ธารชีวา ตอนที่ 20

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

ธารชีวาเหลือบมองแม่แว่บหนึ่งท่านนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนพิเศษปรับระดับให้อยู่ลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอนมีเพื่อน ๆ นั่งสงบเสงี่ยมชวนคุยเรื่องเปิ่น ๆ ของเธอตั้งแต่เด็กจนโตซึ่งแม่มักชอบเล่าให้ใคร ๆ ฟังด้วยความรักล้นประสาแม่ต่อลูก รักและอยากอวด อยากปันความรักนั่นสู่ผู้อื่น น้อยเป็นคนหนึ่งได้รับฟังกิตติศัพท์และประวัติของธารชีวา…เรื่องเดิม เรื่องเก่าที่กมลาเล่าแล้วเล่าอีกไม่รู้จักเบื่อหน่าย
ถัดไปบุราณกำลังช่วยน้อยเตรียมอาหารอ่อนใส่ถ้อยการกระทำของเขาแสดงออกถึงความรักที่มีให้แม่เด่นชัดยากเกินกว่าธารชีวาจะตีความหมายหลอกตนเองเป็นอื่นได้
…แปลกจริงหนอ …
เมื่อเขายอมรับคือพี่บุราณคนที่เธอสงสัยแล้วหาได้มีความเหินห่างแต่อย่างใดเกิดขึ้นนอกจากความรู้สึกผูกพันราวรู้จักเขาอย่างสนิทชิดเชื้อเนิ่นนานเท่านั้น…
จริยา ธารชีวาและแม่ครัวช่วยกันเตรียมโต๊ะอาหารกลางวัน หลังจากอาหารกลางวันแล้วเพื่อน ๆ ของเธอจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ
"หวา…ถามได้ไหม"
ไข่เจียวกุ้งสีเหลืองอ่อนบานเต็มจานมีมะเขือเทศวางเรียงประดับเหมือนดอกไม้จริยาวางลงบนโต๊ะพลางถามเสียงเบา เกรงอกเกรงใจ
"จะถามอะไร…ถามได้…ถามซี"
น้ำเสียงธารชีวาฟังเริงรื่นนัก จริยาจึงมีความกล้าขึ้นอีกนิด
"ที่น้ำตกเมื่อเช้าเกิดอะไรขึ้นหรือ…พวกเราเห็นเธอร้องไห้ กอดพี่บี๋แน่นเชียว เราทุกคนตกใจหมดเลย แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรก…"
ตะกร้าสานสีน้ำตาลบรรจุองุ่นไร้เมล็ดผลโตน่ารับประทานเพิ่งวางลงบนโต๊ะ จากนั้นธารชีวาจึงเงยมองหน้าเพื่อนซึ่งยืนอยู่อีกฝั่งโต๊ะอาหารขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า อึกอักละล่ำละลักเพิ่มเติมเหตุผลให้แก่คำถาม
"ขอโทษนะ ถ้าเป็นคำถามที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของหวามากเกินไป เราทุกคนคบหวามานาน เรารู้…บางเรื่องหวาก็ไม่ค่อยอยากพูดถึง หวาก็จะไม่พูด…ปิดปากเงียบ เหมือนเรื่องแม่ เรื่องที่ไร่…หวาให้เพื่อนรู้รายละเอียดเล็กน้อยเท่าที่หวาเต็มใจ…เอาละ ไม่ต้องตอบก็ได้นะ เราทุกคนเข้าใจ แต่ก็อยากบอกหวาว่า เพื่อนเป็นห่วงหวาเสมอ ช้างก็บ่นว่า…ไม่เคยเห็นหวาอ่อนแออย่างนั้นมาก่อนจนตกใจมาก…แล้วก็พลอยอดเป็นห่วงไม่ได้ด้วย ไหน ๆ เราจะแยกย้ายกันไปแล้ว…ก็อยากบอกเพื่อนว่า…เราทุกคนต่อให้อยู่ไกลกันแค่ไหน แต่ยังเป็นเพื่อนเสมอ มีสุขเราก็ร่วมเสพมาแล้ว พอมีทุกข์…พวกเราก็อยากร่วมปันด้วยเหมือนกัน…อยากลงมือช่วยอะไรไม่ได้มากแต่พร้อมจะรับฟังทุกเรื่องนะหวา"
ธารชีวาหัวเราะคิก ขณะก้าวอ้อมมาทางหัวโต๊ะกุมมือจริยาไว้แน่น
"พูดเสียซาบซึ้งเชียว เมื่อก่อนเธอไม่เคยพูดได้ดีอย่างนี้เลยนะ…น้ำเน่าจัง…แล้วสำนวนเธอเหมือนขโมยหนังจีนมานะ รู้ไหม ?…แต่…ขอบใจจ๊ะ หวารู้…ทุกคนรักเป็นห่วง…อือม์…เรื่องที่น้ำตก…พี่บุราณ…"
จริยาไม่ได้ละเอียดมพอจะจับผ่านคำว่า "พี่บุราณ" ของเพื่อนทั้งอ่อนหวานรื่นหูเหลือเกินหวานเสียจนคนที่ก้าวเบากริบมารินน้ำใส่แก้วในระยะไม่ไกลนักได้ยินจนดวงใจพองโตเต็มด้วยความหวานปานน้ำผึ้ง…
"เพราะพี่บุราณเขาก็พูดจาซาบซึ้งเหมือนที่จืดพูดนั่นละ เราก็เลยอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ เท่านั้นเอง…"
ได้ยินเสียงจริยาถอนใจโล่งอก
"เอ้อ…มีอีกเรื่อง…รู้อะไรไหม…ภาพเธอกับพี่บี๋ที่น้ำตกจุดประกายให้พวกเราทุกคนลงความเห็นกันว่าเธอกับพี่บี๋เหมาะสมกันมาก…อย่าปล่อยให้หลุดมือไปได้ละ"
"บ้า !"
ไม่รู้ตัวสักนิด ใบหน้าเธอแดงจัดจนสังเกตเห็น
"อ้าว ! …น้ำจะล้นแก้วอยู่แล้วนะคะพี่บี๋"
ประโยคของจริยาทำให้ธารชีวาเหลียวหลังไปพบบุราณอยู่ห่างไม่เกินเมตร
…ตายละ…เขาต้องได้ยินประโยคล้อเลียนทะลึ่งของจริยาแน่เชียว จึงทำดวงตายิ้มได้ส่งให้เหมือนจะสนับสนุนทุกคำพูดของจริยากระนั้น…ก่อนถือแก้วน้ำกลับไปให้แม่ด้วยท่วงทีอ้อยอิ่ง
ลุงโอ่งถอยรถตู้คันเดิมออกมาจอดรอหน้าบ้านแล้วกระเป๋าเสื้อผ้าของทุกคนถูกขนเก็บไว้ท้ายรถเรียบร้อยในไม่ช้ารอเพียงกลุ่มหนุ่มสาวร่ำลาเจ้าของบ้านเรียบร้อยก่อน จึงเดินทางเข้ากรุงเทพมีบุราณเป็นผู้แทนร่วมทางไปส่ง
ถึงปัทม์จะเข้าไร่ไปแต่เช้าก็กลับมาทันเวลาส่งเพื่อนหลานสาวตามความตั้งใจแสดงถึงการเอาใจใส่ทุกเรื่องเกี่ยวกับหลานสาวอย่างดี
บุราณเห็นปัทม์เหลียวเข้าไปในบ้านร่างเล็กบนเตียงล้อมด้วยกลุ่มเด็กวัยหนุ่มสาวซึ่งกำลังร่ำรา ยามนั้นประกายตาคมกล้าบนดวงหน้าเขี้ยวครึ้มด้วยเครากับผิวเข้มของคนทำงานกลางแดดเต็มตื้นความซาบซึ้ง ความห่วงใยเมื่อแตะต้องกระแสแห่งความสุขที่เกิดแก่กมลาได้
ปัทม์คลี่ยิ้มนิดหนึ่งเมื่อหันมาพบบุราณมองอยู่ด้วยสายตาเข้าอกเข้าใจ เพราะความวางใจที่มีให้บุราณทำให้ปัทม์เอ่ย
"พี่กมลามีความสุขมาก คุณเองมองเห็นใช่ไหม…ปกติ…ไม่ค่อยมีใครมาที่บ้าน เพราะหวาไม่ค่อยคบเพื่อน เมื่อตอนเรียนมัธยม…นอกจากบ้านกับโรงเรียนหวาก็ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เลิกเรียนต้องรีบกลับบ้านมาหาแม่เป็นห่วงแม่"
เสียงพูดคุยสนุกสนานของหนุ่มสาวในบ้านคงเจื้อยแจ้วไม่หยุด โดยเฉพาะยามที่แม่ครัวนำกล่องบรรจุอาหารของฝากฝีมือแม่ครัวให้เป็นเสบียงตามความประสงค์ของกมลา…เมี่ยงก๋วยเตี๋ยว มีไข่เจียวซอยเป็นเส้น กุ้งแห้ง หมูหันเป็นชิ้นเล็ก กุ๊ยช่ายและถั่วงอกผัด ถั่วลิสงคั่วใหม่ จัดแยกใส่ถุงให้อย่างดี …
ข้าวอบเผือกซึ่งกมลาได้ยินเสียงเพื่อนลูกเอ่ยปากชม ติดใจรสชาติจึงจัดการให้แม่ครัวเตรียมใส่กล่องให้ทุกคนติดมือกลับ…พร้อมขนมเค้กถั่วแดงคนละกล่อง…ยังไม่รวมองุ่นสดจากไร่อีก
"คุณรู้ไหม ผมกับหวาหวาดกลัวสิ่งเดียวกันตลอดเวลาจนแทบไม่อยากห่างบ้านไปไหน"
น้ำเสียงปัทม์ราบเรียบพอกับสีหน้าเฉยเมยดุจภูผาหินอันแข็งแกร่ง ถ้ามองผิวเผินไม่ได้ใกล้ชิด ไม่ได้พูดคุยอย่างเปิดใจไม่อาจรู้จักเนื้อในอ่อนโยนและบางมุมที่อ่อนแอของผู้ชายคนนี้ได้เลย
"หวาดกลัวและห่วงกังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของคุณกมลาใช่ไหมครับ"
บุราณกล่าวด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่อาจสะกดให้นิ่งได้อย่างปัทม์ เขาต่างหากควบคุมความเจ็บปวดอันเกิดจากเหตุผลนั่นแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ
การสนทนายุติลงเมื่อช้างเดินมาหาเป็นคนแรก ชูกล่องเค้กอวด
"ตอนมาก็มามือเปล่า แต่พอขากลับมีของติดไม้ติดมือเพี้ยบ…กำไรจริง ๆ ครับ…ยังนึกอยู่เชียวว่า ถ้าไอ้หนุ่มคนไหนมาขอลูกสาวบ้านนี้ สงสัยนอกจากได้ลูกสาว คุณแม่ใจดีจะแถมของแถมอีกเพี้ยบ"
ปัทม์ส่ายหัวพลางอดขำต่อประโยคทะเล้นของหนุ่มน้อยผิวคล้ำผู้ร่าเริงไม่ได้…
บุราณเหลือบมองใบหน้า "เจ้านาย" แว่บหนึ่ง นอกจากสีหน้าแต่งแต้มรอยยิ้มไว้บาง ๆ จนคลายความเครียดเคร่งลงแล้ว ไม่มีวี่แววใดตอบรับประโยคหยอกเอินของช้างจะเป็นจริง…ท่าทางคนอย่างปัทม์ต้องห่วงหลานสาวกว่าจงอางหวงไข่ คงห่วงกว่าคนเป็นแม่หวงด้วยซ้ำ พวก"ของแถม" ท่าจะได้ยาก !
ช้างกลั้วหัวเราะก่อนแก้ประโยคล้อเล่นใหม่อย่างจริงใจ จริงจังกว่า
"ได้ของติดมือเยอะก็รู้สึกเกรงใจจริง ๆ นะครับ…"
ทุกคนตามมาหยุดสมทบ ธารชีวาแทรกตรงช่องว่างระหว่างน้าชายกับบุราณยิ้มให้เจ้าของรอยยิ้มบนดวงหน้าหล่อขาวซึ่งคล้ำกว่าวันแรกที่พบเขาเล็กน้อย
"ขนมเค้กถั่วแดงสูตรเฉพาะของแม่ครัวที่นี่นะ ไม่มีขายที่อื่น…อร่อยมาก…เอาละ…ออกเดินทางเถอะนะจะได้ไม่ถึงกรุงเทพมืดนัก ถ้าต้องการแวะซื้อของฝากที่ไหนก็บอกลุงโอ่งได้ ไม่ต้องเกรงใจ…อ้อ…ลุงโอ่งจะส่งให้ถึงหน้าประตูบ้านทุกคนเชียว"
"เย้ !…."
เกือบทุกคนร้องดีอกดีใจยกใหญ่ ธารชีวาเหลียวมองใบหน้าไร้หนวดของคนข้าง ๆ แว่บหนึ่งประสานกับดวงตาอาทรคู่เข้มซึ่งมองเธอก่อนเป็นนาน
"ว่าง ๆ มาเที่ยวอีกนะ"
น้าปัทม์กล่าวพร้อมรับไหว้ร่ำลาจากเพื่อนหลานสาวก่อนกลับเข้าบ้าน
ธารชีวาเดินไปส่งเพื่อนถึงรถรอจนทุกคนก้าวเข้าไปนั่งประจำเบาะด้านหลังเรียบร้อย ลุงโอ่งนั่งรอท่าอยู่หลังพวงมาลัย บุราณเลื่อนประตูรถปิดให้ขณะที่ธารชีวาถอยห่างออกไปเพียงก้าวเดียว เขาก็ถอยหลังมายืนในตำแหน่งเดียวกันน้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นท่ามกลางความรู้สึกเหงา ๆ ของเธอ
"อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ซี…ไม่เก่งเลย"
เบ้หน้านิดหนึ่งแล้วหัวเราะออกเบา ๆ เมื่อถูกเขาจับได้เช่นเคย หลายครั้งนึกเกลียดชัง "พ่อมด" ผู้นี้นัก ช่างอ่านใจเธอกระจ่างทุกบทตอน แต่ก็ไม่เคยรู้สึกได้มากกว่า "หมั่นไส้"
"ยิ้มหน่อยคนเก่ง"
น้ำเสียงเบาราวสายลมรำเพย ทว่าอบอุ่นเต็มดวงใจ ดังนั้น จึงปรากฏรอยยิ้มกึ่งขบขันกึ่งหมั่นไส้แต้มเต็มใบหน้า
"มีผมอยู่ทั้งคนจะแวะมาคุยกับคุณบ่อย ๆ จะได้ไม่เหงา…อนุญาตไหม"
กล่าวประโยคสุดท้ายรวดเร็ว น้ำเสียงอ่อนหวานละไม จนหญิงสาวต้องหน้าร้อนวูบวาบ กว่าจะรู้สึกตัวเจ้าของรอยยิ้มพราวระยับก้าวห่างออกไปยังรถประจำตำแหน่งของเขาแล้ว

"เฮ้อ…โล่งใจ…พวกลิงพวกค่างไปหมดแล้ว"
เจ้าของคำพูดเหน็บถึงความซุกซนของเพื่อน ๆ เพิ่งปรับสีหน้าให้ราบเรียบเป็นปกติไม่นานกำลังหย่อนก้นนั่งลงบนที่เท้าแขนของเก้าอี้ใกล้กับเตียงนอนกมลาตัวที่น้าชายนั่งอยู่แล้วยามนั้นแม่กำลังนอนชมรายการโทรทัศน์
"พูดจาไม่น่ารักเลยลูกสาวแม่…ไปว่าเพื่อนอย่างนั้นได้ยังไง…พอเพื่อน ๆ เขากลับหมดบ้านก็เงียบลงจนน่าใจหายนะ วันสองวันมานี่ บ้านครึกครื้น…มีชีวิตชีวา…หวาของแม่ก็ไม่เหงา"
"โอย…ไม่ไหวนะคะแม่ ขืนถ้าพวกนั้นมาพักบ้านเรานาน ๆ แม่จะหนวกหู พวกนั้นพูดมาก เสียงดังยังกะพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด…"
"เราก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่…ตอนเข้ากลุ่มก็แกงค์ตลาดแตกเหมือนกัน"
ปัทม์เย้า โอบแขนข้างหนึ่งรอบเอวเล็กของหลานสาวไว้หลวม ๆ
"แหม…ว่าหลานสาวซะเสียหายเชียว…"
ย่นหน้าใส่
"หวาแค่ไม่อยากให้พวกนั้นอยู่นานนัก เพราะเดี๋ยวแม่ก็ขุดตับไตไส้พุงกี่ขดของหวา เล่าให้เพื่อน ๆ รู้หมด…พวกนั้นช่างเผาจะตาย มีหวังเอาหวาไปเผาดำเป็นตะโกแน่เลย"
"เรามันก็ชอบมาเผาเพื่อน ให้แม่ฟังเหมือนกันไม่ใช่หรือ…"
ธารชีวาได้แต่หัวเราะ
"อืมม์…"
ซบลงกับหัวไหล่น้าชาย เป็นที่รู้กันว่าอาการลักษณะนี้ "อ้อน"
"พรุ่งนี้ หวาจะเริ่มช่วยทำงานในไร่นะคะ"
"อะไรนะ"
น้าชายแกล้งร้องเสียงหลง เหมือนตกอกตกใจเต็มทน ยิ่งเมื่อเห็นอาการ "งอน" จนแสดงออกทางสีหน้า แววตา ก็หัวเราะประสานขึ้นพร้อมกับร่างที่นอนอยู่บนเตียง
"เฮ้อ…เราจะทำอะไรได้"
"แหม…อย่าสบประมาทนะคะ ไร่เป็นของเรา…งานของเรา เราก็ต้องทำได้ซี…น้าปัทม์จะให้หวาทำอะไรหวาทำได้หมดละ จะให้พรุนใบ ติดตา ให้ปุ๋ย ให้น้ำ…เตรียมแปลง…หรือให้ไล่จับแมลง…หวาทำได้หมดละ" ลากเสียงยาวจน"หมด" กลายเป็น "โม๊ด..ดดด"…
เจ้าของไร่หนุ่มหัวเราะในลำคอพลางสบตาขำขันกับพี่สาว เพราะรู้เท่า ๆ กันว่า คนอวดตัวและรับปากว่าทำได้หมดละ…มีความรู้เกี่ยวกับการทำไร่องุ่นงู ๆ ปลา ๆ เท่านั้น
เห็นชัดเจนเชียวว่า กมลามีสีหน้าเบิกบานเป็นสุขมากมายจนเก็บซ่อนไม่หมดนับแต่ลูกสาวคืนบ้าน…รวมทั้งความอาบเอมใจสองต่อที่เกิดขึ้นตามมาในหัวใจคนเป็นน้าชายเช่นกัน…
"เอ้า…ให้ลองดูก็ได้นะ ไม่รู้เหมือนกันว่า คนงานใหม่ของไร่จะเวิร์คหรือวุ่น…พรุ่งนี้เราเจอกันตอนเจ็ดโมงเช้านะจะเอาไปฝากฝึกงานในสำนักงานให้ดูพวกบัญชี ธุรการแล้วก็บุคคล…ห้ามสาย ถ้าสายหักค่าจ้างนะ…"
"โหดชะมัด…หวาจะฟ้องกรมแรงงาน ว่าคุณน้าปัทม์เอารัดเอาเปรียบแรงงาน"
"นี่…ข้อแรกก็สอบตกซะแล้ว…ไม่รู้หรอกหรือว่า กฎหมายแรงงานเขาหยัดยืนบนกฎว่า NO WORK NO PAY นะคร้าบคุณผู้หญิง…"
ฝ่ายชนะหัวเราะร่วนเมื่อหลานสาวทำสีหน้าไม่ยอมแพ้น็อคง่าย ๆ จนกมลาเป็นฝ่ายแทรกขึ้น
"น้าปัทม์เขาล้อเล่นหรอกหวา…"
ธารชีวาย่นหน้าใส่หน้าชายก่อนเปลี่ยนไปกอดมารดาแทนบ้าง
"หวาก็รู้เต็มอกค่ะ…แกล้งแสดงละครผสมโรงน้าปัทม์ไปอย่างนั้นเอง เดี๋ยวมุขน้าปัทม์จะเฝือซะ…เป็นน้าเป็นหลานก็ต้องรู้จักรับมุข เข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยซีคะ "
"อ้าว…"
ปัทม์ส่ายหน้าก่อนใช้มะเหงกเขกหัวหลานสาวเบา ๆ คล้ายลงโทษ จากนั้นก็ขับรถกลับเข้าไปในไร่จะกลับเข้าบ้านอีกทีก็หลังพระอาทิตยลับเหลี่ยมเขาแล้ว
ดัมเบลดอร์พูดจูงใจไม่ให้แฮร์รี่เที่ยวค้นหากระจกเงาแห่งแอริเซดอีกได้สำเร็จ และตลอดช่วงปิดเทศกาลคริสต์มาส ผ้าคลุมล่องหนก็ถูกพับเก็บไว้ก้นหีบของเขา แฮร์รี่หวังว่าเขาจะลืมทุกสิ่งที่เห็นในกระจกได้ง่าย ๆ แต่เขาก็ทำไม่ได้ เขาเริ่มฝันร้าย เขาฝันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าพ่อแม่หายวาบไปในแสงวาบสีเขียว ขณะที่มีเสียงแหลมผสมเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังบาดหู…
เสียงใสดังเป็นจังหวะอันไพเราะยามอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์เล่มที่แม่อ่านค้างไว้ให้ฟัง ภาพแม่ผู้นอนป่วยบนเตียงมีผ้าทอมือสีขาวขุ่นปักลายดอกไม้สีม่วงดอกเล็กเหมือนดอกดาวกระจายผืนไม่บางไม่หนาเกินไปคลุมไว้จนถึงอก กับลูกสาวนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เป็นภาพงดงาม ซาบซึ้ง
นอกจากกมลาแล้วมีน้อยซึ่งถูกสั่งให้ปิดปากสนิทกว่าถูกเย็บด้วยเข็ม ไม่ให้ปริปากบอกแก่ใครสักคนเรื่องอาการเจ็บปวดของกมลาที่มากมายขึ้น…เมื่อกลางวันที่เห็นยิ้มหัวเราะได้เต็มที่เพราะใช้ยาบรรเทาปวดถึงสี่เม็ดเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ
"แม่จ๋า…"
ปิดหนังสือในมือวางไว้บนโต๊ะใกล้ ๆ ขณะที่กมลาค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมองดวงหน้ากระจ่างรอสายตาตอบรับก่อนแล้ว
"คุณบุราณ…เอ่อ…ลูกชายอีกคนของแม่เขามาอยู่ใกล้ ๆ แม่แล้วเพื่อช่วยดูแลแม่…แม่รู้นานแล้วใช่ไหมคะ"