ธารชีวา ตอนที่ 22

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

เกือบสองทุ่มแล้วเมื่อรถของปัทม์เลี้ยวเข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มจอดรถเรียบร้อยก็ก้าวตามทางเดินปูด้วยศิลาก้อนกลมเรื่อยมาถึงเก้าอี้ไม้ตัวยาวขวางด้านข้างระเบียงบ้าน ตรงนั้นมีร่างบอบบางในชุดนอนกระโปรงสีขาวยาวแค่เข่ากำลังแหงนหน้ามองท้องฟ้าเรื่อยเปื่อยมีหนังสือเล่มที่เจ้าตัวคงอ่านให้แม่ฟังตอนหัวค่ำวางไว้ข้างตัว
"มานั่งตากน้ำค้างอยู่คนเดียว รออาหรือเปล่า"
หญิงสาวพยักหน้าหงึก ดูเซื่องซึมไปตั้งแต่เมื่อใครคนหนึ่งผิดเวลาไม่ได้มาร่วมทานอาหารค่ำกับแม่เหมือนเขารับปากไว้แล้วก็ไม่ได้โทรมาบอกสักคำปล่อยให้แม่ต้องรอและบ่นเกือบตลอดเวลา…เบื้องลึกกว่านั่นอาการหงุดหงิดใจที่ยังคงค้างคาหญิงสาวก็ยังค้นหาเหตผลไม่พบ…
"น้าปัทม์กลับดึกจังนะคะ"
ปัทม์หยิบหนังสือมาถือไว้ หย่อนก้นนั่งลงเคียงข้าง ตวัดแขนยาว ๆ ทอดไปตามพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายยังอดประหลาดใจไม่ได้ยามยินเสียงถอนหายใจดังจากอีกฝ่าย…
"ก็โทรมาบอกแล้วยังไง จะไม่กลับมาทานข้าวเย็นด้วย…น้าแวะไปสถานีตำรวจมา…คนงานเราเมาแล้วมีเรื่องทะเลาะวิวาท…"
"ใครคะ"
"นายโหน่ง"
"ถูกน้าปัทม์ภาคทัณฑ์ไว้ก่อนหน้ากรณีวิวาทกับคนงานด้วยกันแล้วไม่ใช่หรือคะ…ยังก่อเรื่องอีกหรือไง…เหนื่อยนะคะ การต้องดูแลคนร้อยพ่อพันแม่ บางคนก็โต ๆ กันแล้วแต่ไม่ยักรู้จักคิดซะบ้าง"
ปัทม์หัวเราะ พลางโยกศีรษะหลานสาวเล่น เมื่ออีกฝ่ายกำลังหงุดหงิดเหน็ดเหนื่อยแทน
"ก็ช่วยประกันตัวออกมาแล้วละ…ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือครั้งสุดท้ายเพราะน้าได้ให้ออกจากงานไปแล้ว…อืมม์…คืนนี้ฟ้าสวยนะ…ดาวเต็มฟ้าเชียว ไม่ได้ออกมานั่งดูดาวอย่างนี้นานเหลือเกิน…ช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกจากกลุ่มดาวสิงห์โตที่ไร่เราเป็นจุดที่เห็นฝนดาวตกชัดที่สุดจุดหนึ่งเชียวนะ…"
"แล้วนะปัทม์ทานอาหารเย็นมาเรียบร้อยแล้วหรือยังคะ…"
"อืมม์…ยังเลย…ดูซี พอทักปุ๊บ พยาธิในท้องร้องระงมเชียว…แนะ…มีถีบด้วยนะ"
ธารชีวาส่ายหัว ยิ้มขำประโยคขี้เล่น
"พูดยังกับคนท้องนะคะ เป็นยังไงคะ ไอ้อาการพยาธิถีบน่ะ"
ปัทม์หยัดกายลุกขึ้นยืน ส่งมือข้างที่ปลดเผือกออกแล้วสามารถใช้งานได้เป็นปกติขยับไปมาราวแสนเมื่อยขบก่อนฉุดหลานสาวตามขึ้นมา
"ก็ปวดท้องจี๊ด ๆ ไง"
"โอย…นั่นอาการโรคกระเพาะแล้วละคะ…ไป…หวาจะหาอะไรให้ทาน…เมื่อค่ำมีข้าวน้ำพริกกะปิใส่ระกำนะคะ…อร้อยอร่อย"
"โอ…น่าเสียดายบุราณเหมือนกันนะ…คงอดทานน้ำพริกระกำของโปรด ไม่ได้แวะมาที่บ้านเหมือนกันใช่ไหม แยกกันตอนห้าโมงเย็น เห็นมีโทรศัพท์จากเรือนธารชีวามาตามเพราะมีญาติหรือเพื่อนมาหา…"
ปัทม์เหลียวมองเจ้าของข้อมือเล็กซึ่งชะงักฝีเท้านิดหนึ่งราวกลับเดินสะดุดอะไรบางอย่าง…
"ทำไมหรือ?"
"เปล่าค่ะ…หวากำลังคิดว่า ดีแล้วละที่เขาไม่มา เพราะถ้ามา…น้ำพริกคงไม่เหลือถึงน้าปัทม์หรอก…"น้าชายเลิกคิ้วนิดหนึ่งด้วยความแปลกใจเพราะปกติแล้วแม่ครัวที่บ้านเคยทำอาหารน้อยเสียเมื่อไหร่…บ้านนี้เลี้ยงคนเยอะ…เวลาทำอาหารทีเหมือนทำสำหรับงานเลี้ยง…วันนี้น้ำพริกระกำของโปรดใครต่อใครเกิดขาดตลาดได้อย่างไร
"น้าปัทม์ไปอาบน้ำก่อนดีไหมคะ เสร็จแล้วค่อยมาทานข้าว…หวาจะเตรียมไว้ให้พร้อม…แถมไข่หวานฝีมือหวาให้อีกถ้วย"
ปัทม์หัวเราะ พลางล้อเลียนแม่ครัวจำเป็นเจ้าของ "ไข่หวาน" …คงเป็นของหวานชนิดเดียวที่ธารชีวาทำอร่อยที่สุดในโลกเพราะแค่ต้มน้ำร้อนให้เดือดใส่น้ำตาลแดงปรุงหวานพอประมาณแล้วตอกไข่ไก่ลงไปต้มให้สุก…น้าปัทม์ชอบทานไข่หวานแบบสุกจะไม่มีกลิ่นคาว…
"เอ๊ะ…!"
ปัทม์เก็บประโยคคำถามแทบไม่ทันเมื่อใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงในการอาบน้ำแล้วกลับเข้ามาในครัวพบน้ำพริกระกำบรรจุเต็มขวดโหลสามารถเลี้ยงคนได้เป็นกองทัพ…ให้นึกแปลกใจต่อถ้วยคำแปลก ๆ ของหลานสาวซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานตรงหน้า…เฮ้อ…บางทีคนเป็นน้าคงต้องหัดเป็นนักสืบบ้างแล้วพักหลังทุกถ้อยคำของหลานสาวชักมีกลิ่นแปลก !

บ้านพักหลังเดี่ยวปลูกสร้างเหมือนรีสอร์ทกลางหุบตรงระเบียงไม้ยื่นออกมาด้านหน้าจัดชุดโต๊ะเก้าอี้สี่ตัวเข้ากัน ปูผ้าทอมือสีม่วงอมชมพูกลมกลื่นกับกลีบดอกปีกผีเสื้อในกระถางดินเผาอ้วนป้อมซึ่งวางอยู่กลางโต๊ะใกล้กับตะกร้าบรรจุองุ่นสดจากไร่…
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแต่งกายสะอาด มีถ้วยกาแฟกลิ่นหอมในมือ
"คุณอาทั้งสองรู้ไหมว่าลูกนกมาที่นี่"
"ค่ะ…ลูกนกขออนุญาตคุณแม่แล้ว"
จริงของเธอ…
ทุกเรื่องราวหทัยชนกบอกกล่าวให้แม่รับรู้เพียงคนเดียวเหมือนชีวิตปราศจากเงาของพ่อทั้งที่ท่านปักหลักอยู่กลางดวงใจอันปวดรวดร้าวไม่ลบเลือน ความเสียอกเสียใจที่แทงทิ่มทำร้ายด้วยความคิด ความเชื่อฝังหัวว่า พ่อไม่เคยรักเธอได้มากมายกว่าลูกสาวอันเกิดจากแม่ร้อยเล่ห์คนนั้น
"คนที่นี่เขาดูตื่นเต้นกันดีนะคะ ยิ่งตอนที่ลูกนกบอกกับคนงานที่เรือนธารชีวา…ว่าลูกนกมาขอพบคุณบุราณ เขาทำหน้ายังกับถูกตีด้วยไม้หน้าสาม…"
หทัยชนกหัวเราะสนุกสนานแนบเนียน…ซุกซ่อนเจตนากับเหตุผลของการต้องแจ้นมาถึงไร่แห่งนี้ บ้านไร่ที่เธอไม่เคยปรารถนาจะเหยียบย่ำลงบนผืนแผ่นดินของฝ่ายตรงข้าม…ทำไมเธอจะอ่านสายตาคนงานพวกนั้นไม่ออกถ้าไม่ชอบสอดรู้เรื่องชาวบ้านสายตาหรือจะกวาดล็อกแล็กมากอย่างที่เห็น…เธอแค่มาแสดงตนฉวยโอกาสใช้ความใคร่รู้ของคนเป็นเครื่องมือ คอยดูเถอะ พรุ่งนี้ข่าวเกี่ยวกับผู้หญิงของบุราณคงสะพัดไปทั่วไร่
ถ้าหากหทัยชนกไม่กลัวต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เหมือนที่แพ้อยู่ในเวลานี้ ถ้าไม่กลัวจะถูกยื้อแย่งช่วงชิงเหมือนดังคำแม่กล่าว…นังลูกเมียร้อยเล่ห์จะแย่งพี่บี๋ไปเหมือนที่แม่มันแย่งคุณพ่อไปแล้วคนหนึ่ง…ถ้อยคำเหล่านั้นอานุภาพร้อนมากจนหทัยชนกยอมมองข้างทิฐิทั้งปวงฝังกลบความเย่อหยิ่งทระนงสิ้นตามบุราณมาถึงบ้านไร่เพียงเพื่อปกป้องรักษาสิ่งที่เธอรัก หวงแหน เพียงเพื่อมุ่งหวังได้ครอบครองลิ้มรสความสุขแท้จริงจากการชนะบ้างเท่านั้น…
เหนือความคาดหมาย ลึกซึ้งกว่าจะเข้าใจ ตามทันเล่ห์คนบางคนถ่องแท้ ทั้งบุราณวางใจเกินกว่าจะเชื่อว่าแท้จริงหทัยชนกบอกระบายทุกเรื่องของเธอให้สุมาลีรับรู้โดยไม่มีความลับโดยเฉพาะเรื่องความรัก…สุมาลีก็รักลูกเกินกว่าจะทนเห็นความพลาดหวังเจ็บช้ำเช่นเธอพบพานได้
ดังนั้น ในเมื่อลูกสาวรักบุราณ…ทั้งเขางดงามพร้อม จึงมีความเห็นดีงามเต็มใจจะสนับสนุนอย่างยิ่ง
เย็นใจไม่ได้หรอก เมื่อบุราณเคยผูกพันกับกมลาลึกซึ้งมาก่อนทั้งเขาพาตนเองเข้าไปดูแลใกล้ชิดกมลาเพื่อทดแทนคุณความโอบอ้อมอารีของอีกฝ่ายด้วยแล้ว หากการใกล้ชิด การเห็นอกเห็นใจอันเกิดจากการได้รับรู้ร่วมแบ่งปันความรู้สึกเจ็บปวดจากการรัก ห่วงอาทรคน ๆ เดียวกันเปลี่ยนรูปเป็นความรักเล่า ! อันตรายเกินกว่าจะนิ่งนอนใจ
คนคุมเกมควรเป็นผู้กล้ารุกเดินหมากตัวแรกซึ่งผ่านการวางแผนเรียบร้อยก่อนต่างหาก
บุราณนั่งลงบนเก้าอี้นอกระเบียงเบื้องหน้าเห็นเงามืดจากไร่กว้างขวางกับเหลี่ยมเขาใหญ่โตใต้ผืนผ้าสีกำมะหยี่ประกอบด้วยดวงดาวนับหมื่นแสนกับเสี้ยวจันทร์สาดแสงสีเงินอบอุ่น…
ทว่ายามนั้นบุราณกำลังร้อนจัดห่วงกังวลต่อความรู้สึกของธารชีวาเหลือเกิน ในเมื่อเขาไม่ค่อยแน่ใจนัก ธารชีวาพร้อมจะเผชิญหน้าพี่น้องของเธอแล้วหรือ เหมือนยังมีบางอย่างค้างคาใจจนถอยหลังหนีซึ่งสาเหตุนั้นบุราณยังค้นใจเธอไม่พบ
"พี่บี๋รังเกียจไม่อยากต้อนรับลูกนกหรือเปล่าคะ ความจริงแล้วลูกนกมาที่นี่ก็ดีนะคะ อยากทำความรู้จักชีวิตอีกมุมหนึ่งของคนที่นี่ บางทีลูกนึกก็นึกอยากมีพี่น้องปรองดองเหมือนคนอื่นมีบ้าง"
เป็นเหตุผลที่หทัยชนกฉลาดจะพลิกขึ้นอ้างให้อาการลังเลของบุราณคลายลง…
แม้บุราณจะเติบโตจากซีกโลกตะวันตก หากสังคมเมืองหนาวก็ไม่เคยทำให้เขาลืมวัฒนธรรมของบ้านเมืองตน ลำพังเขาไม่เสียหายอื่นใดเท่าฝ่ายหญิง ทั้งหทัยชนกมีศักดิ์เป็นน้อง พ่อแม่สองฝ่ายต่างให้ความนับถือกัน…ก็ไม่อยากให้มิตรภาพต้องแตกรอยเพราะมลทินจากคำครหา ถ้อยคำแปดเปื้อนจากปากคน
"ลูกนกต้องใช้ความพยายามมากมายแค่ไหนพี่บี๋คงไม่รู้หรอก เพื่อจะมองข้ามสิ่งที่เราหมิ่นชัง แล้วมอบโอกาสให้ได้เรียนรู้…อย่างน้อย…ลูกนกก็ไม่เคยถูกเลี้ยงดูมาเพื่อจะเป็นพี่น้องกับเด็กคนนั้น…"
ใครว่า…หทัยชนกไม่ได้มาเพื่อให้โอกาสใครนอกจากสร้างโอกาสแก่ตนเอง คนเราแพ้มามากเมื่อจนมุมก็สู้ยิบตากระทำได้ทุกวิถีทางเหมือนกัน…
"ต๊าย…ตกแต่งห้องได้น่ารักนะคะ บนผนังห้องมีหน้ากากแปลก ๆ แขวนไว้เต็มไปหมด รวมทั้งหมวกสานใบนั้นเขียนลายหญิงสาวในเครื่องแต่งกายโบราณถือพานดอกไม้อยู่ในสวนลงสีเขียนลายเสียน่ารักเชียว…"
"คุณปัทม์…เธอคงตกแต่งตามรสนิยมของเธอเอง…"
"คุณปัทม์ ?"
"อาของธารชีวา"
ใบหน้าสวยเพิ่งยิ้มอยู่แท้ ๆ กลับสะดุดจนปรับเปลี่ยนแทบไม่ทัน…
ริมฝีปากสีแดงกุหลาบเม้มสนิท ตวัดสายตาเมินจากข้าวของตกแต่งบ้าน เลิกสนใจไปเลยทันที…สรุปว่าหทัยชนกรังเกียจทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธารชีวาซีนะ…
"ลูกนก…ก่อนอื่นเราต้องมาตกลงกันก่อนนะ ลูกนกต้องอยู่แต่ในบริเวณที่พี่กำหนดไว้เท่านั้น เราจะไปเดินเพ่นพ่านในไร่ไม่ได้"
บุราณเสริมต่ออีกนิดเมื่อสีหน้าเธอไม่สู้ดีนัก
"นอกจาก…มีพี่พาไป"
"ทำไมคะ…คนที่นี่เขาใจจืดใจดำขนาดญาติพี่บี๋ก็มาพักค้างไม่ได้หรือคะ…ที่นี่เป็นที่ทำงานหรือว่าคุกกันแน่"
"ที่ไหน ๆ เขาก็มีกฎระเบียบของเขาทั้งนั้นละ เราอยู่บ้านเขาก็ต้องเคารพกฎเกณฑ์ของบ้าน…ถ้าลูกนกแน่ใจว่าต้องการมาเพื่อทำความรู้จักอีกฝ่าย ลูกนกก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่พี่บอกได้"
"เจ้าค่ะ"
เธอย่อกายลงเล็กน้อย
"เพื่อพี่บี๋…ลูกนกทำได้ทุกอย่างค่ะ"

ในห้องสำนักงานมีบอร์ดขึ้นข้อมูลเกี่ยวกับระดับธาตุอาหารต่าง ๆ ในใบองุ่น ก้าน ต้น เป็นตารางอย่างละเอียดเพื่อให้ความรู้เตือนความจำคนทำงาน…ตลอดจนภาพแสดงอาการของโรคระยะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับองุ่น
ยามที่บุราณก้าวเข้ามาในสำนักงานพลางถอดหมวกออกโบกไล่ความร้อนให้คลายลงบ้าง ธารชีวากำลังยืนอ่านรายละเอียดต่าง ๆ ที่ผนังเพลิดเพลิน
"วันนี้ไม่เข้าไปในไร่หรือครับ"
"ขี้เกียจค่ะ…"
เสียงหัวเราะของเขาทำให้เธอต้องหันขวับ
"เบื่อซะแล้วหรือ…"
"เปล่าค่ะ เพียงแต่วันนี้จะมีทัวร์มาลงที่ไร่ หวาจะเป็นคนนำทัวร์ชมไร่ พร้อมเป็นคนให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นต่างหากคะ พี่บุราณคงมัววุ่นวายกับธุระส่วนตัวจนลืมไปแล้วกระมัง"
ชายหนุ่มหรี่ตานิดหนึ่งเมื่อจับกระแสผิดปกติจากถ้อยคำเหน็บแหนมราวคนปากจัดของเธอได้…
"พี่บุราณคงมัววุ่นวายกับธุระส่วนตัวจนลืมไปแล้วกระมัง" แม้ธารชีวาจะไม่ใคร่ชอบทำร้ายใครด้วยคมวาจาก็ตามแต่บางคราวที่โกรธ หงุดหงิดและบริหารอารมณ์ตนไม่ได้ก็หลุดเหมือนกัน…
ดังนั้นก่อนเธอจะก้าวหนีเข้าห้องทำงานของเธอเหมือนที่มักหนีเขาบ่อย ๆ ยามมีปากเสียงขัดแย้ง ยามงอนใส่ เขาจึงคว้าข้อมือเธอไว้ก่อนแล้วเป็นฝ่ายดึงเธอหลบเข้ามาในห้องทำงานเขาเสียเอง
ร่างบางในชุดกางเกงยีนส์ตัวเดิมที่มักใส่เข้าทำงานในไร่กับเสื้อยืดแขนยาวคอวี…สีม่วงอมแดงขับให้ผิวละเอียดแดงตามหรือเป็นเพราะอาการโกรธกันแน่ เขากดบ่าเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน ตัวเองก็ก้าวไปนั่งอีกฝั่งตรงข้าม มีโต๊ะทำงานกว้างไม่ถึงเมตรกั้นไว้
"ถ้าอย่างนั้น…หวาก็คงลืมเหมือนกัน เราสองคนต่างหากมีหน้าที่ดูแลลูกทัวร์กลุ่มนั้นด้วยกัน คุณปัทม์ยังไม่ยอมปล่อยให้หวาบินเดี่ยวคนเดียว…อย่าลืมว่าครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวเป็นชาวต่างชาติ…ภาษาอังกฤษของหวา…ก็พูดได้แค่…ไอ วอนท์ เวจเจ็ททะเบิล…"
เขาล้อเธอถึงโฆษณาโทรศัพท์ยี่ห้อหนึ่งของครูเคทซึ่งกำลังดังทั่วบ้านเมือง…กริยาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โบกหมวกไปมาทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องก็ทำงานปกติดี…บวกสายตาหวานทอดมองเธอไม่วายวาง สรุปได้แค่ "น่าหมั่นไส้"
"เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลยนะ พี่มีเรื่องให้ต้องคิดมากมายเหลือเกิน"
เขาเลิกคิ้วนิดหนึ่ง หยั่งเชิงท่าทีตอบรับของฝ่ายที่นั่งหลังตรงแม้จะวางหน้าราบเรียบเฉยเมยกึ่งปฏิเสธการรับรู้เรื่อง"แขก" คนเมื่อวานของเขาสิ้นเชิงพร้อมทั้งข่าวลือเรื่องผู้หญิงของเขามาหาและพักค้างอยู่ที่บ้านไม่ว่าจะเดินไปทางไหนต้องได้ยินจนหน้าและใจร้อนวูบวาบไมปหมดราวตนเองกำลังจะจับไข้เหตุนั้นแสงวิบวับริกรื่นเต็มหน่วยตาจึงไม่อาจปกปิดถึงอาการแง่งอนได้…
"ไม่สนใจจะถามหรือ ใครมาหาพี่เมื่อวานนี้"
"คะ…" เกือบสำลักคำพูด ก็ใครจะคาดว่าบุราณจะโพล่งคำถามเหมือนอ่านใจเธอออก จนจัดสีหน้าไม่ถูก
"หทัยชนก" เขาตอบ
"เธอมาทำไมคะ…ถ้า…"
บุราณขยับเล็กน้อยก็คว้ามือบางมาครอบครองมั่น
"บางทีหวาควรใจกว้างให้โอกาสหทัยชนกได้ค้นพบรายละเอียดเกี่ยวกับหวาและแม่บ้าง…เขามีสิทธิจะรู้จักเราบ้างมิใช่หรือ อย่างน้อย…การได้เผชิญหน้า การได้รู้จักกันอย่างจริงจังอาจช่วยให้บาดแผลของหวาและลูกนกได้รับการรักษาเสียที"
"บาดแผล ?…หวาไม่ได้มีบาดแผลที่ตรงไหน หวาสบายดีค่ะ หวายืนยัน"
เธอแย้งชนิด "คอเป็นเอ็น" ทั้งพยายามชักมือออกจากการกุมของเขาหากไม่เป็นผล ยิ่งดื้อบุราณยิ่งครอบครองแน่นหนา…
"เอาละ ไม่มีบาดแผล ไม่ได้บาดเจ็บก็ได้…พี่แค่มองผิด…อืมม์…แต่หวาควรได้รับรู้ไว้นะ หลังจากหวาคืนสร้อยไข่มุกชุดนั้นให้คุณอาชัชวาลแล้ว ท่านเสียใจมากจนล้มเจ็บ…เรื่องนี้คงไม่เคยมีใครเล่าให้หวาได้รู้…"
บุราณเชื่อมั่น ธารชีวาแค่ "แข็ง" นอก แต่ "อ่อน" ข้างใน ซึ่งเขามั่นใจยิ่งขึ้นจากสีหน้าเผือดราวสำนึกผิดก่อนเจ้าตัวจะซุกซ่อนไว้ด้วยกริยาแข็ง…เหมือนเปลือก
"หวาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นละคะ…เพราะสิ่งที่หวารู้มาตลอดคือ หวาอ่อนหัดไม่ทันเกมผู้ใหญ่หรอก พี่บุราณคะขอบคุณที่อุตส่าห์พยายามสร้างภาพช่วยให้หวารู้สึกยอมรับคุณพ่อเล็กมากขึ้น…แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อคุณพ่อเล็กก้าวเข้ามาหาหวาก็เพราะผลประโยชน์ของท่านเอง คนบินสูงประสบความสำเร็จทุกอย่างในชีวิตก็ไม่อยากพังเพียงเพราะ…การทอดทิ้งลูกคนหนึ่งอย่างหวาหรอกค่ะ ถ้าพี่บุราณมีโอกาสได้พบท่าน กรุณาเรียนท่านด้วยว่า หวาใช้นามสกุลแม่…หวาจะไม่แสดงตัวว่าเป็นลูก ใคร ๆ เขาก็จะไม่รู้ หวาจะไม่อวดอ้าง ไม่กระทำอะไรกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของคุณพ่อเล็กเป็นอันขาด…ไม่จำเป็นต้องส่งใคร ๆ จากบ้านของท่านมาอีก…"
คุณพระ !
นี่หรอกหรือคือเหตุผลให้ประตูแห่งความโหยหาความรักของพ่อบานนั้นปิดสนิท โธ่…ธารชีวา ใครหนอฝังความคิด ความเข้าใจผิดไว้ในหัวใจเธอ…
"หวาเอาความคิดพวกนี้มาจากไหน…โอย…พี่ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคุณอากมลากับคุณปัทม์สอนให้หวาเชื่ออย่างนั้น"
ธารชีวาสะบัดมือจนหลุด…ลุกจากเก้าอี้พร้อมบุราณ…
"แม่กับน้าปัทม์ไม่เคยสอนหรอกค่ะ…จะต้องให้หวาฟ้องเหมือนเด็ก ๆ ช่างฟ้องไหมคะ ว่าใครกันทำให้หวาคิดแบบนั้น…ใครกันคอยประนามหวากับแม่เสีย ๆ หาย ๆ เราไม่เคยเป็นมือที่สามของใคร…แต่ทำไมเขาจึงพยายามสร้างภาพนั้นให้เรานักหนา คนอย่างแม่ ผู้หญิงคนที่นอนเจ็บ ขยับเขยื้อน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้คนนี้หรือคะ มือที่สาม คนเจ้าเล่ห์ มารยาสาไถย…"
ธารชีวาหมุนตัวก้าวฉับ ๆ จนถึงประตูห้องก็เหลียวกับมากล่าวเป็นงานเป็นการ จริงจัง
"กรุณาอย่าผลักดันหวาให้ต้องเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางการไม่ยอมรับของใครเลยนะคะ สถานที่นั้นคงเจ็บปวดเกินกว่าหวาจะทนได้…อ้อ…ถ้าหทัยชนกมาที่นี่ในฐานะแขกของพี่บุราณ…ทุกคนที่นี่ก็ยินดีต้อนรับเธอค่ะ…เพราะอย่างไร…แม่สอนหวาเสมอว่าเธอเป็นน้อง…แค่นี้…หวาใจกว้างจนเป็นที่พอใจของทุกฝ่ายแล้วนะคะ…แล้วพบกันที่เรือนธารชีวา…เราสองคนมีงานต้องทำด้วยกันยังจำได้นะคะ"
เกิดอาการปากหนักพูดไม่ออกเพราะไม่คาดว่าธารชีวาจะพรั่งพรูอย่างอัดอั้นจนเธอต้องกล่าวเหน็บเขาอีกรอบหนึ่ง
"ขอโทษ…หวาคงไม่ได้พูดอะไรยืดยาวจนทำให้พี่บุราณสติแตกหรอกนะคะ…"