หนึ่งความฝัน พันราตรี "ลำนำ-อารัมภ์"

Author: 
เสวี่ยอวี้ถาน
ประเภท: 
นิยาย

 
 
ม้าดำกำยำตะกุยเท้า ยามเมื่อบังเหียนถูกกระตุกเป็นสัญญาณให้มันยั้งฝีเท้า ฝ่ามือได้รูปลูบแผงคอแผ่วแฝงอาการปลอบประโลม ขณะดวงตาทอดแลลงไปเบื้องล่าง
 
สีขาวกำลังจะย้อมทุกสิ่ง
 
ลมหนาวบอกให้รู้ ว่าอีกไม่ช้า หิมะก็จะตกลงมาแล้ว
ทิวทัศน์สีขาวนั้นเป็นสิ่งชินตา เพราะดินแดนนี้อยู่ทางตอนเหนือใกล้เขตเทือกเขาหิมะ อากาศพลอยหนาวเย็น มีหิมะตกมากเป็นประจำทุกปี ถึงตอนนั้นไม่ต้องพูดถึงแม่น้ำลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็ง หากแม้กระทั่งต้นไม้ก็ยังมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะพราวขาวโพลนไปด้วย
 
แต่ปีนี้...หิมะมาเร็วและคงตกมากกว่าปกติ
 
ความคิดนั้นทำให้มุมปากเรียวอดไม่ได้ที่จะเผยอยิ้มหยัน พร้อมทวนคำพูดในความคิดอีกครา เพราะแท้จริงที่ควรถูกกล่าวออกไปเห็นจะเป็น ไม่มีสิ่งใดเป็นปกติอีกแล้วต่างหาก !
 
ฝ่ามือที่แตะแผงคออาชาใหญ่เลื่อนตก เปลี่ยนเป็นขยับจับบังเหียนอีกครั้ง ก่อนกระตุกเท้ากระตุ้นให้พาหนะโผนตัวขึ้นโดยแรงพร้อมเสียงร้องคำรามกึกก้อง
 
ก่อนโลดแล่นกระโจนลงสู่เบื้องล่าง
 
เมืองหลวงของแคว้นปิง !
 
 
 
 
 
เธอกรีดร้องกรี๊ดสุดเสียง เมื่อทรวงอกเจ็บแปลบราวถูกจ้วงแทง ก่อนสะดุ้งเฮือกสุดตัว
 
สิ่งแรกที่ทำอย่างไม่รู้ตัว คือยกมือขึ้นลูบคลำ...ให้แน่ใจว่าไม่มีสัมผัสของหยาดเลือด ไม่มีร่องรอยของมีคม ไม่มีเค้าลางของบาดแผลใดๆบนร่างทั้งสิ้น จึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
 
และตอนนั้นเอง ที่หญิงสาวพบความผิดปกติ
 
มันเป็นเรื่องที่หล่อนไม่แน่ใจในทีแรก แต่เมื่อจับไปจับมา ก็ค่อยๆพบความแปลกนั่น...จนต้องลงมือบีบกันให้เห็นชัดๆ
 
นี่มัน ..... ?
 
“คุณหนู !”
 
เสียงเรียกด้วยภาษาแปลกประหลาดไม่คุ้นหู แต่กลับฟังเข้าใจอย่างชวนให้กังขากังวานขึ้นให้หันไปมอง
 
วินาทีนั้นเอง ที่การรับรู้ด้วยสายตาของหล่อนเริ่มทำงานเต็มกำลัง
 
มันทำให้ตระหนักได้ถึงที่นอนที่ไม่ได้ติดสปริง ไม่มีผ้าปูลายดอกไม้สีชมพู แต่มีหมอนอันยาวไว้หนุนอย่างที่ไม่เคยคุ้นตา กับผ้าห่มหนาหนัก
 
ทำให้เธอกวาดตามองห้องที่มีรูปแบบตกแต่งด้วยของแอนทีคแบบตะวันออก ค่อนไปทางสไตล์จีนที่ราคาน่าจะมหาศาล อย่างชนิดที่ต่อให้ไม่ได้ชำนาญในการดูเครื่องตกแต่งแบบนี้นัก หากแค่เห็นลวดลาย กับวัตถุดิบที่เป็นไม้แท้ๆ...ก็พอที่จะสร้างรัศมีความมีราคาจับมันได้แล้ว
 
เธอเอื้อมมือขึ้นแตะผ้าม่านบางเบาสีอ่อนแต่งดงามที่ถูกผูกข้างเตียง ขณะหัวสมองแล่นเร็วจี๋ ...ว่านี่ยังไม่รวมรูปแบบการจัดวางที่น่าเอาไปทำพิพิธภัณฑ์ หรือจัดแสดงได้สบายอีก
 
มันเป็นสถานที่ที่เธอไม่มีความทรงจำติดอยู่แม้แต่น้อย....ว่าเคยเห็น เคยพบ หรือมาเกี่ยวพันกับมันได้อย่างไร !
 
มือที่เคยแตะผ้าม่านปล่อยเนื้อผ้าบาง เปลี่ยนมาจับศีรษะของตนแทน ปลายนิ้วสอดแทรกผ่านเรือนผมที่น่าจะยังยุ่งเหยิงและสัมผัสขมับที่กำลังเต้นตุบๆเป็นจังหวะได้จนเจ้าของสยองในใจ
 
นี่เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน... รายการตลก  ? เกมกลั่นแกล้งแบบใหม่ของใครสักคน ? หรืออุบัติเหตุอันคาดไม่ถึง ?
 
ทว่า ท่ามกลางคำถามนั้น อย่างน้อยหญิงสาวก็ยังใจชื้นอยู่อย่าง ว่าความทรงจำของเธอยังอยู่ครบถ้วนไม่มีตกหายไปไหน เว้นก็แค่เรื่องที่ว่าทำไมหล่อนมาอยู่ในที่แบบนี้ ทุกอย่างยังคงชัดแจ้ง
 
ดังนั้น มันคงไม่ยากนัก ที่หล่อนจะติดต่อหาคนที่บ้านวายุกูล และสอบถามคนแถวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหล่อน...
 
 “คุณหนูเจ้าคะ”
 
“อวี้ซู่ !!!”
 
ภาษาไม่คุ้นหูแต่ฟังเข้าใจได้กังวานใกล้ๆอีกครั้ง หากหนนี้มีเพิ่มเป็นสองเสียง
 
และน่าแปลก ที่หญิงสาวอดหันไปตามเสียงเพรียกนั่นไม่ได้... แม้นั่นจะไม่ใช่ชื่อหล่อนก็ตาม
 
บานประตูไม้ถูกผลักเปิดออกมาภายใน ซึ่งความจริงมันอาจจะเปิดมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ แต่หล่อนเองนั่นแหละที่ไม่ทันสังเกต เพียงมองผ่านไปเห็นแค่รูปแบบการตกแต่งเท่านั้น
 
หากมาบัดนี้ หญิงสาวกลับไม่อาจถอนสายตาจากกรอบช่องว่างของบานประตู เหมือนที่เคยทำเมื่อกวาดตามองครั้งแรกได้
 
หล่อนได้แต่จ้องไปยังผู้ที่ถือวิสาสะก้าวเข้ามาอย่างเงียบๆ
 
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นอิฐหนักหน่วง คล้ายคนก้าวเจตนาลงน้ำหนักให้เสียงนั้นกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน และเรียกความสนใจของผู้ที่อยู่ในห้อง ...ซึ่งมันก็ได้ผลเป็นอย่างดี เมื่อหญิงสาวกะพริบตาปริบแล้วกวาดตาไล่ตั้งแต่รองเท้าผ้าหุ้มข้อ ขึ้นมาจนกระทั่งชายอาภรณ์สีฟ้าอ่อนของร่างที่ก้าวเข้ามา
 
ชายผ้านั้นปลิวไสว แต่ก็ไม่ได้บดบังความกำยำของเรือนร่าง ตรงข้ามเสียอีก  เพราะเจ้าชุดเสื้อคลุมตัวยาวสีฟ้าครามคล้ายคลื่นน้ำนั้นตัดเย็บได้เหมาะเจาะกับร่างสูงของเขา และขับเน้นผิวขาวจัดให้ดูสว่าง ปราศจากความซีดเซียว
 
สายตาของหญิงสาวเลาะไล่ผ่านแผงอกกว้าง ที่สาบเสื้อปิดเร้นซ้อนทับกันเกือบสนิทแต่มีการเล่นลวดลายเฉดสีขาวอมฟ้าจางๆ ซึ่งล้วนบ่งบอกความละเอียดอ่อนในงานฝีมือ และคงไม่มีวันเป็นงานแมทซ์โปรดักส์ หรือสินค้าตลาดย่านโบ๊เบ๊เป็นแน่
 
ตะกอนความกังขาบางอย่างผุดพรายขึ้นในใจคนมอง แต่หญิงสาวก็ยังเลือกจะเลื่อนสายตาขึ้นไป ผ่านปกเสื้อที่หุ้มลำคอแลเห็นแต่เงาตะคุ่มของสายสร้อยที่ซุกซ่อน ก่อนจะหยุดนิ่งในที่สุด
 
ที่สีฟ้าแสบตาที่ปรากฏให้เห็นชั่ววูบ ก่อนจางหายไปในสีดำสนิทของดวงตาคมกริบราวพญาเหยี่ยวดุดัน
 
กรอบดวงตารียาวดุดัน ตัดกับวงหน้าขาวจัดนั้นเหมือนจะทำให้เครื่องหน้าอื่นๆของเขาดูคมเข้มทั้งหมด...ทั้งปากบางที่เม้มสนิทเกือบเป็นเส้นตรง ทั้งจมูกโด่งเป็นสันเสริมความชวนมองจนแทบตื่นตะลึง แต่ก็มอบความรู้สึกอึดอัดในความดุดันและทรงอำนาจไปพร้อมๆกัน
 
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อดวงตาสีดำจัดนั่นมองมาที่ตนเอง นึกเดาได้ไม่ยาก ว่าอีกฝ่ายเห็นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเจ้าของที่กองสมบัติราคามหาศาลรอบๆ
 
ลำคอของหล่อนเปลี่ยนเป็นแห้งผากอย่างฉับพลัน ตะกอนที่ค่อยผุดพรายเมื่อครู่ได้เริ่มรวมกลายเป็นปริศนาที่จับต้องได้ และสั่นกระดิ่งสัญญาณเตือนภัยของเธอเสียแล้ว
 
ชายผู้นั้นสืบเท้าเข้ามาอีกอย่างเชื่องช้า ดวงตาทั้งคู่ไม่ละไปไหน พาให้เธอเองก็ไม่อาจผละสายตาจากเขาเช่นกัน
 
กระทั่งร่างสูงมายืนอยู่เบื้องหน้าเตียงไม้ที่เธอนั่งอยู่นั่นแหละ
 
“....อวี้..ซู่ ?”
 
ชื่อที่ได้ยินและทำให้เธอหันกลับมานั่นหลุดจากปากเขา...อีกครั้ง ! หากหนนี้มันทำลายมนตร์ขลังจากนัยน์ตาที่จ้องมองมาได้ชะงัดนัก
 
นั่นไม่ใช่ชื่อหล่อน ! และหญิงสาวไม่มีทางลังเลที่จะแก้ความเข้าใจผิดนี้แน่
 
หล่อนขยับปากบ้าง ตระเตรียมจะบอกเขาว่า หล่อนไม่ได้ชื่อจีนจ๋าขนาดนั้น แม้เค้าหน้ากับผิวพรรณจะมีส่วนชวนให้เข้าใจผิดได้บ้าง แต่หล่อนก็มีชื่อนามสกุลเป็นภาษาไทยเต็มยศว่า มุกมณี วายุกูล
 
หล่อนไม่ใช่คนที่เขาเรียก ไม่ใช่อวี้ซู่
 
แต่ถ้อยคำทั้งหมดล้วนไม่ได้ออกจากปากหญิงสาว เพราะวินาทีที่กำลังจะเอ่ยมันออกไป ร่างแน่งน้อยบอบบางในชุดแพรพรรณสีสดที่เรียกขานหล่อนเป็นคุณหนูนั่นก็ขยับตัว ปล่อยให้แสงสะท้อนจากวัตถุหนึ่งตกกระทบตาจนหล่อนอดหันไปมองไม่ได้
 
และมันทำให้ทุกคำที่คิดจะกล่าว...หายไปจากสมองมุกมณีกะทันหัน
 
แสงสะท้อนนั้นมีทีที่มาจากแผ่นทองเหลืองขัดจนขึ้นเงา ท่าทางจะใช้แทนกระจกส่องหน้าตามแบบอย่างของสมัยโบราณ และเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลอย่างดีเช่นเดียวกับของชิ้นอื่นๆในห้องนี้ มันจึงยังทำหน้าที่สาดส่องเงาสะท้อนของสิ่งต่างๆได้อย่างแจ่มชัด
 
และหนนี้ สิ่งที่มันสะท้อน คือใบหน้าของหญิงสาว....เด็กสาวคนหนึ่ง ที่ไม่น่ามีวัยเกิน 16 หรือ 17 ปี กรอบหน้ารูปไข่ถูกแต่งแต้มด้วยนัยน์ตากลมโตน่าเอ็นดู จมูกโด่งน่ารัก และริมฝีปากบางที่เผยอขึ้นคล้ายจะเอื้อนเอ่ย
 
เด็กสาวคนนั้นนั่งอยู่บนเตียง เบื้องหน้าชายหนุ่มร่างสูงสง่าในอาภรณ์ฟ้าคราม
 
เด็กสาวคนนั้นยกนิ้วสั่นๆ ขึ้นมาชี้หน้าตนเองด้วยความตกตะลึง ที่ปรากฏชัดบนสีหน้าเช่นกัน
 
เด็กสาวคนนั้นอ้าปาก ราวอยากร่ำร้องบางอย่าง
 
เด็กสาวคนนั้น...คือเงาสะท้อนของหล่อน !
 
เงาสะท้อนของหล่อน ...ที่ไม่ใช่หล่อน !!!
 
หญิงสาวเบิ่งตามองสาวน้อยที่นัยน์ตากลมโตแทบถลนออกนอกเบ้า ก่อนร้องลั่นเป็นภาษาที่ตนเองไม่รู้จัก แตกต่างกับคำที่ตนต้องการจะเอ่ยอย่างสิ้นเชิง หากกลับฟังเข้าใจถึงความหมายได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อมันออกมาจากปากเจ้าหล่อนเองว่า
 
“ไม่จริง ! เป็นไปไม่ได้ !!!”