ธารชีวา ตอนที่ 29

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

"พี่บี๋คะ ลูกนกจะเกลียดตัวเองตลอดชีวิต ถ้าลูกนกไม่อาจช่วยคุณพ่อแก้ไขข้อผิดพลาดได้ เราสามคนพ่อแม่ลูกทำผิดกับพี่หวาและแม่มากมายนัก ลูกนกขอโอกาสนี้ทำความดีแก้ตัวบ้าง…ไม่อยากทำผิดซ้ำซาก…พี่บี๋ต้องช่วยพี่สาวลูกนกนะคะ"
ยามก้าวเข้ามาในบ้านหลังโดดเดี่ยวปลูกบนเนินสูงหทัยชนกได้ยินแต่เสียงสั่นพร่าของตนยามกล่าวออกไปเพื่อขอคำมั่นกับความช่วยเหลือจากบุราณ แม้เวลานี้จะโล่งใจอีกเปราะหนึ่งหากทำไมหนอยามกวาดสายตาไปรอบห้องกว้างที่เมื่อไม่กี่วันเธอถูกนำพามาเยือนผู้หญิงคนนั้น บนเก้าอี้ริมหน้าต่างเธอจำได้ติดตาว่ากมลานอนหลับอยู่ใต้ผ้าห่ม ร่างของเธอเล็กและเปราะบาง น่าสงสารมากจนผู้พบเห็นสะเทือนใจ ทว่ามีเพียงสายลมเย็นจัดจนแทบตัดขั้วหัวใจของเธอลอดผ่านม่านดอกไม้ซึ่งทิ้งสายจากขอบหน้าต่างกระจัดกระจายกลาดเกลื่อนพื้น
"คุณกมลา"
หทัยชนกแทบไม่รู้ด้วยซ้ำยามนั้นน้ำเสียงของเธอตระหนกตกใจสุดขีด เนื้อตัวสั่นเทาแทบหมดแรง น้ำตาคลอคลอง หรือเธอมาช้าเกินกว่าจะแก้ไข…
ในที่สุดความผิดพลาดเกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากแม้แต่โอกาสแก้ไขเชียวหรือ โลกไม่โหดร้ายกับชีวิตของเธอมากเกินไปหรืออย่างไร
ทรุดฮวบลงอย่างหมดสิ้นแรงแล้วจริง ๆ ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นแว่วมาไม่ไกล…เสียงสะอื้นของเธอหรอกหรือ…หทัยชนกตั้งสติกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้งอย่างระมัดระวังเมื่อมั่นใจว่าเสียงแว่วนั้นไม่ใช่จากหัวใจอันปวดปร่าขมปี๋ของเธอแน่แล้ว
"คุณกมลา"
ร่างนั้นนอนอยู่บนพื้นห่างจากเตียงที่เธอเคยนอนราวสามสี่เมตรใกล้กับทางไปห้องน้ำมีโซฟานวมสีงาช้างตัวยาววางขวางไว้
เมื่อวิ่งมาย่อกายลงใกล้ชิด คุกเข่าข้าง ๆ ด้วยความโล่งใจจนได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือก…แต่หทัยชนกต้องรันทด สะทกสะเทือนใจหนักเมื่อพบว่า บริเวณซึ่งเธอคุกเข่าอยู่เปียกชื้นน้ำซึ่งไหลออกมาจากร่างกายของกมลานั่นเอง ชุดที่กมลาสวมอยู่ก็ชื้นตั้งแต่ช่วงล่างเลอะเทอะ เหม็นจนอยากอาเจียน
ใบหน้าซึ่งดูทดท้อ อ่อนล้า เจ็บปวดเหลือเกินต่อความทุกข์ทรมานเปื้อนน้ำตา…
โถ…บ้านทั้งหลังไม่มีใครอยู่ดูแลสักคน กมลาคงตะเกียกตะกายช่วยตนเองเข้าห้องน้ำ แต่ก็มาได้เพียงครึ่งทางก็ต้องนอนแช่ปัสสาวะของตนเองอย่างหน้าอดสู อับอายและคับแค้นใจที่สุด
หทัยชนกเข้าประคองร่างเล็กให้ลุกนั่งอย่างไร้ความรู้สึกรังเกียจ ชนิดที่ใครมาเห็นคงไม่เชื่อแก่สายตา ผู้หญิงกระด้าง บุคลิกร้ายกาจเอาแต่ใจ ไม่เคยอ่อนให้ใครจะปฏิบัตินุ่มนวลต่อคนพิการได้เพียงนี้
"ให้ลูกนกช่วยนะ"
ผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมผืนเล็กถูกล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงซับแผ่วเบาเช็ดน้ำตาให้
หทัยชนกเดาไม่ผิด คนแข็งอย่างกมลา ไม่ปรารถนาให้คนในครอบครัวได้เห็นน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ ความเกลียดชิงชังตัวตนกับโรคร้ายของเธอ ความรู้สึกที่หทัยชนกเข้าอกเข้าใจได้ราวกลายเป็นคนละเอียดอ่อนในชั่วพริบตา จากนั้นจึงช่วยประคองทุลักทุเลพากมลาเข้าไปในห้องน้ำ
"ไฟไหม้ที่ท้ายไร่ ตอนแรกลูกสาวอยู่เป็นเพื่อนฉัน แต่ฉันให้เขาไปดูแล ไปช่วยเหลือคนงาน…โดยไม่ต้องห่วงแม่ ใครจะคิดละว่า ฉันเกิดต้องการเข้าห้องน้ำขึ้นมา ฉันก็พยายามจะช่วยตัวเอง…"
ระหว่างเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พบรอยฟกช้ำตามร่างกายจึงเหลือบมองดวงตากลมกำลังยิ้มราวกลับเมื่อครู่ไม่ได้ผ่านเงาน้ำตามาอย่างนั้นละ เหลือเชื่อเลย คนอะไรแข็งแกร่งชะมัด !
"ฉันตกเตียง"
หทัยชนกทำหน้าตกใจ
"ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก พอดีน้อยเขาพับที่นอนปิคนิคไว้บนโต๊ะข้าง ๆ จะเอาไปผึ่งแดด ฉันก็พยายามโยนลงไปกองบนพื้น หมอนกี่ใบฉันก็เขี่ยลงไปรองไว้หมด เวลาฉันตกลงไปจะได้ไม่เจ็บมากนัก แต่ก็เจ็บเหมือนกันนะ ตอนนั้นคิดว่า…ฉันคงตายแน่แล้ว…แต่ก็ผ่านมาอีกจนได้ คนแก่นี่นะ ยิ่งแก่ยิ่งหนังเหนียว"
ดูซี…ขนาดนี้แล้วยังมีแก่ใจพูดเล่น หัวเราะเยาะความเจ็บป่วยของตนเอง…เข็มแข็งเสียจนหทัยชนกยอมแพ้แล้ว
บนราวแขวนเสื้อผ้าในห้องน้ำมีชุดกระโปรงสีเทาตัดเย็บเหมือนชุดที่เพิ่งถอดออกวางกองกับพื้นพาดอยู่คนดูแลคงจัดเตรียมไว้หทัยชนกจึงหยิบมาผลัดเปลี่ยนให้
"แต่ฉันก็ต้องรู้สึกพ่ายแพ้ เกลียดชังตัวเองเหลือเกินเมื่อฉันไม่มีปัญญาพาร่างกายพิการของตัวเองไปถึงห้องน้ำได้ ฉันต้องนอนจมน้ำปัสสาวะของตัวเองอยู่อย่างที่เธอเห็น น่าสมเพชไหม…"
สมเพช !
ก่อนหน้าหทัยชนกอาจพกความรู้สึกนั้นไว้เต็มเปี่ยม ทว่านาทีนี้เหลือแต่ความเห็นอกเห็นใจ
"ฉันมันก็แค่กาฝาก หยัดรากยืนต้นโดยปราศจากการพึ่งพิงผู้อื่นได้ที่ไหนเล่า"
"กรุณาอย่าดูถูกตัวเองซีคะ…ลูกนกเชื่อ คุณกมลามีค่ามากกว่าไม้กาฝากนัก คุณก็คือแสงตะวันในดวงใจของคนเป็นลูกสาว…ลูกจะหยัดยืนได้แข็งแกร่งได้อย่างไรคะ ถ้าตะวันของเธอดับมืดเสียแล้ว…เชื่อซีคะว่า ต่อให้คุณเป็นกาฝาก ลูกสาวของคุณกับทุกคนที่รักคุณพร้อมเป็นไม้ใหญ่ให้คุณเกาะเกี่ยวไว้ …ขอให้เชื่อเถอะคะ เพราะลูกนกเองก็กล่าวออกมาประสาลูกหัวอกเดียวกับธารชีวา"
"สุมาลีเป็นอะไรไปหรือ"
หทัยชนกขมวดคิ้วนิดหนึ่ง
"คุณรู้ได้ยังไงคะว่า ลูกนกเป็นลูกแม่สุมาลี"
"ลูกนก ฉันได้ยินชื่อเธอมานานแล้ว เธอไม่รู้หรอกหรือเธอสวยเหมือนแม่…ใครเคยชมหรือเปล่าว่าเธอได้ความหมดจดงดงามจากแม่และพ่อรวมไว้ในคนเดียวกัน…"
หทัยชนกยิ้มหวานละมุน หัวใจของเธอเปิดประตูกว้างขวางพร้อมรับแสงแห่งความอบอุ่นอ่อนโยนมากมายจากผู้หญิงคนที่เธอกำลังปรนนิบัติ
"ขอบคุณค่ะ…ถ้าคุณแม่ได้ยินคุณชม คุณแม่คงดีใจ…เอ่อ"
เธอชะงักมือซึ่งสวมเสื้อผ้าให้กมลาเสร็จแล้ว
"คุณแม่ลูกนกก็ป่วยค่ะ คุณหมอบอกว่าท่านมีอาการทางจิต ท่านเก็บความกดดันคับแค้นใจมาตลอดยี่สิบกว่าปี ไม่เคยปล่อยวางได้…มันหลอกหลอนให้คุณแม่ทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า…รวมทั้งการส่งคนมาวางเพลิงที่ไร่นี่ด้วย คุณแม่อยู่เบื้องหลังการวางเพลิง การส่งคนมาจะทำร้ายธารชีวาและคุณกมลา"
หทัยชนกจำภาพแม่หวีดร้องสลับหัวเราะได้ติดตา
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากเธอได้รับฟังชีวิตซับซ้อนของผู้ใหญ่จนเข้าอกเข้าใจ มองทุกฝ่ายด้วยเหตุผลและความเข้าใจแล้วจึงปรึกษาชัชวาลเกี่ยวกับการส่งคนไป"กำจัด" บ้านโน้น อย่างน้อยเธอไม่ต้องการให้ความผิดพลาดดำเนินเรื่อยไปไม่จบสิ้น
เรื่องกลับกลายเป็นว่า สุมาลีถูกบังคับให้ต้องสารภาพแผนการทั้งหมด…เธอเห็นภาพแม่มีสีหน้าเจ็บปวดไม่ต่างจากสัตว์ตัวเล็กบาดเจ็บกำลังอับจนอยู่ตรงซอกตึกมีเธอกับคุณพ่อเป็นเหมือนนายพรานนักล่ายืนจังก้าตรงหน้าบังคับให้ต้องพูดพร่ำเลอะเทอะเลื่อนลอย ปนเประหว่างอดีตปัจจุบัน…ผิด ถูก…ความจริงกับจินตนาการของแม่ สับสน วุ่นวายจนหทัยชนกต้องเข้าไปกอดแม่ไว้
ความคับแค้นกดดันส่งผลให้สภาพจิตใจของสุมาลีแตกสลาย กระจัดกระจาย…
เพลานั้นจึงได้เข้าถึงหัวอกคนเป็นลูก ผู้ต้องทุกข์หนักเมื่อเห็นความทรมานของแม่ที่รัก หทัยชนกจึงคิดว่าเธอเข้าใจพี่สาวแจ่มชัดเดี๋ยวนั้น…
"อะไรนะ…สุมาลีทำอะไรนะ"
หทัยชนกตอบไม่ตรงคำถาม หากคำตอบของเธอช่วยให้อาการตระหนกสงบลง
"แต่…ทุกคนปลอดภัยค่ะ…เอ่อ…ลูกนกหมายความว่า ลูกสาวคุณกมลาปลอดภัยค่ะ"
หทัยชนกกล่าวออกไป ทั้งที่ยังไม่มั่นใจว่าบุราณไปช่วยเหลืออีกฝ่ายทันการณ์ แต่เธอภาวนาดินฟ้า…โปรดเมตตาพี่สาวของเธอด้วยเถอะ…
อย่าก่อความสูญเสียแก่ผู้ใดมากมายกว่านี้เลย
"แม่จ๋า…แม่"
ได้ยินเสียงธารชีวาร้องลั่นอยู่ข้างนอก น้ำเสียงแตกพร่า ขาดเป็นช่วง ๆ น้ำเสียงซึ่งบอกชัดถึงอารมณ์เจ็บปวดแทบขาดใจ ธารชีวาคงกลับมาแล้วพบสภาพข้าวของกลาดเกลื่อนเพราะการไล่ไขว่คว้าของสิ่งของเกาะเกี่ยวของกมลาจนเกิดเข้าใจผิด
"แม่อยู่ทางนี้หวา"
ธารชีวาทิ้งดอกไม้เปียกน้ำตา…วิ่งรี่ไปทางห้องน้ำ ภาพที่หยุดฝีเท้าเธอไว้คือแม่นั่งอยู่ในอ้อมแขนประคองของหทัยชนกซึ่งมองทางเธอด้วยสายตานิ่งเหมือนน้ำ อาจคงเหลือความหยิ่งอยู่บ้างทว่าก็น้อยเต็มที ยิ่งเห็นร่างสูงที่ก้าวตามมาหยุดเยื้องแผ่นหลังของธารชีวายิ่งทำให้หทัยชนกต้องเม้มริมฝีปากแน่นก่อนตวัดยิ้ม
"เธอทำอะไรแม่"
ธารชีวาถามเสียงเข้ม
หทัยชนกไม่ได้สนใจท่าทีเดือดของธารชีวาสักนิดเดียว ยังกล่าวน้ำเสียงเฉยเมย หน้าหมั่นไส้
"พี่บี๋ช่วยกางผ้าหน่อยซีคะ ลูกนกจะวางคุณกมลาแล้วลากเธอไปที่เตียง"
"ให้พี่อุ้มดีกว่านะ…"
ธารชีวายืนนิ่งเหมือนหุ่นปั้น ปล่อยให้บุราณก้าวไปรับร่างแม่จากหทัยชนก ได้ยินเสียงเขากระซิบอ่อนโยน "เจ็บนิดนะครับ" หทัยชนกก้าวตามไปจนถึงเตียง ทิ้งธารชีวาไว้กับความประหลาดใจ
"น้องปลอดภัยใช่ไหมบุราณ"
คำถามแรกที่กมลากล่าวโดยแผ่นหลังยังไม่ทันถึงเตียงนอนเลย บุราณพยักหน้าพลางเหลือบมองหน้าหทัยชนกด้วยสายตาขอบคุณและติดค้าง…จริงซีนะ ความช่วยเหลือของหทัยชนกครั้งนี้ทำให้บุราณติดค้างน้องน้อยมากเหลือเกิน ยิ่งเห็นแววตาสลดลงยามเห็นความเอื้ออาทร สายใยผูกพันระหว่างเขากับธารชีวาและแม่ เขายิ่งเห็นใจ ทำไมจะไม่รู้น้องน้อยรู้สึกกับเขาลึกซึ้งเพียงไร
ทำได้เพียงถอยออกไปกุมมือของหทัยชนกไว้แน่น ขอบคุณ เป็นกำลังใจ ขณะที่ธารชีวาก้าวเข้ามากอดแม่ไว้แน่น มือเล็กประกอบด้วยนิ้วกุดสั้นลูบไล้ตามเรือนผมหยักศก พยายามเก็บเศษหญ้า ใบไม้เล็ก ๆ ออกให้ด้วยกริยารักใคร่ห่วงใยล้นเหลือจนคนมองพลอยตีบตัน
"ขอบใจมากนะลูกนก วันหนึ่งที่เธอได้เติบโตจนเป็นแม่คน เธอจะเข้าใจหัวอกของผู้เป็นแม่ทุกคนดี…แม่ไม่ได้ปรารถนาเพียงให้ลูกเติบใหญ่ แข็งแรง หากความปรารถนาของแม่รวมถึงความผาสุกของไว้ลูกด้วย"
กมลากล่าวขึ้นน้ำเสียงอารีนัก
"ค่ะ คุณแม่ของลูกนกเองก็พยายามไขว่หาความผาสุกให้ลูกไงคะ แม้จะไม่ค่อยถูกต้องนัก…ยังไงก็ตามลูกนกดีใจที่พี่บี๋ช่วย…เอ่อ…พี่หวาไว้ได้ทัน"
"พี่หวา"
คำนั้นทำให้ร่างในอ้อมแขนของกมลาชะงัก ค่อย ๆ ขยับออกห่างแม่หากสองมือยังเกาะเกี่ยวกันไว้แน่น ธารชีวาถอนใจอีกเฮือกหนึ่ง ความจริงเธอถอนใจมาตลอดการเดินทางจากกรุงเทพมายังไร่แห่งนี้ก็ว่าได้ เพื่อขับไล่ความยะโสของเธอออกไปให้ละทิฐิและยอมอ่อนเข้าหาผู้อื่นเป็นบ้าง แม้จิตใจของเธอยังไม่ปกติร้อยเปอร์เซนต์แต่หทัยชนกก็มุ่งมั่นพยายาม เธอไม่ต้องการเป็นผู้ติดบ่วงความพ่ายแพ้ตลอดเวลาดังปัทม์กล่าวหา
หญิงสาวปล่อยมือจากพี่ชาย ขณะก้าวเข้ามาหยุดอยู่ฝั่งตรงข้ามธารชีวา ต่างหูมุกกับสร้อยพร้อมจี้ถูกนำออกมาจากกระเป๋าเงินของเธอ ยื่นออกมาตรงหน้า
"ลูกนกนำมาให้ คุณพ่อเตรียมไว้ให้พี่หวาเป็นของขวัญ แต่พี่ไม่รับเพราะ…"
หทัยชนกกลืนน้ำลายลงคอยากเย็น เจ็บปวดเสมอยามนึกถึงข้อผิดพลาดที่แล้วมา
"ขอให้ลูกนกเป็นตัวแทนจากคุณพ่อและครอบครัวเรา มอบให้พี่หวาได้ไหมคะ เพื่อแสดงความจริงใจและการยอมรับพี่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้านเรา…"
ธารชีวาไม่ยอมปล่อยมือแม่ เธอนิ่งอึ้ง เพราะตกใจ แปลกใจ หรือกำลังชั่งใจถึงลูกไม้มากของคนที่เพิ่งเรียกเธอว่าพี่กันแน่…ทั้งที่การยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคุณพ่อเล็กเป็นเสี้ยวอารมณ์ลึกที่โหยหานานนักหนามิใช่หรือ
หทัยชนกหัวเราะร่วนเมื่อระลึกได้ ก็รีบอธิบาย
"อ้อ…อะไรก็ตามที่ลูกนกพูดไม่ดี อะไรที่ทำผิดไว้ ลูกนกขอซื้อคืนได้ไหมคะ…อุ๊บ !"
เจ้าตัวย่นหน้านิดหนึ่ง เหลือบมองหน้าบุราณแล้วหัวเราะอีกรอบก่อนกล่าวว่า
"ตายจริง…ลืมตัวอีกแล้วค่ะ เงินซื้อได้ไม่ทุกอย่าง…อืมม์…ทำยังไงดีคะจะทำให้พี่หวาไม่ถือสาเด็กขี้อิจฉาอย่างลูกนก…เด็กสองคนแย่งคุณพ่อกัน"
หทัยชนกใช้คำว่า "เด็กขี้อิจฉา" กับตัวเอง
"หวา…"
เสียงอ่อนโยนของแม่ทักขึ้นเมื่อลูกสาวนิ่งนานราวไร้ตัวตน
"คะ"
"หนูจะตอบน้องว่ายังไง"
อบอุ่นนัก "พี่" …"น้อง" เป็นความรู้สึกซึ่งหทัยชนกไม่เคยจับต้องและไม่คาดฝันมาก่อนว่าจะอ่อนโยนละเมียดละมุนเท่าความรู้สึกซึ่งหลั่งรินเข้ามาถมเนื้อที่ว่างว้างในดวงใจจนเต็มในขณะนี้
"จะให้หวาพูดอะไรได้อีกคะ ในเมื่อน้องพูดตั้งมากมายแล้ว…"
ธารชีวายื่นมือออกไปรับชุดไข่มุกมาจากหทัยชนก
"เฮ้อ…ในที่สุดเด็กขี้อิจฉาสองคนก็เข้าใจกันเสียที เหนื่อยเหลือเกินนะ"
บุราณล้อ
"คุณป้าใหญ่ฝากบอกว่า…หมดหน้าที่ทูตของพี่บี๋แล้วนะคะ"
หทัยชนกกล่าวโดยไม่ทันระวังว่าประโยคของเธอจะก่อความเดือดร้อน อยู่ไม่เป็นสุขให้กับพี่ชาย
ดังนั้น บุราณจึงปรายตามองหญิงสาวฝั่งตรงข้าม แม้จะไม่พบความผิดปกติอื่นใด เพราะเธอกำลังขยับผ้าห่มให้แม่ หากความเงียบกับแววตาวับวิบเข้ม ๆ ต่างหากอันตราย !
"คุณพ่อฝากบอกว่า อาทิตย์หน้าจะมาเยี่ยมค่ะ ตอนนี้ต้องจัดการเรื่องรักษาคุณแม่ให้เรียบร้อยก่อน ส่วนลูกนก…วางแผนว่าจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ…คุณป้าใหญ่ตัดสินใจจะไปเป็นเพื่อน"
หทัยชนกเล่าด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนรอบกายล้วนรักเธอ เพียงรู้จักเดินให้ช้า ก้าวเข้าใกล้และเปิดตา เปิดหัวใจมองให้เห็นก็เท่านั้น
"ไปด้วยกันไหมพี่หวา"
ธารชีวาเหลือบมองแม่ แล้วส่ายหน้าโดยไม่ต้องคิด
เสียงถอนหายใจพรวดอย่างลืมตัวทำให้หทัยชนกกลั้นหัวเราะไว้แทบไม่ทัน ก็บุราณท่าจะโล่งใจที่สุดเมื่อธารชีวาปฏิเสธ
คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก ความรักฉายชัดให้เห็นแก่ตา ยากกว่าเธอจะเข้าแทรกให้เกิดร้อยร้าวเหมือนครั้งเรื่องราวของผู้ใหญ่…
หทัยชนกหัวเราะ พยายามไม่พลิกมุมอันเจ็บปวดขึ้นทำลายความอบอุ่นในครอบครัวที่เพิ่งกอบกู้คืนได้
"ลูกนกว่า ถ้าพี่หวาตอบตกลง ต้องมีใครชักดิ้นตายแถวนี้แน่…เฮ้อ…น่าสงสาร"