ธารชีวา ตอนที่ 21

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิทาน

ร่างบางอยู่ในชุดกางเกงยีนส์สีซีด สวมเสื้อยืดแขนยาวสีเขียวใบไม้คอปก รองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินเข้มช่วยให้ทะมัดทะแมงคล่องตัวทุกฝีก้าวยามย่ำตามแปลงองุ่นหลบหลีกไม่ให้ละอองน้ำฝอย ๆ กระเซ็นเปียกพนักงานใหม่ซึ่งลงงานได้ไม่กี่วันให้เสียฟอร์ม ดังนั้นหญิงสาวจึงถอยห่างออกมาหยุดอยู่หัวแปลง
"เขาเป็นห่วงแม่มากทีเดียว…ทุกกลางวันเขาจะต้องแวะมาหาแม่ที่บ้าน ถ้ากลางวันวันไหนไม่ว่างก็จะแวะมาตอนเย็น ทำเหมือนเขาได้กลายเป็นลูกชายแท้ ๆ ของแม่อีกคน…ความเป็นห่วงของเขาใคร ๆ ก็เห็นกันหมด พูดถึงกันทั้งนั้น…"
จริยากล่าวตอบมาจากปลายทาง
"บางที พี่บี๋อาจอยากเป็นลูกเขยแม่ก็ได้นะ"
"ทะลึ่ง…"
"เพราะพวกเธอชอบพูดจาทะลึ่งแบบนี้ พูดป่วนให้คนบริสุทธิ์ใจระแวง แทนที่จะพบหน้าเขาแล้วคุยกันได้ตามปกติ กลับกลายเป็นกระดากเพราะมีความนัยซ่อน…จะบอกให้นะ หวาต้องเก็บยิ้มเสียทุกครั้งเมื่อเห็นหน้าพี่บี๋ของจืด…ไม่กล้าจะมองเขาตรง ๆ สักครั้งเพราะเห็นหน้าทีไร คำพูดบ้า ๆ ของพวกเธอคอยทำให้ต้องหัวเราะคนเดียวทุกที"
"แสดงว่า…ใจเริ่มหวั่นไหวซีเพื่อน…ยอมรับมาซะเถอะนะ เพื่อน ๆ ทางนี้จะได้ฉลองที่จับคู่ลุ้นรักได้สำเร็จ…จริง ๆ นะ เรามองเห็นความสอดคล้องเหมาะสมระหว่างหวากับพี่บี๋มากมายเชียว อย่างน้อยเขาก็รักแม่ของหวา แม่คนที่หวารักเหลือเกิน…เห็นไหม…เริ่มต้นด้วยการมีคนที่ตนรักคนเดียวกัน"
"เพ้อเจ้อ…ความรักไม่มีตาหรอกนะยะจะได้เลือกได้ว่าต้องรักคนที่เพื่อนลุ้น…"
"จ้า…ถึงความรักไม่มีตา แต่…เจ้าของความรักต่างหาก…มีตาและเป็นฝ่ายเลือกได้"
โอย…ธารชีวาอยากบ้าตายตรงนั้นยิ่งคุยยิ่งหน้าร้อนวาบลึกถึงแก่นใจ ซึ่งซ่อนรสหวานล้ำไว้เต็มก้นบึ้งบึงหัวใจ…ถ้าใครได้มองผ่านทะลุถึงบึงดวงใจเธอได้ คงเห็นภายในนั้นบรรจุไว้แต่น้ำผึ้งหวานหยด…
เครื่องมือสื่อสารเล็ก ๆ แนบติดหู เหมือนเจ้าตัวกำลังสนทนากับปลายสายเพลินจนไม่ทันสังเกตเห็นร่าง สูงก้าวเข้ามาคลี่ใบองุ่นเมียงมองอยู่แถวนั้นนานพอได้เห็นใบหน้าสวยเปลี่ยนเป็นสีแดงเจือรอยยิ้มกึ่งเขินกึ่งอ่อนโยน ดังนั้นเมื่อฝ่ายนั้นจบการสนทนาและเก็บมือถือหย่อนลงในกระเป๋าสะพายใบเล็กเรียบร้อยจึงมีอาการตกอกตกใจจนหน้าเหวอเมื่อเหลียวมาพบเขาเข้าอย่างจัง…
"โอ๊ะ…ตกใจหมดเลย ย่องมาเงียบจังคะ"
"ใครว่า…ตอนผมมาถึงคุณต่างหากกำลังคุยกับคุณจืดเพลินไม่ทันมองเห็นผม"
"คุณรู้ได้ยังไงว่าหวาคุยกับจืด…คุณแอบฟัง…เอ่อ…คุณได้ยินหรือเปล่าว่าเราคุยอะไรกันบ้าง"
บุราณเก็บรอยยิ้มขันไม่ไหวเพราะอาการเหมือนพวกกินปูนร้อนท้อง ร้อนตัวของเธอเห็นชัด …ถึงยามนั้นบุราณจะไม่ทันได้ยินว่าเพื่อนคุยอะไรกันแต่ก็พอคาดเดาได้จากอาการหน้าแดงซ่านโกรธ หงุดหงิดจนพาลเกเรเหมือนเด็กของเธอ หัวข้อสนทนาต้องมี "เรื่องเขา" เกี่ยวข้อง…
"เฮ้อ…ผู้หญิงขี้นินทาชะมัด กำลังนินทาผมซีนะ"
ย่นหน้าใส่เขาก่อนก้าวเดินตามทางเดินระหว่างแปลงองุ่น บริเวณที่ละอองน้ำจากท่อซึ่งติดตั้งไว้ทั่วไร่ไม่อาจกระจายน้ำมาถึง มีบุราณก้าวตามมาติด ๆ
ก็ได้แต่ภาวนาขอให้เขาไม่ได้ยินประโยคอ่อนโยน ซาบซึ้งที่ธารชีวากล่าวชื่นชมบุราณให้จริยาฟังนับแต่เธอได้ถามความจริงจากแม่ นับแต่แม่ยอมรับการกลับมาของเขา…
"คุณบุราณ…ลูกชายอีกคนของแม่เขามาอยู่ใกล้ ๆ แม่แล้วเพื่อช่วยดูแลแม่ แม่รู้ใช่ไหมคะ"
กลมาไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด นอกจากเปิดเปลือกตาช้า ๆ ทอดมองดวงหน้าสวยกระจ่างของลูกสาวด้วยสายตาอาทร…ภาพเหมือนของเธอเมื่อวัยสาวรุ่นมองตอบกลับมาด้วยสายตาอ่อนแสง มีความเข้มแข็งอดทนมากมายริกรินอยู่ในดวงตาคู่นั้น ความอดทนเข้มแข็งซึ่งกมลาอยากให้ลูกสาวมีเพื่อจะดูแลตัวเอง หยัดยืนได้โดยไม่เจ็บปวดนานนักถ้าโลกใบนี้จะปราศจากชีวิตของเธอ…แม้จะเป็นเพียงภาพของเปลือกอันแข็งแรงที่ธารชีวาใช้หุ้มห่อเนื้อในอันอ่อนนุ่มของหัวใจไว้ก็ตาม
"ต้องเรียก "พี่" นะลูก…พี่บี๋ หรือ จะพี่บุราณก็ได้…"
คำตอบของแม่เท่ากับเป็นการยอมรับ
"แม่เห็นนะ เราน่ะเกเร ดื้อ ไม่ค่อยจะยอมลงกับพี่เขาเท่าไรนัก…หวาลูกรัก…แม่จะตายได้อยากหมดห่วงถ้าแม่ได้เห็นหวากับบุราณเข้ากันได้ดี…อย่างน้อยก็ทำให้แม่วางใจได้ว่ามีบุราณมาช่วยดูแลหวาแทนแม่แล้ว อีกคน"
"ไม่เอาละ หวาจะเกเรให้มาก ๆ "
ธารชีวาโผเข้ากอดแม่ไว้แน่นกดใบหน้านิ่งกับอกเล็กผอมบางหนังแนบกระดูกแนบเสียจนเธอจะสัมผัสถึงดวงใจดวงเล็กเท่ากำมือข้างใต้…ใครบ้างจะเข้าอกเข้าใจถึงความรู้สึกปวดร้าวที่ต้องเก็บซ่อนลึกสุด ความหวาดกลัวจะหัวเราะดังเต็มเสียงเพียงเพราะใคร ๆ มักกล่าวว่า หลังเสียงหัวเราะ ฉากหลังของความสุขสุดขีดมักมีเงื้อมเงาน้ำตากับความโศกเศร้ารอคอยอยู่…ดังนั้น เธอจึงซ่อนความหวาดหวั่นนั้นไว้เต็มหัวใจ
"เพราะหวาไม่อยากให้แม่ตาย…ไงคะ"
ได้ยินเสียงหัวเราะของกมลาดังแว่วพร้อมกับรอยสัมผัสอ่อนโยนไล้เรื่อยตามเรือนผมหยักเหมือนเกลียวคลื่นทะเล เหมือนกลุ่มไหมอ่อนนุ่มยุ่ง ๆ…
"หวาเกเรกับพี่เขา เพราะไม่มั่นใจต่อการมาหาแม่ของเขาหรือเปล่า…"
อย่างไรคนเป็นลูกก็ไม่เคยปิดบังตัวตนของเธอต่อผู้เป็นแม่ได้ คิด รู้สึกอย่างไรเหมือนเรดาร์พิเศษของแม่จะจับได้เสมอ
"ลูกเอ๋ย…ไม่เห็นต้องคิดมากเลย…บุราณเดินทางตามความรักมาก็เท่านั้นเอง…เพราะแม่รักเขา แล้วเขาก็รักแม่…ความรักเป็นสิ่งที่มองเห็นนะลูก…แม่เชื่อว่าหวามองเห็น…เหมือนที่แม่เห็น"
ในที่สุดธารชีวาจำต้องยอมรับ เธอก็มองเห็น"ความรัก" ที่บุราณมีแก่แม่กมลานานนักหนา
นั่นเอง ทำให้ยอมปล่อยเขาเดินเคียงมาด้วยกันพูดคุยด้วยมากมายกว่าเมื่อก่อนเหมือนคนสองคนเคยพบผูกพันกันนานวันแล้ว
"เมื่อปีก่อนฝนตกมากไร่ฝากโน้นเสียหายเยอะ…น้าปัทม์ต้องอยู่ในไร่ทำงานหนักแทบจะไม่ได้หลับนอน คอยแก้ปัญหา…ไร่เราเลี้ยงดูคนหลายร้อยชีวิต เราล้มไม่ได้เสียด้วยซีคะ"
ธารชีวาเอ่ยขึ้นยามที่หยุดเพื่อพลิกใบองุ่นดูเล่น
"ครับ…คุณปัทม์จึงต้องทำงานหนักเหลือเกิน…เมื่อเช้าออกจากบ้านตั้งแต่เช้าใช่ไหม พบกับผมตอนเจ็ดโมง บอกว่าองุ่นไร่โน้นเมื่อปีที่แล้วเสียหายมากปีนี้ต้องดูแลใกล้ชิด ถ้าอากาศชื้นมาก ๆ เพลี้ยกับโรคก็มากเหมือนกัน…เราควบคุมอะไรไม่ได้เลยนอกจากการป้องกันแล้วก็คอยกำจัดแมลงเท่านั้น"
"แล้วคุณไปทำอะไรในไร่ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าละคะ…ตื่นเช้าเหมือนกันใช่ไหม…"
ความเข้าอกเข้าใจซาบซึ้งซ่านเต็มตื้น…ไม่อาจตอบแทนอื่นใดได้นอกจากยิ้มให้อย่างเปิดเผย ความจริงธารชีวาได้ยินคนงานพูดถึงการเอาใจใส่งานอย่างหนัก ตั้งอกตั้งใจราวกับไร่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ของบุราณมาบ้าง…
ผู้ชายคนนี้…รักแม่มากมายเสียจนพลอยปรารถนาดีต่อทุกคนที่อยู่ในรัศมีเส้นสายความรัก ความห่วงใยของแม่ด้วย…
"คุณก็เป็นห่วงงานในไร่ อยากช่วยแบ่งเบาภาระจากน้าปัทม์ใช่ไหมคะ"
แม้บุราณจะไม่ได้กล่าวยอมรับ นอกจากยิ้มบาง ๆ เท่านั้น…เหมือนการทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดโอ้ เอาหน้ามิใช่หรือ…เขาก็ทำเพราะหัวใจบงการ…
"ขอบคุณค่ะ พี่บุราณ"
ดวงหน้าหล่อเหลาเหมือน"แขกขาว"…ซึ่งแขกผู้นี้คล้ำลงเพราะงานไร่กำลังเลิกคิ้วสูง มีรอยยิ้มพราวประดับเกลื่อนสองตา…เพราะคำว่า "พี่บุราณ" แท้เชียว…
คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้ยินคำนี้จากธารชีวาเสียแล้ว…เป็นอันว่าธารชีวาได้เปิดประตูบานที่เจ้าตัวลงกลอนกั้นดวงใจใส ๆ ของเธอบ้างแล้วอาจยังไม่กว้างขวางพอจะรับใครอีกหลายคนเข้ามาได้ แต่ก็ยังดีกว่าเธอปิดบานประตูใจแน่นหนาเกินกว่าจะแง้ม…
"หวายอมรับพี่แล้วหรือ"
"เราควรซาบซึ้งจากใจจริง กับคนที่หวังดีกับเราไม่ใช่หรือคะ…แม่เพิ่งบอกหวาเองว่า…ความรักมองเห็นได้…แล้วหวาก็คิดว่าหวาเห็นความรักของพี่บุราณที่มีให้แม่กมลา ไม่เท่านั้นความรักของพี่ยังเผื่อแผ่ให้แก่น้าปัมท์ ให้ไร่และงานที่น้าปัทม์รัก…ความรักของพี่แสดงออกมาให้เห็นจากการกระทำของพี่ไงคะ ถึงเวลานี้ หวาก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก นอกจากต้องการกล่าว…ขอบคุณค่ะ"
บุราณก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวซึ่งมองเขาอยู่ก่อนแล้วโดยไม่คิดจะถอยหนีเหมือนทุกคราวยามเขาเข้าใกล้เธอเป็นต้องห่างออกไปอย่างระมัดระวังเนื้อระวังตัว รักษาท่าที มีชั้นเชิงไม่เห็นเหมือนธารชีวาคนที่พูดจาอ่อนโยนเปิดใจคนนี้
"พี่ดีใจที่หวาเข้าใจ…อยากให้หวาใช้ "หัวใจ" ดวงเดียวกันนี้มองเห็นความรักของคนอื่นบ้าง"
แม้จะไม่ได้กล่าวชี้แนะตรง ๆ แต่ธารชีวาฉลาดพอจะเข้าใจ…บุราณหมายถึงใคร ?
"ถ้าพี่หมายถึงคุณพ่อเล็ก…หวาคิดว่าจะพยายามมองหาให้พบค่ะ…"
ดูซี ! คำตอบเธอทำให้ชายหนุ่มยิ้มกว้างเสียจนปากแทบฉีกถึงใบหู ยิ้มกว้างชนิดที่เธอไม่เคยเห็นเขายิ้มได้มากเท่านี้มาก่อน…จนอดหัวเราะใส่เขาไม่ได้ แต่แล้วเสียงหัวเราะของเธอต้องสะดุดเพราะประโยคหยอกล้อจากเขาแท้ ๆ
"แล้วหวายังคิดว่า…ความรักไม่มีตาอยู่อีกไหม"
บรรยากาศของไร่ยามนั้นอบอุ่น สดชื่น กลิ่นหอมของดินชื้นน้ำ กลิ่นหญ้า ละอองน้ำฝอย ๆ เปล่งประกายวิบวับเป็นสายรุ้งยามกระทบกับแสงตะวันสาดลำลงมาจากฟ้าผืนกว้างซึ่งยามนั้นประดับริ้วเมฆขาวฟูฟ่องแปลกตา
ตอนขามาไร่เธอใช้จักรยานจากสำนักงานปั่นเรื่อย ๆ เพราะนึกสนุกเท่านั้น ทว่ายามกลับจักรยานคันนั้นขึ้นไปอยู่ด้านหลังกระบะรถแล้วเธอก็นั่งเคียงอยู่ซีกซ้ายคนขับรถลัดเลาะไปเรื่อย ๆ เกือบทั่วไร่ บุราณแวะคุยกับหัวหน้าคนงานในแต่ละจุดเป็นระยะ ๆ
"คุณเคยลองติดตาองุ่นบ้างไหม"
ธารชีวาหัวเราะงอหาย
"ตอนเด็กหวาลองมาบ่อยไปค่ะ…น้าปัทม์สอนว่า การติดตาต้องใช้ตาที่แก่พอเหมาะ…ไอ้คำว่าพอเหมาะนี่ละ…เลือกยากนะคะเพราะกว่าหวาจะรู้"พอเหมาะ"แค่ไหน…หวาก็เกือบท้อคิดว่าตนเองไม่เหมาะจะเป็นชาวสวนชาวไร่เท่าไร เพราะมือหนัก จับต้นอะไรก็เป็นตายทั้งนั้น"
คนเล่าผลักประตูรถอีกด้านกระโดดลงไปยืนอยู่ข้างรถขณะที่บุราณก้าวเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้างครู่หนึ่งก็ฉุดข้อมือเธอเดินลุยเข้าไปในแปลงองุ่นพันธุ์ต้นตอ คนงานกำลังช่วยกันติดตาอย่างขะมักเขม้น…
"แต่เดี๋ยวนี้…ไม่ทำให้น้าปัทม์ขายหน้าได้หรอกค่ะ"
คนอวดรับอุปกรณ์จากคนงานมาแสดงให้บุราณเห็น…เธอไม่ได้คุยน้ำลายแตกฟอง…
"ตาที่แก่พอเหมาะจะมีเปลือกสีน้ำตาล…ต้องเฉือนส่วนตาให้มีเนื้อไม้ติดไปด้วย ตอนแรกที่หวาเคยทำ…ติดตา…หวาก็จะเลือกไปแต่ตาอย่างเดียว…ล้วน ๆ …กว่าจะเป็นก็ใช้เวลาฝึกเป็นเดือน ๆ "
ท่าทางคนลอง"ติดตา" อาจดูเงอะงะ ไม่ถนัดมือเท่าไร่นักแต่ก็น่ารักดีตรงท่วงทีตั้งอกตั้งใจนั่นละ
"ใช้ได้ไหมคะ ท่านผู้ช่วยผู้จัดการไร่"
หญิงสาวพันพลาสติกบาง ๆ จนรอบโดยเปิดส่วนตาไว้แล้วหันกลับมาส่งยิ้มภาคภูมิใจให้บุราณซึ่งมองเธอก่อนแล้วด้วยดวงตาเต็มตื้นกระแสรุนแรงชนิดหนึ่ง ฉายชัดปนอยู่กับรอยยิ้มอันอบอุ่นชนิดที่ธารชีวาต้องเป๋ไปทางคนงานคนอื่นทำทีเป็นตรวจการติดตาว่าเรียบร้อยดีหรือไม่…
คงมีเพียงเธอเท่านั้นเข้าใจ อาการชนิดนั้นคือ เขิน นั่นเอง

รองเท้าผ้าใบถอดกลิ้งอยู่หน้าประตูเมื่อมองเข้ามาในห้องแล้วไม่พบร่างเล็กนอนอยู่บนเตียงอย่างเคย ธารชีวาในชุดชื้นเหงื่อจึงแทบวิ่งขาขวิดไปหยุดหมุนคว้างอยู่กลางห้องกว้างขวาง สายลมเย็นจากหน้าต่างพัดสร้อยดอกไม้สีม่วงแกว่งไกว หากเธอก็ไม่มองพบความงดงามใด ๆ อีกนอกจากเกิดอาการหนาวลึก เจ็บจนชาดิก..
"แม่จ๋า…"
ธารชีวาหยุดหอบอยู่ตรงหน้าห้องน้ำพลางลอบถอนหายใจแผ่วเบาค่อย ๆ เรียก"ใจ" คืนมาเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออกแล้วน้อยอุ้มแม่ออกมา ไม่รีรอหญิงสาวรีบก้าวรวดเร็วไปปัดเตียงนอนของแม่ให้
"แม่ท้องเสียน่ะหวา"
กมลากล่าวสีหน้าดูอิดโรยเหลือเกิน …เหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดจนแทบหมดแรงอดทนหากต่อหน้าลูกสาวกลับต้องยิ้มให้ออก…ก็สีหน้าชื้นเหงื่อของคนเพิ่งกลับจากไร่ซีดเหมือนกระดาษ…ดวงตายังคลอคลองน้ำตาอยู่แท้ ๆ …
"เมื่อวานแม่ทานอะไรเข้าไปบ้างคะ…มะละกอก็ไม่มีนี่นา…นม…เอ…ปกติแม่ดื่มนมได้ ไม่เคยท้องเสียนี่คะ…หรือข้าวต้มปลา…เอ…ไม่น่าจะใช่"
มือชื้นเย็นจัดของแม่แตะลงบริเวณลำแขนลูกสาวยิ้มบาง ๆ
"วัน ๆ แม่กินอะไรเยอะแยะไปหมด กินจุ๊บกินจิ๊บ…ทั้งวัน...เถอะนะ…แม่ไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ นะหวา ลูกละ…ทำงานในไร่สนุกไหม…ดูซี ตัวก็เหนียว…"
"สนุกค่ะ…หวามีความสุขที่สุด…หวาอยากให้แม่รู้…"
"ดีแล้วลูก…เมื่อหวาสุขแม่ก็พลอยสุขด้วย…อืมม์…กี่โมงแล้วน้อย…คุณหวากลับมาทานกลางวันช่วยบอกให้แม่ครัวเตรียมอาหารไว้ด้วย"
"เอ่อ…ไม่ต้องจัดโต๊ะหรอกนะคะ"
หญิงสาวต้องสั่งเพราะการจัดโต๊ะของแม่คงรวมอาหารกลางวันเผื่อบุราณไว้ด้วยเหมือนที่เขาจะมาทานมื้อกลางวันพร้อมเป็นเพื่อนคุยกับแม่แทบทุกวัน
"ช่วยตักราดใส่จานมาเลย หวาจะนั่งทานข้าง ๆ แม่…เอ่อ…วันนี้พี่บุราณไม่ว่างมาเยี่ยมแม่นะคะ คงจะมาตอนเย็นมั้ง…เห็นว่าจะออกไปดูงานที่เรือนธารชีวาก่อนเลยเข้าไปช่วยงานน้าปัทม์ และคงทานกลางวันด้วยกัน"
น้อยเดินเข้าไปในครัวปล่อยให้สองแม่ลูกได้คุยด้วยกันลำพัง
"หวาพบพี่เขาหรือ"
"ค่ะ"
คนตอบ "ค่ะ" ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม…ก่อนเอื้อมหยิบหนังสือมาอ่านให้กมลาฟัง พยายามกลบเกลื่อนอาการเขินจนแก้มเปลี่ยนสี…
ถ้าความนัยจากรอยยิ้มหวานล้ำที่กมลาได้เห็นจากดวงหน้าสีเลือดฝาดของลูกสาวไม่ได้เป็นเพราะเกิดเจ็บปวดจนตาฝาดละก็…หากความนัยนั้นเธอสื่อสารถูกต้อง…กมลาคงนอนตายตาหลับแล้ว นับว่าพระเจ้าเมตตาแก่เธอมากมายเหลือเกิน นอกจากมอบช่วงเวลายืดยาวให้แล้วยังประทานรางวัลล้ำเลิศแก่ผู้เป็นดวงใจของเธออีก…นั่น คือ การประทานความรักแก่หนุ่มสาวผู้ซึ่งกมลาพยายามร้อยไว้ด้วยกันในช่วงวาระเวลาอันแสนสั้นนี้…