ธารชีวา ตอนที่ 24

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

เสียงรถเบรคดังลั่นจอดจ่อเกือบชิดกับบันไดสามขั้นของเรือนพัก ความจริงเมื่อแรกพบสาเหตุของผื่นแดงบนผิวหน้าหลานสาวปัทม์ยอมรับว่าโกรธจนลมออกหู ดูเถอะกว่ายี่สิบปีเขาเคยลงไม้ลงมือกับเธอสักครั้งไม่แล้วผู้หญิงคนนั้นถือสิทธิอะไรมารุกรานรังแกธารชีวาเล่า !
แทบไม่ต้องสืบค้นความจริงจากผู้ใด วันรุ่งขึ้นเหตุการณ์ที่เรือนธารชีวาก็กระฉ่อนทั่วไร่ เรื่องทะเลาะเบาะแว้งแพร่กระจายเร็วไวเสมอ…จากเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งบางคราวถูกเสริมแต่งเสียจนผิดเพี้ยนจากต้นตอปานปลาย กระนั้นปัทม์ไม่ได้คาใจกับเรื่องราวปรุงรสมากมายกว่า…ผู้หญิงคนนั้นตบหน้าธารชีวา !
ถ้าหากระยะทางจากเรือนธารชีวาถึงบ้านพักกลางไร่ที่พักของบุราณไม่ไกลเป็นกิโล ปัทม์อาจยังเดือดดาลไม่สามารถสงบอารมณ์ให้นิ่งอยู่ในอกได้เหมือนนาทีนี้ซึ่งนั่งหลังตรงอยู่หลังพวงมาลัยรถทอดสายตามองร่างสูงโปร่งเจ้าของผมยาวเหยียดตรงถึงกลางหลังในชุดกางเกงยีนส์ขาสี่ส่วน เสื้อยืดคอกลมตัวเล็กเข้ารูปสีแดงเลือดนกสีเดียวกับริมฝีปากอิ่ม วิ่งออกมาหยุดงงแค่ระเบียง สีหน้ายิ้มดีใจชัดเจนจางเหลือเพียงหัวคิ้วโก่งจนแทบเกยกัน
ท่าทางการเกาะระเบียงมองยังเขาดุจคนเชื่อมั่นในตนเองสูง และไม่กลัวใคร รูปหน้าสวยประกอบด้วยเครื่องเครางดงามหมดจด หากแสงวับวาวจากดวงตาคู่ซึ่งปรายมองอย่างเย่อหยิ่ง และร้ายกาจนัก…
เด็กสาวผู้นี้หรือ…เจ้าของนาม"หทัยชนก" เด็กสาวคนที่กมลาเคยเอ่ยถึงว่าคือดวงใจของผู้เป็นพ่อ…ลูกสาวบ้านโน้น…พินิจให้ละเอียดก็ละม้ายคล้ายทั้งพ่อแม่ ทว่าธารชีวาถอดพิมพ์แม่มาแทบทั้งหมดยกเว้นผิวพรรณเท่านั้นได้ทางพ่อ…
อย่างไรก็ตามปัทม์คงเอ็นดูเด็กสาวคนนี้สนิทใจถ้าหากเหตุการณ์เมื่อวานจะไม่เกิดขึ้น…แม้ภาพซึ่งฉายชัดแก่สายตาดูยียวนอวดดี หน้าหมั่นไส้เพียงไร ปัทม์ยังคงต้องควบคุมอารมณ์เดือดปุดเหมือนน้ำในกาให้อยู่เพียงในอกร้อนรุ่มเท่านั้น เขาไม่ต้องการเป็นคนพาล เป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก…
จริงซี…เด็กมากเหลือเกิน…
ทั้งเด็กทั้งเอาแต่ใจ
ปัทม์ถอนใจเฮือก เมื่อเหตุผลนั้นช่วยคลายความเครียดจัดในอกขมปี๋ให้เจือจางลงดุจใครสักคนช่วยรินธารทิพย์ลงในบ่อหัวใจให้รสชาติจากความขมขื่นเบาลงอย่างหน้าประหลาด เพียงเพราะเขามองเห็นความอ่อนเยาว์ อ่อนโลก ของหญิงสาว…ความเยาว์วัยเท่านั้นหรือ ทำให้ผู้หญิงคนนี้ประพฤติเหมือนคนไร้สติ หยาบคาย ไม่เคยคำนึงถึงจิตใจผู้อื่น นอกจากตนเอง
"ใคร ๆ ก็ตกใจกันทั้งนั้น เพราะไม่คิดว่าผู้หญิงของหัวหน้าบุราณจะตบคุณหวา…ยังไม่พอนะแกยังด่าคุณหวาเสีย ๆ หาย ๆ ก็…เรื่องแย่งผู้ชาย…พูดแล้วเหยียบไว้ล่ะ…เพราะว่าคุณกมลาคงเคยแย่งพ่อคุณหวามาก่อนละมั้ง…คุณหวาจึงได้ถูกปรามาสต้องเหมือนแม่…โอย…คุณกมลาเธอแสนดีเหลือเกินนะ ดูยังไงก็ไม่มีทางแย่งผู้ชายกับใครได้หรอก ลูกสาวเธอก็น่ารักไม่แพ้แม่…ให้ตายเถอะ ไม่อยากเชื่อเลย !"
วงนินทาแตกกระเจิงทันทีเมื่อใครคนหนึ่งในกลุ่มเหลือบเห็นปัทม์ก้าวตรงมาอาจเพราะอาการหน้าซีด ไม่กล้าสบตาเกรงกลัวจนเกือบลนลานของพนักงานระดับล่างทำให้ปัทม์ไม่คิดถือสาหาความ เขาจึงก้าวผ่านคนงานเหล่านั้นไปคุยกับหัวหน้าคนงานเหมือนไม่สะทกสะเทือนต่อคำนินทา…
เขาควรอภัยซีนะ…เหมือนที่ธารชีวาเป็นฝ่ายถูกกระทำแท้ ๆ ยังนิ่งเฉย พยายามปกปิดรักษาความจริงไว้ ยังอภัยได้แล้วเขาจะขุดคุ้ยอีกทำไมเล่า !
"คุณมาพบใคร"
น้ำเสียงห้วนจัดสีหน้าท่าทีไว้ตัวทำให้ปัทม์กระโดดลงจากรถทอดฝีเท้าช้า ๆ มาหยุดอยู่เหนือบันไดขั้นสุดท้ายเมื่ออีกประโยคตามติดมา
"ถ้าจะมาพบพี่บี๋ ไม่อยู่หรอก…เข้าไร่ไปแต่เช้า"
"คุณคงเป็นญาติของบุราณ…เขาบอกว่ามีญาติมาพักด้วย สวัสดีครับ ไร่ของเรา…ยินดีต้อนรับ"
คำ"ไร่ของเรา" แสดงความเป็นเจ้าของ ทั้งบุคลิกของคนเคยเป็น"นาย" คน เจ้าของสายตาคมเหมือนมีดยามทอดมองเธอนับนาทีก่อนเบือนไปยังทิศทางของกระเช้าดอกกล้วยไม้สีม่วงสีชมพูแดงราวสนอกสนใจนักหนา ดวงตานิ่ง ๆ ทำให้ใบครึ้มเคราทั้งดุและน่ายำเกรง…หทัยชนกรับรู้ในบัดดลว่าท่านเจ้าของไร่ตัวจริงยืนอยู่ต่อหน้า…เขาดูอายุน้อยกว่าตำแหน่งน้าชายของธารชีวาซึ่งเธอประเมินไว้เสียอีก…"พรรคพวก" เมียเก่าของพ่อ
"ยังขาดเหลืออะไรขอให้บอกนะ เพราะลองเจ้าของบ้านออกปากยินดีต้อนรับแล้วก็หมายถึงเราต้องเต็มที่กับแขกของเราเสมอครับ "
เพราะถ้อยสนทนาแฝงเลศนัยทำให้หทัยชนกร้อนวูบวาบ หรือความกระดากอายต่อสิ่งที่ได้กระทำจ้วงจาบหยาบคายกับธารชีวาเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง…คนมั่นใจในตนเอง ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางเช่นหทัยชนกไม่เคยเสียใจต่อการกระทำของตนสักครั้งหนึ่ง ทว่าทุกถ้อยคมคำแฝงการประชดประชันอยู่ในประโยคคล้ายเป็นมิตร รอยยิ้มแต้มบาง ๆ แถวหางตายามมองตรงไม่หลบดวงตาคู่ซึ่งยังยิ้มเย็นหากอะไรบางอย่างในนั้นบอกแก่หทัยชนกว่า…เขารับรู้พฤติกรรม"ร้ายกาจ" ของเธอ…แต่ไม่ถือสา !
เชอะ ! คนอย่างเธอลองความเกลียดชังได้หยั่งรากลึกแล้วยอมลงให้ยากเหมือนกัน
"บุราณเคยพาเข้าไปเยี่ยมชมไร่บ้างหรือยัง"
แม้จะไม่ลงท้าย "ครับ" หากการทอดน้ำเสียงให้ฟังสุภาพจนรู้สึกได้ ผิดกับใบหน้ายักษ์ยิ้ม
"เราไม่สนใจ…"
ปัทม์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง คงมีแต่"ดื้อ" จากคนที่แทนตนเองว่า "เรา" เท่านั้นที่เหมือนหลานสาวเขา
คนปากแข็งบอกไม่สนใจแต่มองปราดเดียวก็อ่านออกว่าคงกำลังเซ็งจัดเมื่อต้องติดแหงกอยู่บ้านคนเดียว ลักษณะของผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนประเภทยอมให้เก็บไว้ในขอบเขตอันจำกัดเสียด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่ไปดักพบก่อเรื่องราวถึงเรือนธารชีวา
"อืมม์…บังเอิญผมเป็นเจ้าของไร่ประเภทขี้โอ่ขี้อวดเสียด้วย…ผมอยากอวด…"
หทัยชนกเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่…คนบ้า…พูดจาตลกหน้าตาเฉย ทว่าหญิงสาวรีบปรามตนให้ระงับอารมณ์ ปั้นหน้าตึงต้องท่องไว้ "พวก" เมียเก่าพ่อเป็นฝ่ายตรงข้าม
ปัทม์นิ่งครู่หนึ่งคิดครุ่น…บางปมปัญหาอาจต้องช่วยคลายออกบ้างเมื่อโอกาสมาถึงแล้วเพราะนับวันปมนั้นยิ่งขมวดแน่นเสียจนยากจะแก้…
"ตามใจนะ…แต่…ก็เป็นสิทธิ์ของผมที่จะเสนอโอกาส และเป็นสิทธิของคุณที่จะรับหรือปฏิเสธก็ได้…เอาเป็นว่า…ถ้าคุณต้องการคำตอบสำหรับคำถามมากมายที่มี…คุณก็น่าจะตามผมมา…นอกเสียจากคุณจะขี้ขลาดซุกซ่อนร่างกายกันบอบบางอยู่แต่ในกระดองแข็ง…ถ้าผมเป็นคุณนะ ถูกท้าทายขนาดนี้ ผมคงต้องลุยให้แหลกกันไปข้างหนึ่ง…ผมมันคนประเภทอาจยอมเป็นผู้แพ้ได้ แต่ยอมถูกหัวเราะเยาะไม่ได้หรอก…"
ปัทม์กล่าวเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจท่าทีหงุดหงิดขัดใจ ไม่รอแม้แต่คำตอบ
ช่วงขายาว ๆ ก้าวไม่กี่ก้าวก็ถึงรถ ร่างระหงของสาวน้อยรีบซอยเท้าลงบันไดมาหยุดอยู่ห่างกันอย่างมีชั้นเชิงไม่ยอมเสียฟอร์มต่อให้ทุกคำจากผู้ชายหน้าเข้มจะแทงใจดำก็เถอะ
มีลับลมคมในอื่นใดให้ต้องหาคำตอบอีกหรือ…
"หมายความว่ายังไง…"
หทัยชนกยิ้มหยันแสดงอาการดูถูกทั้งแววตาและน้ำเสียงประสาคนก้มหัวให้คนไม่เป็น ยอมเย็นไม่ค่อยได้เคยชินกับการใช้เขี้ยวเล็บข่วนทำร้ายผู้อื่นเสมอ
"จริงซีนะ พวกร้อยเล่ห์มารยาสาไถย…กำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรอีกล่ะ…ฉันเป็นคนที่รู้จักพวกคุณดีกว่าใคร ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม เผยไต๋ออกมาเลยดีกว่า"
ปัทม์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง ได้ยินเสียง "อ้อ" ดังอยู่ในลำคอตนเท่านั้นเพราะทึ่งจัดไม่คาดว่าทุกหยาดความคิดของเธอล้วนติดลบมากมายน่าใจหาย…
ความจริงแล้วปัทม์นึกสงสารสาวน้อยวัยเดียวกับหลานตนยิ่งนัก
คนถูกปิดหูปิดตา จมปลักอยู่ความเข้าใจผิด มีความทรงจำอันเจ็บปวด…คนร้ายกาจ มากเหลี่ยมเล่ห์เช่นสุมาลีถ่ายเทแต่ความร้ายกาจของชีวิต ปันทุกรอยเจ็บปวดให้ลูกซาบซึมราวคาดหวังจะมีสักคนรับรู้ถึงทุกข์ยิ่งใหญ่ปานภูสูง โดยไม่คิดคะนึงถึงผลแห่งการกระทำได้ลงโทษทัณฑ์ทำร้ายสาวน้อยผู้นี้ให้กลายเป็นคนเจ้าริษยา ฝังใจชิงชังพี่น้อง…
ความจริงแล้ว จะมีสักกี่ฉากตอนที่เด็กสาวผู้นี้รับรู้…และเป็นความจริง
มิเช่นนั้น ความเกลียดชิงชังคงไม่มากมายทบทวีเพียงนี้
ดังนั้น ดวงใจอันละเอียดอ่อนโดยเนื้อแท้ของปัทม์จึงหยุดไม่ให้เขาเหยียดยิ้มเยาะเชือดเฉือน ไม่หัวเราะขำขันให้สาวน้อยต้องอับอาย นอกจากพยายามสนทนาต่อด้วยน้ำเสียงสม่ำเสมอจนใครก็คาดเดาเจตนาของปัทม์ไม่ได้
"ก็ไม่สนใจหรอกหรือว่า…พวกเราใช้เหลี่ยมเล่ห์ลูกไม้อะไร หรือมีคาถาอาคมกันแน่ คุณจึงรู้สึกเหมือนพ่ายแพ้เสมอมา ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านก็ตาม…ไม่คิดอยากค้นหาคำตอบให้ตนเองบ้างหรอกหรือ…"

หญิงสาวคนที่เขากวาดตามองหาเกือบทุกตารางไร่กำลังคุกเข่าอยู่ขอบแปลงปักชำกับคนงานกลุ่มใหญ่ซึ่งลงมือเสียบกิ่งองุ่นเป็นแถวลงในแปลงดินร่วนทรายซึ่งทำเป็นร่องลึกราวห้าสิบเซนติเมตร จากนั้นก็ใช้ดินกลบ และให้น้ำ…
ร่างสูงโหนตัวลงจากรถก้าวคล่องแคล่วมาถึงในเวลาไม่กี่อึดใจขณะที่หญิงสาวกำลังหยัดยืนขึ้นพร้อมตั้งอกตั้งใจปัดดินบริเวณกางเกงยีนส์ออก กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าหยุดอยู่เยื้อง ๆ ด้านหลัง จึงเอ่ยทัก
"เข้าไร่แต่เช้าเชียวนะคะ หวาอุตส่าห์รีบตื่นมาดักรอจะตามน้าปัทม์เข้าไร่ด้วยซะหน่อย ยังตื่นไม่ทัน…ไงคะ…รู้ได้ยังไงหวาอยู่ที่นี่"
"ผมเดา…แต่แปลกนะ…เดาและตามมาถูกทางตลอด"
ใบหน้าชื้นพราวเหงื่อ…ประดับรอยยิ้มบาง ๆ ยามเงยหน้าจากหัวเข่ามองคนที่เข้าใจว่าเป็นน้าชายสะดุดกึก ริมฝีปากบางสีแดงเรื่อเพิ่งคลี่แย้มราวกลีบดอกไม้บานยามอรุณรุ่งแท้ ๆ ต้องหุบกระทันหันเหมือนอาการตอบสนองของใบไมยราพตอนถูกรังแก
คนที่เพิ่งถูกประกาศจับจองเป็นเจ้าของเรียบร้อยเมื่อวานนี้…เขาเป็นคู่หมั้นหมายของหทัยชนก น้องสาวต่างมารดาของเธอต้องรักบุราณมาก มิเช่นนั้น คนรักศักดิ์ศรี หยิ่งจัดอย่างหทัยชนกหรือจะยอมตามเขามาถึงแผ่นดินของเธอ…รับรู้มาตลอดหทัยชนกต้องลงมือยื้อแย่งทุกสิ่งที่ตนรักเพื่อให้ได้ครอบครองเพียงผู้เดียว
โดยมีความรักมากมายเป็นแรงผลักดัน เป็นพลัง…
ประกาศไปแล้วมิใช่หรือ…เธอไม่ได้รักเขา ไม่สนใจจะรักเขา และไม่มีความคิดจะ"แย่ง" อยู่ในหัว…ทั้งยังออกปากผลักไสเขาไปจากที่นี่ แต่ทำไมนะเธอจึงเจ็บปวดไม่คลาย…
บุราณลอบอมยิ้มเมื่อเห็นอาการเก้อ…เก็บรอยยิ้มไว้ไม่ไหวมันจึงริกรินแทบล้นอยู่เต็มสองตาอ่อนละมุน ทำให้อาการพาลพาโรของเธอมีมากขึ้น…หากถ้อยคำล้อเลียนแล่นจุกอยู่แค่ต้นคอเมื่อหญิงสาวเบือนหน้าจากเขาไปสนทนากับคนงานต่อราวเขาไร้ตัวตนได้กลายเป็นคนที่เธอเกลียดชังยิ่ง
"เดี๋ยวหวาจะกลับก่อน ทำหลังคาพรางแสงกันต่อไปให้เรียบร้อยนะคะ พรุ่งนี้เช้าหวาจะแวะมาดูอีกครั้ง"
หญิงสาวหมุนกายก้าวฉับกลับไปยังรถของตนโดยไม่สนใจไยดีชายหนุ่มสักนิด ซึ่งบุราณไม่ได้แปลกใจเลยเขากลับเข้าอกเข้าใจสาเหตุอาการเฉยเมย ปั้นปึงเกิดจากเหตุการณ์เมื่อวาน…การตามหาเธอทั่วไร่ก็เพราะเขาปรารถนาจะรับฟังความจริงจากปากของเธอเช่นกัน บุราณเชื่อมั่น พร้อมแล้วจะเชื่อเธอทุกคำ…
"หวา"
หญิงสาวชะงัก ปล่อยมือจากประตูรถหันกลับมาเผชิญหน้าชายหนุ่มผู้ก้าวตรงรี่มาหยุดห่างเพียงครึ่งเมตร
"หวากำลังโกรธ…ทำไมเราไม่คุยกันก่อน"
"หวาไม่มีอะไรจะคุยค่ะ คนของพี่บุราณคงเล่ารายละเอียดเหตุการณ์เมื่อวานให้ฟังหมดแล้ว…หวาก็จะยืนยันให้อีกทีว่า หทัยชนกพูดความจริงทั้งหมด"
บุราณถอนหายใจเฮือก…เขารู้เธอประชดประชัน
"แล้วถ้าผมจะบอกหวาว่า เมื่อวานผมไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เรือนธารชีวากับลูกนกเลย ผมต้องการให้หวาเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟังต่างหาก แล้วผมก็ไม่สนใจอีกด้วย คนในไร่จะซุบซิบเรื่องเมื่อวานว่าอะไรบ้าง…"
"จะมีประโยชน์อะไรคะพี่บุราณ"
บุราณก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าว ห่างเธอไม่กี่คืบ
"มีประโยชน์ซี เพราะถ้าผมมองไม่เห็นประโยชน์จากการรับฟังความจริงจากหวา ผมคงไม่เสียเวลา
ตามหาหวาเสียทั่วไร่…"
แม้ไม่มีคำพูดใดลอดจากริมฝีปากปิดสนิทสีกลีบดอกไม้ทว่าสายตาของเธอบอกเขา…เธอไม่เชื่อ !
หญิงสาวถอยเล็กน้อย เปิดประตูรถโหนตัวขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย แต่ยังไม่ทันปิดประตูชายหนุ่มก็ยื้อไว้ก่อน
"เอ๊ะ !"
บุราณรีบแทรก ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดคำใด
"อยากบอกให้หวารับรู้ไว้ พี่เชื่อมั่นในตัวเธอ…"
เขากล่าวด้วยสุ้มเสียงจริงใจ อ่อนโยนเหลือเกิน จนธารชีวาต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแอบซ่อนน้ำตาคลอคลองเต็มหน่วย …ความเจ็บช้ำก็เหมือนน้ำเทลงบ่อหัวใจเธอซึ่งจวนเจียนเต็ม…ดังนั้นเมื่อบุราณหยอดประโยคอ่อนหวาน เข้าอกเข้าใจเติมลงไป ความบอบช้ำนั้นจึงล้นเอ่อ…
อย่านะธารชีวา…
ใครดีกับเธอ เธอก็มักใจอ่อน…
เธอมันคนอ่อนแอ…อย่าเชื่อ…อย่าฟัง…
พยายามปรามตัวเองไม่ให้รับฟัง ไม่ให้เชื่อ ไม่ให้หลงระเริงกับคำหวานหู…ไม่ให้…
"บอกแล้วไง ใครจะพูดยังไงก็ช่าง แต่ผมฟังเสียงหวาเสมอ…เหมือนที่เคยบอกว่าไว้ให้ไม่ต้องสนใจเสียงใคร ๆ แต่ให้ฟังเสียงหัวใจตัวเองเท่านั้น…ยังจำได้ไหม"
ซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถเมื่อความรู้สึกเสียใจมากมายที่ทับถมลงมาเมื่อวานเปลี่ยนสภาพเป็นความซาบซึ้ง หวานละมุนเพราะ"ใจ" ยอมแพ้ในที่สุด