ธารชีวา ตอนที่ 27

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

กมลายังไม่เข้านอน…
ธารชีวาหยุดอยู่ด้านนอกประตูนานนับนาทีกว่าจะก้าวผ่านเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างเตียงแม่ แม้จะยิ้มแย้มกระจ่างหน้า แต่ดวงตาซีหนอเศร้ากว่าดวงดาวคืนไร้เพื่อนยากเช่นจันทรา อาการเยือกเย็นทั้งเรือนกายและดวงใจทำอย่างไรก็ไม่หาย แม้เธอจะจากบ้านหลังนั้นมาเกือบชั่วโมงแล้ว บ้านพักกลางไร่ล้อมรอบด้วยเงาทะมึนของภูสูง ห่มผืนผ้ากำมะหยี่สีเข้มลายดวงดาวกระพริบแสง
เธอตามบุราณไปถึงบ้านพักเพราะนำส่งข้าวอบเผือกซึ่งแม่อุตส่าห์สั่งแบ่งใส่กล่องไว้ให้บุราณนำเข้าไมโครเวฟสำหรับมื้อเช้า
"ไม่เป็นไรค่ะแม่ เพิ่งขับรถออกไปได้ไม่นาน หวาจะลองขับรถไล่ตามไป คิดว่าน่าจะทัน"
เธออาสาเพราะไม่อยากไห้แม่เสียความตั้งใจ หรือเพราะความ"ห่วงใย" ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นจนมิอาจวัดได้
"ถ้าไม่ทัน หวาเอาไปส่งให้ถึงบ้านก็ได้ค่ะ…เสียเวลาดีกว่าเสียของ และเสียความตั้งใจใช่ไหมคะ"
หญิงสาวจูบแม่ฟอดหนึ่งแล้วออกจากบ้านไปโดยไม่ชักช้าให้ถูกคัดค้านจากฝ่ายใด
ทั้งที่รู้แก่ใจถ้าไล่ตามไม่ทันแล้วต้องไปถึงบ้านพักของบุราณอาจต้องเผชิญหน้าบางคนที่นั่น ทว่า ยามนั้นธารชีวาไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นสักนิดเดียว ดีเสียอีก การได้พบหน้าอาจทำให้เธอได้เปิดอกคุยกับหทัยชนกให้เรียบร้อยเสียที อะไรคาค้างเหมือนตะกอนที่นับวันจะพอกพูนกัดกร่อนจะได้กำจัดเสียสิ้น
แต่…กลายเป็นว่าภาพที่ได้เห็น ร่างระหงของหทัยชกซบนิ่งโอบสองแขนรอบกายบุราณไว้เหมือนคมอาวุธสักอย่างพุ่งเร็วแรงเข้าแทงกลางใจจนเธอชาดิกไปทั้งกาย ไล่ตามในวินาทีถัดมาคือความเจ็บปวดทบทวีที่ไม่อาจค้นพบว่าหลั่งรินจากไหนนักหนอ…ดังนั้น เมื่อตั้งสติได้จึงวางกล่องข้าวอบเผือกไว้ตรงขั้นบันไดแล้วถอยหลังจากมาเงียบ ๆ
"เจอไหม ตามทันไหม"
แม่ถาม
"ทันค่ะ ให้แล้ว รับรองว่าคนโปรดของแม่ได้ทานข้าวอบเผือกเป็นอาหารเช้าแน่นอน…อ้าว…แล้วน้าปัทม์ออกไปไหนอีกละคะ ตอนกลับมาหวาไม่เห็นรถจอดในโรงรถ" ทำทีเป็นเปลี่ยนเรื่องสนทนาเสีย
"มีเรื่องยุ่งแถวบ้านพักคนงาน…นายโหน่งย้อนกลับมาข่มขู่ วางอำนาจกับคู่กรณี…ก็ไม่รู้เข้ามาได้ยังไง"
"เดินเข้ามา หรือไม่ก็เอารถมาซีคะแม่จ๋า…ไร่เราออกกว้างขวาง แล้วก็ไม่ได้กั้นกำแพงสูงด้วย ไร่เราเป็นไร่เปิด…แต่คงไม่มีอะไรน่าหนักใจหรอกมังคะ น้าปัทม์เก่งออก จัดการได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว อืมม์…ดึกแล้วแม่ง่วงไหม นอนดีกว่าไหมคะ คืนนี้หวาจะอ่านหนังสือเรื่องใหม่ให้แม่ฟังนะ"
"หวาซื้อหนังสือมาใหม่อีกหรือ"
"หวาเป็นโดเรมอนค่ะ มีกระเป๋าวิเศษ…อยากได้อะไรหวาก็ล้วงกระเป๋านำออกมา"
เธอพูดเล่นกลั้วหัวเราะ จนแม่พลอยขันตาม
"อ่านการ์ตูน หรือไม่ก็ดูการ์ตูนมากไปมั้ง"
"แหม…การ์ตูนเรื่องนี้หวาชอบนะ โดเรมอนเขาน่ารักแล้วก็ใจดี ใจอ่อนด้วย โดนโนบีตะอ้อนทีไรเอาของวิเศษออกมาช่วยเหลือทุกที แต่รู้ไหมคะ…จืดน่ะ…เขาไม่เคยได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้หรอก เขาเคยเล่าว่า แม่เขาห้ามเพราะกลัวลูกเอาอย่างโนบีตะ"
"ก็…เจ้าโนบีตะขี้เกียจ ขี้เกียจเรียน ขี้เกียจไปหมด เอาแต่พึ่งโดเรมอน ผู้ใหญ่อาจกลัวเด็กเอาเป็นเยี่ยงอย่าง…"
"แต่แม่คะ จุดจบของเรื่องโนบีตะก็ไม่ได้ขี้เกียจแล้วสอบผ่านสักหน่อย…ดูให้ดีจะเห็นว่าสุดท้ายของเรื่องจะมีผลของการกระทำสอนไว้เสมอละ…เป็นข้อคิดไงคะ "
แม่ยิ้มหวานแม้ดวงหน้าของแม่จะดูเหนื่อยล้า ไม่สาว ไม่สดสวย หากในสายตาเธอแล้ว แม่งามเหลือเกินเหมือนนางฟ้าในจินตนาการของเด็ก
"ถ้าคนเรามองสิ่งเดียวกันแล้วตีความหมาย หรือ เข้าใจได้ตรงกัน ก็คงไม่เกิดความแตกต่าง ความขัดแย้งเหลือไว้บนโลกใบนี้แล้วละลูก"
ธารชีวาถอนใจเฮือก
"แม่กำลังสอนแอบหวาอีกแล้วใช่ไหมละ"
กมลาหยุดสนทนาเมื่อน้อยก้าวเข้ามาในห้องแล้วอุ้มแม่ตัวลอยเหมือนแม่เบาราวนุ่น มีธารชีวาตามติดไปยังห้องนอนทรุดกายอยู่ปลายเตียงแม่ด้วย
"วันนี้เด็กคนนั้นมาที่บ้าน…"
กมลากล่าวหลังจากน้อยก้าวออกไปจากห้อง งับประตูปิดให้เรียบร้อยแล้ว
"อะไรนะคะ"
มือซึ่งกำลังเปิดหนังสือชะงัก สุดท้ายวางหนังสือลงข้างตัว ขยับขึ้นมานั่งอยู่ระดับมือแม่ กุมมือท่านไว้
"ปัทม์พาเธอมา…แต่…ตอนนั้นแม่กำลังหลับ แม่จึงไม่ทันได้เห็นหน้าเธอ…เธอสวยเหมือนแม่หรือหน้าตาเหมือนพ่อละ"
ธารชีวานิ่งเงียบ คล้ายโกรธที่น้าชายพาผู้หญิงคนนั้นมาถึงบ้านทำไม เธอจะได้เยาะเย้ย หมิ่นชังต่อความเจ็บป่วยของแม่ประไร
"แต่น้าปัทม์ทำถูกแล้วนะหวา"
กมลาโพล่งขึ้นราวอ่านความคิด เข้าถึงความรู้สึกของเธอ น้ำเสียงนุ่มนวลอาบไล้ทั่วดวงใจหญิงสาวจนผ่อนคลายลง
"อย่าโกรธน้องนะ น้องไม่เคยรู้ความจริง น้องไม่เข้าใจ น้องจึงได้ทำให้หวาเจ็บ"
แม่รู้…
แม่ซึ่งนอนอยู่แต่ในบ้านหลังนี้ เหมือนขาดสังคมภายนอกไม่ได้พบผู้คนนานเป็นสิบปี แต่แม่ก็หูตา กว้างขวาง ไม่ได้มีโลกแคบลงสักนิดเดียว แม่รับรู้การดำเนินชีวิตผู้อื่นเรื่อยมา เพียงแต่แม่จะเอ่ยปากเกริ่นให้ฟังให้รู้หรือไม่เท่านั้นเอง
คำว่า "เจ็บ" ของแม่หมายถึง การถูกตบหน้า หรือ แม่เหมารวมทุกการกระทำที่หทัยชนกก่อไว้ให้เจ็บช้ำน้ำใจ
"แม่เชื่อว่า หลังจากปัทม์พาเธอมาเห็นสภาพอันน่าสมเพชของแม่แล้ว ความคิดว่าแม่เป็นผู้หญิงมากเล่ห์ เจ้ามารยาสาไถย ใช้เสน่ห์เล่ห์กลกับพ่อของเธอ คงหมดไป…"
"แม่จ๋า…ทำไมแม่ถึงได้ใจดีนักคะ"
ธารชีวาซบหน้าลงกับอกแม่ เกือบหัวเราะเมื่อกมลากล่าวขึ้นเสียว่า
"หวาหมายความว่า แม่ใจดีจริง ๆ …หรือ กำลังคิดว่า แม่ทำตัวเหมือนคนโง่จ๊ะ"
น้ำเสียงแม่กลั้วหัวเราะจึงได้รู้ว่าแม่ล้อเล่นตามแบบฉบับคนที่ไม่ค่อยจะทุกข์ร้อน จิตสงบนิ่ง แม่ไม่วิ่งตามอารมณ์พล่านของใคร แม่มักอภัยให้ใคร ๆ ทุกคนที่ล่วงเกินแม่เรื่อยมา
และแม่ก็กำลังสอนให้เธออภัยให้แก่ทุกคนเหล่านั้นเช่นกัน
ธารชีวาหัวเราะบ้าง
"หวาเบื่อแม่ที่สุดเชียวค่ะ"
คนบ่นเบื่อทว่ากลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นตรงข้ามความหมายของคำพูด
กมลาถอนใจ
"เฮ้อ…คนปากไม่ตรงกับใจ นิสัยแบบนี้แม่ไม่เคยสอนนะ ไปได้มาจากไหนหน๊อ…บ่นเบื่อแต่มากอดแม่แน่น…เฮ้อ…แม่ก็เบื่อหวาที่สุดเหมือนกัน"
กมลากล่าวขณะกอดลูกสาวแน่นขึ้นเช่นกัน

"ใครใช้ให้แกไปเสนอหน้าให้เขาเห็นเหอะไอ้โหน่ง…แกมันใจร้อนทำแผนฉันเสียหมด…เร่งมือทำงานให้สำเร็จเร็วที่สุดก็แล้วกัน เมื่องานเสร็จแกก็หลบออกไปทางชายแดนเขมร…แล้วฉันจะโอนเงินงวดสุดท้ายส่งไปให้ ตอนนี้หัดสงบสติอารมณ์เป็นเสียบ้าง งานใหญ่จะเสีย เข้าใจไหม"
เสียงของสุมาลีดังอยู่แค่ให้ห้องส่วนตัวของเธอ มุมที่ไม่เคยมีสามีหรือใครอื่นกรายกล้ำเข้ามา ยกเว้นลูกสาวคนเดียวซึ่งไม่อยู่บ้าน ดังนั้นสุมาลีจึงไม่ระมัดระวังตัวมากเท่าที่ควรมีให้เรื่องสำคัญ
เหตุนั้น คนที่เพิ่งจอดรถแอบริมสนามด้านหน้าแล้วเดินดิ่งมายังสถานที่เฉพาะตัวของแม่จึงชะงักเพราะเสียงของแม่เข้มงวด ดุดัน ฟังแล้วเหี้ยมเกรียมผิดจากแม่คนที่หทัยชนกรู้จัก
หทัยชนกเห็นภาพแม่ผู้น่าสงสารด้วยเป็นฝ่ายถูกกระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจเรื่อยมา โดยแม่ไม่เคยตอบโต้ได้ แม่เป็นผู้ดี มีชาติตระกูลงดงามเกินกว่าจะลดตัวลงรบรากับใครเหมือนคนไร้ความคิด ความอดทนเหมือนเป็นคุณสมบัติที่แม่ต้องแบกไว้เต็มสองบ่าจนหนักอึ้ง
ร่างในชุดกางเกงสีเทาดำเสื้อแขนกุดสีส้มคอแหลมคว้านลึกถึงหน้าอกเห็นเสื้อตัวในอีกชั้นสีอ่อนกว่าหยุดยืนอยู่ตรงประตูบานที่เธอแตะเบา ๆ บานประตูนั้นก็แง้มออก ทว่ายังไม่ได้ก้าวล้ำเข้าไปในห้องเท่านั้น
แม่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครสักคนซึ่งทำให้แม่หงุดหงิดโมโหเป็นการใหญ่ เอะอะโวยวาย ด่ากราด ถ้อยคำหยาบคายไม่รู้พรูพร่างมาจากไหน แม่ไม่เคยหลุดคำหยาบเช่นนั้นให้เธอได้ยินสักคราว ต่อให้แม่โกรธเพียงไรก็ตาม
"แกจำไว้เลยนะ…ทำงานเพียงครั้งเดียวอย่าให้พลาด ฉันต้องการเห็นความล่มจมของพวกมัน…และถ้าแกทำให้ฉันไม่ต้องเห็นหน้าพวกมันอีกต่อไป เงินค่าจ้างงวดสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เข้าใจไหม"
"ตาย !"
คุณพระ…อกของเธอเจ็บหนึบเพราะดวงใจเต้นตุบตับเร็วรัว มีความเสียใจ ผิดหวังวาบวูบจนความรู้สึกเต็มตื้นอยากแต่จะร้องไห้
"แม่จะเล่นงานใครให้ถึงตายเชียวหรือ"
นี่ใช่ไหม อีกมุมหนึ่งของแม่สุมาลี ผู้หญิงคนที่รักเธอที่สุด รักกว่าใคร แท้จริงแล้วแม่ผู้เป็นเจ้าของความรักละเอียดอ่อนอุ่นก็มีความโหด เลือดเย็นซ่อนไว้ เป็นอีกตัวตนที่หทัยชนกเพิ่งได้ค้นพบ
จะอย่างไร แม่ก็ยังเป็นคนที่เธอควรรัก เทอดทูนเหลือเกิน…บุราณสอนมิใช่หรือ ให้พลิกเหลี่ยมมุมเฉพาะส่วนดีงามขึ้นชมชื่นเพื่อทะนุถนอมความรัก ความรู้สึกบูชาเหล่านั้นไว้ ขณะเดียวกันสิ่งใดก็ตามที่พบเป็นรอยพร้อยก็ให้รู้จัก "อภัย"
แม่จ๋า…นอกเหนือจากนี้หทัยชนกยังไม่รู้ความจริงอะไรอื่นอีกไหม
"หน้าโง่…แกก็เผาไร่มันซี ล่อให้ไอ้ปัทม์มันออกไปจากบ้าน แล้วก็ค่อยจัดการนังแม่ลูกคู่นั้นซะ"
อีกประโยคแหว๋เสียงเขียวดังลอดช่องประตูออกมา ทำให้หทัยชนกมีคำตอบทั้งหมด
ไอ้ปัทม์ !…
เผาไร่มันซี…
ล่อมันออกจากบ้าน
จัดการนังแม่ลูกคู่นั้น…
หทัยชนกเม้มกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บเธอไม่รู้สึกหรอกว่าตรงรอยฟันมีเลือดซิบ เพราะความรู้สึกของเธอเจ็บปวดกว่านั้นร้อยเท่าพันเท่า
ค่อย ๆ สาวเท้าถอยออกจากห้องด้วยอาการเหมือนคนเสียสติ ตัวเบาราวนุ่น…สุดแท้สายลมจะเมตตานำทางไป…กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้องหนังสือของบิดาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำ…
คำว่า "ให้โอกาสตนเอง" จากปากของบุราณเมื่อวานนี้ทำให้เธอผลักบานประตูที่เคยรู้สึกถึงความหนา หนัก บานประตูอันเหมือนอุปสรรคยิ่งใหญ่ดุจขุนเขาสูงกั้นไม่ให้เธอกล้าเข้ามาใกล้ชิดพ่อ ไม่ยอมเผชิญหน้า ไม่แม้จะเปิดตาหรือเปิดใจมองหาคำตอบแท้จริง
ร่างในชุดกางเกงขายาว เสื้อคอกลมสีขาวลายขวาง นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาขวางสีเขียวอ่อนเข้มกว่าสีวอลเปเปอร์ลายใบไม้เล็ก ๆ นิดหนึ่ง มีของบางอย่างคว่ำไว้แนบอก มือสองข้างของชัชวาลจับไว้แน่น…บนโต๊ะข้าง ๆ มียากับแก้วน้ำ ท่านคงทานยาแล้วหลับไป…
จรดฝีเท้าเบากริบเหมือนนักย่องเบา ค่อย ๆ ย่อกายลงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ
"ลูกนกรักคุณพ่อมากนะคะ แล้วคุณพ่อละคะ รักลูกนกสักนิดไหม…"
น้ำตาที่กักเก็บไว้ทะลักรุนแรงกว่าเขื่อนเก็บน้ำพัง แต่หญิงสาวก็ยังกลั้นเสียงสะอึกสะอื้นไว้เพื่อไม่ให้ชัชวาลตื่น…
"เอาเถอะ ลูกนกรับปากพี่บี๋ไว้จะให้โอกาสตัวเอง ลูกนกจะพยายามมองหาความรักของคุณพ่อให้เจอนะคะ แม้จะต้องหลอกตัวเองว่ามีอยู่รอบตัวลูกนกก็ตาม เพื่อจะไม่ให้ความรักที่ลูกนกมีให้คุณพ่อต้องน้อยลงไป…ที่ลูกนกเคยบอกว่า เกลียดคุณพ่อ…ลูกนกขอโทษ ไม่ได้เกลียดสักนิดเดียว…ความรู้สึกที่ลูกนกบอกว่า "เกลียด" แท้จริงแล้วคือ น้อยใจต่างหากคะ…คนเราพอน้อยใจ ก็มักจะทำอะไรลงไปเหมือนพวกขาดสติ ทำผิด พูดไม่ดีก็ได้…แต่พอผ่านความน้อยใจไปแล้ว เมื่อมีเวลานั่งนึกย้อน…ก็เสียใจเพราะทำไปแล้วเรียกคืนได้ที่ไหนคะ"
คงไม่ทันระวัง ไม่รู้ตัวว่าหยาดน้ำตาของเธอร่วงเผาะลงบนท่อนแขนของชัชวาลหลายหยด…ทำให้รู้สึกตัวทันได้ยินประโยคยืดยาวของเธอตลอด…และแน่นอนเป็นโอกาสของคนเป็นพ่อเช่นกันที่จะมอบคำตอบแก่ลูกสาวคนที่ไม่เคยมองเห็นความรักของพ่อสักครั้ง…
ดังนั้น ก่อนที่หทัยชนกจะลุก ชัชวาลจึงลืมตาขึ้น ฉวยแขนลูกสาวไว้จนกรอบภาพบนอกร่วงสู่พื้น
"ลูกนก"
"คุณพ่อ"
หทัยชนกตกอกตกใจ เพราะไม่คาดว่าจะถูกจับได้ แล้วต้องเผชิญหน้า ความหยิ่งทระนงบ้าบอทำให้เธอเมินหน้าไปอีกทาง ใช้มือปาดป้ายน้ำตาลวก ๆ …ก่อนปรายตามองกรอบภาพที่ชัชวาลก้มเก็บ
ภาพเด็กหญิงดวงตากลมแป๋ว ในชุดกระโปรงสีแดง ถักเปียสองแถวผูกโบว์สวยนั่งอยู่บนตักในอ้อมกอดของผู้ชายคนตรงหน้าในวัยหนุ่มแน่น…
"ภาพลูกนกตอนขวบกว่า…"
"ลูกนกไม่เคยเห็นภาพนี้" เธอรับภาพมาดูด้วยความประหลาดใจ มีแสงสว่างอบอุ่นเรืองรองอยู่ในดวงใจเธอเป็นครั้งแรก
"มีแค่ภาพเดียว…ความจริงตอนนั้นเราถ่ายภาพพ่อลูกไว้ทั้งม้วน…แต่ฟิล์มเสีย…ล้างมาแล้วเหลือภาพดีแค่ภาพนี้ภาพเดียว ซึ่งพ่อก็เก็บไว้อย่างดีนะ…คั่นไว้ในไดอารีของพ่อทีเดียว…เนี่ยเพิ่งหากรอบมาใส่ตั้งใจจะตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน…อย่างนี้จะบอกได้ไหมว่า พ่อรักลูกนกบ้างไหม…"
คราวนี้น้ำตาซึ่งเพิ่งเหือดแห้งหลั่งรินอีกยก ทว่าคนเป็นพ่อกลับยิ้มชื่น เป็นรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเป็นสุขคราวแรกนับจากหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เมื่อเห็นว่ากำแพงสูง หนาวเย็นถูกทะลายแล้ว
"อย่าให้อคติ หรือ อาการน้อยใจบังตาจนมองไม่เห็นความรักของพ่อซี…พ่อรักลูกนกเหมือนพ่อทุกคนที่รักเลือดในอกตัวเอง…รักไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าใคร"
ชัชวาลปล่อยข้อมือลูกสาว ก่อนกางแขนออกกอดร่างซึ่งโผเข้าหาแทบโถมใส่ทั้งตัว
"เราพ่อลูกไม่เคยกอดกันอย่างนี้…นานเท่าไรนะ"
"เกือบยี่สิบปีได้คะ"
"โอว…ลูกนกเฝ้านับวันเดือนปีเชียวหรือ พ่อขอโทษ"
"ไม่หรอกค่ะ ลูกนกต่างหากคะโง่เอง…มองไม่เห็นความรักของคุณพ่อ…แล้วใจดำ ใจแคบ ไม่ให้โอกาสใคร…รวมทั้งตัวเอง แต่ตอนนี้ลูกนกเข้าใจแล้วละคะ คุณพ่อคะ…โปรดมอบโอกาสสุดท้ายแก่ลูกนกบ้าง ลูกนกต้องการรับทราบความจริงทั้งหมด"
"ความจริง"
"เรื่องเกี่ยวกับ คุณพ่อ คุณแม่ และธารชีวากับแม่"
ชัชวาลนิ่ง นานเหมือนคนรอฟังจะขาดใจ เพราะดวงตาของพ่อหม่นแสงจัดมีน้ำใสคลอคลองเต็มหน่วยตา
"ทำไมลูกนกอยากฟังจากปากพ่อ ทำไมลูกนกคิดว่า จะพบความจริงละลูก"
"เพราะ … ลูกนกเชื่อว่า คุณพ่อเองปรารถนาแก้ไข…ขอให้ลูกนกเป็นทูตน้อยของคุณพ่อได้ไหมคะ ทูตคนนี้อาจเป็นทูตที่ติดภาพร้ายกาจนิดหน่อย แต่ลูกนกจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ"
ชัชวาลกอดลูกสาวแน่น ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะซึ่งแทรกกายผ่านเนื้อหัวใจของสาวน้อยเปลี่ยนความมึดหม่นเป็นแสงสว่างอบอุ่นดุจแสงฉายจากดวงตะวัน