บุหรงรังเพลิง...ตอนที่ 3

Author: 
golffer
ประเภท: 
นิยาย

ตอนที่ 3
 
                อาณาบริเวณบ้านของครอบครัว ‘อัศวเวชพาณิชย์’ มีเนื้อที่ประมาณห้าไร่ ตั้งอยู่บนถนนสายหลักในกรุงเทพฯ ล้อมพื้นที่ด้วยกำแพงปูนสูง มีต้นสนฉัตรสลับกับต้นหางกระรอกปลูกแนวริมรั้ว และมีต้นกล้วยพัดแผ่ก้านใบยาวเรียงตั้งขึ้นคล้ายพัดจีน ปลูกด้านหน้าสลับเป็นฟันปลา มีบ่อน้ำพุขนาดกลางรูปหญิงสาวเปลือยท่อนบน ถือคนโทปล่อยน้ำไหลเอื่อยราดรดลงในสระกว้าง ถัดจากนั้นเป็นสวนหย่อม ซึ่งเจ้าของบ้านตกแต่งโดยใช้รูปหุ่นปูนปั้นอยู่บนแท่นทรงกลมเรียงเป็นแนวสลับกับพรรณไม้หลากชนิด
 
                โต๊ะม้าครึ่งวงกลมทาสีแดงสด ตั้งคู่กับเก้าอี้ตัวเดี่ยว วางในพื้นที่มุมแคบ ซึ่งนกยูงเลือกใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตน เหนือพื้นด้านข้างเป็นชานไม้ยกระดับ มีชุดโต๊ะ เก้าอี้ ทรงโปร่งรูปแบบทันสมัย สุดพื้นที่ตีฉากกั้นด้วยไม้ไผ่ขัดเงา ตีซี่เป็นแนวช่องว่างระบายลม
 
                แม้อากาศยามค่ำนี้จะสดชื่น เย็นเยียบกับลมโชยอ่อน ที่ผาดผิวเนื้อ กระนั้นจิตใจของนกยูงกลับดูว้าวุ่นพอสมควร เมื่อครุ่นคิดถึงแต่เรื่องผู้ชายคนนั้น
 
                เป็นไปได้หรือ กับการพบหน้าเขาเพียงแค่หนึ่งวัน โดยที่ไม่ได้รู้จักมักจี่ หรือพูดคุยอย่างถูกอัชฌาสัยแต่อย่างใด แล้วทำไมปราชญ์ถึงมีอิทธิพลต่อจิตใจหล่อนเพียงนี้
 
                ยิ่งคิดไปว่าเขามีคู่แล้ว แม้ยังไม่รู้จริงเท็จ แม้จะเสียดาย แต่ใจส่วนลึกกลับต่อต้าน ไม่ยอมจำนนต่อภาพที่เห็นเบื้องหน้า แล้วหล่อนก็มิได้ตัดใจทันที อย่างที่แสดงออกว่าผิดหวังในช่วงเย็น
 
                หล่อนรู้แต่เพียงว่าเขาคนนั้นมี ‘เสน่ห์’ ดึงดูดอย่างประหลาด ทำให้ใจของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใฝ่ใจต่อชายใด กลับต้องกระวนกระวายไขว้เขวอย่างไร้เหตุผล
 
                แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ ถ้าผู้หญิงที่ชื่อพันดาวเป็นคนรักของเขาอย่างที่เข้าใจ แถมทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกัน หล่อนควรจะปรับความรู้สึกให้ยอมรับเช่นนั้นหรือ...รู้แค่ยิ่งคิด ก็ยิ่งไม่อาจทำเช่นดั่งคิด เหมือนมีสิ่งหนึ่งกระซิบอยู่ข้างหู ว่าปราชญ์เหมาะควรที่จะเป็นคนรักของหล่อน
 
                ความที่ถูกบุพการีตามใจมาตั้งแต่เล็ก สิ่งใดที่ลูกสาวคนเดียวอยากได้ อยากครอบครอง มันก็ควรเป็นไปตามนั้นมิใช่หรือ
 
                ทว่าความเป็นลูกผู้ดีมีสกุล มีขนบธรรมเนียม มีกรอบทางการเลือกคู่...จะให้หล่อนตบตีเพื่อแย่งผู้ชายคนนั้นมาเป็นของตนอย่างนั้นหรือ
 
                นกยูงนั่งคิดอยู่นานคนเดียว...จนเสียงหนึ่งดังแทรกมาจากมวลแมกไม้ด้านหลัง
 
                “นั่งทำอะไรอยู่จ๊ะลูก เงียบเชียบเชียว ดึกดื่นขนาดนี้ยังมาทอดอารมณ์ชมสวน กำลังแอบคิดถึงใครอยู่รึเปล่า”
 
                เสียงของมารดาเอ่ยสัพยอก โดยมิได้มีความหมายซ่อนไว้ แต่กลับกระตุกเอาความคิดข้างในของหล่อนหล่นวูบไปกองกับพื้น เพราะหัวใจหล่อนกำลังคิดถึงใครบางคนนั่นล่ะ
 
                “เปล่าค่ะแม่ หนูก็แค่กำลังเบื่อๆ...นั่งกินลมชมวิวไปพลาง”
 
                คุณนิธิซึ่งสาวเท้าเข้ามาข้างหลังภรรยา หยุดยืนคู่กัน จึงเอ่ยท้วง “ที่ว่าเบื่อ...พ่อหวังว่าคงไม่ใช่เรื่องงานหรอกนะ ถึงขนาดเลื่อนประชุมตอนบ่ายเป็นวันพรุ่งนี้”
 
                นกยูงมิได้หันไปสบตาคนพูด เสมองไปยังไฟสีส้มภายใต้โคมสี่เหลี่ยม ซึ่งประดับอยู่รอบด้าน “พอดีหนูติดธุระกะทันหันค่ะพ่อ”
 
                “ธุระอะไรจ๊ะลูก ปรึกษาพ่อกับแม่ได้ไหม” คุณนิธิลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สบตาลูกอย่างเป็นห่วง เรื่องใดที่ทำให้ลูกไม่สบายใจ ผู้เป็นพ่อมักจะเป็นตัวเชื่อมคอยให้กำลังใจ และช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกทุกครั้ง
 
                ยกเว้นปัญหาที่คนเป็นพ่อไม่เคยรู้...
 
                ในใจนกยูงกำลังนึกหาข้ออ้าง จะให้หล่อนบอกกระนั้นหรือ ว่าเป็นเรื่องของหัวจิตหัวใจ จึงทำให้หล่อนถึงกับเบี้ยวนัดประชุมฉับพลัน ถึงแม้จะไม่เสียหายทางธุรกิจ แต่หล่อนถูกบิดาฝึกให้การทำงานอยู่ในวินัยมาตลอด ผู้เป็นนายต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน ลูกน้องถึงจะให้ความเคารพนบนอบ เป็นที่รักและเอ็นดูแก่บุคคลรอบข้าง
 
                บิดาหล่อนสอนเรื่องการทำธุรกิจอย่างถึง ‘แก่น’ ถ้าคิดจะปกครองคนจำนวนมาก ต้องรู้จัก ‘ยืดหยุ่น’ มีทั้งพระเดชและพระคุณ บางเรื่องต้องเฉียบขาด แต่บางเรื่องต้องผ่อนปรน
 
                แล้วการทำธุรกิจ มีอีกสิ่งที่สำคัญ คือการเรียนรู้ที่จะคบคน เพราะทุกวงการ จะต้องมีทั้งกลุ่มคนหลายประเภท นกยูงจึงควรจะรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง บางเรื่องปะทะได้ ก็ต้องทำ แต่ถ้าเรื่องไหนต้องฟาดฟันเพื่อก้าวไปข้างหน้า ต้องสู้ยิบตา ห้ามแม้แต่กะพริบตาแค่วินาทีเดียว เพราะช่องทางการค้าขาย นอกจากต้องคบค้าสมาคม มีเพื่อนมีฝูงแล้ว
 
                ยังไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร
 
                นกยูงจดจำและเรียนรู้ช่องทางเหล่านั้นมาตลอด จึงรู้ดีว่าการที่หล่อนเลื่อนประชุมกะทันหัน โดยไม่แจงถึงสาเหตุ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารไม่สมควรกระทำ...หล่อนจึงนึกถึงข้ออ้างขึ้นมาเพียงแวบหนึ่ง
 
                “พ่ออย่าโกรธหนูนะคะ...มันก็เป็นเรื่องของงานออกแบบที่ส่งมาให้หนูดูนั่นล่ะ พอดีมันมีหลายภาพที่หนูเห็นว่ายังใช้ไม่ได้ น่าจะแก้ไขให้เร็วที่สุด หนูก็เลยออกไปพบกับธงรบมา เพื่อจะขอให้เขาแก้ไขงานให้ทันวันพรุ่งนี้”
 
                สิ่งที่ลูกสาวพูด ทำให้คนเป็นพ่อเข้าใจในเหตุผล แม้มันจะไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่นั่นทำให้คนเป็นพ่อเบาใจลง เมื่อรับรู้ปัญหาเล็กน้อยนั้น หากเสียงของคุณมยุรีที่พูดแทรกขึ้น ทำให้ลูกสาวหน้าสลดลงอีกครั้ง
 
                “แม่ก็นึกว่าหนูเป็นทุกข์ เพราะคิดถึงผู้ชายคนไหนอยู่ซะแล้ว”
 
                “มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะแม่ ในเมื่อหนูยังไม่ได้ชอบใคร”
 
                คุณมยุรีรีบซักเอาความต่อ เมื่อดึงความสนใจลูกสาวมายังทางที่ตนเองต้องการพูด “แม่เห็นมีผู้ชายมาชอบลูกตั้งหลายคน แล้วแต่ละคนก็ล้วนมีฐานะชาติตระกูลดีแทบทั้งนั้น อย่างรายคุณหมอสกล ที่เพิ่งจะจบมาจากนอกนั่น ก็มีพ่อเป็นถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล คุณแม่เขาก็เป็นญาติกับท่านรัฐมนตรี แม่ว่าคนนี้ดูเข้าท่ากว่าใครนะลูก”
 
                คุณนิธิเห็นภรรยาพูดถึงผู้ชายที่ปลาบปลื้ม ก็อดขัดไม่ได้ “คุณล่ะก็ หมอสกลนั่นก็ไม่เห็นจะน่าสนใจสักเท่าไหร่เลยนะ ผมได้ข่าวว่าตัวจริงนั่นเจ้าชู้ไม่หยอก ต่อให้เรื่องอื่นมีครบถ้วน แต่เรื่องความเจ้าชู้ เห็นเพื่อนในวงสังคมแอบบอกมาว่า ไม่เป็นรองคนก่อนๆที่คุณแนะนำให้ลูกสักคน”
 
                ผู้เป็นภรรยาจึงหันขวับตาวาว เมื่อถูกสามีพูดขัดใจ “แค่เรื่องเจ้าชู้ แม่ว่าน่าจะดัดกันได้นะลูก”
 
                “ไม่เคยได้ยินรึไงกัน ที่โบราณเขาว่าไว้ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แล้วนี่หนุ่มๆแต่ละคนที่คุณเอออวย นิยมชมชอบ ประเภทลูกท่านหลานเธอ ไม่ก็สังคมลูกคุณหญิงคุณนาย คุณเห็นไหมล่ะว่ารายไหนรายนั้น พอได้เมียแต่งเข้าไป ก้นหม้อยังไม่ทันจะดำ ก็ต้องเลิกกันไป ก็เพราะไอ้ความเจ้าชู้นี่ไม่ใช่หรอกเหรอ”
 
                “คุณก็พูดเกินจริง มีไม่กี่คนเท่านั้นหรอก ฉันเองก็พยายามจะคัดสรรคนที่คิดว่าเหมาะคู่ควรกับลูกที่สุดนั่นล่ะ ไม่ได้ไปเก็บผู้ชายเบี้ยใบ้รายทาง หรือสิ้นไร้ไม้ตอกที่ไหนมาส่งเสริมให้ลูกซะเมื่อไหร่”
 
                เสียงของคุณมยุรีเริ่มสูงขึ้น เมื่อถูกพูดขัดใจ หากผู้เป็นสามีก็ยังไม่ยอมอ่อนให้ “คุณแน่ใจเหรอ ว่าถ้าลูกสาวเราได้ผู้ชายประเภทเจ้าชู้ไปเป็นสามี แล้วจะสามารถกำราบให้มันเปลี่ยนนิสัยได้อยู่หมัด...คุณยังไม่เคยเจอกับตัวต่างหาก ถึงพูดได้”
 
                “เอ๊ะ! คุณนี่ก็ พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ชอบขัดคอฉันอยู่เรื่อย”
 
                “ก็ลองถ้าผมเป็นคนเจ้าชู้ปะไร ป่านนี้คุณคงนั่งไม่ติดบ้านแล้วล่ะ”
 
                หลังจากฟังบิดามารดาโต้เถียงเรื่องการเลือกคู่ของหล่อนอยู่นาน นกยูงจึงพูดแทรกกลางปล้อง ก่อนที่จะบานปลายจากสนทนากลายเป็นโต้เถียง
 
                “พอเถอะค่ะ...อย่ามัวเถียงกันเลย ถ้ามีใครที่ดี เข้าตาหนูจริงๆ หนูจะรีบเรียนให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่ทราบ”
 
                คุณมยุรีจึงได้แต่ถอนใจ หากก็ยังไม่วายบ่นกระปอดกระแปด “พูดเรื่องนี้แล้วก็นึกเสียดายตาลักษณ์จริงๆนะคะคุณ ถ้าตาลักษณ์ไม่ถูกใจสนใจยายตาลล่ะก็ ฉันอยากจะได้ไว้เป็นลูกเขย”
 
                “คุณก็พูดน่าเกลียด เดี๋ยวใครเขาได้ยินเข้า จะหาว่าเรามาส่งเสริมให้ลูกแย่งของคนอื่น” คุณนิธิตำหนิภรรยา
 
                ลักษณ์ ราชาพาณิชย์ เป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมในสายตาของทั้งคู่ เสียแต่ว่าเขามิได้มีใจให้กับนกยูง อย่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายลงความเห็น แต่เมื่อลักษณ์นั้นสนใจตวงตาล ผู้ใหญ่แต่ละคนจึงปล่อยให้เป็นไปตามความรู้สึก เพราะเรื่องของความรักนั้นยากจะบังคับใจกันได้
 
                “ทีหลังคุณอย่าพูดแบบนี้นะ ถ้ายายตาลมาได้ยินเข้า เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ หาว่าลุงกับป้าตั้งแง่” คุณนิธิถอนใจหนักหน่วง แล้วหันมาพูดกับลูกสาว “ในเมื่อตาลักษณ์เขาไม่ใช่คู่ของลูก ก็ถือว่าคลาดกันไป พ่อเชื่อว่ายังไงลูกสาวของพ่อ ก็ต้องได้คู่ครองชีวิตที่ดีพร้อม ขออย่างเดียว ผู้ชายคนนั้นอย่าได้มีครอบครัวแล้วเป็นพอ”
 
                คุณมยุรีรีบพูดเสริม “แม่ล่ะเกลียดนักเชียว ผู้หญิงที่เลือกเป็นเมียน้อยคนอื่น ไม่รู้คิดยังไงที่จะไปแย่งเอาของคนอื่นมาเป็นของตน”
 
                “คุณก็พูดมากไปซะจริง”
 
                “ก็มันจริงนี่คะคุณ ดูอย่างน้องชายคุณนั่นปะไร มีเมียน้อยเป็นตัวเป็นตน จนแม่วาดต้องเสียอกเสียใจ ยังดีที่ยายตาลได้ว่าที่สามีที่ดี แม่วาดก็เลยลืมความทุกข์ที่พ่อของยายตาลก่อคดีไว้ได้จมกอง” พูดจบคุณมยุรีก็สะบัดเสียงใส่สามี พร้อมกับค้อนควัก
 
                เรื่องของการมีเมียน้อยในครอบครัวของคุณนำชัย ซึ่งเป็นน้องชายคุณนิธิ สร้างความทุกข์ใจอย่างหนักหนาสาหัสแก่คุณเลอวาดและลูกสาวคือตวงตาล จนครอบครัวเกือบจะ ‘พัง’ ผัวไปทาง เมียไปทาง ยังดีที่ได้คุณนิธิพูดเตือนสติ คุณนำชัยจึงเห็นแก่ลูก แล้วไปบอกเลิกกับผู้หญิงที่เป็นเมียน้อย กว่าที่จิตใจของคุณเลอวาดจะเข้าที่เข้าทาง ก็ต้องอาศัยตวงตาลผู้เป็นลูก ช่วยบำบัดความรู้สึกให้คนเป็นแม่ยอมรับความเป็นจริงอยู่นาน
 
                คุณมยุรีลุกขึ้นจากเก้าอี้ คงรู้สึกหงุดหงิดใจเช่นทุกครั้ง เมื่อเอ่ยถึงเรื่องบ้านเล็กบ้านน้อยในครอบครัวของน้องเขย ดังนั้นจึงลุกจากที่ตรงนั้นไปเสีย ก่อนที่อารมณ์จะพลุ่งพล่าน เป็นเดือดเป็นแค้นแทนคู่สะใภ้ไปมากกว่านี้
 
                เมื่อเหลือแต่บิดานั่งอยู่ คนเป็นพ่อจึงลูบศีรษะลูกพร้อมปลอบโยน “อย่าไปคิดมากนะลูก พ่อกับแม่ก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ยังไงซะถ้าลูกของพ่อรักใครชอบใคร ขอแค่เขาเป็นคนดี ยังเป็นโสด ไม่ว่าเขาจะฐานะด้อยกว่าเราหรือไม่...นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
 
.........................................................
 
                คำพูดแนะนำแกมตักเตือนของบิดามารดายังดังก้องอยู่ในหู แม้ขณะเข้าไปนอนเล่นอยู่ภายในห้องนอนแล้วก็ตาม เพราะถ้าผู้หญิงที่ชื่อพันดาวเป็นคนรักของปราชญ์ อย่างที่หล่อนคิด แล้วหล่อนมีใจปรารถนาเขาผู้นั้นมาครอบครอง นั่นก็เท่ากับว่าสิ่งที่หล่อนคิด ลอยเข้าตาข่ายทางคำพูดเตือนของบุพการี
 
                หล่อนไม่เคยมีความคิดจะแย่งคนรักของใคร เพราะรู้ซึ้งแก่ใจดี เมื่อเห็นผู้หญิงหลากชีวิตในวงสังคม ที่ต่างถูกสามีไปมีภรรยาน้อยนั้นเป็นเช่นไร
 
                ตัวหล่อนเองก็ไม่คิดอยากตกที่นั่งเช่นนั้น และก็ไม่คิดจะไปยื้อแย่งของใครมา เพราะเข้าใจถึงหัวอกลูกผู้หญิงดี แต่จะให้ทำเช่นไรล่ะ ถึงเวลานั้นคนเรามันห้ามใจกันได้ด้วยหรือ ในเมื่อตอนนี้ภาพของปราชญ์ลอยเด่น จนหล่อนเริ่มสับสนระหว่างความผิดถูกในใจ
 
                นกยูงลุกขึ้นนั่งบนเตียงอยู่เพียงครู่ จึงนึกขึ้นได้ถึงไฟล์รูปที่ธงรบจะส่งชุดสร้อยคอลายขนนกยูงมาให้ดู หล่อนจึงลุกไปเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์
 
                ทันทีที่เห็นภาพในเมล์ ดวงตาชื่นขึ้นประดับยิ้ม เหมือนประกายจากเหลี่ยมเพชรสุกสกาว ลืมสิ่งที่ครุ่นคิดก่อนหน้า หล่อนเลื่อนเมาส์ขึ้นลง เพื่อดูทุกมุมของสร้อยคอ แม้เป็นเพียงภาพจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิก หากก็ดูสวยงามสมจริง
 
                หากสร้อยเพชรน้ำงามเส้นนี้ล้อมคอหล่อน พร้อมกับเครื่องประดับชิ้นอื่นครบชุด เข้าคู่กับชุดเจ้าสาวที่สั่งเมธาวีตัดเย็บ มันคงจะสวยงามตระการตาอย่างใจคิดเป็นแน่แท้
 
                สิ่งที่คู่กับผู้หญิงทุกคน ความนิยมชมชอบทุกสิ่งนั้น หนีไม่พ้นเรื่อง ‘สวยงาม’ สุดแท้ว่าใครจะชอบสิ่งไหนต่างกันไป
 
                สำหรับนกยูง ความสวยงามจากชุดแต่งงานที่ใฝ่ฝันพร้อมด้วยเครื่องประดับ ถือเป็นสิ่งเลอค่าของผู้หญิงคนหนึ่ง อย่างหาที่เปรียบปาน
 
                หญิงสาวเตรียมตัวจะเข้าห้องน้ำชำระล้างความรู้สึกหม่นใจเมื่อเย็นทิ้ง เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น เมื่อเปิดออก จึงพบว่าผู้ที่แวะมาหาไม่ใช่ใคร
 
                “หลับรึยังคะพี่นกยูง” ตวงตาลยิ้มหวาน พร้อมกับเดินตามเจ้าของห้องเข้ามาข้างใน
 
                “ยังหรอก ตาลก็รู้ว่าพี่นอนดึกจะตายไป ว่าแต่มีอะไรรึเปล่า”
 
                ตวงตาลลงนั่งที่ชุดรับแขก แล้วก็พูดระบายเจื้อยแจ้วในสิ่งที่ตนเองอยากเล่าสู่ญาติผู้พี่ “วันนี้คุณลักษณ์มารับตาลไปเลือกของชำร่วยค่ะ แล้วก็พาไปดูการ์ดแต่งงาน ตาลเลือกไม่ถูกเลย แต่คุณลักษณ์ก็ตามใจตาลนะคะ ให้ตาลเป็นคนเลือก”
 
                “แล้วเลือกได้อย่างที่ชอบไหมล่ะ”
 
                “การ์ดแต่งงานตาลอยากได้ภาพถ่ายของเราสองคนค่ะ ส่วนของชำร่วยก็เลือกเป็นตุ๊กตาเจ้าหญิงเจ้าชายค่ะ แต่อันนี้คุณลักษณ์เป็นคนเสนอ บอกว่าอยากให้...” คนเล่าทำท่าเหนียมอายขณะเล่า “อยากให้ตาลเป็นเจ้าหญิงที่สวยที่สุดสมกับเป็นเจ้าสาวของเขาค่ะ จะได้เข้ากับชื่อโรงแรมด้วย”
 
                “พี่ดีใจด้วยนะ...ว่าแต่ติดต่อการ์ดแต่งงานกับของชำร่วยที่ไหนล่ะ ไม่ได้ใช้บริการพี่เมครบวงจรเหรอ”
 
                ตวงตาลหัวเราะเบาๆ “ร้านพี่เมนั่นล่ะค่ะ ตาลแวะไปหลังพี่นกยูงออกไปจากร้านนิดเดียว เห็นพี่เมบอกว่าพี่นกยูงแวะไปที่ร้านด้วย”
 
                “แล้ว...เจอใครบ้างล่ะ”
 
                นี่คือสิ่งที่นกยูงอยากรู้ทันที ที่ญาติผู้น้องบอกว่าแวะไปที่ร้านเดียวกัน คล้อยหลังเพียงไม่นาน แต่ตวงตาลกลับไม่เข้าใจคำถามนั้นว่านกยูงต้องการถามถึงใคร
 
                “ก็เจอพี่เมอยู่ร้านนั่นล่ะค่ะ แต่ก็ยุ่งๆอยู่ เพราะว่ามีลูกค้าอยู่ด้วยพอดี”
 
                ฟังดังนั้น นกยูงจึงเผลอแสดงความสนใจ “อยู่กันหลายคนไหม แล้วพี่เมคุยอยู่กับใครเหรอ”
 
                “ตาลก็ไม่รู้จักค่ะ...รู้แค่ว่าผู้หญิงมาหาชุดเจ้าสาว ชื่ออะไรนะ...เอ...ชื่อดาวมั้งคะ ถ้าตาลจำไม่ผิด”
 
                นกยูงอยากจะโพล่งถามต่อ ว่าผู้ชายที่ชื่อปราชญ์อยู่ด้วยไหม แล้วตวงตาลคิดว่าทั้งคู่นั้นใช่คนรักกันหรือไม่ แต่ก็ไม่รู้จะนำทางคำถามนั้นได้อย่างไร จนกระทั่งตวงตาลพูดขึ้นมาเอง
 
                “ตาลว่าผู้ชายที่มากับผู้หญิงคนนั้นดูหล่อดีนะคะพี่นกยูง ตาลเห็นแล้วยังแอบปลื้มเลย เสียดายดันเป็นแฟนกับผู้หญิงคนนั้นซะแล้ว เห็นฝ่ายหญิงเข้าไปเกาะแขนกันกระหนุงกระหนิงเชียว”
 
                สิ่งที่ตวงตาลเล่า ทำเอาดาวดวงเล็กซึ่งส่องประกายในดวงตานกยูงหายวับ ทว่าหล่อนก็ยังประคองความรู้สึกและคำพูด ทั้งที่สิ่งนั้นกลายเป็นหมุดตอกย้ำให้รู้แน่ชัดว่าคนทั้งคู่เป็นคนรักกัน
 
                ความหวังเล็กๆที่นกยูงเพียรบอกตนเองว่าทั้งคู่อาจไม่เป็นอย่างที่คิด ดูริบหรี่เลือนรางลงไปทีละนิด จึงแสร้งชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก
 
                “แล้วเจอคุณธงรบรึเปล่า”
 
                “ไม่เจอกันนี่คะ คุณธงรบอยู่ในร้านด้วยเหรอคะ”
 
                เมื่อไม่เห็น นกยูงจึงไม่ใคร่จะถามถึงสิ่งใดเพิ่มเติม มีแต่ตวงตาลยังคงเล่าเรื่องของตนเองอีกหลายอย่าง รวมทั้งเอ่ยชมถึงว่าที่เจ้าบ่าวอย่างออกนอกหน้า “วันนี้คุณลักษณ์ให้ตาลสวมชุดเจ้าสาวอีกครั้งด้วยค่ะ ตาลงี้เขินๆ คุณลักษณ์เล่นชมไม่ขาดปาก”
 
                แล้วความรู้สึกอิจฉาก็ผุดแวบอีกครั้ง...ยังไงหล่อนก็จะต้องมีคู่ครองที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าคนรักของตวงตาล
 
..........................................................
 
                “ปราชญ์จะไม่เข้าไปส่งดาวในบ้านก่อนเหรอคะ”
 
                พันดาวเอ่ยถาม ขณะที่รถกระบะสีดำสนิทจอดเทียบที่หน้าประตูรั้วบ้าน หล่อนหันไปสบตาของฝ่ายชาย เหมือนกำลังรอคำตอบบางอย่าง
 
                หากสิ่งที่ได้รับกลับมา มีแต่ความเงียบ...
 
                “ดาวจะให้ผมเข้าไปส่งในฐานะอะไร”
 
                หญิงสาวเอื้อมไปจับมือฝ่ายชายที่ยังคงกำพวงมาลัยรถไว้แน่น “ทำไมปราชญ์ถึงพูดอย่างนั้นล่ะ ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าดาวมีความจำเป็นที่ต้องแต่งงาน”
 
                “ผมรู้...แล้วผมก็คิดว่าการที่ผมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของดาวครั้งนี้ มันน่าจะมากเกินไปกว่าความเป็นเพื่อนเสียด้วยซ้ำ”
 
                “ปราชญ์ แต่ดาว...”
 
                พันดาวพูดเสียงอ่อย ดวงตาหม่นแสงลงเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแน่น หล่อนเองก็อึดอัดไม่น้อยไปกว่าฝ่ายชาย เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออก ต่อหน้าคนอื่น มันช่างสลับซับซ้อนยิ่งนัก
 
                หล่อนเคยรัก เคยชอบกับเขาคนนี้...แต่วันนี้สิ่งที่มันควรจะเป็น กลับไม่ใช่!
 
                เหตุผลที่พันดาวต้องไปแต่งงานกับใครอีกคนที่ไม่ใช่เขา ปราชญ์รู้อยู่แก่ใจ และมันก็เจ็บปวดไม่น้อย หากเขาก็ยังฝืนยิ้มแย้ม ไม่แสดงความรู้สึกส่วนลึกออกมา เขาเองก็อยากจะถามหล่อนเหมือนกัน ถ้าหล่อนไม่ได้คิดจะชอบเขาจริงจัง ทำไมถึงไปไหนมาไหนกับเขา ทั้งที่ตัวหล่อนเองก็ไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียว
 
                ที่สำคัญ...ผู้ชายที่พันดาวคบหานั้นก็ยังมีธงรบ เพื่อนของเขารวมอยู่ในนั้นด้วย
 
                ความเข้าใจระหว่างเพื่อนเกือบต้องแตกหัก เพียงเพราะเรื่องของผู้หญิง แต่ทั้งเขาและพันรบ ก็เป็นเพียง ‘หมาบ้า’ ที่ฟัดกันโดยไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งท้ายสุดแล้ว พันดาวก็ไม่ได้เลือกใครคนใดคนหนึ่ง
 
                หล่อนเลือกผู้ชายอีกคน โดยบอกกับเขาว่าหล่อน ‘ท้อง’
 
                ปราชญ์ยังจำวันนั้นได้ดี เขาเหมือนคนเสียสติเป็นบ้าเป็นหลัง ได้แต่เมามาย...เมื่อรู้ว่าผู้หญิงที่ไปไหนด้วยกัน เสมือนหนึ่งเป็นคนรัก มาบอกเลิก แล้วเขาก็รู้ดีว่าที่พันดาวเลือกที่จะผูกมัดกับผู้ชายอีกคนซึ่งไม่ใช่เขา นั่นก็คงเป็นเพราะฐานะทางฝ่ายนั้นดีกว่า
 
                แต่ที่น่าเจ็บใจซ้ำซ้อนนั้นก็คือ คนที่หล่อนคบควบกัน มิใช่มีเพียงเขาผู้เดียว หล่อนก็ไปบอกเลิกกับธงรบเช่นกัน ความจริงทุกอย่างถึงเปิดเผย ปล่อยให้ผู้ชายสองคนกลายเป็น ‘ไอ้งั่ง’ อยู่นาน
 
                จะนับว่าเป็นโชคดีก็ว่าได้ ที่เขาหลุดพ้น ‘บ่วง’ ที่พันดาวคล้องไว้ จึงไม่ต้องถูกพันธนาการจิตใจให้เจ็บลึกไปกว่านี้
 
                แต่เมื่อวันหนึ่งเขากำลังรู้สึกว่าตนเองเริ่มประคับประคองจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้น พูดคุยเปิดอกกับธงรบ สะสางปัญหาที่ค้างคาใจกัน จนกลับมาคบหาฉันท์เพื่อนได้สนิทใจอีกครั้ง จู่ๆพันดาวก็ร้องห่มร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ มาบอกกับเขาว่าหล่อนกำลังถูกผู้ชายที่เลือก ไม่สนใจใยดี
 
                แม้กระทั่งการจะจัดงานมงคลสมรสทุกอย่างที่พันดาวเรียกร้อง ชายผู้นั้นก็ปล่อยให้หล่อนเป็นคนจัดการทั้งสิ้น...พันดาวบอกเล่าถึงความระหองระแหง ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเข้าเรือนหอให้เขาฟัง ว่าหล่อนต้องทนทุกข์ทรมานใจเช่นไร
 
                ความสงสารจึงเป็นบ่อเกิดให้เขายอมใจอ่อน ช่วยเป็นธุระจัดการเลือกหาร้านสำหรับชุดแต่งงานให้ หากเขาก็ไม่ยอมที่จะไปไหนมาไหนกับหล่อนตามลำพังอีก จึงแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยการชวนธงรบไปเป็นเพื่อนทุกครั้ง ถ้าจะต้องมีพันดาวอยู่ในสถานที่นั้น
 
                ปราชญ์ยอมรับกับตนเองว่าขยาดต่อใจผู้หญิง
 
                “ผมช่วยดาวได้แค่นี้ล่ะครับ ดาวอย่าลืมว่าผมเป็นคนนอก ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้า จะครหานินทาเอาได้ ผมอยากให้ดาวพูดคุยตกลงกับผู้ชายคนนั้นให้เรียบร้อย ดีกว่าที่จะต้องทำอะไรตามลำพังแบบนี้ ในการแต่งงานของคนสองคน”
 
                พันดาวอึกอัก ใจหนึ่งก็อยากจะเอ่ยเล่าว่าเหตุใดว่าที่สามีหล่อนถึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ทั้งที่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ต้องรีบแต่งงานกัน เพื่อไม่ให้ท้องที่กำลังจะโตวันโตคืนออกมาเป็นที่ฟ้องร้องประจานแก่สังคมให้อับอาย
 
                แต่ใครจะกล้าพูดเล่า...ว่าชายผู้นั้นที่หล่อนเลือก มิได้ถือครองความโสด ในเมื่อเขาคนนั้นก็มีครอบครัวมาแล้ว และยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับภรรยาเก่าให้จบสิ้นความไป เรื่องของชายคนนั้นก็ยังคาราคาซังไม่รู้จบ พันดาวเองจึงเปรียบเสมือนกินน้ำใต้ศอกอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
 
                หล่อนเองก็ไม่รู้ว่าที่เลือกชายคนนั้น คุ้มหรือไม่กับการที่สลัดปราชญ์กับธงรบทิ้ง...แต่ถึงเวลานี้ คิดจะหวนกลับทางเดิม ก็ไม่เห็นถึงความปรารถนาอันดีไปกว่าความเป็นเพื่อน แต่จะให้หล่อนมานึกเสียใจย่ำอยู่กับที่ หญิงสาวก็กลัวจะพลาดกับความปรารถนาที่หล่อนเลือกแล้ว นั่นก็คือฐานะของฝ่ายชาย ที่จะทำให้หล่อนสุขสบาย ถีบตนเองขึ้นจากชีวิตเด็กกำพร้าของลูกแม่ค้าขายข้าวแกงในตลาด
 
                ซึ่งเหตุผลที่พันดาวเลือกอีกฝ่าย ปราชญ์เองก็รู้แจ้งแก่ใจ และตระหนักลึกซึ้งดีว่า สุดท้ายผู้หญิงก็คงจะเลือกเอาความสุขสบายในชีวิต มากกว่าที่จะมากัดก้อนเกลือกิน สร้างรากฐานชีวิตกับผู้ชายที่มีฐานะแค่ปานกลางอย่างเขา
 
                “เข้าบ้านเถอะครับ ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว”
 
                ปราชญ์พูดตัดบทอีกครั้ง พร้อมกับชักมือกลับ สีหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อหลายชั่วโมงก่อน แปรเป็นเย็นชาในบัดดล ใครที่เห็นเขาภายนอกเหมือนคนที่ดูเอาใจใส่ต่อพันดาว จึงต่างล้วนเข้าใจผิดด้วยกันทั้งสิ้น
 
                พอพันดาวลงรถไปแล้ว ชายหนุ่มก็รีบถอยรถกลับออกไปอย่างเร็ว...รู้สึกเหนื่อยหน่ายต่อสิ่งที่ตนเองพึงกระทำเช่นที่ผ่านมาช่วงไม่กี่วันนี้
 
                เขารู้...ว่าการที่ทำเกินหน้าที่ มันอาจส่งผลให้เกิดความซับซ้อนวุ่นวายมากขึ้น แต่จะทำอย่างไรล่ะ เมื่อส่วนหนึ่งเล็กๆที่มีต่อพันดาว ยังคงหลงเหลือความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคือความรักหรือความสงสาร
 
                ปราชญ์ขับรถออกถนนใหญ่แถวย่านพระรามสอง...แล้วมุ่งตรงสู่ถนนเอกชัย เลี้ยวเข้าสู่ตัวเมืองมหาชัย เพื่อกลับบ้าน...กลับไปยังที่อันเป็นตัวตนของเขา ฐานะความเป็นจริงของเขา
 
                ต่อให้เขาทำตัวโก้หรูแค่ไหน อย่างไรเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนความเป็นจริงไปได้ว่าเขาเป็นเพียงแค่ลูกของบิดาซึ่งรับราชการครูเท่านั้น แม้อาจไม่ร่ำรวยล้นฟ้าด้วยทรัพย์สินเงินทอง แต่เขาก็ภูมิใจในตนเอง ถึงความใฝ่ดี มานะบากบั่นต่อการเรียนจนกระทั่งมีทุกวันนี้
 
                เมื่อไพล่นึกไปถึงชาติตระกูลตนเอง สลับกับความต่างที่ถูกพันดาวใช้เป็นเกณฑ์เลือกคู่ น่าแปลกที่จู่ๆในดวงตาของปราชญ์ขณะขับรถ กลับปรากฏดวงตากลมโตคู่สวยของผู้หญิงที่ชื่อนกยูงเข้ามาชั่ววินาทีหนึ่ง
 
                แล้วเขาก็เผลอยิ้มให้ดวงตาคู่นั้นในความคิด โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดเดียว
 
......................................................
ขอสงวนลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนเท่านั้นนะครับ
ห้ามคัดลอกนำไปเผยแพร่ที่เวบไซด์อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ
ขอบคุณครับ