ธารชีวา ตอนที่ 19

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

เพราะเมื่อคืนทุกคนเข้านอนดึกประกอบกับบรรยากาศเย็นสบายยิ่ง ลมเย็นจากธารน้ำตกกับเสียงไหลเรื่อย ๆ รินแทรกผ่านซอกหินราวดนตรีขับกล่อมอาจทำให้หนุ่มสาวไม่อยากตื่นแต่เช้า แต่บุราณคาดเดาผิดตลอด เมื่อกลับจากเดินออกกำลังกายเล่นเรื่อยตามถนนเล็ก ๆ เดินไปแต่เช้าแล้วก็เดินกลับ ได้ใช้เวลาลำพังขบคิดถึงปัญหาที่เขาก้าวเข้ามาเป็นทูตหลายปม
เมื่อคืนหทัยชนกโทรมาหายามดึกค่อนคืนเข้าไปแล้ว เธอไปหาเขาที่บ้าน คุณน้ารัตน์สุดาพาคุณพ่อไปพักผ่อนที่บ้านเชียงใหม่ หทัยชนกจึงไม่พบใครนอกจากเด็กรับใช้
"แปลกนะคะ ไม่มีใครรู้ว่าพี่บี๋อยู่ที่ไหนสักคนทั้งที่พี่บี๋เป็น"นาย" ของบ้าน…ลูกจ้างพวกนี้หน้าไล่ออกชะมัด"
"เด็ก ๆ เขาไม่รู้เรื่องหรอก…พี่ไม่ได้สั่งอะไรเด็ก ๆ ไว้เพราะเห็นว่าตัวเองไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงที่เมืองไทย คงไม่มีใครคิดไปมาหาสู่…แล้วลูกนกไปทำอะไรที่บ้านพี่ละ ดึกมากเหลือเกินนะ"
"ลูกนกเบื่อบ้าน เบื่อคุณพ่อ…ขับรถออกมาจากบ้านเฉย ๆ ตั้งใจจะขับไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่รู้จุดหมายปลายทางตนเองควรเป็นที่ไหน…ขอให้จุดหมายปลายทางลูกนกเป็นพี่ได้ไหมคะ…"
น้ำเสียงฝ่ายนั้นเครือสะท้าน บุราณก็อ่อนไหวไวต่อความรู้สึกปวดร้าวของคนอื่นเสียด้วยจึงไม่แปลกถ้าบุราณเข้าใจถ่องแท้ราวเขาได้นั่งอยู่กลางดวงใจสีเศร้าของหทัยชนกอีกคน ผู้หญิงคนนี้เกิดมามีพร้อมแต่กลับหาชีวิตอันร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ …
"อ้อ…รู้ละ ลูกนกพบพี่บี๋ที่ไร่องุ่น…เป็นพี่แน่ใช่ไหม ? ไปทำอะไรที่นั่นคะ ไร่องุ่นของลูกนอกคอกที่เกิดจากแม่ผู้หญิงเจ้ามารยาสาไถย ร้อยพันเล่ห์เหลี่ยม…ไม่ได้นะ ลูกนกจะปล่อยพี่ไว้ที่นั่นไม่ได้หรอก บ้านนั้นเวทมนตร์เยอะเดี๋ยวพี่บี๋จะตกบ่วงเล่ห์เข้าอีกคน…ลูกนกจะต้องไปพาพี่กลับกรุงเทพ"
เรื่องเกือบยุ่ง …ลองหทัยชนกมาเป็นยุ่งเหยิง…เท่าที่เป็นอยู่ก็ยุ่งมากจนยากจะจัดการแก้ไขแล้ว ธารชีวาเป็นเด็กฉลาดเธอกำลังจับตาเขา ถ้าหทัยชนกมาป่วนให้วุ่นบุราณก็จะหมดโอกาสใกล้ชิดช่วยดูแลกมลาอย่างที่เขาปรารถนาจะมอบตอบแทนให้แก่ชีวิตช่วงที่ยังเหลืออยู่ของฝ่ายนั้น
นานนักหนากว่าบุราณจะหาเหตุผลอธิบายให้ความคิดฟุ้งซ่านว้าวุ่นสงบลงเขาจำเป็นต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับความผูกพันและบุญคุณที่กมลามีต่อเขา
ช้างวิ่งตึง ๆ ลงมาจากบ้านในชุดกางเกงขาสั้นลีบติดตัวเปียกมอมแมม เสื้อยืดสีขาวมีรูปการ์ตูนกิ้งก่าตัวโตพ่นไฟตรงกลางอกเลอะดินสีน้ำตาลแดงทั้งตัวเพราะเล่นน้ำตกมาทำให้บุราณรู้สึกตัวว่าเดินย้อนกลับมาหยุดอยู่หน้าบ้านพักแล้ว
"หายไปไหนแต่เช้าเชียวครับพี่บี๋ จะชวนไปเล่นน้ำตกด้วยกันเสียหน่อย…"
"ออกไปเดินเล่นมา…ทุกคนอยู่ที่น้ำตกหรือครับ"
"ครับ ผมบังเอิญพักเบรคเพราะข้าศึกโจมตี ครั้นเราจะปลดปล่อยไปกับธรรมชาติ สาว ๆ เธอไม่ยอม ช่วยกันวักน้ำสาด เอาหินปาใส่บ้าง…"
ช้างหัวเราะเขิน ๆ เล็กน้อยก่อนเลิกคิ้ว ดวงตาเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ ก่อนเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
"เอ…หน่ะ…หนวดพี่บี๋หายไปทางไหนเสียครับ…แหม โกนหนวดออกแล้วหล่อกว่าเดิมอีกนะครับ ผมว่าเพื่อนสาวผมคงอยากตายอยู่ที่ไร่นี่ไม่กลับบ้านแล้วมั้ง ทั้งเจ้าของไร่มาดเข้ม ผู้ช่วยหล่อเหมือนพระเอกหนัง…แม่พวกนั้นเขาบ้าความหล่อ " พูดเรื่อย ๆ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะลดความจริงจังของประโยคที่กล่าวออกไปให้ฟังสนุกสนานเท่านั้น โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นแสดงอ่อนหวานจากดวงตาคนถูกกล่าวถึง
ยามนั้นบุราณกำลังคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน สาเหตุที่เขาต้องทิ้งหนวดปลอมเสียเพราะถูกหลานสาวเจ้าของไร่มือไวดึงแหว่ง ครั้นเช้านี้จะติดหนวดแหว่งก็ดูตลก สู้ถอดออกเสีย…จะเหมือนคนโกนหนวดแล้วแนบเนียนกว่า
"ตื่นเช้าเหมือนกันนะครับ ผมคิดว่าจะยังนอนกันอยู่เสียอีก"
ช้างหัวเราะร่วนอีกครั้ง
"ถ้าคุณเธอไม่ร้องลั่นบ้านราวฟ้าถล่มละก็คงนอนตูดโด่งจนป่านนี้ไม่ตื่นหรอกครับ…คือ อมรรัตน์ตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนเช้าแล้วเจองูครับ"
"งู…งูอะไร แล้วไม่มีใครเป็นอันตรายอะไรนะ"
"โอย…แค่หูหนวกชั่วคราวเองครับ…พวกเธอ ๆ ร้องเสียลั่นบ้านแทบแตก งูตัวโตกว่าไส้เดือนนิดเดียว…ตอนที่พวกผมวิ่งมาดู ก็เห็นงูเลี้อยออกจากห้องลงไปทางสนามหญ้าด้วยอาการ "หางจุกตูด" เชียวครับ…ตอนนั้นอมรรัตน์ก็ปีนขึ้นไปร้องกรี๊ดบนชักโครก ส่วนจืด มะยุรี และหวาก็เต้นเหยงกันอยู่บนเตียง…พวกผมเห็นแล้วหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง…งูตัวนั้นมันคงตกอกตกใจเหมือนกันนะครับพี่บี๋ จึงได้หนีแจ้นเชียว "
บุราณพลอยได้หัวเราะตามคำบอกเล่าอย่างได้รสของช้าง
"จืดกับรีเขาไปสำรวจน้ำตกด้านหลัง น้ำแรงมากเชียว ไม่ลึกด้วย เสียแต่หินมีตะไคร่เยอะไปหน่อย เวลาเดินต้องระวัง คอยหาหลักเกาะไว้ ไม่อย่างนั้นมีหวังลื่นหัวแตก"
ช้างยังคงเล่าต่อเรื่อย ๆ ระหว่างเดินนำ ทางบุราณไปยังน้ำตก เสียงสาว ๆ หัวเราะประสานกันดังลั่นพร้อมกับเสียงโอดครวญของพิษณุซึ่งกลายเป็นหนุ่มน้อยหน้ามนคนเดียวในวงล้อมถูกเพื่อน ๆ แกล้งให้อยู่ปลายน้ำทั้งที่ตนกำลังแปรงฟัน มีเพื่อนผู้หญิงแปรงสีฟันอยู่ต้นน้ำ
"แหม…แม่คู้ณ…ใจคอจะให้เพื่อนใช้น้ำขี้ฟันพวกคุณ ๆ หรือไงฮะ…ช้าง พี่บี๋ ช่วยจัดการผู้หญิงสามสี่คนให้ทีซีครับ"
บุราณหยุดยืนอยู่บนโขดหินสูงใหญ่ริมลำธารได้ครู่หนึ่งขณะที่ช้างท่องน้ำลงไปสมทบเพื่อน ข้างหน้าหินใหญ่สูงเป็นแอ่งน้ำลึกกว้างราวเมตรกว่า รอบ ๆ ประกอบด้วยโขดหินเล็กน้อยซับซ้อนลึกบ้างตื้นบ้าง มีปลาตัวน้อยว่ายวนเข้ามาหลบเงาร่มไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมใบหนาบดบังแสงแดดจากราวฟ้า ต้นไม้ที่ใช้แขวนกระเป๋าเครื่องสำอาง ผ้าเช็ดตัวไว้ต่องแต่งเต็มไปหมด
คงเพราะ ชื่อ"พี่บี๋" จากปากพิษณุกระมังทำให้รอยยิ้มกว้างขวางร่าเริงบนดวงหน้าพราวหยาดน้ำสะดุด… ผมหยักยาวของเธอรวบพันไว้ด้านหลังดูยุ่ง ๆ ทิ้งเกลียวเล็ก ๆ ลงเคลียคลอแถวสองพวงแก้ม
"คอยดูนะ เดี่ยวเรากับช้างจะปีนขึ้นไปข้างบนแล้วจะฉี่ลงน้ำให้พวกเธอใช้"
"บ้า…าาา…อย่าทำบ้า ๆ นะพิษณุ"
ทั้งมะยุรี อมรรัตน์ จริยาร้องเกือบพร้อมกัน เพื่อนชายสองคนจึงหันมายักคิ้วให้บุราณราวจะประกาศถึงความสำเร็จที่สยบความเกเรของเพื่อนสาวได้ บุราณจึงยิ้มตอบอยู่ริมฝั่ง
"พวกคุณเล่นกันเหมือนเด็กนะครับ…แต่ก็ดูรักใคร่กันดี"
"รักก็พอค่ะพี่บี๋ อย่าใคร่ด้วยเลย ฟังแล้วขนลุก"
จริยาร้องบอก ทำให้ถูกสองหนุ่มวักน้ำใส่จนต้องต่อสู้ด้วยการวักน้ำตอบล้มลุกอยู่ในธารน้ำวุ่นวาย
"ไม่ลงมาสนุกด้วยกันหรือครับพี่บี๋"
"ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยน…อีกอย่าง…ผม…"
ตูม !
เมื่อพ้นขึ้นมาจากธารน้ำข้างหน้าหลังจากถูกใครสักคนผลักเสียพลัดตกลงไปหมดฟอร์มเป็นลูกหมาตกน้ำ…จริงซีนะ ท่าทางเขาอาจเหมือนลูกหมาตกน้ำตามคำล้อเลียนจากร่างสูงที่ยืนตัวเปียกหัวเราะท้องคัดท้องแข็งอยู่บนโขดหินเหนือขึ้นไปร้องบอกเพื่อน ๆ ด้วยกิริยาแก่นเกเรว่า
"ต๊าย…ไหนบอกไม่เล่นน้ำไงคะ แล้วไหงพลัดตกลงไปได้เหมือนลูกหมาตกน้ำเชียว"
กลายเป็นบุราณพลาดเอง ไม่ได้เฉลียวใจต่อคนที่มีอาการผิดปกติยามเมื่อพบเขาก้าวเข้ามาอยู่ริมน้ำตก คนที่ค่อย ๆ ท่องน้ำขึ้นมาบนฝั่งยามที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการต่อปากต่อคำของหนุ่มสาวกลางน้ำตก
ธารชีวาย่อกายลงนั่งเมื่อบุราณหยัดกายยืนได้มั่นคงแล้ว ตบไหล่เขาเบา ๆ ยิ้มเยาะ
"ถือเป็นการเอาคืนนะเจ้าคะ…"
"ว๊าย !"
ตูม !
เสียงหัวเราะดังลั่นลำธาร
เสียงใครสักคนร้องตะโกนเยาะเย้ยตามมาจากกลางน้ำตก
"เวรกรรมมีจริง ตามทันเร็วดีจริงนะไม่เห็นต้องรอถึงชาติหน้าเลย…ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว…สมน้ำหน้า !"
ธารชีวาสะบัดแขนแข็งแรงซึ่งประคับประคองเธอไว้มั่นคง ลำแขนนั้นก่อความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยยามไขว่คว้าเธอไว้ เมื่อตอนที่เธอกำลังก้าวลงจากโขดหินหลังจากแก้แค้นสำเร็จ เยาะเย้ยได้เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะอารามดีใจผยองต่อการเป็นฝ่ายชนะในนาทีนั้นทำให้ไม่ทันระมัดระวังฝีก้าวจนเหยียบลงบนตะไคร่เขียวลื่นหล่นลงมาในแหล่งน้ำเดียวกับบุราณ
แม้จะได้ยินเสียงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอร่างสูงใหญ่ข้างเคียง แม้เขาจะไม่ได้ปล่อยเธอเป็นอิสระในทันทีทันใดเมื่อเธอพยายามขัดขืน สะบัดราวรังเกียจรังงอนวงแขนของเขา ทว่าแท้จริงไม่ขุ่นใจมากมายไปกว่าอารมณ์หนึ่งซึ่งแทรกวาบเข้ามาสว่างไสวไปหมด อารมณ์อ่อนหวานยามสัมผัสได้จากอ้อมแขนแข็งแรง ประกอบด้วยความอาทรที่สุด เหมือนมีกระแสบางอย่างร่ำร้องบอกเธอ เจ้าของสัมผัสมั่นคงไม่มีวันปล่อยเธอให้ตกอยู่ในอันตราย จะไม่มีวันทิ้งเธอ…
ทำไมหนอ…ธารชีวา ทำไมเธอจึงรับสารได้อย่างนั้น…มันอ่อนอุ่นเสียจนไม่กล้าเงยหน้ามองเจ้าของลำแขนเสียด้วยซ้ำ
จนบุราณพยุงเธอขึ้นมานั่งเหยียดขาอยู่ริมฝั่งเรียบร้อยแล้วจึงเห็นรอยถลอก เลือดซิบบริเวณแขน ขา ที่พ้นกางเกงออกมาตอนที่เขาพับมันขึ้น…ตอนเธอผลักเขาลงไปแขนขาคงขูดกระแทกกับหินเพราะบุราณไม่ทันได้ตั้งหลัก ไม่ได้ระวังตัว
"หวาขอโทษนะ"
น้ำเสียงอ่อนราวเด็กทำผิด มองเห็นความผิดของตนชัดเจนแล้วจะมาขอคืนดีกระนั้น
"ผมไม่โกรธคุณหรอก…ต่อให้คุณทำร้ายผมเจ็บกว่านี้ก็ตาม…ผมจะไม่โกรธคุณเลย ทุกคนที่รักคุณ จะไม่มีวันโกรธเคืองคุณไม่ว่าคุณจะทำอะไรร้ายกาจกับเขาบ้าง…แต่จำไว้นะธารชีวา ถ้าคุณทำผิดพลาดไป คุณอาจไม่มีโอกาสได้กล่าวขอโทษภายหลังทุกครั้งไป…"
มือซึ่งเงื้อออกเพื่อจะดูบาดแผลให้ชักกลับเพราะประโยคตำหนิ ตักเตือน ประโยคซึ่งกำลังชี้ให้เห็นความผิดบกพร่องจากการกระทำของเธอ…
จริงซีนะ…เขาเป็น "ทูต" จากบ้านนั้น ! …เขาคงหมายถึงพฤติกรรมที่เธอแสดงใส่คุณพ่อเล็กราวลูกเนรคุณ…จะผิดพลาดบกพร่องอย่างไร "ลูก" ย่อมไม่มีสิทธิก้าวร้าวผู้ให้กำเนิด…
จริงหรือ ?
ทุกคนที่รักคุณ จะไม่มีวันโกรธเคืองคุณไม่ว่าคุณจะทำอะไรร้ายกาจกับเขาบ้าง
เขากำลังบอกแก่เธอให้รับรู้ คุณพ่อเล็กไม่ได้โกรธเธอสักนิด คุณพ่อเล็กรักเธออย่างนั้นหรือ…
ไม่จริงหรอก…
นอกจากแม่กับน้าปัทม์แล้ว ใครก็ไม่ได้รักเธอทั้งนั้น ! …ดูอย่างแม่ซี ทุ่มเทหัวใจรักคุณพ่อเล็กอย่างมั่นคงราวหินผาแต่สิ่งที่ได้รับกลายเป็นคำประนาม "พวกมารยาสาไถย" จากคนบ้านนั้น
"เธอยังเด็ก อ่อนโลก ไม่ทันกลเกมผู้ใหญ่หรอก"
ธารชีวาเลือกประโยคแหลมคมของสุมาลีแทงเตือนตนเอง จะทิ่มแทงอีกกี่ครั้งก็เจ็บสาหัสทุกครั้ง
"ไม่ต้องมาพูดมาก ฉันไม่เชื่อกลเกมของพวกคุณหรอก…แล้วถ้าคุณติดต่อกับคนที่ส่งคุณมาเมื่อไหร่ ช่วยบอกเขาทีว่า ทูตที่เขาส่งมาจะไม่มีวันทำงานสำเร็จ"
"เดี๋ยว…ธารชีวา คุณตีค่าความปรารถนาดีของผู้อื่นแค่ "กลเกม" เท่านั้นเองหรือ…เชื่อเลย…คุณเป็นเด็กเจ็บป่วยมากเกินกว่าที่ผมคิดไว้ด้วยซ้ำ"
ดวงหน้าอ่อนโยนชั่วนาทีผ่านที่บุราณมองเห็นก่อนเลือนหายไปใต้หน้ากากก้าวร้าวนั่น เกือบทำให้บุราณเชื่อว่ากล่อมเกลาให้เธอเข้าใจได้ถูกทิศทางแล้ว แต่อะไรหนอ…ทำให้เธอต่อต้าน
"เอาละ…ผมยอมรับนะ ผมคือนายบุราณเด็กชายคนที่แม่กมลาของคุณเมตตา…เอ่อ…คุณน่าจะรู้ประวัติของผมมากมายพอนะ…อาธารชีวา…ผมรู้…แม่กมลาเล่าให้คุณฟังหมดแล้ว…ซึ่งถ้าผมตีค่า ความปรารถนาดีของคุณกมลาที่มีให้ผมเสมอมาเป็นกลเกม เล่ห์เหลี่ยมของเธอบ้าง คุณจะรู้สึกอย่างไร"
กลเกม เล่ห์เหลี่ยม…มารยาสาไถย !
ธารชีวารัวกำปั้นทั้งสองใส่จนบุราณรับแทบไม่ทันกว่าฝ่ายโจมตีจะสงบลงด้วยน้ำตากับเสียงสะอื้นบนบ่าเขา…
แล้วถ้อยคำพรูพร่างออกมาด้วยความเจ็บปวด อู้อี้อยู่กับช่วงบ่าทำให้บุราณใจหายวาบ พร้อมเชื่อว่าความเจ็บปวดแทงจี๊ดกลางเนื้อดวงใจเป็นความเจ็บปวดอันแบ่งปันมาจากหญิงสาวผู้ยึดช่วงบ่าเขาร้องไห้นั่นเอง
"กลเกม เล่ห์เหลี่ยม มารยาสาไถย ได้โปรดอย่าใช้คำนั้นทำร้ายแม่นะคะ…แม่ไม่เคยเป็นอย่างนั้นสักครั้งเดียว…หวารู้…แม่ต้องเจ็บปวดมาตลอดกับประโยคแสบร้อนที่ผู้อื่นด่าประนามแม่…แม่ไม่ได้ทำอะไรร้ายกาจกับใครสักคนเลย แต่แม่กับต้องเจ็บปวด…หวาขอร้องถ้าคุณเป็นพี่บุราณจริง คุณต้องไม่เป็นเพชฌฆาตฆ่าแม่นะคะ"
เพชฌฆาต ! …โธ่
ใจหายวาบ เยือกเย็นจัดเมื่อบุราณพลั้งมือจ้วงดาบยาวเฟื้อยคมกริบทำร้ายหญิงสาวจนได้ ทั้งเพิ่งตั้งสติได้เมื่อประโยคที่พรูพร่างจากริมฝีปากซีดนั้นได้ยินมากจากหทัยชนกก่อนหน้าแล้ว โถ…ผู้หญิงคนที่นอนป่วยอยู่นับสิบปีถูกกล่าวหาเจ้ามารยาสาไถย…เหตุผลไร้สาระพวกนี้หรอกหรือทำให้ธารชีวาพยายามหลอกตัวเองว่าไม่ได้โหยหาอ้อมแขนแห่งรักของพ่อ เธอปฏิเสธเพราะไม่ต้องการให้แม่ที่แสนรักถูกประนาม ถูกให้ร้าย เธอไม่ได้ผิดเลยถ้าจะก้าวออกมาจากการไม่ยอมรับนั่น…เป็นการกันเธอพ้นเสียจากความเจ็บปวดได้ระยะหนึ่งด้วยซ้ำ…คนเราล้วนมีบาดแผลแตกต่างกันเพียงแต่รู้จักเยียวยารักษา ดูแลตนเองอย่างไรเท่านั้น
บาดแผลของชัชวาล คือ ความผิดพลาดต่อครอบครัวสองฝ่าย ทั้งบาดแผลนั่นยืดเยื้อลุกลามสู่ผู้เกี่ยวข้องดั่งโรคติดต่อซึ่งถ่ายทอดได้ทางสายใย สายเลือด
บุราณมองเห็นความเจ็บปวดของทุกคนชัดด้วยความเข้าอกเข้าใจถ่องแท้ ทุกฝ่ายซึ่งต่างเกี่ยวพัน ต่างทำลายร้ายกันให้เจ็บปวดทั่วหน้าพิษแผลมากน้อยแตกต่างที่ใครต่างหากพยายามเข้าใจถึงเหตุผล เข้าใจผู้คน ปล่อยวางและอภัยได้มากกว่า ดูอย่างหทัยชนกซีเล่า…ดูเหมือนครอบครองเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดมาบนความพร้อมพรัก หากหาความสุขสักเพียงนิดให้ตัวเองแทบไม่ได้
"ไม่หรอกนะหวา หวาน่าจะรู้ ผมเป็นที่วางใจของแม่กมลามากมายเพียงไร ผมคิดกับแม่กมลาร้ายกาจเช่นนั้นไม่ได้หรอก เพราะเธอเป็นแม่กมลาของผมด้วย แน่นอนผมย่อมรู้สึกเกลียดชังทุกคนที่ประนามแม่กมลาด้วย…วางใจเถอะ ผมสัญญากับแม่กมลาไว้จะเคียงข้างหวาเสมอ ไม่ทอดทิ้งหวาหรอก จะเป็นที่พึ่งให้หวาอีกคน…คำพูดร้ายกาจของผมทั้งหมด ผมไม่ได้เจตนาจะสะกิดบาดแผลของหวาสักนิดเดียว เพียงแต่ทูตคนนี้ อยากทำตัวเป็นหมอ อยากรักษาหวาให้หายเจ็บปวดเสีย อยากเห็นหวามีความสุขจริง ๆ กับเขาบ้างก็เท่านั้น…ทั้งหมดผมทำเพื่อแม่กมลา และ…เพื่อตัวหวาด้วย…รู้ใช่ไหม"
เล็บซึ่งหยิกเนื้อบริเวณบ่าจนเจ็บนานหลายนาทีค่อยคลายออกเมื่อความเจ็บปวดของเธอแล่นผ่านเบาบางบ้างแล้ว