ธารชีวา ตอนที่ 28

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

When you're down and troubled
And you need a helping hand
And nothing, but nothing is going right
Close your eyes and think of me
And soon I will be there
To brighten up even your darkest nights
You just call out my name,
And you know where I am
I'll come running to see you again.
Winter, spring, summer or fall
All you have to do is call
And I'll be there , yeah, yeah, yeah,
You've got a friend.
…………..
เสียงเพลงไพเราะ นุ่มนวล ฟังสบายหยุดฝีเท้าของเธอไว้แค่กรอบประตูบ้าน ภาพสว่างเรืองข้างหน้า คือ ร่างของแม่บนเตียงนอนในชุดโปรงยาวสีฟ้า ลายดอกไม้เล็ก ๆ สีขาว มีช่อดอกเบญจมาสที่แม่โปรดวางอยู่บนอก กำลังทอดสายตาอ่อนโยนมองเจ้าของเสียงเพลง
บุราณร้องเพลง…คนที่เธอไม่คิดว่าเขาจะร้องเพลงได้ไพเราะ ซาบซึ้งเช่นนี้ ทั้งความหมายของเนื้อหายังเติมเต็มความว่างเปล่าในโพรงอกของผู้ฟังอีกด้วย
"อ้าว…หวา…มานานหรือยัง มาหาแม่ซี"
เสียงดนตรีหยุด…ชายหนุ่มเหลียวมาทางเธอทอดสายตาตามติดจนร่างเธอหยุดชิดเตียงฝั่งตรงข้ามทีเดียว
"พี่เขามาขอบคุณที่เอาข้าวอบเผือกไปส่งให้เมื่อวาน"
"หวาขอโทษ"
หน้าตาเธอไม่ต่างจากเด็กทำผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้
หากแต่สายตาของแม่ไม่ได้ตำหนิสักนิดที่เธอไม่พูดความจริง ตรงข้ามแม่ยังจับมือเธอไว้ราวถ่ายทอดกระแสความเข้าอกเข้าใจ ปลอบโยน
"ขอโทษแม่ทำไม…ดูซี…ยังทำหน้าเศร้าใส่แม่อีก…เฮ้อ…อาการหน้าเศร้าเกิดตั้งแต่เมื่อวานแล้วละบุราณ ตั้งแต่เอาข้าวอบเผือกไปส่งให้บุราณ ก็ไม่รู้ไปเจออะไรมา…ว่าไง…บุราณรู้ไหม"
กมลาฉลาดเหลือเกิน เข้าใจเปิดปมปูทางช่วยให้บุราณพบคำตอบ…แม้กมลาจะมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่ลูกสาวเจอะเจอ แต่…มันต้องสะเทือนใจมากเหลือเกิน
"หทัยชนกกลับบ้านไปแล้วครับ…เธอกับไปตั้งแต่เมื่อเช้า…"
บุราณกล่าวขึ้นเฉย ๆ เหมือนชวนคุยตามปกติไม่ใช่การอธิบายเพื่อต้องการให้คำตอบแก่ใครสักคนดังเจตนาจริง
"เมื่อวานเธอมาที่นี่ ได้พบคุณอา…ผมเชื่อว่าเธอกำลังสับสนระหว่างสิ่งที่เธอรับรู้ฝั่งใจมาตลอด กับความจริงที่เห็นเองกับตา…"
ในห้องเงียบกริบ…ธารชีวาทำทีเป็นนำดอกเบญจมาสในช่อไปใส่แจกันอยู่ใกล้ ๆ เสียงเล่าของบุราณไม่ดังนักทว่าก้องกึกอยู่ในใจเธอ
"ลูกนกเป็นเหมือนน้องสาวครับ คุณอาทราบดี สองครอบครัวเรารู้จักคุ้นเคยกันมานาน ผมนับถือคุณอาชัชวาลเหมือนญาติผู้ใหญ่ ลูกนกจึงเหมือนน้องสาวคนหนึ่งของผม…เธอมีปัญหาผมเป็นพี่ชาย ถือเป็นหน้าที่ต้องช่วยปลอบโยน คลี่คลายปัญหาให้…ส่วนใครจะเข้าใจผิด คิดเอาเองนอกเหนือจากนี้ เป็นเรื่องที่ผมเข้าไปจัดการ
"ใจ" กับ "ความคิด" เขาไม่ได้เสียด้วยครับ"
กมลาหัวเราะเสียงดัง…เมื่อรู้สึกสะใจเมื่อประโยคสุดท้ายของบุราณเจตนากระทบ ตำหนิคนใจไม่หนักแน่น คนไม่เชื่อมั่นใจตนเองเต็มเปา
"พี่น้อยไปไหนละคะแม่…"
ดูซี ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน กลบเกลื่อนด้วยการถามถึงคนอื่นเสียอย่างนั้น
"แม่เขาไม่สบาย ขออนุญาตแม่พาแม่ไปหาหมอเดี๋ยวค่ำ ๆ ก็กลับมา พอดีบุราณแวะมาจึงนั่งคุยเป็นเพื่อน แล้วอาสาดูแลแม่แทน น้าชายเรารับเชิญจากผู้ว่าฯ ร่วมประชุม เหมือนกลางปีจะมีการจัดงานเกษตรจังหวัด ไร่เราจะไปเปิดบูธร่วมด้วย"
"คุณหวามาแล้ว ผมขอตัวกลับไปทำงานต่อดีกว่าครับ…ยังมีเอกสารหลายอย่างให้สะสางกองสุมไว้เต็มโต๊ะ ใครบางคนแถวนี้จะหาว่าผมอู้ได้ กินเงินเดือนเขา ก็ต้องทำงานให้คุ้ม"
คนถูกพาดพิงย่นหน้านิดหนึ่ง หมั่นไส้เหลือทน
"หวาเดินออกไปส่งพี่เขาซีลูก"
"หวาเพิ่งกลับมาจากไร่ หวาเมื่อยค่ะแม่ อยากนั่ง"
พูดไม่ทันจบประโยคเธอก็เดินมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่เขาเพิ่งลุกขึ้น ทำไม่รู้ไม่ชี้
"ดูเอาเถอะบุราณ จะปราบได้ต้องเหนื่อยหน่อยนะ ฤทธิ์เขาเยอะนักละ"
"แม่"
หญิงสาวร้อง…แง่งอนเพราะแม่พูดจาให้ท้ายบุราณออกนอกหน้า ทั้งยังนอนยิ้มเย็นใจได้อีกแม้บุราณจะรวบข้อมือเธอไว้มั่น ฉุดให้ลุกตามออกไปส่งเขากึ่งบังคับจนได้ จะเหลียวมองแม่กี่รอบก็พบแต่รอยยิ้มเป็นสุขใจฉายชัดเต็มเสี้ยวใบหน้าอ่อนล้า ซูบเซียว
แม่จ๋า…ดวงตายิ้มได้ของแม่แอบปรารถนาให้มีความรักเกิดขึ้นกับเราสองคนใช่ไหมจ๊ะ…โธ่…หวาจะบอกแม่อย่างไรให้เข้าใจ…เขาดีกับหวาก็เพราะน้ำใจงดงามของแม่ที่เคยมีแก่เขา เขาดีกับลูกสาวแม่ก็เพราะคิดทดแทนคุณพระคุณยิ่งใหญ่ของแม่เท่านั้น
บุราณปล่อยข้อมือเธอเมื่อออกมาจนถึงสนามด้านนอก หญิงสาวเดินเป๋ไปนั่งลงบนเก้าอี้ขวางโดยมีชายหนุ่มก้าวตามไปช้า ๆ
"เจ็บไหม ไหนดูซี…"
เขาฉวยแขนข้างเดิมไปสำรวจรอยแดงจากการจับแน่นและการฝืนตัวเองของเธอ ก่อนเป่าพรวดลงไป
"เพี้ยง…เอ้า ! …หายแล้ว"
ธารชีวาหัวเราะจนแทบสำลัก
"ฮื้อ…ได้ผลนะ ตอนเป็นเด็กผมจำได้ว่า หกล้มที่ไรอากมลาจะปัดแผลให้ แล้วเป่าเพี้ยง ๆ ความเจ็บปวด น้ำหูน้ำตานองหน้าหายเป็นปลิดทิ้ง"
คนเล่าช่างกอดเก็บภาพความทรงจำงดงามระหว่างเขากับแม่ไว้ล้นอก เขาคงรักแม่มากไม่ยิ่งหย่อนกว่าเธอ
"หายโกรธกันเถอะน่า…โกรธกันไม่เห็นจะดีตรงไหน เดี๋ยวคืนนี้นอนไม่หลับนะ"
หญิงสาวหัวเราะอีกครั้ง ยอมอ่อนใจต่อการง้องอนของเขา
"พี่บุราณเนี่ยพิลึกคนจริง ๆ …"
"คนพิลึก กับพิลึกคนเหมือนกันไหม…เอ…แล้วอย่างนี้จะออกโชว์งานวัดได้ไหม…"
เขายังคงพูดเจื้อย ๆ ให้สนุกสนานทำให้เธอหัวเราะ ผ่อนคลาย
"จำไว้นะหวา…"
จู่ ๆ เขาก็เปลี่ยนบทบาทกระทันหัน กล่าวน้ำเสียงมั่นคง จริงจัง ไม่เหลืออาการขี้เย้า หยอกเล่นอีกเลย
"เสียงหัวเราะ กับรอยยิ้ม และความสุขของหวา คือ สิ่งมีค่าที่สุด…ที่ผมปรารถนาจะได้รับ และรักษาไว้…และรู้ไว้นะว่า…หทัยชนกเขาเป็นน้องสาวของผม"
ธารชีวาก้มหน้างุดเหมือนสายตาวิบวับยามเขาตั้งอกตั้งใจกล่าว " หทัยชนกเขาเป็นน้องสาวของผม" ราวจะบอกความนัยหวานล้ำจากดวงใจให้เธอรู้…ราวจะลบความรู้สึกหวงหึงของเธอให้หมดไป…
ตายละ ! ธารชีวา เธอแสดงอาการใดให้เขาประเมิน"ใจ" ของเธอได้จนต้องมาอธิบายเธอด้วยแววตาริกรินหวานหยด
ใบหน้าของเธอเกิดร้อนวูบวาบ ดวงตาที่เคยกล้ามองสบเขาอย่างไม่เกรงกริ่งเกิดกระดากอายเสียดื้อ ๆ จนต้องซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ ที่ประดับริมฝีปากไว้แทบไม่ทัน
"แต่สำหรับธารชีวาคนนี้…เป็นก็เป็นน้องสาว…เป็นอาธารชีวาคนทะลึ่งอ้างตัวเป็นอาผมอีกคน เป็นได้ทุกอย่างที่หวาอยากเป็น สำคัญกว่านั้น…คือ หวาเป็นคนที่ผมกำลัง"รัก"…จำไว้นะ"
ธารชีวากำลังงง หรือ กำลังเมาถ้อยคำของเขากันแน่ นาทีนั้นเหมือนลมวูบพัดผ่านแล้วเธอก็กลายเป็นก้อนหิน ขยับไปทางไหนไม่ได้ รู้สึกแต่ริมฝีปากอุ่น ๆ ของบุราณแตะลงอย่างอ่อนโยนทะนุถนอมแถวหน้าผากกระแสของสัมผัสนั้นรุนแรงแทรกลึกรวดเร็วถึงเนื้อหัวใจทีเดียว
มารู้สึกตัวอีกครั้ง รถของเขาแล่นออกจากบ้านไปแล้วทิ้งไว้ในสายตาเพียงรอยฝุ่นแดงตลบเส้นทางเท่านั่นเอง

"ไฟไหม้…ไฟไหม้ท้ายไร่ ไฟ้ไหม้บ้านพักคนงาน…"
เสียงแม่บ้านวิ่งงกเงิ่นลนลานด้วยอาการเสียสติ ให้ธารชีวารีบลุกจากม้านั่งวิ่งเข้าไปจับแกหยุดแล้วซักถามความ
"เกิดอะไรคะป้า"
"ลุงโอ่งแวะมาบอกเมื่อกี้ ไฟไหม้ท้ายไร่ กับบ้านพักคนงานค่ะ…คุณหวา…ป้าจะกลับไปดูบ้าน ไปดูลูก ๆ …ไม่รู้บ้านป้าเป็นยังไงบ้าง ป้าให้นังเครือขับมอเตอร์ไซด์พาป้าไปนะคะ"
"ค่ะ หวาจะอยู่เป็นเพื่อนแม่เอง ถ้าป้าเจอคุณบุราณ บอกให้เขาโทรหาหวาด้วยนะคะ"
แกพยักหน้าหงึก ๆ รับคำยามนั้นธารชีวาไม่มั่นใจว่าแกจะจดจำคำสั่งของเธอได้เท่าไรนัก หญิงสาวรีบกลับเข้ามาในบ้าน โชคดีเหลือเกินแม่นอนหลับ…แอบถอนหายใจโล่งอกเพราะแม่ไม่รู้ จะได้ไม่ต้องคิดมากเป็นกังวล
"หวา"
"แม่"
สาวเท้าเข้าไปจับมือแม่ไว้ แม่คงรู้…เพราะมือของเธอเย็นสั่น
"หวาคิดว่าแม่หลับ"
"หลับลงได้ยังไงกัน ป้าแกร้องออกลั่น…แม่กำลังสวดมนต์ต่างหาก ขอให้คนงานของเราปลอดภัย…ไฟมันจะไหม้ข้าวของอะไรก็ช่าง แต่ขอให้ทุกชีวิตพระคุ้มครอง…หนูก็เป็นห่วงใช่ไหมลูก"
ธารชีวาพยักหน้า
"ค่ะ แต่พี่บุราณคงไปที่นั่นแล้ว เขาเก่ง…หวาเชื่อเขาต้องดูแล แก้ปัญหาได้ค่ะ"
"แต่แม่รู้ หวาอยากไปช่วยอีกแรงใช่ไหมลูก"
"ทุกคนออกไปหมด แม่จะอยู่คนเดียวได้ยังไงคะ…"
"แม่อยู่ได้หวา เชื่อแม่ซีลูก…แม่อยากให้หวาไปที่นั่น อย่างไรบุราณก็เป็นคนอื่น เราต่างหากเป็นเจ้าของบ้าน ปัทม์ไม่อยู่แม่ก็อยากให้หวาไปที่นั่น ไปให้คนงานซึ่งเหมือนลูกบ้านในรั้วหลังคาของเราได้เห็น ได้อุ่นใจ ว่าจะทุกข์ยาก จะเกิดอะไรกับชีวิตพวกเขา ใครจะเจ็บ ใครจะปวด เราจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา…แม่อยากให้หวาไปเพื่อรักษาสภาพจิตใจคนของเรา …"
"แต่…"
"แม่ไม่เป็นอะไรหรอกหวา แม่แค่นอนเฉย ๆ พอหวากลับมาคงถึงเวลาพาแม่อาบน้ำ ทานอาหาร เข้านอน ตอนนี้แม่ไม่มีกิจกรรมอะไรต้องทำ นอกจากนอนเฉย ๆ …แล้วหวาก็ไม่ต้องห่วงแม่ด้วย แม่ยังไม่ต้องการอะไรตอนนี้ ยังไม่ต้องการความช่วยเหลือมากเท่าคนงานของเรานะลูก"
"หวารักแม่ค่ะ"
เธอกอดแม่ จูบแม่ ยังลังเล ห่วงหน้าพะวงหลัง แต่สุดท้ายสายตาเด็ดเดี่ยว สายตาออกคำสั่งบังคับของแม่ทำให้เธอต้องตัดใจแล้วรีบร้อนออกจากบ้านไป
ท้องฟ้าท้ายไร่เป็นสีแดงฉานเหมือนเลือด มีควันพวยพุ่งลอยสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทะมึนมืดไปหมด ทำให้เกิดความรู้สึกสลดหดหู่ใจ ระหว่างขับรถด้วยความเร็วมากกว่าปกติธารชีวาพลอยสวดมนต์ภาวนาขออย่าให้ใครต้องเจ็บ หรือ สูญเสียจากอัคคีภัยครั้งนี้เลย ความสูญเสียไม่ว่าเกิดกับใครก็ไม่เป็นที่ต้องการทั้งนั้นโดยเฉพาะการต้องสูญเสียชีวิตบุคคลอันเป็นที่รัก
แม่คงเข้าถึงความรู้สึกของผู้อื่นอย่างถ่องแท้ จึงได้ส่งเธอมาดูแล เป็นหลักพักพิง มาให้ความช่วยเหลือคนงานของไร่ผู้กำลังเดือดร้อน แม่แม้จะนอนเจ็บหากไม่เคยดูดายต่อการเอาใจใส่ผู้อื่นในอาณาจักรของแม่…แม้นาทีนี้ธารชีวาจะไม่มั่นใจนัก เธอจะเป็นเสาหลักมั่นคงแข็งแรงพอให้ยึดเหนี่ยว หากกำลังใจของแม่ผลักดันอยู่เบื้องลึกให้เธอต้องหยัดรากได้ ต้องแกร่งและอยู่ในภาวะพร้อมจะช่วยเหลือผู้คนในการดูแลของครอบครัวได้ ธารชีวามุ่งมั่น ตั้งใจ
หญิงสาวแตะเบรค ลดความเร็วลงเมื่อไม่แน่ใจว่าวัตถุที่ขวางเส้นทางวิ่งรถอยู่เป็นอะไรกันแน่ จนเมื่อเข้าไปไกลจึงเห็นต้นไม้ใหญ่จากไหนสักแห่งถูกลากมาขวางทางไว้…ด้วยเจตนาบางประการ…
สัญชาตญาณกระมังทำให้ธารชีวาเฉลียวใจและเพิ่มความระมัดระวังตัวเหลือเกิน เธอไม่ยอมลงจากรถ เพราะประเมินได้ว่า สองข้างทางไม่มีต้นไม้ใหญ่มาก่อน และต้นไม้ที่ตัดขาดไม่ให้เธอผ่านทางไปได้ย่อมเกิดจากฝีมือของใครสักคนที่มีเจตนาไม่ดีเป็นแน่ กวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวังก่อนลดมือจากพวงมาลัยคลำหาโทรศัพท์มือถือ…ตายละ…เธอคงรีบจนไม่ทันได้หยิบติดมือมาด้วย จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวางลืมไว้ตรงจุดไหนของบ้าน…
เสียงประตูรถถูกกระชากออกทำให้หญิงสาวสะดุ้งพร้อมหวีดร้อง ก่อนจะนึกโกรธตนเองที่เลินเล่อ ลืมล็อคประตู
"ว๊าย"
ร่างสูงใหญ่ราวนักมวยปล้ำที่เคยเห็นจากหน้าจอทีวี มีหมวกไอ้โม่งคลุมหน้าไว้เหลือแต่ลูกตาขาวแผล็บ กรอกไปมา…ปืนในมือจ่อตรงมาทางเธอ ออกจะหัวเสีย หงุดหงิดเมื่อวางแผนไว้ว่าผู้หญิงคนนี้จะต้องอยู่บ้านกับแม่ขี้โรค แล้วมันจะได้กำจัดให้สิ้นซากทีเดียวพร้อมกัน แต่ผิดแผนนังตัวดีกลับขับรถแล่นจะไปท้ายไร่ ดีที่มันวางแผนสองหาต้นไม้ใหญ่มาขวางเส้นทางลัดที่มันรู้ดีว่านังคนนี้จะต้องใช้เพื่อไปให้ถึงท้ายไร่เร็วที่สุด ลำบากมันต้องเหนื่อยตามมาเอาตัวกลับไปเพิ่มงานให้ต้องทำ เสียเวลามากขึ้น
"ลงมานังตัวดี"
ฉวยข้อมือได้ก็กระฉากเข้ามาหาตัว แต่หญิงสาวใช้ท้ายถีบ แตะ ยันไว้ ต่อสู้ปกป้องเป็นพัลวัน
"ฤทธิ์มากนักนะนังตัวดี"
ตบฉาดลงบนใบหน้าเพราะความแค้นจัดที่น้าชายนังตัวดีเคยก่อความเจ็บช้ำให้โดยมันไม่เคยย้อนระลึกทบทวนถึงคุณความดีที่ปัทม์เคยมีท่วมท้น แค่เพียงมันทำผิดแล้วถูกตัดสินโทษตามระเบียบที่คนอย่างมันควรได้รับเท่านั้น ทุกหยาดอณูความดีงามก็ถูกฝังกลบ มันเลือกจำแต่ทัณฑ์ที่ปัทม์มอบให้จนกลายเป็นแค้น ชิงชังฝังใจ ประกอบการการถูกชักจูง หลอกล่อด้วยเม็ดเงินมหาศาลชนิดคนขายแรงงานอย่างมันไม่อาจได้ครอบครองง่ายดายเท่า"งาน"เช่นที่กำลังทำอยู่
"แกต้องการอะไร"
ธารชีวาแทบอยากกัดลิ้นตนเอง เมื่อหลุดปากถามเพราะความกลัว ความโกรธผสมผสานกันอย่างจำแนกไม่ออก ทำให้ลูกตาขาวของมันกวาดมองเธอเหมือนถูกจุดประกาย ถูกเปิดสมองให้คิดออก มีรอยกระหายเหี้ยมโหดฉายชัดจนต้องกระถดกายจนชนเกียร์รถ
"อย่านะ ถ้าแกต้องการเงิน ฉันจะให้ น้าปัทม์…แกรู้จักไหม เขาจะให้เงินตามจำนวนที่แกต้องการ"
การที่มันได้ยินชื่อน้าปัทม์ ดวงตายิ่งวาวโรจน์ หัวเราะด้วยน้ำเสียงสะอกสะใจ เสียงหัวเราะซึ่งกรีดลึกเข้ามากลางใจจนหนาวสะท้าน ทั้งเยือกเย็นและเหี้ยมโหด แน่แล้ว…น้าปัทม์อาจทำอะไรให้มันแค้นเคือง
"ไอ้ปัทม์นะหรือจะให้เงินกู มันมีแต่จะเอาตำรวจมาลากคอกูเข้าตะรางน่ะซี"
แม้จะเห็นแค่ลูกตาหากเธอรู้สึกขนลุกกับอาการแสยะยิ้ม…
"จัดการกับมึงก่อนไม่ดีกว่าหรือ…ไอ้ปัทม์มันคงกระอักออกมาเป็นเลือดถ้ามันได้รู้ว่า กูตอบแทนการกระทำของมันด้วยการให้บทเรียนพิเศษกับหลานสาวของมัน บทเรียนที่พวกมึงต้องจำวีรกรรมกูไว้ไม่ลืม"
ธารชีวาหวีดร้องเสียงลั่น ทั้งปัดป้อง แตะถีบ สะเปะสะปะไปทั่วไม่รู้เหนือใต้ จะถูกอะไรบ้างเธอไม่สนใจอีกแล้ว ขอแต่อย่าให้ร่างยักษ์เหม็นสาบของมันฉุดเธอออกไปจากรถได้เท่านั้น
"อีนี่…"
ธารชีวารู้สึกเจ็บปวดส่วนกลางของร่างกายเพราะถูกหมัดกระแทกแรงจนขาสองข้างที่แตะถีบอย่างไม่ยอมพ่ายง่าย ๆ หมดแรงทันที ได้แต่ตัวงอพับคาอยู่กับเบาะรถ แขนขา ทุกส่วนของร่างกายสิ้นแล้วซึ่งเรี่ยวแรง คงเหลือเพียงสติวิบหวิว ล่องลอย กับหยาดน้ำตาพรู…
อย่างไรก็ตาม เพศหญิงไม่อาจแกร่งพอจะปะทะทัดทานกำลังฝ่ายชายได้
แม่จ๋า…ช่วยหวาด้วย
เธอร่ำร้องดัง หากไม่มีเสียงผ่านริมฝีปากออกมาสักแอะ ได้แต่เจ็บปวดสาหัสปานใจจะขาดเมื่อร่างถูกยกขึ้นพาดบ่าเหมือนกายเธอเบาดุจนุ่น
น้าปัทม์…ช่วยหวาด้วย
อย่าให้มันกระทำหยาบช้ากับหวาได้นะคะ หวายอมตาย…ฆ่าหวาให้ตายเสียเลยดีกว่าฆ่ากันเลือดเย็นเช่นที่กำลังจะเผชิญหน้า
รู้สึกสะดุ้งเฮือก เมื่อแผ่นหลังของเธอสัมผัสหญ้าหยาบ ๆ ใบของมันบาดลำแขนเกิดริ้วรอยแสบไปหมด หากไม่มากเท่าอาการจุกจนตัวงอ อาการกระอักกระอ่วนแทบอยากอาเจียน มองเห็นร่างกายหนายืนค้ำอยู่ข้างหน้าเหมือนยักษ์ดุดัน กำลังแยกเขี้ยวหมายจะฉีกเนื้อเธอเป็นอาหารอันโอชะ
พี่บุราณ…ช่วยหวาด้วย ช่วยด้วย
กรีดร้องออกมาอีกครั้งพร้อมรวบรวมแรงทั้งหมดถีบร่างที่โถมลงมาหาทั้งตัวหนักอึ้ง อีกครั้ง ครั้งนี้อาจเป็นพละพลังเฮือกสุดท้ายของชีวิตก็เป็นได้
"เปรี้ยง!"
เสียงปีนซีนะดังลั่นจนหูอื้อ ปั่นป่วนไปหมด ใครกันมายิงปืนแถวนี้…"ใคร" มีคนมาใช่ไหม…
"ชะ ช่วยด้วย"
รู้สึกตัวร้องออกไปอีกครั้ง
เหมือนความเยือกหนาวจับใจค่อย ๆ เบาบางลงเมื่อร่างยักษ์ซึ่งกดค่อมอยู่บนร่างกายเธอผงะห่างออกเกือบทันที จากนั้นได้ยินเสียงคนต่อสู้…ชกต่อยวุ่นวาย ความมึนงงทำให้สายตาพร่าพรายจับภาพได้ไม่ชัดเจน
นาทีถัดมาเมื่อเสียงคนสู้กันเงียบลงรู้สึกเหมือนใครสักคนเข้ามาแตะต้องร่างกายเธอ ธารชีวาร้องไห้ ปัดป้องพัลวัน จนถูกฝ่ายนั้นดึงร่างเธอเข้าไปกอดไว้แน่นด้วยกริยาทะนุถนอมลำแขนแข็งแรงกับความอบอุ่นโอบอยู่รอบร่างกายสะท้านเหมือนเพิ่งฝ่าพายุมาหยก ๆ
"พี่บุราณเองนะคนดี ใช้หัวใจซี ใช้หัวใจสัมผัสให้มองเห็นพี่ซี…ไม่เป็นไรแล้วนะ"
ประโยคสั่นพร่าของเขาปลุกให้อาการของเธอสงบลง
ริมฝีปากอุ่น แตะลงแผ่วเบาแถวหน้าผากพร้อมถ้อยคำอ่อนโยนจับใจ จนหัวใจของเธอตีบตัน
"ปลอดภัยแล้วคนดี ไม่เป็นอะไรแล้วนะ…"
เสียงพี่บุราณดังแว่วอยู่ใกล้ ๆ
ธารชีวาจดจำได้เพียงเธอพยายามเพ่งมองให้ชัดเห็นใบหน้าซึ่งเพิ่งคลายความโกรธลงเพียงนิดเดียว มีน้ำตาคลอคลองในดวงตาของเขารอยตาที่บอกว่า เขาจะโกรธ เกลียดตนเองชั่วชีวิตถ้าไม่อาจปกป้องศักดิ์ศรีเธอไว้ได้…เขาลูบผมเผ้าให้แผ่วเบา จุดรอยยิ้มหวาน อ่อนอุ่นให้
"พี่บุราณ "
ละล่ำละลักออกไป น้ำตานองหน้า
จูบแล้วจูบเล่าพรมทั่วดวงหน้ามอมแมมทั้งน้ำตา ทั้งใบไม้ติดเผ้าผมเลอะเทอะไปหมด…หากบุราณหาได้รู้สึกว่าเธอน่ารัก น่าทะนุถนอมลดน้อยลงสักนิด
"หวาจะเจ็บปวดไม่ได้รู้ไหม"
เขากล่าว พลางกอดกระชับเธอไว้แน่นราวกลัวจะถูกพรากจากไปอีกครั้ง
ให้นึกขอบคุณ…ที่ให้โอกาสเขาได้กอบกู้ศักดิ์ศรีและช่วยเหลือผู้หญิงที่เขารักไว้ได้ทัน
ทั้งขอบคุณสาวน้อยอีกคนซึ่งเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาเล่าความจริงทั้งหมดให้บุราณรู้ เพื่อจะได้มาช่วยเหลือธารชีวาไว้ทันการณ์