักเท้า เมื่อลมรำเพยอีกครั้ง และเขารับรู้ถึงบางสิ่งที่มาพร้อมกันกับสายลม

สิ่งที่ทำให้เขาหยุดยืน ขณะที่เสียงกรีดร้องกึกก้องไปทั่วทันที !

หยาดโลหิตที่กระเซ็นย้อมพื้นดินให้แดงฉานตรึงสายตาของทุกผู้ที่หันไปมองตาม รวมถึงร่างของผู้ร่วมคณะ ที่บัดนี้กลายเป็นเศษซากอาหารอันโอชาของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น

สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครรู้จักอีกแล้ว....เพราะบันทึกถึงพวกมัน ได้ถูกเก็บไปพร้อมอารยธรรมเก่า

และเวลา 2 พันกว่าปี นับแต่ระบบต่างๆถูก “รีเซ็ต” ก็มากพอที่พวกมันจะปรากฏตัวแล้ว

“นั่นมัน.....?”

เขาได้ยินชัดเจน ถึงคำถามที่เปี่ยมด้วยความประหลาดใจ สงสัย และหวาดหวั่นของผู้คนรอบกาย

แม้เทคโนโลยีจะตกทอดมา แต่สุดท้ายแล้ว มนุษย์ในยุคเริ่มต้นแห่งอารยธรรมก็ยังต้องเผชิญกับสิ่งหนึ่งอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงอยู่ดี

สิ่งที่เรียกว่า ความหวาดกลัวต่อเผ่าพันธุ์อื่น !

เอเลียตไม่คิดหยุดรอ เขาก้าวเท้าไปต่อทันที ขณะที่เสียงกรีดร้องเริ่มแผ่ลามไปทั่ว เมื่อสิ่งอันแปลกประหลาดไล่จู่โจม แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ

เขารู้อยู่แล้วว่าพวกมันจะมา เพราะ ‘หล่อน’ อยู่ที่นี่

และเขาจะปล่อยให้ใครยื่นมือไปแตะต้องก่อนไม่ได้เด็ดขาด

การจู่โจมพุ่งเข้ามาหาเขาบ้าง หากความรีบร้อนและสถานการณ์ทำให้เอเลียตไม่คิดมาอีกต่อไป เขากางมือ สะบัดกลายเป็นกรงเล็บและบั่นศีรษะมนุษย์ออกจากร่างที่เป็นสิงโตนั่นอย่างง่ายดาย

สฟิงค์ไม่ใช่คู่มือของเขา...

แต่เอเลียตรู้ว่าไม่ได้มีแค่พวกมัน สายลมโชยอีกกลิ่นมาไกลกว่า และไม่นาน กองทัพนกเรเวนจะมาเยือนที่นี่

เขาสู้สฟิงค์ได้ แต่ยังไม่ถึงเวลาปะทะกับนกสีดำแห่งความตาย

ชายหนุ่มเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของเผ่าพันธุ์ตนบ้าง ขณะข่มความกระหายที่คาวโลหิตเชื้อเชิญพร้อมกัดฟันกรอดปิดบังคมเขี้ยวที่เริ่มงอกยาว

เขาต้องทำภารกิจให้สำเร็จ... แม้จะต้องทอดทิ้งพวกมนุษย์ที่ได้กรีดร้องเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าตัวประหลาดที่พวกเขาไม่เคยได้ยินก็ตาม

ปากหลุมสำรวจอยู่ตรงหน้า และเอเลียตกำลังจะก้าวเท้าลงไป แสงสว่างเจิดจ้าก็ปรากฏจนนัยน์ตาพร่าพราย

เอเลียตมารู้ทีหลังว่าไม่ใช่แสง แต่เป็นความเจ็บปวดต่างหาก

ความเจ็บปวดเมื่อหัวใจถูกกระชากออกจากร่างด้วยจะงอยปากของอีกาแห่งความตายผู้เป็นบริวารเอกของพญาเรเวน

ก่อนวินาทีสุดท้าย... เอเลียตกู่ร้อง ปิดผนึกหลุมขุดค้น...

ถ้าทำไม่สำเร็จ คนอื่นก็ห้ามแตะต้องเช่นกัน

นั่นเป็นคำสั่งสุดท้ายที่เขาจะทำได้...ก่อนสลายกลายเป็นเถ้า.....

+ + + + +