ธารชีวา ตอนที่ 25

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

นึกโกรธตนเองที่สุดเมื่อยอมนั่งรถคู่มากับเจ้าของไร่หน้าเข้มไว้หนวดเคราเขียวครึ้ม แต่หทัยชนกต้องยอมรับผู้ชายคนที่เธอตัดสินใจรับคำท้าทายแม้จะดูเฉยเมย เกือบเย็นชาแต่เขาก็แสดงออกอย่างสุภาพ สีหน้านิ่ง ดุ นาน ๆ จะยิ้มสักครั้งมีความอบอุ่นมั่นคงมากมายอันเป็นลักษณะของผู้ปกปักษ์…
ถึงอย่างไรหทัยชนกก็ถอยหลังไม่ได้อีกแม้จะเฉลียวใจว่า ทั้งหมดอาจเป็นหลุมพราง…พวกร้อยเล่ห์เพทุบาย
เถอะนะ…ในชีวิตของเธอผ่านเรื่องราวเจ็บปวดนักต่อนักจะมีสิ่งใดให้ต้องเจ็บปวดอีก…แล้วเธอก็อยากรู้…อะไรคือคำตอบที่เขาท้าต้องการให้เธอพบ
ขับรถออกมาจากบ้านพักตามถนนลูกรังขนาดรถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านได้ สองข้างทางเป็นแปลงองุ่นใบเขียวมีผลพวงจัดช่อสวยห้อยระย้างดงามอยู่ใต้ค้างทั้งผลออกใหม่ลูกเล็ก และผลสีแดงดำลูกกลมโตพวงใหญ่รอเวลาเก็บเกี่ยว…ลดหลั่นตามเนินสูงต่ำต่อเนื่องสุดลูกหูลูกตาจรดเหลี่ยมเขาสีเขียวใต้เงาเมฆสีเงิน ลอยฟ่องระเรี่ยยอดภู…
"จะพาฉันไปที่ไหน"
"ผมอยากให้คุณพบใครคนหนึ่ง"
ปัทม์ถอนใจเบามาก
"คนที่อยู่ในความเกลียดชังของคุณ"
คนนั่งอยู่ข้าง ๆ ถอนสายตาจากข้างทางกลับมาทันได้เห็นอาการประหลาดริกรินเต็มสีหน้าสีตาซึ่งเพิ่งประเมินว่า ดุ เฉยเมย แต่อบอุ่นมั่นคงระคนกันเมื่อไม่กี่นาทีนี่เอง
แทบไม่น่าเชื่อ…หทัยชนกพบริ้วรอยปวดร้าว ขมขื่น เศร้าจัดจ้าจากดวงตาคู่ดุก่อนจะเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น ไร้ความรู้สึกราวดวงใจกระจิริดห่อไว้ด้วยม่านน้ำแข็งหนา…
แปลกนัก ! เคยทระนงตนใจแกร่งพอจะไม่สะทกสะเทือน ไม่เห็นอกเห็นใจคนในความเกลียดชังสักเพียงนิด ทว่าเหตุใดหนอ หทัยชนกจึงพลอยหนาวเหน็บเพราะความเศร้าเหลือเกินนั่น หรือเพราะแท้จริงแล้วเธอไม่ได้หยาบกระด้างเกินกว่าเข้าถึงหัวจิตหัวใจผู้อื่น…
ถ้าหากไม่เป็นเพราะผู้ชายคนที่รักอยู่ที่นี่แล้วไม่ยอมสูญเสียหทัยชนกไม่เคยคิดพบปะ ข้องเกี่ยวแต่อย่างใดกับ"พวก" ฝ่ายตรงข้าม
"คุณกับบุราณจะแต่งงานกันเมื่อไหร่"
ปัทม์เปลี่ยนหัวข้อสนทนารวดเร็ว
หทัยชนกตะลึงเพราะเขาเงียบไปพักใหญ่ เธอเองก็เงียบเพราะไม่รู้จะนำหัวข้อใดมาเป็นประเด็น ต่างไม่รู้จักกันมากพอจะสนทนาด้วยได้ เธอไว้ตัวและปากหนักเกินกว่าจะเปิดมิตรภาพกับผู้อื่นก่อน…การไม่เคยเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปเป็นมิตรกับใครง่าย ๆ มักทำให้ประดักประเดิด ขัดเขิน …เธอจึงเลือกนั่งนิ่ง วางมาดหยิ่งตามความเคยชิน และจู่ ๆ ปัทม์ก็ถามโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ก็ตั้งรับแทบไม่ทัน
"เร็ว ๆ นี้…"
ปัทม์แตะเบรคเพราะทางข้างหน้าเป็นหลุมใหญ่…เมื่อผ่านไปได้ก็เหลียวมองหญิงสาวแว่บหนึ่ง สีหน้าอ่านยากเหมือนไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งแวดล้อมรอบกาย
"เรารักกัน พ่อแม่ของฉันกับพ่อแม่เขาก็เห็นชอบ…"
"คนที่ผมจะพาไปพบ เขาก็แต่งงานเพราะผู้ใหญ่เห็นชอบ คิดว่าเหมาะสม…แต่แล้วชีวิตคู่ของเขาก็พัง"
"มันพังเพราะคนของคุณอาจไม่ได้รักกัน…แต่สำหรับฉัน ไม่มีวัน"
เลือกใช้คำว่า "ไม่มีวัน" แทนที่จะเป็น "ไม่ใช่" …แม้ลึกกว่าสีหน้าฉายแสงอ่อนอุ่นปั้นให้เข้าใจว่ามีความสุขจะซ่อนความจริงไว้แก่ใจ…แน่ละหรือหทัยชนก …เธอครอบครองดวงใจรักของบุราณไว้แล้วหรือ แม้เขาจะอ่อนโยน แสนดีนัก หากนั่น…ไม่ใช่การปฏิบัติของพี่ชายต่อน้องสาวแน่หรือ ?
นั่นซีนะ…เพราะเธอรักเขาเกินกว่าจะทนเห็นเขารักคนอื่นได้ ดังนั้น คนไม่เคยได้ครอบครองเป็นเจ้าของความรักแท้จริง คนไม่เคยเข้าใจความรัก และไม่รักใครเหนือตนเองจึงทุ่มสุดตัวไขว่คว้าเป็นเจ้าของ ยิ่งถ้าคนที่หทัยชนกต้องพ่ายให้ คือ ลูกอีกบ้านของผู้หญิงคนที่ทำร้ายเธอเสมอมาด้วยแล้ว หทัยชนกยอมไม่ได้ ต่อให้เธอไม่ได้รัก…เธอก็จะสู้เพื่อให้ชนะ…ให้ได้หัวเราะรดหน้าบ้าง
ปัทม์หัวเราะในลำคอ กล่าวเรื่อย ๆ
"ใครบอก…"
หทัยชนกขยับปากจะเถียง แต่ปัทม์พยักหน้าไปข้างหน้าเสียก่อน เธอจึงต้องมองตาม แล้วหญิงสาวก็ตาค้างเพราะไม่คาดว่าจะมีบ้านหลังใหญ่ปลูกบนเนินหญ้าสีเขียวตัดกับแสงสว่างเรืองรองของผืนฟ้าล้อมด้วยไร่องุ่นกับภูเขาสูง
ปัทม์จอดรถแล้วเป็นฝ่ายนำตามทางเดินไต่เนินขึ้นมาจนถึงหน้าบ้าน…ระหว่างทางมีต้นไม้หลายชนิดออกแบบตกแต่งไว้เหมือนสวนหรูหราตามรีสอร์ทมีระดับ สีแดงของดอกตัดกับสีเขียวของใบ บ้างก็เป็นไม้ใบสวยจัดเป็นซุ้มเลื้อยตามค้าง เพลานั้นหทัยชนต้องยอมรับถึงความผ่อนคลายมากมายที่เกิดขึ้นยามก้าวตามร่างสูง หนา ผิวคล้ำแดดไปห่าง ๆ
"บ้านของคุณซีนะ"
ปัทม์ยิ้มได้ไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ…รอยยิ้มของเขาจางหายในทันทีเมื่อหญิงสาวแต่งกายด้วยชุดกางเกงสีมอตัดเย็บง่าย ๆ ก้าวกึ่งวิ่งออกมาด้วยสีหน้าวิตกกังวล เธอคงไม่ทันได้สนใจว่ามีหทัยชนกยืนอยู่อีกคน การพูดจารวดเร็วจนฟังตามเกือบไม่ทันราวปรารถนาระบัดระบายความอึดอัดออกให้หมด
"แย่จังค่ะคุณปัทม์ คุณกมลาลุกไม่ไหวเสียเลย…เนื้อตัวเป็นผื่นแดง…ผิวลอก เล็บหลุด…น้อยไม่อยากคิดเลยว่า…เป็นอาการของเซลล์ร่างกายเริ่มตายแล้ว…"
"ตายแล้ว"
หางเสียงคนพูดสั่นพลิ้วจนหทัยชนกสัมผัสได้ ก็ไม่รู้เพราะอะไรจึงหนาวจนขนลุก
คุณกมลา…คนที่ถูกกล่าวถึงเป็นคนเดียวกับผู้หญิงคนที่หทัยชนกเกลียดชังทั้งที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อนใช่หรือไม่ ? …กมลา…แม่ของธารชีวา…เจ้าของฉากความ"ร้าย" ซึ่งปักหลักทำลายหทัยชนกเรื่อยมา
ผู้หญิงคนที่ช่วงชิงคุณพ่อจากแม่และเธอด้วยเล่ห์มารยาสาไถยทำให้คุณพ่อยังรักมากมายเหลือเกิน มากจนผู้คนใกล้ชิดร่วมชายคาพลอยเจ็บปวด รักมากจนแทบไม่เหลือความรักให้ใครอื่นได้อีก
แต่ว่า…ผู้หญิงร้อยเล่ห์คนนั้นเจ็บป่วยอยู่หรือ ? …
สมน้ำหน้า !
ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ยามที่ปล่อยให้ดวงหน้าสวยงามประดับด้วยรอยยิ้มโหดร้ายเหลือเกิน
"หวารู้ไหม"
ปัทม์เหลียวมองทางหญิงสาวผู้เป็นแขกแว่บหนึ่ง จึงทำให้คนแทนตัวเอง "น้อย" เริ่มรู้ตัว จากนั้นการรักษาท่าทีระมัดระวังถ้อยคำมีมากขึ้น
"นอกจากคุณปัทม์ที่รู้จากน้อย ก็มีคุณบุราณอีกคน…"
ธารชีวารับรู้ได้เฉพาะฉากที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแสดงให้คิดว่าแม่อาการ"ทรง" แล้ว แต่ไม่เคยรู้ว่าจะ"ทรุด"
"บุราณรู้ได้ยังไง"
"เธอช่างสังเกตซีคะ เธอคอยถามตลอด แล้วคุณกมลาก็โกหกไม่ตลอดรอดฝั่ง…คุณบุราณเธอจับได้ คาดคั้นจนคุณกมลาต้องยอมสารภาพ…ไม่สงสัยหรือคะ คุณบุราณแวะมาที่บ้านแทบทุกค่ำก็เพราะอาการไม่ค่อยดีของคุณกมลานี่ละ คงมีแต่คุณหวาคนเดียวถูกปิดบัง ไม่ระแคะระคายถึงอาการทรุดของคุณกมลาสักนิด แต่แหม…ต่อหน้าคุณหวา คุณกมลาเธอซ่อนอาการเก่งออก…น้อยละกลัวถ้า…ปล่อยให้เป็นแบบนี้เรื่อยไป วันไหนอาการแย่มาก ๆ จนปิดไม่ไหว คุณหวาจะรับไม่ไหวซีคะ…"
น้อยถอนใจยาว…หนักใจ…ก่อนกล่าวต่อน้ำเสียงถูกข่มให้เบาเพื่อให้ได้ยินแค่สองคน แต่คนที่พยายามจับใจความก็ทำเป็นมองอะไรเรื่อยเปื่อย แสร้งไม่สนใจไยดี
"ระยะหลังปวดมากขึ้น…เพราะใช้ยาแก้ปวดครั้งละสามสี่เม็ด…ตอนนี้ก็ลุกนั่งไม่ไหว ขยับไม่ได้เสียเลย ปวดเจ็บไปหมด…เวลาหมอมาตรวจก็ไม่ยอมบอกความเจ็บปวดกับหมอ…"
ขณะที่น้อยรายงานยืดยาวคล้ายบ่น…ทั้งสองมีใบหน้าเครียดจัด โดยเฉพาะปัทม์…เธอได้ยินเขาผ่อนลมหายใจแผ่วเบายาว…ดวงตาอ่อนแสง ดูโศกเศร้าไม่มีเค้าความดุดันให้เห็นอีก…ท่าทางนิ่งของเขาดูเจ็บปวดมากพอกับการได้"ทำใจ" ไว้ก่อนแล้ว
ประโยค " ไม่ต้องบอกให้หวารู้นะ " ทำให้หทัยชนกเหลือบมองหน้าคนพูดด้วยความประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นหรือ ?
…อาการเจ็บป่วยของผู้หญิงร้ายกาจในมุมความเชื่อของเธอรุนแรง สาหัสขนาดคนทั้งบ้านเครียดมากมายเชียวหรือ
เวรกรรมมีจริงซีนะ …ในเมื่อเธอกับแม่ถูกจองจำทำร้ายให้ติดกับดักความเจ็บปวดเพราะฝีมือของกมลาความเจ็บป่วยคือทัณฑ์แห่งกรรมที่กมลาสมควรได้รับแล้ว…ดังนั้น ยามนั้นหทัยชนกจึงสมใจยิ่ง ไม่สลดตาม เพราะไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวกับความเจ็บปวดของใครมาก่อน เธอจึงรีบขับไล่ความรู้สึกแปลก ๆ เสียรวดเร็ว
เท่านี้หรือ คือคำตอบที่ปัทม์พาเธอมาค้นพบ…
เพื่ออะไร ?
"ตอนนี้กำลังหลับค่ะ เมื่อคืนคงปวดมาก…นอนไม่ค่อยหลับ…ไม่กล้าร้องด้วยเพราะเกรงคุณหวาจะได้ยิน…คงเพลียมากจึงหลับไปได้พักแล้ว…เดี๋ยวนี้นอนนานค่ะ"
"ขอบใจน้อย…ไปพักเถอะ…ฉันจะดูแลพี่กมลาต่อเอง…เอ่อ…แต่ขอน้ำให้แขกสักแก้วก่อนนะ"
"เพื่อนคุณหวาหรือคะ"
หทัยชนกอ้าปากจะค้าน แต่ปัทม์ขัดขึ้นเสียก่อน น้อยจึงไม่ทันได้ยินคำคัดค้านซึ่งแล่นจ่ออยู่แถวริมฝีปาก
"เชิญข้างในดีกว่านะ…"
"เธอป่วย?"
ปัทม์พยักหน้า
"ตลกชะมัด คนที่คุณพาฉันมาพบคงไม่ได้ป่วยใกล้ตาย แล้วต้องการให้ฉันอโหสิกรรมให้หรอกนะ ไม่มีวันหรอก พวกคุณจะมีใครเจ็บ ใครตายฉันไม่สนใจ"
หทัยชนกกล่าวยืดยาวเหมือนใจดำ ก่อนย่นหน้าใส่ร่างสูง หนา ซึ่งไม่สนใจรับฟังประโยคแสบร้อนของเธอก้าวเข้าบ้านเสียเฉย ๆ…
ระหว่างตามหลังผู้ชายร่างสูงใหญ่แข็งแรงดูมั่นคงและอบอุ่นคนนี้ การรักษาระยะห่างของฝีเก้าไม่ให้กระชั้นชิดเกินไปจนดูเหมือนยอมอ่อนข้อ สิโรราบ ความรู้สึกหลากหลายป่วนอยู่ในโพรงอก ประหลาดใจ สมใจ และเศร้าระคนกันจนไม่อาจตีแผ่อารมณ์ของตนได้กระจ่างนัก มันอึมครึมเหมือนฟ้าหน้าฝน…ร้อนสลับหนาวและขมุกขมัว
เอาเถอะ…อยากเห็นหน้าผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นเหมือนกัน…ผู้หญิงคนที่เป็นสาเหตุให้เธอและแม่หาความสุขแทบไม่ได้ในชีวิต
ห้องกว้างถูกตกแต่งสวยงาม ม่านหน้าต่างร้อยดอกไม้ดอกเล็กกระจิริดสีครามเป็นสายยาวกำลังไกวไหว ๆ พร้อมกลิ่นหอมอ่อนจาง…แจกันบนโต๊ะปักดอกเบญจมาสสีขาวสะอาด…อาจเพราะมัวกวาดสายตาสำรวจบริเวณโดยรอบเพลินจนไม่รู้สึกตัวว่าถูกนำมาหยุดอยู่ห่างจากเตียงนอนยาวเพียงเมตรเดียว
รอยยิ้มเยาะหยันเพิ่งประดับไว้ก่อนก้าวเข้ามาในห้องจางหายทันที เมื่อปัทม์ถอยหลังออกไปทางซ้ายมือของเธอเพียงไม่กี่ก้าว ภาพตรงหน้าคือร่างเล็กเท่าเด็กวัยสิบกว่าปี ซีดเซียวเหมือนกลีบดอกไม้บอบบางเฉาแดดลมนอนหลับอยู่ใต้ผ้าห่มทอมือสีฝ้าย มีดอกดาวกระจายสีส้มเล็กจิ๋วปักไว้เหมือนลวดลายดวงดาวบนราวฟ้า…มือเล็ก นิ้วกุดสั้นบิดเบี้ยวไม่เหลือรูปเดิมข้างที่วางไว้เหนือผ้า…ช่วยเปิดความคิดของเธอให้กระจ่างชัดเดี๋ยวนั้น…
อาการเจ็บป่วยบ่งบอกว่า ฝ่ายนั้นทุกข์ทรมานนานเนิ่นนัก…
โอ…อาการผิวหนังลอก เล็บหลุด ผื่นแดง…เมื่อคราวได้ยินจากปากน้อยเธอยังนึกสมน้ำหน้าแท้ ๆ ไม่คาดภาพที่เห็นแก่สายตาคือผู้หญิงคนที่เธอปรารถนาจะเห็นน้ำหน้าป่วยด้วยโรคซึ่งคาดไม่ถึง อาการเจ็บป่วยซึ่งเพิ่งรับรู้และสุขใจเยาะเย้ยบนความปวดร้าวของคนอื่นเมื่อครู่แท้ ๆ กลายเป็นความเจ็บปวด ใจหายวาบจนหทัยชนกต้องถอยหลังหลายก้าว เซซวนไม่รู้ตัว มือเย็นจัดข้างหนึ่งยกขึ้นประทับไว้เหนืออก สองหูพลอยอื้ออึง มึนงงราวถูกนักมวยหมัดหนักชกใส่ไม่ยั้งมือจนไม่อาจได้ยินอะไรนอกจากเสียงหัวใจเต้นรุนแรงราวจะโบยตีร่างกายเธอเพื่อเป็นการลงทัณฑ์เจ้าของหัวใจร้ายกาจเท่านั้น มีความรู้สึกสงสารอัดแน่นเต็มอกความรู้สึกเห็นอกเห็นใจไหลบ่ารุนแรงกว่าน้ำป่าซึ่งมาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ …
ผู้หญิงคนนี้เจ็บป่วยหนักมากเชียวหรือ? มากจนมองไม่เห็นความ"ร้ายกาจ" สักหนแห่ง ภาพกมลาในความคิดของหญิงสาวแตกเปรื่อง กระจัดกระจายเสียแล้ว ความรู้สึกค้างคาใจซึ่งเธอไม่ค่อยยอมรับนักคือการผิดหวังเจ็บแปลบเศร้าใจ เมื่อผู้หญิงร้ายกาจในคมความคิดกลายเป็นเจ้าของร่างเล็กบอบบางเท่าเด็กวัยสิบขวบผ่ายผอมทรุดโทรมนานวันนอนบอบช้ำอยู่บนเตียง ต้องการดูแลปรนนิบัติ เอาใจใส่ คอยประคับประคองใกล้ชิด เพราะช่วยตัวเองไม่ได้ และ รอวันโบกมือลาดวงตะวันของโลก…
อดใจหายไม่ได้เมื่อคิดว่าจากลักษณะภายนอกที่เห็นคราวแรกเธอรู้สึกได้ถึงกระแสชีวิตอ่อนแรงของกมลา…ทั้งที่เพิ่งกล่าวถ้อยคำไม่ไยดีต่อการเจ็บป่วย การตายจากของใครทั้งสิ้น ทว่า เมื่อถึงเวลาเผชิญหน้าแท้จริงหทัยชนกกลับไม่อาจแข็งใจได้ดังปากลั่น
"คนนี้ไง ที่อยู่ในความเกลียดชังของคุณตลอดมา…"
น้ำเสียงปัทม์ราบเรียบหากเหมือนของหนักกดซ้ำบนบาดแผลจนหญิงสาวชาดิกทั่วร่างกาย แสงวิบวับจัดจ้าจากดวงตาดุบนหน้าตาเข้มเคราเขียวต่างหากดูเจ็บปวดเหลือเกิน แม้จะเตรียมใจมาก่อนหน้านานนักหนาแล้ว หากใครบ้างเล่าใจแข็งพอยอมรับการต้องจากลาของคนที่ตนรักได้…สายใย ความรัก ความผูกพันยิ่งมีมากก็ยิ่งตัดยากเหลือเกิน…
จริงซีนะ คุณพ่อคงยังรักผูกพันกับผู้หญิงคนนี้ จึงไม่เคยตัดขาดได้สักคราว เช่นกัน การที่คุณพ่อคุณแม่ยังอดทนประคับประคองครอบครัวแตกสลายไว้ไม่ให้สายสัมพันธ์ขาดสะบั้น ก็เพราะคุณพ่อก็รักเธอและคุณแม่ด้วยใช่หรือไม่…
หนาวนักเมื่อใช้สติไตร่ตรองใคร่ครวญ ยามเปิดใจกว้างขวางเมื่อพบเห็นความทุกข์สาหัสกว่าของผู้อื่น หาได้มีเพียงเธอผู้เดียวบนโลกซึ่งแบกทุกข์หนักไว้เต็มสองบ่าจนไหล่ลู่…
ขนาดเธอเป็นคนอื่น คนอื่นซึ่งมั่นใจว่าจงเกลียดจงชังผู้หญิงคนนี้ยิ่งนักยังอดสู เศร้าสะเทือนใจมากเพียงนี้
แล้ว…ธารชีวาเล่าหยัดยืนอย่างเข้มแข็งได้อย่างไรหนอ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใจเสียบ้างหรือไร ?