ธารชีวา ตอนที่ 26

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

"กมลา"
ได้ยินเสียงตนเองเอ่ยชื่ออีกฝ่ายเบาหวิว ไม่มีคำพูดใดลอดริมฝีปากสีกลีบดอกไม้ซึ่งเม้มสนิทได้อีก…เพราะเกรงว่าก้อนขมปร่าซึ่งแล่นรี่จดจ่ออยู่แถวลำคอจะทะลักออกมาให้ผู้ชายร่างสูงใหญ่พบความอ่อนแอของเธอให้ต้องอับอาย คนอย่างเธอทระนงเกินกว่ายอมเสียหน้าเสียด้วย
"เธอป่วยตั้งแต่ตั้งท้องแล้ว…แต่ก็รอจนคลอดลูกสาวก่อนจึงยอมรับการรักษาจริงจัง หากก็ช้าเกินไป…เพราะเธอรักลูกประสาแม่ทุกคนที่รักลูก"
ปัทม์เน้น ยามนั้นเขาเหลียวมองเธอด้วยดวงตาอ่อนแสง
"พี่กมลา ต้องการเก็บชีวิตลูกสาวไว้จึงต้องแลกด้วยชีวิตตนเอง…แม้เราจะมีเงินมากแค่ไหน แต่มนุษย์ทุกคนย่อมรู้เห็นเหมือนกัน เงินซื้อชีวิตไม่ได้…จะได้ก็แค่ยืดเวลาให้นานออกไปบ้างเท่านั้นเอง ใคร ๆ ที่พบเห็นต่างคิดว่าเป็นเพราะปาฏิหารย์ช่วยให้เธออยู่ได้นานจนทุกวันนี้ทั้งที่หมอบอกเราว่า หลังคลอดหวาแล้วเธอมีเวลาเหลืออยู่ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ…"
คนเล่าขยับผ้าห่มให้อย่างอ่อนโยนเหลือเกิน ช่างเป็นการสัมผัสเบามือ ทะนุถนอมราวเกรงกลัวกลีบดอกไม้บอบบางจะแตกสลาย…
"แม่ไม่เคยบอก…แม่ไม่เคยเล่าเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของผู้หญิงคนนี้"
ความคิดนั้นแว่บผ่านเข้ามาเบาราวกระซิบ…พร้อมยอมรับกับตนเองครั้งแรกเธอเก็บคำบอกเล่าจากสุมาลีสร้างภาพของแม่มดในจินตนาการให้เป็นกมลาผู้มากเหลี่ยมเล่ห์ ร้ายกาจ ผู้เข้ามาร่ายมนตร์มายากระชากความสุข ความรักไปจากครอบครัวเธอ ไม่ใช่คนป่วยจนน่าเห็นใจเช่นนี้…
ปัทม์เดินอ้อมไปหยุดอีกฝั่งของเตียง…ทอดสายตาอ่อนโยนแทบรินหยาดได้ไปตามร่างกายของคนหลับสนิทเพราะความอ่อนเพลียเหลือกำลัง สีหน้าซีดเซียว ริมฝีปากแห้งระแหง
"คุณคงไม่เคยรู้ ช่วงเวลาที่คุณเติบโตขึ้นพร้อมหน้าพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ แต่หวามีเพียงแม่ป่วยหนัก จะอุ้มเธอสักครั้งก็ทำไม่ได้ ถ้ากอดแม่แรงก็กลัวแม่เจ็บ จะคุยกับแม่ก็เกรงแม่จะไม่ได้พักผ่อน …เธอต้องถูกน้าชายลากเข้าไปขลุกด้วยกันในไร่ เราต่างรู้สึกหวาดกลัวความสุข กลัวการได้หัวเราะสุดเสียง…เพราะเชื่อว่าหลังความสุขล้น มักมีมือของความโหดร้ายรอขย้ำเราอยู่…ซึ่งเราพร้อมจะเจ็บได้ทุกเรื่อง ยกเว้น…"
ปัทม์นิ่ง เธอเห็นเขากลืนน้ำลายคงคอยากเย็น แล้วเขาก็ไม่พูดอะไรต่อ ดวงตาแดงเรื่อคู่นั้นเบือนไปทางพวงดวกไม้ที่หน้าต่างชั่วนาทีจึงหันมายิ้มให้
คนบ้านนี้ช่างอดทน ซ่อนความเสียใจ ความปวดร้าวเก่งเหลือเกิน…
จริงซีนะ ธารชีวาคนที่เธอนึกอิจฉาเรื่อยมาก็ถูกฝึกมาให้รู้จักซุกซ่อนเรื่องเศร้า ๆ ไว้ภายใต้รอยยิ้ม ร่าเริงเฉกเดียวกับน้าชายใช่ไหม
ไม่ได้ครอบครองความสุขเลิศเลอเหมือนอย่างใจเธอนึกริษยา …
ไม่ได้มีเพียงหทัยชนกผู้เดียวทุกข์แสนทุกข์…
เพราะธารชีวาอาภัพดังภาพที่มองเห็นใช่หรือไม่ คุณพ่อจึงเหมือนเอาใจใส่ต่อลูกสาวคนนี้นักจนกระทั่งเธอรู้สึกเหมือนความรักถูกช่วงชิง แบ่งปัน เหมือนเธอไม่ได้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และ ริษยา
เหมือนอ่านใจหญิงสาวออก ปัทม์กล่าวทำลายความเงียบขึ้นมา
"คุณชัชวาลแวะมาที่นี่หลายครั้ง…แต่ไม่บ่อยนักหรอกเพราะส่วนตัวแล้วเขาก็มีภาระหน้าที่การงาน มีครอบครัวให้ต้องดูแล…"
สายตาคมกริบเย็นจัดของปัทม์เหลือบมอง หยุดนิ่งที่ใบหน้าเธอ สายตาซึ่งหญิงสาวสื่อความได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เขาอธิบายต่อ…ทุกอย่างคุณเข้าใจผิดหมด…สภาพอย่างนี้หรือ…คนร้อยเล่ห์ เจ้ามารยาสาไถยที่คุณกล่าวหา !
หทัยชนกค่อย ๆ เรียกความมั่นใจในตัวเองคืนมา จะยอมให้เขาต้อนด้วยสายตาดูแคลนว่าเธอมีความคิดตื้นเขิน ใจคอคับแคบไม่ได้เด็ดขาด
ไม่ได้หรอกนะ !
เธอไม่ได้ก้าวเข้ามาที่บ้านไร่แหล่งนี้เพื่อเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อ เห็นอกเห็นใจใคร…ใครจะเจ็บ ใครจะป่วย…ไม่เห็นเกี่ยวข้องกับเธอตรงไหน อย่างไรความเกลียดชังหยักรากแล้วเธอไม่คิดจะถอน…ไม่…
"แค่นี้เองหรือ ที่พาให้ฉันมาหาคำตอบ ไร้สาระ…จะบอกให้นะ ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ต่อให้ผู้หญิงคนนี้กำลังจะขาดใจตายต่อหน้า ฉันก็ยังรู้สึกเกลียดมากเท่าเดิม …ฉันจะกลับ…กรุณาให้ใครส่งฉันด้วย"
หมุนตัวหันหลังให้ทันทีเมื่อกล่าวจบ
"มันยังเป็นสิทธิของคุณที่จะเก็บความเกลียดชังไว้ทำร้ายตัวเองตลอดไป…แต่ขอให้รู้ไว้ คนบ้านนี้ คนที่คุณประกาศปาว ๆ ว่าเกลียด ไม่เคยเกลียดคุณสักนิดเดียว…และคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้มานานนับสิบปีแล้ว…ไม่มีปัญญาจะร้ายกาจกับใคร ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมารยาอย่างที่คุณยัดเยียดข้อกล่าวหาให้…ลำพังพละพลังต่อสู้กับโรคของเธอก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว…ผมก็แค่อยากตอบคำถามคาใจของคุณเท่านั้น…เห็นแล้วซีนะ ทุกความทุกข์ คุณก่อขึ้นเองทั้งนั้น…ในเมื่อคุณตัดสินว่าไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องก็ไม่เป็นไร …แต่หทัยชนก ความเจ็บปวด รอยแผลที่คุณกอดมันไว้ไม่ยอมปล่อย คุณกอดมันไว้เองต่างหาก…ลองปล่อยออกซี…จะได้รู้สึกดีกว่านี้"
หทัยชนกไม่ยอมหยุดรับฟังคำใด ๆ จากเขาอีก วิ่งรวดเร็วออกจากห้องหอมดอกไม้มาหอบเหนื่อยอยู่ข้างนอก ไม่นานก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มร้องเสียงใครสักคนให้ออกรถส่งเธอกลับ

เจ้าของร่างเหนือโขดหินเล็ก ๆ หย่อนเท้าลงแช่ในลำธารเป็นเวลานานเกือบชั่วโมงแล้ว เขาไม่ได้เอ่ยทำลายความสงบเงียบส่วนตัวเธอ ทำได้เพียงยึดรากไม้ในบริเวณห่างออกไปราวสองเมตรรองก้นนั่งมองเธอจากด้านหลังเงียบ ๆ บุราณได้รับรู้จากกมลาผู้มีความสุขกับการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตผู้คนที่เธอรักเหลือเกินว่า บ้านริมน้ำตกแห่งนี้เป็นสถานที่พักพิงยามสองน้าหลานไม่สบายใจ ดังนั้น เมื่อธารชีวาขับรถนำทางมาถึงที่นี่ บุราณจึงไม่แปลกใจนัก เขาไม่แม้แต่จะมีคำถาม ได้แต่ก้าวตามเธออยู่เบื้องหลังราวผู้ปกป้อง
"สบายใจหรือยัง"
เป็นคำถามแรกที่ชายหนุ่มยอมฝ่าความเงียบขึ้นเพราะท้องฟ้าเหนือม่านใบไม้สีเขียวสลับน้ำตาลอ่อนแก่ปะปนเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ ได้ยินนกกาส่งเสียงร้องยามบินคืนรัง…
หญิงสาวเหลียวมองที่มาของเสียง พบร่างสูงใหญ่ก้าวตรงมาหา หย่อนก้นนั่งลงโขดหินเดียวกัน
"ผมปลอบใจใครไม่เก่งเสียด้วยซี…อืมม์ จะพูดยังไงดีนะจึงจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นมากกว่านี้"
ธารชีวามองหน้าคนพูดไม่ยอมหลบตาแม้สักนาทีเดียว
มีรอยยิ้มหวานแจ่มดวงตาสวยบนใบหน้าหล่อเหลาเหมือนแขกขาว ทั้งหวานและอบอุ่นจัดจ้าอยู่ในดวงใจเธอแล้วเช่นกัน หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ นิดหนึ่งก่อนก้มหน้ามองเท้าตนเองในน้ำ มีปลาตัวเล็ก ๆ ว่ายวนอยู่รอบ โดยไม่เกรงกลัวภัย บางตัวเซ่อซ่าว่ายเข้าชนเท้าเธอก่อนแสดงอาการงงงุนแล้วค่อยว่ายห่างไปอออยู่ไม่ไกลนัก
เขาเองก็เบือนหน้ามองกิ่งไม้ ใบไม้แก้เก้อเหมือนกัน
ก็ไม่เข้าใจว่า เวลานั้นเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจกระจิริดสองดวง สรรพสิ่งรายรอบจึงดูอ่อนหวาน อบอุ่นไปเสียทุกหยาดอารมณ์
ต่อมาบุราณถอนหายใจแผ่วเบาพลางกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ ระมัดระวังที่สุด ไม่ปรารถนาให้คำพูดกระทบใจใครอีก
"อย่าโกรธได้ไหม ถ้าผมจะบอกว่า ปัญหาของทุกคนเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขาแท้ ๆ…เอ่อ…ผมวิจารณ์จากสายตาคนนอกนะ"
หญิงสาวเท้าแขนข้างหนึ่งลงบนโขดหิน เอียงคอมองเขาราวผู้ยอมอ่อนลงพร้อมเป็นผู้รับฟังที่ดี
"แต่…ความรักจะเยียวยาได้ทุกบาดแผล เชื่อไหม"
"หวาไม่ใช่หมอด้วยซีคะ หวาตอบไม่ถูกหรอกค่ะ"
"ก็…กรณีของหวา เพียงแค่หวามองหาความรักของพ่อให้พบ อย่าคลางแคลงใจต่อความรักของท่าน อาการปั้นปึ่ง ความรู้สึกต่อต้าน เจ็บปวด ก็จะหมดไปเอง…บอกแล้วใช่ไหม…ไม่ต้องฟังเสียงใครที่ไหน ขอให้ฟังเสียงหัวใจตัวเอง…เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองหน่อยซี…คนเก่ง"
บุราณยิ้ม…เมื่อความรู้สึกหวานสว่างจ้าในหัวใจ เมื่อเขาเผลอใช้คำ "คนเก่ง" กับสาวน้อย ทั้งที่คำนั้นคุ้นเคยกับเขานานนัก…คนเก่งของอากมลา…คนดี…คนเก่ง…
เหมือนหญิงสาวจะอ่านสารเข้าใจราวกับยามนั้น "ความรัก" กำลังเยียวยาบาดแผลให้เธออยู่จึงเกิดรอยยิ้มจาง ๆ บนริมฝีปาก หากดวงตาต่างหากจะเยาะก็ไม่ใช่ ดูคล้ายจะไม่เชื่อมากกว่า ทว่าก็ไม่ได้คัดค้าน
"ตอบคำถามผมหน่อยได้ไหม…เวลาที่ได้อยู่กับคุณอา มีความสุขมากไหม"
นิ่งเงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงใบไม้ไกว…
"ค่ะ"
บุราณยิ้มนิดหนึ่ง
"ความรู้สึกยามนั้น…ใจที่แตะต้องได้มีอะไรบางอย่างแสดงให้รู้สึกถึงการเสแสร้งไหม"
"ไม่ค่ะ"
"ผมเชื่อนะ "ใจ" ของคนเราละเอียดพอจะจับได้ว่าการกระทำแบบใดจริงใจ หรือเสแสร้ง…"
มือของเขาวางลงบนไหล่เธอในที่สุด ขณะที่ธารชีวาเลิกก้มหน้าหันกลับมามองเขานิ่งนาน ไม่กระพริบตา
"แล้วมัวมานั่งคลางแคลงใจคุณอาอีกทำไม…ในเมื่อหัวใจให้คำตอบแก่ตัวเราชัดเจนแล้ว…คนอื่นที่ทำให้คุณระแวงคุณอา อาจไม่หวังดีก็ได้ ใครจะรู้"
"แม้คนอื่นที่ว่า คือ ภรรยาของคุณพ่อเล็กหรือคะ"
"คุณอาสุมาลี"
"ค่ะ เธอมาพบหวาวันก่อนที่หวาจะเดินทางกลับไร่ ก่อนวันที่พี่บุราณไปรับหวาไงคะ…เธอมาเตือนไม่ให้หวาเปรมปรีดิ์กับความแสนดีของคุณพ่อเล็ก เธอปรามหวาไว้ ทำให้หวามองเห็นคุณพ่อเล็กอีกมุมหนึ่ง คุณพ่อเล็กคนที่ไม่มีวันยอมแลกความสำเร็จในชีวิตกับลูกนอกคอกอย่างหวา"
"โอ…มิน่าเล่า"
บุราณนึกออก เข้าใจเดี๋ยวนั้น ทำไมวันนั้นร่างของเธอจึงโถมเขากอดรัดเขาไว้แน่นเพราะเข้าใจเป็นน้าชายที่แท้สาวน้อยเพิ่งผ่านนาทีอันเจ็บปวดมาเท่านั้น กำลังต้องการหลักพักพิง ต้องการเกราะคุ้มครองป้องกัน ให้เธอหยัดยืนได้อย่างเข้มแข็ง
"คุณอาสุมาลีคงมีเหตุผลของเธอ"
เขาแก้ต่างให้ คงไม่ต้องการเห็นเธอมองภาพแม่ของผู้หญิงคู่หมายของเขาแปดเปื้อน
"ทำไมพี่บุราณไม่คิดว่า เธอไม่แค่มีเหตุผล แต่เธอมีความจริงมาบอกหวาด้วยละคะ"
"ไม่หรอกหวา…บอกแล้วไงอย่าไปเชื่อ"
น้ำเสียงเขาทั้งแข็งและอ่อนโยนระคนกัน หัวใจสาวน้อยซาบซับได้หมด
"เราต้องเชื่อมั่นตัวเราเองซี ฟังเสียงหัวใจเราเอง"
มันลำบากเหลือเกินที่จะให้บุราณกล่าวว่าคุณอาสุมาลีไม่ดี หรือตำหนิเธอ แต่เขาต้องยอมรับว่าผิดหวังบ้าง พร้อมทั้งพยายามวิเคราะห์ถึงความเจ็บปวดของสุมาลี คนบางคนก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไม่เป็น สูญเสียไม่ได้ และเจ็บปวดมามากจนร่างกายสร้างกลไกป้องกันตนขึ้นมาให้ลุกสู้ แม้วิธีการสู้จะทำร้ายใครบ้างก็ไม่สนใจ
"เอาเถอะค่ะ หวารับไว้พิจารณาละกัน แม้ว่าคำพูดพี่บุราณจะทฤษฎีจัดไปหน่อย…ปฏิบัติยากเหลือเกิน…แต่…หวาอยากบอกให้พี่บุราณรับรู้ไว้ หวาซาบซึ้งใจมาก และขอบคุณค่ะ"
"ไม่เป็นไร…อากมลาดีกับพี่มาก หวาก็รู้ใช่ไหม"
หญิงสาวพยักหน้าหงึก ขณะรอยยิ้มอ่อนโยนบนดวงหน้าค่อย ๆ จางหาย
"พี่จึงอยากตอบแทนบ้าง…คนที่คุณอารักต้องมีความสุข นี่เป็นหน้าที่หนึ่งของ "ทูต"
ธารชีวาฝืนหัวเราะเมื่อบุราณทำเป็นเลิกคิ้วใบหน้าเปื้อนยิ้มให้
โธ่เอ๊ย…ธารชีวา !
เลิกลิงโลดได้แล้ว เขาก็แค่"ตอบแทน" ความดีของแม่ประสา"ทูต" เท่านั้นเอง ไม่ได้แฝงความหมายอื่นใดพิเศษกว่านั้น เขามีคู่หมั้นหมายอยู่แล้วทั้งคน…น้องสาวร่วมบิดาของเธออย่างไรเล่า…หยุดฝันเพ้อเจ้อเสียที …ดังนั้น หัวใจดวงกระจิริดแทบไม่เหลือรสหวานอยู่เลย

ร่างสูงระหงผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดใหม่แล้วจึงออกมานั่งพิงเก้าอี้นอกระเบียงทอดสายตาเหม่อมองภูเขาสีเขียวเข้มซึ่งกำลังถูกผ้าสีดำผืนใหญ่โอบคลุมลงมาช้า ๆ หลังลูกไฟสีแดงส้มเคลื่อนกายลับเหลี่ยมภูอีกฝากหนึ่งลงไปราวครึ่งชั่วโมงแล้ว
สายลมเย็นโชยอ่อนรวยรินทาบทาผิวกาย ทว่าหนาวนัก…
หากหทัยชนกด่วนสรุปความรู้สึกทั้งหมดเกิดจากบรรยากาศเงียบยามตะวันลาฟ้า…เธอไม่เคยนึกชอบช่วงเวลารอยต่อระหว่างกลางวัน และกลางคืนมาแต่เล็ก เพราะเป็นช่วงเวลาที่หญิงสาวเคยนั่งรอคอยการกลับบ้านของคุณพ่อมาตลอด รอคอยสัมผัสเอื้ออาทรที่พ่อคนหนึ่งพึ่งมีให้ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรับประทานอาหารค่ำ สอนการบ้าน ดูรายการโทรทัศน์ด้วยกัน ทว่า ช่วงเวลาเหล่านั้นไม่เคยปรากฏในความจริงนอกจากความฝัน ซึ่งหญิงสาวก็ตัดใจเลิกฝันเสียนานวันแล้ว หทัยชนกไม่กล้ายอมรับว่าทุกรอยหม่นหมอง อึดอัด หงุดหงิด ที่เป็นอยู่เกิดจากการไม่อาจสลัดภาพใบหน้า ร่างกายอมโรคของกมลาได้ต่างหาก
"พี่บี๋ กลับมานานแล้วหรือคะ ลูกนกไม่ได้ยินเสียงรถเลย"
คนไม่ได้ยินกำลังเหม่อทอดสายตาเลื่อนลอยมองฝ่ายความมืดไปทางภูสูงเป็นนาน กระทั่งไม่ได้ยินเสียงรถและเสียงฝีเท้ายามบุราณก้าวขึ้นบันไดมาหยุดมองนานหลายนาทีแล้ว เป็นอีกมุมหนึ่งที่บุราณไม่เคยเห็นท่าทีอ่อนสร้อย ไม่ต่างจากคนอ่อนแอคนหนึ่งซึ่งพยายามซ่อนตัวตนจริงไว้ด้วยกริยากระด้าง เอาแต่ใจ อวดดี หยิ่ง จนคนมองว่าร้ายกาจ
เพราะสีหน้าเซื่องซึมยามเหลียวมาพบหรือเปล่าทำให้บุราณหยุดความคิดจะคาดคั้นคำตอบเกี่ยวกับเหตุผลซึ่งหทัยชนกกระทำเหมือนผู้ระรานใส่ธารชีวา การนิ่งเงียบไม่รื้อค้น ขุดคุ้ย ปล่อยให้กาลเวลาช่วยเยียวยาผ่อนคลายรอยบาดหมางไปสักระยะหนึ่งก่อน
ชายหนุ่มตัดสินใจก้าวเข้าไปหา ลากเก้าอี้ตรงข้ามนั่งลง…
"ทานอะไรหรือยัง…พี่มีข้าวอบเผือก…โอย…ตายละ…พี่ลืมไว้ที่…"
บุราณยังปากไว้ทัน คำว่า "บ้านโน้น" จึงดังแต่ในอก
กลับจากบ้านริมน้ำตกท้ายไร่แล้วบุราณก็แวะไปเยี่ยมกมลาเหมือนเคยปฏิบัตินั่งคุยเป็นเพื่อนนานนับชั่วโมง ทานอาหารเย็นด้วย จนเมื่อถึงเวลาก็ลากลับ กมลายังให้แม่บ้านแบ่งข้าวอบเผือกให้ไว้ทานมื้อเช้า แต่ความที่คุยเพลินจึงลืมถือมาด้วย ป่านนี้คนบ้านโน้นคนบ่นอุบ
หากหทัยชนกก็อ่านออกเธอจึงกล่าวต่อให้
"ไปทานข้าวเย็นบ้านโน้นมาใช่ไหมคะ…ลูกนกไม่หิวเลยค่ะ พี่บี๋คะ…เป็นไปได้ไหม ความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งของเราอาจไม่ใช่บทสรุปที่ถูกต้องเสมอไป"
คำถามแปลก ๆ …ทำให้บุราณแสดงความสงสัยชัดแจ้งสองตา หากสำหรับน้องสาวผู้นี้เขามีความเมตตาแก่เธอเสมอ
หทัยชนกแสร้งหัวเราะร่วนกลบเกลื่อนประสาคนไม่ค่อยยอมเสียหน้า วางมือไว้เหนือมือของเขา…พูดจาทีเล่นทีจริง
"มีอะไรบ้างที่พี่บี๋รู้ แล้วลูกนกไม่รู้บ้างคะ"
"วันนี้ลูกนกไปไหนมา"
หญิงสาวไม่ตอบคำถาม หากกล่าวต่อ
"คงมีหลายเรื่องใช่ไหมคะ…ลูกนกรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ยังไงไม่รู้ซีคะ…" แม้ประโยคฟังแล้วรู้สึกถึงความขมจัดหากหน้าตาคนพูดยังดู"หยิ่ง" นัก
"ลูกนก…ไปที่บ้านนั้นมา ลูกนกได้พบกับคุณอากมลาแล้ว" บุราณเดา
หทัยชนกลุกขึ้น ก้าวไปหยุดริมระเบียง
"จากสิ่งที่คุณแม่เล่า ทำให้ลูกนกจินตนาการไว้ตลอดเวลาว่า ผู้หญิงคนนั้นต้องเหมือนแม่มด ใจร้าย เจ้าเล่ห์ เธอร้ายกาจเพราะคอยทำลายครอบครัวของลูกนก ทำให้เราพ่อลูกไม่เคยเข้ากันได้ เธอแทรกเป็นมือที่สาม…เธอโหดเหี้ยม…แต่ผิดคาด…ลูกนกกลับได้พบแค่ผู้หญิงตัวเล็กเท่าเด็กคนหนึ่ง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้…กำลังเจ็บป่วย…ยอมรับค่ะว่า ภาพที่ได้เห็นทำให้ลูกนกรู้สึกตำหนิตนเอง…บางครั้งถึงกับนึกเกลียดชังตัวเอง…พี่บี๋ว่า ลูกนกควรเชื่อภาพที่ตาลูกนกเห็น หรือ ควรฟังเสียงคุณแม่คะ…"
"พี่เข้าใจ"
บุราณลุกจากที่นั่งเพราะไม่อาจอดทนต่อความเจ็บปวดของน้องสาวได้ เธอกำลังสับสน เขาก้าวมาหยุดตรงเบื้องหลัง
"พี่เข้าใจ ความรู้สึกของลูกนก"
เขาย้ำอีกครั้งส่งผลให้ร่างระหงหันกลับมาโผเข้ากอดเข้าไว้แน่นเหลือเกิน…
"ลูกนกอย่าเพิ่งด่วนสรุปความเอาเองโดยไม่ได้พูดคุยกับคุณอาสุมาลีก่อนซี เพราะคนเรามักคิดเอง ให้คำตอบกับตัวเอง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าคุยความจริงอย่างเปิดใจ จึงไม่เคยเข้าใจกันถูกต้องสักที นั่นละ คือการปิดโอกาสของตัวเอง …ความจริงอาจเป็นสิ่งเจ็บปวด แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงให้ได้…เชื่อเถอะว่า ทุกการกระทำของคนเราล้วนมีสาเหตุและเหตุผลรองรับอยู่ในตัวของมันเอง…"
เธอกดใบหน้าแนบกับบ่าแข็งแรงเป็นนาน น้ำเสียงอ่อนโยนจากเขายิ่งทำให้เธอ"รัก"ปักใจ รักมากจนไม่คิดจะยอมสูญเสียเขาได้
"เราเลือกได้นี่นา เลือกพลิกแต่ส่วนดีขึ้นมองเพื่อรักษา"รัก"และ"ศรัทธา"ไว้ หากมีส่วนใดไม่ดีด่างพร้อย เราก็อภัยเสีย…เคยได้ยินไหม การรัก กับการอภัย ควรเดินเคียงกันไป…"
บุราณค่อย ๆ ดันร่างเธอออกห่าง จัดผมปลิวระตามใบหน้าให้ด้วยกริยาอ่อนโยน
"คุณอาสุมาลีรักลูกนกมาก พี่รู้ และถ้าจะมีบางสิ่งที่เธอทำพลาดลงไปจนเกิดเป็นความด่างพร้อย ก็เพราะการผลักดันของความรัก"
ความจริงแล้วบุราณก็เคยเป็นเหยื่อการผลักดันของความรัก เขาเคยดื้อรั้น เอาชนะ และเรียกร้องความสนใจจากพ่อด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา หากเหตุการณ์เหล่านั้นพ้นผ่านแล้วจนเขาสามารถมองโลก มองชีวิตได้ถูกต้องโดยมีเหตุผลรองรับ พร้อมเข้าใจว่า ทุกคนล้วนมองเห็นความทุกข์ของตนเองยิ่งใหญ่เสมอ ทว่าหากเปรียบเทียบกับผู้อื่น ๆ แล้ว บางคราทุกข์ของเราเล็กนิดเดียวเอง
"จริงซีนะ คุณแม่รักลูกนกมาก รักที่สุด มีคุณแม่เพียงคนเดียว"
คนพูดก้มหน้างุดราวลูกนกบาดเจ็บ พลัดตกจากรังสูง
"เด็กน้อย…เลิกคิดเสียทีว่า ไม่มีใครรัก…"
"ลูกนกพูดจริงนี่คะ ขายหน้าชะมัด มองจากภายนอกเหมือนลูกนกพร้อมทุกอย่าง แต่ใครจะรู้สิ่งที่ลูกนกซ่อนไว้ โรคขาดวิตามิน "ความรัก"…"
คนพูดหัวเราะ ก่อนตัดบทอย่างหยิ่ง ๆ
"เอาเถอะ ลูกนกจะให้โอกาสตัวเอง…จะลองทำตามที่พี่บี๋สอน แต่ไม่รับปากนะคะ คนไม่อดทนอย่างลูกนกจะทำได้สักกี่น้ำ"