ธารชีวา ตอนที่ 23

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

"สวัสดีธารชีวา"
หทัยชนกอยู่ในชุดกระโปรงตัดเย็บหรูหรามาดเหมือนนางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารไม่มีผิดกำลังก้าวห่างจากรถสปอร์ตตรงมาหาร่างสูงไร่เรี่ยกันซึ่งหยุดอยู่หน้าบันไดทางขึ้นเรือนธารชีวา…
ร่างกายสาวน้อยวัยเดียวกันตรงหน้าเต็มด้วยเหงื่อชิ้นแผ่นหลังและรอบไรผมหยักศกที่เจ้าตัวรอบไว้ด้วยยางเป็นพวง
ความจริงหทัยชนกรอคอยโอกาสนี้มาเกือบทั้งวัน โอกาสที่บุราณไม่อยู่ มีแค่ธารชีวาลำพังให้เธอพบพูดคุยด้วยเป็นการส่วนตัว โอกาสที่จะเอาคืน แก้แค้น ทำร้ายอีกฝ่ายให้แตกย่อยยับโดยไม่สนใจความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องซึ่งควรจะมี…
"เธอดูคล้ำมากขึ้นนะ…ผู้หญิงผิวคล้ำ ผมหยักศก…ฝรั่งชอบ…มิน่าเมื่อกลางวันฝรั่งผมทองคนนั้นถึงได้มองเธอตาเป็นมัน…"
"เธอพูดธุระของเธอมาดีกว่าหทัยชนก"
ไม่เคยต้องอดทนมากมายเท่าการเผชิญหน้ากับแม่ลูกผู้ถอดแบบนิสัยใจคอเดียวกัน…คอยแต่จะกรีดคมมือลงบนเนื้อหนังเธอจนเกิดบาดแผลรักษาไม่เคยหายสักรอยหนึ่ง
"ฉันอยากให้เธอเลี้ยงน้ำองุ่นสักแก้วไม่ได้เชียวหรือไง…"
ธารชีวาถอนใจเฮือก หลีกทางให้หทัยชนกไต่ขึ้นบันไดสู่ชั้นบนของเรือนธารชีวาไปก่อน เลือกที่นั่งชิดติดแนวไม้ที่กั้นขึ้นมาไว้สูงระดับเอวชื่นชมอาณาจักรของไร่ได้ทั่ว…
ความจริงเวลานั้นเรือนธารชีวาปิดแล้วจึงไม่มีลูกค้าอื่น ๆ เหลืออยู่แค่ลูกจ้างสองคนช่วยกันเก็บข้าวของ ทำความสะอาดสถานที่
"ตอนนี้ฉันพักอยู่กับพี่บี๋ที่บ้านพักกลางหุบเขา…สวยดีนะ…มิน่าพี่บี๋ชวนให้ฉันมาที่นี่หลายครั้งแล้ว…พอได้มาก็ติดใจ เพราะบรรยากาศโรแมนติกอย่างนี้นี่เอง…"
น้ำองุ่นเย็นจัดรินใส่แก้วใสทรงสูงมาเสริฟให้ก่อนลูกจ้างจะเลี่ยงออกไปเก็บงานตามปกติ…
ธารชีวานั่งนิ่งเป็นฝ่ายปล่อยให้หทัยชนกพูดจาเรื่อยเจื้อยไร้สาระ ก็อยากรู้เจตนาของเธอเหมือนกัน จะมาไม้ไหนกันแน่…
ในเมื่อธารชีวาหาได้ล้ำเส้นเข้าไปในชีวิตใครอีกแล้ว…ถอยห่างจากครอบครัวอบอุ่นเพียบพร้อมของคุณพ่อเล็กมาไกล "บ้าน" โน้นยังต้องการอะไรจากเธออีกหรือ ?
"ไหน ๆ เราก็มาพบกันแล้วนี่นา…ฉันอยากเชิญเธอกับแม่ไปงานแต่งงานของฉัน"
ธารชีวารู้สึกเกลียดรอยยิ้มของหทัยชนกเหลือเกิน รอยยิ้มพิมพ์เดียวกับสุมาลีที่สามารถเชือดเฉือนผู้อื่นให้ดิ้นตายอย่างเลือดเย็นไร้ความเมตตา…
"ยินดีด้วยค่ะ"
"เธอจะไม่อยากรู้สักหน่อยหรือไง ว่าเจ้าบ่าวของฉันเป็นใคร"
"ฉันคงไม่มีโอกาสได้รู้จักหรอก ต้องขอโทษที่แม่และฉัน คงไปงานแต่งของเธอไม่ได้…เราสองคนแม่ลูกไม่ต้องการล้ำเส้นใคร"
ธารชีวายังจำความหมาย "ล้ำเส้น" ของสุมาลีได้ชัดเจน
"แต่เธอรู้จัก…พี่บี๋ยังไง…อ้อ…เขายังไม่ได้บอกเธอหรอกหรือ ฉันกับเขาเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน…เรามีโครงการจะแต่งงานกันเร็ว ๆ นี้…"
ยามนั้นธารชีวาไม่แน่ใจนัก รอยยิ้มของเธอเจือความเจ็บปวดเหมือนที่"ใจ" กำลังออกฤทธิ์หรือไม่ หากอาการนิ่งเฉยราวไม่สะทกสะท้านสักนิดหนึ่งทำให้หทัยชนกเสียหน้า…ในเมื่อเธอจ้วงดาบคมกริบฟาดฟันเต็มแรง ทำไมคู่ต่อสู้ของเธอจึงยังนิ่งเฉยดุจอาวุธเธอตีรันฟันแทงไม่เข้า…
"ธุระเธอมีแค่นี้ใช่ไหม ฉันจะได้ขอตัว"
"เดี๋ยว"
ธารชีวาลุกค้าง…ยังไม่ทันได้ขยับฝีเท้าไปทางไหน หทัยชนกก็ลุกขึ้น ก้าวเข้ามายืนเผชิญหน้า หากชัชวาลได้เห็นเหตุการณ์เพลานี้ หัวใจคนเป็นพ่อคงแตกยับเมื่อลูกทั้งสองกลายเป็นศัตรูรบรากันให้ตายดับไปข้างหนึ่ง หาใช่พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันไม่
"ฉันจะไม่ยอมให้เธอแย่งเขาไปได้ เหมือนที่แม่ของเธอเคยแย่ง…พ่อไปจากเรา"
"ถ้าเขาหมั้นกับเธอแล้วจริง…คงไม่มีใครแย่งเขาไปจากเธอได้หรอก เว้นเสียแต่เธอต่างหากวิ่งไล่ตามเขาเหมือนแมวไล่จับหนู"
ธารชีวาเหลือบมองพนักงานสองคนในร้านทำตัวเป็นกองหนุนแทบกระโดดกรี๊ดสะใจเมื่อได้ยินเจ้านายสาวตอบโต้เสียจนฝ่ายมาระรานกระเจิง…
"ว่าได้หรือ…เธอมันเลือดแม่เต็มตัว…ในเมื่อแม่เธอเคยลงมือแย่งผู้ชายคนอื่นมาแล้ว มีหรือลูกสาวจะไม่เดินตามรอยเท้าบ้าง…ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นนักหรอก"
"เธอเข้าใจผิดหรือเปล่าหทัยชนก…"
ธารชีวาเม้มริมฝีปากนิดหนึ่งข่มอาการโกรธจนปากสั่นไว้แทบไม่ไหว
คนควบคุมอารมณ์ตนได้ดีกว่าต่างหากควรเป็นฝ่ายชนะ…ทั้งที่ธารชีวาไม่เคยคิดจะชนะในเกมนี้ ไม่คิดใช้วาจาจาบจ้วงทำร้ายผู้อื่น ทว่าบางครั้งเมื่อถูกบีบคั้นมากเข้าก็ต้องสู้…เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของแม่ที่เธอเทอดทูนนักหนา แม่ผู้งดงามผุดผ่องเกินกว่าจะถูกป้ายสี…
"ทั้งหมดคือตัวเธอเองต่างหาก…เท่าที่ฉันรู้ แม่ซีเป็นฝ่ายก้าวออกมาจากชีวิตคุณพ่อเล็กเพื่อหลีกทางให้ลูกหลงอย่างเธอได้รับการรับรอง ได้มีพ่อ มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ลองกลับไปถามแม่ของเธออีกครั้ง ท่านเล่าความจริงบางตอนตกหล่นไปหรือเปล่า…"
เพี๊ยะ !…
เสี้ยวหน้าข้างที่ถูกตบฉาดด้วยฝ่ามือเล็กเป็นปื้นแดงจัด…แสบ ชาดิก…
ธารชีวายกมือขึ้นแตะเพียงเบา ๆ ภาพที่เห็นคือดวงหน้าโกรธจัดของลูกสาวคนหนึ่งซึ่งอดทนต่อการถูกกล่าวหาร้ายกาจต่อบุพการีไม่ได้
ความจริงหากหทัยชนกจะเฉลียวใจเพียงหยุดสำรวจความรู้สึกในใจตนเองบ้าง ก็คงเข้าใจหัวอกของธารชีวาถ่องแท้ดุจอกเดียวกัน…
ใครบ้างเล่าอดทนให้ผู้อื่นด่ากราด เหยียดหยามดูแคลนบุคคลที่ตนรักเคารพได้บ้าง…ในเมื่อหทัยชนกยังทนไม่ได้ ทำไมธารชีวาต้องทนได้เล่า…
"ว๊าย…คุณหวา"
เสียงพนักงานในร้านร้องเป็นเสียงเดียวกันเมื่อนายถูกตบโดยไม่ได้มีการต่อสู้หรือตอบโต้ทำร้ายอีกฝ่ายอาจเพราะสายเลือดครึ่งหนึ่งของพ่อผสมรวมในกายผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงคนที่แม่บอกแก่เธอว่าเป็น"น้อง" ทั้งที่
"น้อง" หาได้ยอมรับ "พี่" ไม่…
"เอาเป็นว่า…หนึ่งตบนี่…เป็นการชดใช้เธอละกัน อะไรก็ตามที่ฉันติดค้างเธอจะได้หมดสิ้นเสียที…และขอให้เธอรู้ไว้ ฉันไม่ได้รักผู้ชายของเธอ…วางใจได้…เธอจะได้ครอบครองเขา โดยไม่ต้องกังวลว่าฉันจะแย่ง…เพราะเลือดในกายของแม่ฉันครึ่งหนึ่งสะอาดพอจะไม่เป็นฝ่ายแย่งผู้ชายกับใคร…และถ้าเธอสามารถ…ช่วยพาเขากลับไปทีเถอะ"
"เกิดอะไรขึ้นหวา"
เจ้าของคำถามร้อนรนโผล่พ้นบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นมาพร้อมกับแก้วน้ำองุ่นบนโต๊ะถูกยกขึ้นเทพรวดลงบนเสื้อผ้าของหทัยชนกจนเปียกเลอะเทอะไปหมดท่ามกลางอาการตกตะลึง คาดไม่ถึง ตามไม่ทันเกมมายา
ธารชีวาหยุดชะงักนิดหนึ่งบริเวณบันไดทางลง เหยียดยิ้มกึ่งสมเพช
เหมือนในละครน้ำเน่าไม่มีผิด นางอิจฉาเทน้ำหวานลงบนตัวเองเพื่อให้พระเอกเข้าใจผิด ธารชีวาไม่คิดว่าชีวิตเธอจะเน่าสนิทได้เพียงนั้น จึงกล่าวน้ำเสียงกลั้วหัวเราะดุจเย้ยหยันออกไป
"ถามผู้หญิงคู่หมั้นหมายของพี่บุราณเองซีคะ"
พนักงานสองคนรีบเก็บข้าวของให้เรียบร้อยแล้วเดินตัวลีบออกไปจากสถานที่นั้นทันที
บุราณก้าวเชื่องช้า คล้ายยังไม่หายมึนงงจากเหตุการณ์ที่ได้พบ…เขาได้ยินเสียงพูดคุยแว่ว ๆ ข้างบนเรือน เห็นรถสองคันของสองพี่น้องร่วมบิดาจอดอยู่ด้านหน้าเรือนธารชีวาก็อดระแวงไม่ได้ เมื่อตามขึ้นมาพบหทัยชนกเลอะเทอะไปทั้งตัว กำลังยืนร้องไห้กระซิก ขณะที่ธารชีวาแทบจะเดินชนไหล่เขาสวนทางจากไปโดยไม่อธิบายอะไรมากความ…
"ลูกนกพูดกับเขาดี ๆ นะคะ…ไม่เห็นจะต้องโกรธมากมายจนต้องเทน้ำองุ่นใส่ลูกนกด้วย พี่บี๋คะ กลับบ้านเราเถอะนะคะ คนที่นี่ร้ายกาจเหมือนแม่มด ลูกนกไม่อยากให้พี่บี๋อยู่ไร่บ้า ๆ นี่เลย การได้ใกล้ชิดพวกร้อยเล่ห์ เจ้ามารยาสาไถยอันตรายที่สุด ลูกนกกลัวพี่บี๋จะติดบ่วงเล่ห์พวกมัน"
"มันเกิดอะไรขึ้น…"
เมื่อถูกคาดคั้นถาม หทัยชนกก็ถาเข้ากอดชายหนุ่มไว้แน่น ร้องไห้เสียงดังหนักขึ้น
"ธารชีวาด่าคุณแม่ลูกนกค่ะ"

รถจิ๊บกลางเก่ากลางใหม่คันที่ธารชีวาใช้ขับตะรอนไปทั่วไร่เบรคเอี๊ยดเคียงข้างรถของปัทม์ซึ่งเพิ่งกลับมาถึงไม่กี่นาทีก่อนหน้า
น้าชายก้าวออกมาจากรถยืนงงจัดเมื่อพบหลานสาวคนดีนั่งซบหน้าแนบพวงมาลัยรถนิ่งนาน มือสองข้างกำแน่นราวจะบีบพวงมาลัยรถให้แตกยับคามือ…
หรือไอ้ฝรั่งผมทองคนที่เขาได้ข่าวว่าเป็นหนึ่งในลูกทัวร์วันนี้ คนที่ปักหลักจีบหลานสาวของเขาออกนอกหน้า หวานและรุ่มร่ามเสียจนคนงานในไร่มองออกซุบซิบกันให้แซดเป็นสาเหตุให้ธารชีวาต้องหมองไหม้อย่างไม่เคยเป็นมานานนักหนา…
"หวา"
เสียงเคาะประตูรถเบา ๆ ห่าง ๆ บวกกับน้ำเสียงทุกข์ร้อนของน้าชายผู้ห่วงใยเธอราวเป็นพ่อผู้พร้อมจะกางอ้อมแขนแข็งแรงคุ้มภัย ปลุกตื่น…
ธารชีวา…ไม่เก่งเลย !
จะร้องไห้ดุจยอมแพ้ง่าย ๆ …กลายเป็นคนอ่อนแอไปได้
ไหนเคยให้สัญญากับตนเองจะเก่ง จะเข้มแข็ง และดูแลตัวเองได้ยังไงเล่า ?
ตบฉาดนั้นไม่ได้ทำให้เธอเจ็บนักหนามิใช่หรือ ?
ทว่า ตอบตนเองได้หรือไม่ น้ำตาท่วมใจข้างในไหลบ่ามาจากไหนนักหนอ…
หญิงสาวเม้มริมฝีปากนิดหนึ่ง เสยผมยุ่ง ๆ ให้เข้าที่ทางก่อนผลักประตูรถกระโดดลงมายืนเคียงข้างน้าชาย เกาะแขนแข็งแรงไว้ด้วยมือเยียบเย็นจนปัทม์ต้องนิ่วหน้า คิ้วขมวด
ปกปิดซุกซ่อนเท่าไรคงไม่สำเร็จ เมื่อปัทม์สงสัยเป็นต้องหาคำตอบจนพบ
ดังนั้น ธารชีวาจึงเกลื่อนด้วยการหัวเราะเสียงใส พร้อมก้มหน้าซ่อนรอยแดงบนผิวแก้มซึ่งยังคงเป็นปื้นไม่จาง…
"ใครทำ ?"
น้ำเสียงเหี้ยมลอดฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ แม้ไม่ดังมากทว่าเธอรับรู้ถึงความเข้มของน้ำเสียงและอารมณ์โกรธจัด สีหน้าน้าชายดุดันเหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็กแล้วธารชีวาถูกรังแก น้าชายโกรธจนต้องออกไปบู้กับคู่กรณีให้…จึงเป็นที่รับรู้กันถ้วนทั่วว่าแม้ธารชีวาจะเป็นลูกไม่มีพ่อ มีแต่แม่ขี้โรคใครจะฉวยโอกาสรังแกไม่ได้ทั้งนั้น
"น้าปัทม์คะ…หวาเดินชนเสาค่ะ"
เธอแก้ต่าง…ก่อนหัวเราะเฝื่อน ๆ มีหนทางเดียวจะแก้ไข คลี่คลายความสงสัยของน้าชายได้ คือ การใช้ความซุ่มซ่ามของเธอขึ้นอ้าง
"แหม…เจ็บจะแย่อยู่แล้ว…ดูซีคะ น้าปัทม์ทำยังกะจะไปโค่นเสาต้นนั้นให้หวายังงั้นละ…โค่นไม่ได้นะคะ ไม่อย่างนั้นค้างองุ่นแปลงซี…พังแน่"
ขอบคุณสมอง !
ขอบคุณเสาต้นนั้นถูกอ้างขึ้นเป็นแพะเพื่อให้อาการโกรธผ่อนคลายลง
หญิงสาวก้าวเข้าประชิด เกาะแขนน้าชายไว้ด้วยมือสองข้างแน่น เลือกใช้กริยาเหมือนแมวขี้อ้อน ประจบประแจงให้รอยขุ่นคาใจน้าปัทม์หักเททิศทาง…
"จะหัวเราะเยาะความซุ่มซ่ามของหวาก็ได้นะคะ หวาไม่โกรธหรอก…"
น้าปัทม์จ๋า…หวาขอโทษที่โกหก…
หวาแค่ไม่ต้องการให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต…ตบฉาดเดียว หวาชดใช้คืนเขาแล้ว ก็ภาวนาให้เขาเลิกวุ่นวายกับบ้านเราสักที…
ปัทม์ถอนหายใจพรวด…หนักหน่วง ก่อนขยี้ผมยุ่ง ๆ ด้วยกริยาอ่อนโยนปลอบขวัญมากมาย เข้าอกเข้าใจ ช่วงแขนแข็งแรงจึงเลื่อนลงมาโอบไหล่หลานรักไว้ ขณะพากันเดินเคียงเข้าบ้านโดยไม่มีคำพูดอื่นใดสักคำเดียว…
ธารชีวาหลงลืมไปกระมัง ยามโกรธจัดหรือมีเรื่องต้องคิดปัทม์มักจะนิ่งเงียบเสมอ…
หลงลืมไปว่า เธอเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูเอาใจใส่ของน้าชาย ฉะนั้น น้าปัทม์เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งรู้จักเธอดี…