ธารชีวา ตอนที่ 30 ( จบบริบูรณ์ )

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

จากความร่วมแรงของคนงานในไร่กับความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำให้เพลิงไฟลุกโชติโหดร้ายดับลงแล้ว ทว่าบรรยากาศรอบ ๆ ยังคงร้อนระอุ มีหมอกควันเทาลอยคว้างทั่วบริเวณ ท้องฟ้าที่เคยสวยงาม
ขมุกขมัวอึมครึม กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งจนแสบตาแสบจมูก ความโกลาหลเมื่อแรกค่อย ๆ บรรเทาลง เหลือเพียงจิตใจยังไม่หายอกสั่น
บุราณเพิ่งมาจากสถานพยาบาลย่อยในท้องถิ่น คนงานบางคนบาดเจ็บถูกนำตัวส่งปฐมพยาบาล ตอนที่เขาปลีกตัวมาที่นั่นยัง ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ได้แต่ฝากหัวหน้าคนงานช่วยดูแลให้อีกแรง เพราะบุราณอดเป็นห่วงปัทม์ไม่ได้ ผู้ชายตัวโต บึกบึนผู้มีเปลือกนอกเหมือนแข็งแกร่งเหลือกำลัง
เขากระโดดลงจากรถก้าวตรงไปหาปัทม์
ดูหนอ…ร่างสูงช่วงบ่ากว้างซึ่งเคยมั่นคงลู่ลงอย่างน่าเห็นใจ เนื่องจากไร่นี้เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกาย สมาชิกทุกคนในไร่ล้วนคือครอบครัวที่ปัทม์เห็นความสำคัญเสมอ ความสูญเสียอันเกิดกับผู้คนในไร่ ไม่ว่าจะเป็นขวัญกำลังใจที่หายไปโดยไม่อาจวัดค่าออกมาเป็นหน่วยเงินได้ แม้นายโหน่งจะถูกบุราณรวบตัวไว้แล้วกับผู้ช่วยซึ่งเป็นมือวางเพลิงถูกคนงานจับได้พร้อมลงประชาทัณฑ์จนน่วม ทว่า ความสูญเสียที่ทิ้งไว้หลังเพลิงไฟนอกจากซากหักพังกับเถ้าถ่าน คือ เงาน้ำตา ความเสียใจอันไม่อาจหาอื่นใดมาชดเชย
ปัทม์ให้เรือนพักคนงานส่วนที่พอมีว่างแก่คนงานที่ไร้ที่อยู่ ข้าวของที่มอดไหม้ปัทม์รับปากจะช่วยเหลือไม่ทอดทิ้ง แม้จะทำให้ไหล่ลู่ ดวงหน้าหมองหม่น เศร้าโศกเจือจางลงบ้างหากไม่อาจขจัดได้หมดสิ้น เรื่องอย่างนี้ต้องใช้เวลา และถ้าจะกระทืบไอ้มือวางเพลิงให้ตายก็ไม่อาจเรียกคืนอะไรกลับมาได้อีก กระทืบมันแล้วเลือดมันก็เปื้อนเท้าให้สกปรกเสียเปล่า
บุราณก้าวเข้ามาหยุดเคียงไหล่คนเป็นนาย เขารู้ปัทม์ขับรถจากตัวจังหวัดเร็วปานรถเหาะ เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เมื่อพบเพลิงไฟลุกโชติกับเสียงร้องไห้ระงม เสียงเอะอะโวยวายกับคนมุง เรี่ยวแรงมากมายแทบถูกกลืนหายเข้าไปในกองไฟด้วยกัน ทว่า ปัทม์จะอ่อนแอได้อย่างไร เขาเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวต้องหยัดยืนด้วยลำแข้งอันแข็งแรงกว่าใคร ไม่เช่นนั้นจะดูแลลูกบ้านได้หรือ แม้จะสร้างพลังแก่ตนแล้วก็ตาม บุราณก็ยังมองเห็นเรี่ยวแรงอีกฝ่ายอ่อนล้าลงเหลือเกิน
"คุณปัทม์กลับไปพักก่อนดีไหมครับ คนงานทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง ผมให้หัวหน้าคนงานช่วยดูแลให้แล้ว ใครไม่มีที่พัก เราก็เปิดบ้านที่ว่างอยู่ให้ คนงานเขาก็ช่วยเหลือจุนเจือกันเองอย่างดี นิสัยคนไทย ทนเห็นคนเดือดร้อนไม่ได้หรอก มีอะไรก็ต้องยืนมือช่วยเหลือ ยิ่งคนที่ทำงานด้วยกัน ผูกพันกันเหมือนครอบครัวด้วย ไม่ต้องห่วงเลย น้ำใจมีล้นหลาม..."
ปัทม์ยิ้มในสองตาเหือดแห้ง
"ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว หวากับคุณกมลาปลอดภัย ยังไงพระคุ้มครองคนดีเสมอละ"
"ขอบคุณมากนะบุราณ ลำพังผมคนเดียวคงวิ่งวุ่นไม่ไหว โชคดีที่มีคุณในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน มีคุณช่วยดูแลคนที่ผมรักอีกแรงหนึ่ง…ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ใครจะส่งคุณมาเป็นทูตหรือเป็นอะไรก็ตาม ผมก็ขอบคุณ"
"ผมก็คงเหมือนคุณ เรารักใครก็อยากดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่คุณปัทม์คงลืมว่า บางเรื่องอยู่เหนือความสามารถที่เราจัดการได้เหมือนกัน…ผมเองคงกลายเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยเหมือนคุณ…ผมเองอาจไม่ได้มายืนอยู่ฐานะผู้ปกป้องหวากับอากมลาได้ ถ้าหทัยชนกจะไม่ยอมเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง"
"หทัยชนก…เด็กคนนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรด้วย"
บุราณถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วนิ่งไปอีกอึดใจก่อนเริ่มลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดสู่ปัทม์

หน้าตารกเรื้อหนวดเคราดำตามร่างกายเสื้อผ้ามอมแมมฝุ่นควันกำลังก้าวมายังตำแหน่งที่หทัยชนกเพิ่งหยุดยืนอยู่ เธอกำลังจะกลับบ้านในเมื่อหน้าที่ผู้แก้ไขของเธอสิ้นสุดแล้วหทัยชนกยังมีภาระต่อแม่ผู้เจ็บป่วยที่โรงพยาบาลอีก แม้เจ้าของบ้านจะชวนเธอพักค้างคืนที่บ้านไร่แห่งนี้สักคืนก็ตามแต่หทัยชนกได้ปฏิเสธไปแล้ว ด้วยเหตุผลว่าเธอละอายแก่ใจจนไม่กล้าสู้หน้าเจ้าของร่างสูงใหญ่ซึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าแล้ว
อดรู้สึกหวาดหวั่นดุจเด็กพกความผิดไว้แล้วเกรงการถูกลงโทษ อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกเสียใจมากขึ้นเมื่อได้รับรู้ถึงความเสียหายแก่ทรัพย์สินกับคนงานผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ผู้ชายคนนี้เข้าไปจัดการเรื่องโกลาหลในไร่จนเรียบร้อยจึงได้กลับเข้าบ้านในสภาพเลอะเทอะผิดจากปัทม์คนที่เธอเคยพบมาก่อนหน้า สภาพเขาตอนนี้ถ้าเป็นยามอารมณ์หยันหยามเหมือนเจอกันแว่บแรกเธอคงนึกรังเกียจ คงมองเขาเป็นกุ๊ยข้างถนน เป็นคนไร้หลักแหล่ง…ทว่านาทีนี้จะหัวเราะก็ไม่ออก แม้แต่รอยยิ้มแห้ง ๆ แทบไม่มีด้วยซ้ำ สิ่งที่อัดแน่นในอกคือ ความเห็นใจราวได้ยืนอยู่ในหัวใจเขากระนั้น !
เป็นเพราะดวงตาคือหน้าต่างแห่งดวงใจบริสุทธิ์แท้…ปัทม์จึงอ่านทุกหยาดความรู้สึกของสาวน้อยได้ทั้งที่ปัทม์น่าจะเจ็บปวด แค้นเคือง ชิงชังเด็กสาวคนนี้เหลือเกินเมื่อได้รับรู้ในสิ่งที่แม่ของเธอกระทำลงไปอย่างคนสิ้นคิด ขาดสติ…จริงซี…สุมาลีเจ็บป่วยทางจิตจึงได้กระทำร้ายกาจโดยไม่มองถึงผลกระทบรุนแรงจะก่อเกิดกับผู้ใดบ้าง …ทั้งคำบอกเล่าจากบุราณว่าเด็กสาวผู้เป็นลูกพยายามแก้ไขเหตุการณ์ดีที่สุดเท่าที่เธอทำได้แล้ว กระทั่งบุราณได้ช่วยเหลือธารชีวากับแม่ให้ปลอดภัย
คนหนึ่งผิดพลาด ทว่าอีกคนพยายามแก้ไขชดเชยให้อาจหักร้างกันไม่พอดี แต่ปัทม์ก็ไม่ควรมองข้ามจิตใจงดงามของสาวน้อยผู้นี้…ธรรมอันสูงสุดของมนุษย์เราคือการให้อภัยมิใช่หรือ การที่ปัทม์เจ็บแค้นก็ไม่อาจเรียกคืนซากเถ้าขึ้นมาได้ การปลดวางเสียบ้างน่าจะช่วยให้ทุกฝ่ายมีความสุขที่สุด อย่างน้อยหทัยชนกจะไม่ต้องหวาดหวั่นต่อท่าทีของเขาจนหน้าตาซีดเหมือนกระดาษเช่นนี้
"จะกลับแล้วหรือ"
สะดุ้งสุดตัวจนอีกฝ่ายสังเกตเห็น เพราะสาวน้อยคาดว่าคนหน้าดุจะก้าวผ่านเธอไปราวเห็นเป็นผงธุลีดินต่ำต้อย คิดว่าเขาคงโกรธ เจ็บแค้นและอภัยยาก ทว่า ผิดคาดหมดทุกเรื่อง กลายเป็นเธอคิดเอง หาคำตอบให้ตัวเองอีกแล้ว เพราะนอกจากปัทม์จะคลี่ยิ้มดุจเอ็นดูเธอแล้ว สีหน้าเครียด ๆ เมื่อครู่ก็จางหายทิ้งไว้แค่รอยเท้าของความอ่อนล้ามากมาย กับรอยยิ้มจาง ๆ แถวหางตา ริมฝีปาก
"ค่ะ"
เธอตอบออกไปเสียงเบา ต่อหน้าผู้ชายคนนี้เหมือนความเชื่อมั่นถูกริดรอน เธอไม่กล้าหาญเผชิญหน้าจึงสาวเท้าจากไปเฉย ๆ ได้ยินเสียงย่ำเท้าตามหลังมาอีกจนต้องเหลียวกลับไปมอง
"ดึกมากแล้ว จะขับรถลำพังได้หรือ"
มือข้างที่เงื้อออกเปิดประตูรถชะงัก เสียงฝีเท้าของปัทม์หยุดอยู่เบื้องหลังห่างไม่ถึงครึ่งเมตร
"จะให้คนงานขับรถไปส่งก็ไม่มีใครว่างสักคน เหมือนทุกคนจะเหน็ดเหนื่อย ตกอกตกใจ และยุ่งหรือจะรอให้บุราณไปส่งไหม เขาแวะไปดูคนเจ็บอีกรอบเดี๋ยวคงตามมาที่นี่"
"ไม่รบกวนหรอกค่ะ"
ปัทม์ได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกราวแบกภูเขามหึมาไว้ทั้งลูกเชียว
"ก็…ต้องขอโทษด้วยนะคะ "
"ขอโทษทำไม เธอไม่ได้ผิดไม่ใช่หรือ"
หทัยชนกแน่ใจว่าได้ยินเสียงหัวเราะ คนหน้ามอมแมมจากเขม่าควันซุกมือสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีมอซอ ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่หน้าตากำลังยิ้ม…จนไม่เหลือความดุให้รู้สึกเกรงอีก
"คิดเสียว่าเป็นเคราะห์ เป็นกรรม…คิดเสียว่า ยังดีกว่าต้องสูญเสียมากกว่านี้ อาจฟังเหมือนคำพูดปลอบใจนะ แต่เมื่อปลอบใจตัวเองได้อย่างนี้แล้วสบายใจ ไม่ต้องคิดแค้นหาคนมาชดใช้ มารับผิดชอบ…หนักใจเปล่า ๆ …บุราณเล่าให้ฟังหมดแล้วว่าเธอทำอะไรให้เราบ้าง…ทำดีที่สุดแล้วนี่นา…พวกเราต่างหากต้องกล่าวขอบใจเธอ"
หทัยชนกหมุนตัวเผชิญหน้าเขาเต็ม ๆ
เธอไม่ค่อยเข้าใจคนบ้านไร่นี่นักหรอก หัวจิตหัวใจหลอมหล่อจากสิ่งใดนะ จึงได้อ่อนนุ่มแสนดีเหลือเกิน ความงดงามเฉกนี้ซีนะ ทำให้คุณพ่อรักคุณกมลาไม่เสื่อมคลาย คุณธรรมนี้เสมือนแสงตะวันอันอบอุ่นที่เข้ามาขับไล่หมอกควันเยือกเย็นหมดสิ้นจากหัวใจเธอ
"อืมม์…ถ้าไม่มีใครเอ่ยชวนเธอให้พักค้างสักคืนที่นี่ ฉันก็ขอชวนนะ…"
หทัยชนกยิ้มรู้สึกตีบตัน กระบอกตาร้อนผ่าว
อย่างไรก็ตาม ทุกคนยังปฏิบัติดีกับเธอราวเธอไม่เคยก่อความเจ็บช้ำน้ำใจให้สักครั้ง
"ไม่เห็นต้องคิดมากเลย…คนเป็นน้าชายจะปล่อยให้หลานสาวขับรถเดินทางไกลกลางค่ำกลางคืนคนเดียวได้ยังไง…"
เพราะประโยคนับญาติของเขาซีนะทำให้บ่อน้ำตาซึ่งปริ่ม ๆ อยู่แล้วแตก…หทัยชนกต้องหมุนตัวกลับไปซบหน้าร้องไห้เนื้อตัวสั่นเทาอยู่กับรถ
"ทำไมต้องทำดีกับฉันด้วยนะ"
น้ำเสียง แววตา สีหน้าเต็มตื้นความละอายปนเปกับความซาบซึ้งชนิดที่สาวน้อยไม่คาดจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของสักครั้ง เธอก้าวพลาดทำผิดนักต่อนัก ครั้นเป็นฝ่ายได้รับการอภัยและทุกคนปฏิบัติดีกับเธอทั้งนั้น ยิ่งเปิดมุมความคิดอันเคยคับแคบ เปิดโลกอันคั่งแค้นกระจ่างใสในบัดนั้น
ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องเรียนรู้โลกอีกมุมหนึ่งซึ่งเต็มด้วยการให้อภัย มุมของครอบครัวอันอบอุ่นกำลังเปิดบานประตูต้อนรับเธอด้วยน้ำมิตรแท้
"ผมเชื่อว่า การที่เราต้องการให้คนอื่นกระทำต่อเราอย่างไร เราควรเป็นฝ่ายรู้จักให้สิ่งนั้นกับเขาก่อน...ว่าจริงไหม"
"แต่...ฉันไม่เคยทำถูกต้องสักครั้ง ฉันทำผิดกับพวกคุณครั้งแล้วครั้งเล่า อิจฉา ริษยา ให้ร้าย...นอกจากคุณไม่ถือสา ยังต้อนรับฉันเหมือนคนในครอบครัวอีกหรือ"
ปัทม์ยิ้มอ่อนโยนเหมือนความเย็นของน้ำ นุ่มนวลมากพอจะซับรอยเลือดจากแผลใจของสาวน้อยจนเจือจาง และก่อความรู้สึกดี ๆ ให้
"อืมม์....เอาเถอะ คงต้องให้เวลากันบ้าง แต่ไม่ว่าเธอจะมีคำตอบอย่างไร ประตูบ้านเราพร้อมเปิดกว้าง ต้อนรับเธอเสมอ ขอให้รู้ไว้นะหทัยชนก…ทุกคนที่นี่พร้อมจะเป็นพี่น้อง เป็นญาติมิตรของเธอ.."
คนพูด พูดยืดยาวน้ำเสียงอ่อนละมุนผิดภาพใบหน้าเข้ม ดุดัน ที่แท้เจ้าของมาดขรึมก็แสนอ่อนโยน เป็นน้าชายใจดี...
หทัยชนกรู้สึกกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ซาบซึ้ง
ไม่ต้องแปลกใจสักนิด ทำไมธารชีวาผู้เพียบพร้อมจึงน่าริษยานัก !
. ..คนเราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่าการครอบครองครอบครัวอันอบอุ่น...มีผู้คนในฉากหน้าและหลังเข้าอกเข้าใจ...
แทนที่จะปล่อยให้ปัทม์ห่างไปไกลเกินกว่าหทัยชนกจะตอบคำถามเขา หญิงสาวก็ร้องบอกเสียงดัง เป็นคำตอบที่ทำหมอกม่านทุกเส้นสายไม่เหลือติดค้างคาใจใครอีกต่อไป
"ขอบคุณมากค่ะ น้าปัทม์

เจ้าของไร่องุ่นแทบไม่สนใจว่ามือวางเพลิงจะรับโทษอย่างไรบ้าง เพราะปัทม์มัวแต่ให้คนงานระดมกำลังพลิกฟื้นซากเถ้า ถมดินแล้วปลูกสร้างเรือนพักคนงานขึ้นใหม่ ส่วนท้ายไร่ที่ถูกเผาจนองุ่นหลายแปลงเสียหายคนงานเริ่มลงมาปรับสภาพดินแล้ว จนบัดนี้หากทำเป็นลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็แทบไม่เห็นร่องรอยการถูกเผาพลาญสักนิด เพียงแต่ทุกคนจะคิดว่า ตนแค่ฝันร้ายเท่านั้น
ปัทม์เพิ่งก้าวออกมาจากบ้านพักคนงานซึ่งเพิ่งล้อมรั้วเรียบร้อยเมื่อไม่กี่นาที่ สมทบกับธารชีวาซึ่งกลับจากในไร่ตามมาสมทบ แม้มองปราดจะพบความแข็งแรง เก่งงานไร่มากกว่าเมื่อก่อนหากเมื่อเข้ามาใกล้ปัทม์มองเห็นร่องรอยเหนื่อยล้ามากมายฉายชัดเต็มสองตาซึ่งยิ้มน้อยครั้งนักนับแต่ภาระทูตจำเป็นของบุราณเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากเหตุการณ์วุ่น ๆ สะสางลงตัวบุราณก็กลับกรุงเทพพร้อมครอบครัวของชัชวาลซึ่งแวะมาเยี่ยม และคงมาเยี่ยมบ่อย ๆ เพราะอาการเจ็บป่วยของกมลาไม่ดีขึ้นเลย ทุกคนต่างมองเห็นว่าเธออาจอยู่ได้อีกปี ครึ่งปี หรือเร็วกว่านั้น ทว่ากมลาต่างหากพยายามสู้อย่างเข้มแข็งพร้อมบอกทุกคนเสมอ
"ถ้าจะตายวันนี้ก็ไม่กลัวสักนิด เพราะไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว ทุกวันนี้สมปรารถนาแล้ว มีความสุขดีแล้ว…ขอนะ…วันใดที่ต้องจากทุกคนไป ขออย่าร้องไห้ อย่าโศกเศร้า ขอให้คิดเสียว่า ก็แค่จากไปเหมือนตะวันลาฟ้า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็พบกันใหม่" คนกล่าวยึดยาวคงยิ้ม ทว่าคนฟังซีน้ำตาซึมแต่ทุกคนก็ทำใจไว้บ้างแล้ว…
สำหรับบุราณแล้วเขางานมีกิจการของครอบครัวต้องดูแล บิดาเขาชราและเจ็บกระเสาะกระแสะจนสมควรลุกจากเก้าอี้ผู้บริหารให้ลูกชายเข้าคุมบังเหียนแทน ดังนั้นจึงเป็นภาระที่บุราณไม่อาจบิดพลิ้ว หาเหตุผลใดมาอ้างบังหน้าได้ ร้ายกว่านั้นคือการที่บุราณไม่ยอมโทรศัพท์มาหาหลานสาวของเขาสักครั้ง…ตามเหตุผลที่บุราณให้แก่ปัทม์ว่า
"แค่อยากให้ห่างกันดูบ้าง…จะได้รู้ใจตัวเองไงว่า จะรักกันตลอดรอดฝั่งไหม…ขืนผมตื้อ ๆ เอารักแท้เข้าล่อ รับรองหลานสาวเกเรของคุณปัทม์ก็ปากแข็งอยู่ดี ร้ายจะตาย…เขาไม่ค่อยยอมรับง่าย ๆ หรอกว่ารัก…กลัวเสียเชิงบ้าง…ใครว่าลูกนกฟอร์มเยอะ ผมว่าลูกสาวคุณอาชัชวาลทั้งสองคนฟอร์มจัดพอกันละ แต่สำหรับหวา…ผมมีวิธีกำจัดจุดอ่อน"
นั่นคงเป็นเหตุผลให้เจ้าหล่อนงอนงอดอยู่อย่างนี้
"ได้คุยกับลูกนกบ้างไหม เมื่อวานโทรมาบอกว่าอาทิตย์หน้าจะเดินทางไปเรียนต่อแล้วนะ"
ปัทม์เล่า แปลกใจต่อชะตาเหมือนกันเพราะพักหลังเด็กสาวแก่นเกเร เอาแต่ใจคนนั้นเข้ามาสนิทกับเขาเหมือนเป็นหลานแท้ ๆ อีกคนหนึ่ง
"ลูกนกเขาสารภาพกับน้านะว่า เขาไม่ได้เป็นคู่หมั้นของบุราณหรอก ตอนนั้นเขาแค่อิจฉาหวา…กลัวคนที่เขารักจะถูกช่วงชิงไปอีกคนหนึ่ง จึงต้องกันท่าไว้ก่อน…แต่ตอนนี้เด็กคนนั้นมองโลกเป็นแล้วละ…ไม่เป็นเด็กที่กลัวถูกแย่งความรักอีกแล้ว เพราะเธอรู้ว่าใคร ๆ ก็รักเธอ…"
ปัทม์ก้าวเข้ามาโอบเอวหลานสาวไว้หลวม ๆ
ความจริงปัทม์บังเอิญได้รับรู้จากคำสารภาพนอกเหนือที่เล่าให้ธารชีวาฟัง หทัยชนกรักบุราณมากประสารักแรกของสาวน้อยวัยหวาน ทว่า เธอก็ไม่เลือกช่วงชิงยื้อแย่งความรักนั่นกับพี่สาว เธอเลือกเป็นฝ่ายยอมถอยเพียงเพราะมองเห็นความรักล้นจากแววตาของบุราณ เธอเลือกเก็บรักษาครอบครัวอันอบอุ่นซึ่งจะเป็นของเธอตราบไปมากกว่า ดังนั้นหทัยชนกจึงได้สารภาพความผิดของเธอจนหมดเปลือกต่อหน้าคนที่เธอยอมรับเป็นน้าชาย
"มีแต่คนบ้า คนโง่นะคะ ที่แย่งผู้ชายกับพี่สาวตัวเอง…คนในครอบครัวไม่รักกันเองแล้วจะให้ใครมารักเราละคะ ต่อให้มีร้อยพี่บี๋มายืนตรงหน้าลูกนกก็ไม่แลกกับพี่หวาหรอกค่ะ"
ปัทม์จดจำใบหน้าเชิดราวเย่อหยิ่งของสาวน้อยได้ติดตา นึกชื่นชมการปรับเปลี่ยนตัวตนของเธอ คนเรายากนักจะเปลี่ยนมุมมองกรอบความคิด…แต่หทัยชนกทำได้งดงามที่สุด
"หวาชอบเขาใช่ไหม"
ธารชีวาทำหน้าเหวอเหมือนผีหลอกกลางวันแสก ๆ ใครเล่าจะคาดคิดน้าชายคนดีถามคำถามแทงใจชัดเจนจนหลบเลี่ยงปั้นหน้าไม่ถูก ครั้นจะปฏิเสธประสาปากแข็งก็ตั้งตัวไม่ทันแล้วเพราะสองตามันอ่อนแสงวิบ ๆ ฟ้องอยู่
ปัทม์หัวเราะร่วนพลางเลื่อนมือจากเอวลูบหัวหลานสาว
"หวาก็แค่เพิ่งเริ่มจะชอบเท่านั้นละคะ…อีตาคนบ้าก็ดันหนีกลับกรุงเทพไป ราวกลับรู้ว่าหวาชอบแล้วจะจับเขามัดไว้กับบ้านไร่งั้นละ จึงต้องชิ่งหนีซะก่อน ป่านนี้คงหลงแสงสีเมืองหลวงกับผู้หญิงสวยเหมือนผีเสื้อแล้วละ … ไม่รู้เอางานทางบ้านเป็นข้ออ้างบังหน้าหรือเปล่า จะได้ไม่ต้องกลับมาเหยียบไร่เราอีก จะได้ไม่ต้องเจอหวา ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจว่ากำลังจะถูกรัก…เชอะ…น้าปัทม์คอยดูนะ ถ้ามีคุณปลัดอำเภอแถวนี้สักคนมาชอบ หวาจะขอเขาแต่งงานเสียเลย"
"โอว…อยากเป็นคุณนายปลัดหรอกหรือ ไม่อยากเป็น wife president หรอกหรือ…"
ปัทม์ล้อก่อนหัวเราะเสียงดัง คำว่า vice president กลายเป็น wife president
"หวาไม่คุยกับน้าปัทม์แล้วละ กลับบ้านดีกว่า…"
ปลดแขนน้าชายซึ่งตกอยู่แถวหัวไหล่ออกอย่างรำคาญก่อนหมุนตัวกลับรถ ทว่ายังก้าวออกไปข้างหน้าได้ไม่ถึงก้าวต้องชะงักนิ่งเป็นหุ่นสาบเมื่อร่างสูงชัดเต็มสองตาคือภาพบุรษโฉมงามในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวปลดกระดุมออกพับแขนขึ้นแค่ศอกเนคไทพับยัดไว้ในกระเป๋ากางเกงโผล่ชายออกมานิดหนึ่งคงเพิ่งออกจากสำนักงานก็ดิ่งมาที่ไร่ เขากำลังส่งยิ้มหวานไม่เชิง แหย๋ก็ไม่ใช่นัก ยกเว้นดวงตาซีหวานจนมดหิว
เมื่อเหลียวหลังกลับเพื่อหาที่พิงกลายเป็นว่าน้าปัทม์ก้าวลิ่ว ๆ ไปทางบ้านพักคนงานแล้วทิ้งให้เธอเผชิญหน้ากับบุราณลำพัง
"อยากเป็นคุณนายปลัดจริงหรือ"
ธารชีวาอยากแทรกแผ่นดินได้ จะซ่อนหน้าซุกรอยอับอายให้มิดชิด
น้าปัทม์นะ รู้เห็นเป็นใจกันเหลือเกิน หลอกให้เธอหลุดปาก เอ่ยความในใจออกมาหมด ปล่อยให้ผู้ชายหน้าตาชวนหมั่นไส้ได้ยินแล้วยืนยิ้มหวานเยิ้มอย่างได้ใจ
"หวาคงต้องคอยนานหน่อยนะ เพราะคุณปลัดหน้าไหนคงไม่กล้ามาขอหวาหรอก"
"ทำไมคะ"
"อ้าว…นี่วัน ๆ เอาแต่งกเงิ่นก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ได้ออกไปดูปากทางเข้าไร่บ้างเลยหรือ ผมนะปักป้ายจับจองไว้แล้ว"
"ปักป้ายอะไร"
"ป้ายที่เขียนไว้ว่า ลูกสาวไร่นี้ จองแล้ว…"
"บ้า"
ธารชีวาหัวเราะเขินอาย พร้อมก้าวออกไปรัวหมัดใส่เขาจนรับมือไม่แทบไม่ไหว หนักเข้าบุราณก็รวมสองหมัดนั่นไว้เสียเลย จะขัดขืนไม่ได้ต้องสงบนิ่งอยู่ใกล้ ๆ
"หวาไม่ได้เป็นที่ดินจับจองนะคะ จึงเอาป้ายมาปักได้น่ะ บ้าชะมัด…หวาจะฟ้องแม่"
บุราณหัวเราะ พลางคลายมือออกเปลี่ยนเป็นโอบเอวเธอไว้หลวม ๆ ขณะเดียวกันพร้อมจะรั้งไว้ไม่ให้สาวเจ้าวิ่งหนีอย่างคนโกงได้
"หวา…ล้อเล่นน่า…ใครเล่าจะกล้าเอาป้ายไปปักจอง คุณปัทม์จะได้แพ่นกบาลประไร…ความจริงแล้วผมอยากจะโทรหาคุณใจจะขาด…แต่ต้องเลือกโทรคุยกับอากมลา กับคุณปัทม์แทน…คงไม่รู้หรอกว่าทรมานแค่ไหน…ผมไม่ต้องการรวบรัด หรือไม่ต้องการทำให้หวาเสียใจ ก็คุณปัทม์เล่นขู่ไว้ว่า ลองถ้าเข้ามารักแล้วทำให้เสียใจ…คุณปัทม์เอาผมตาย…คุณก็รู้น้าชายคุณไม่ได้โหดแต่หน้า"
"น้าปัทม์พูดอย่างนั้นหรือคะ แอบไปคุยกันเมื่อไหร่ ทำไมหวาไม่รู้" บุราณยักไหล่…ยวนยี
"เรื่องของลูกผู้ชายครับ…ให้ลูกผู้หญิงรู้ได้ยังไง"
ธารชีวาเบ้หน้าคล้ายไม่อยากเชื่อคำ
"เพราะเหตุนี้ ผมจึงใช้ช่วงหนึ่งที่เราห่างกันไป…ให้เราต่างรู้จักใจตัวเองดีขึ้น ให้แน่ใจว่า ไม่ได้รักฉาบฉวย แต่รักของผมก่อตัวนานนัก…น่าจะตั้งแต่มีอาธารชีวาตั้งตนเป็นอาอีกคนของผม…อาธารชีวาคนเกเรที่เขียนโปสการ์ดตลก ให้ผมอ่านบ่อย ๆ นั่นละมั้ง และพอมาได้ใกล้ชิด ได้ปันความทุกข์ ความสุขร่วมกันอีกยิ่งทำให้ผมรักมากขึ้น…แต่หวาละได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจนแล้ว มีคำตอบแล้วใช่ไหม"
ธารชีวาถอนใจเฮือก เลือนมือตนกุมมือที่โอบรอบเอวไว้
"พูดมากจัง…อายุแค่นี้ยังพูดมากเท่านี้ แก่ตัวไปหวาคงหูแฉะ"
"หวา…หมายความว่า"
"หวาจะพูดอะไรได้ละคะ ในเมื่อเสียงจากหัวใจหวาดังลั่นเสียจนทั้งแม่ น้าปัทม์แล้วก็พี่บุราณได้ยินชัดเจนอย่างนี้…อีกอย่าง…แม่สอนหวาแต่เรื่องไว้ตัว…ไม่ได้สอนให้เล่นด้วยซะด้วยซีคะ"
"ทะเล้น"
บุราณหัวเราะเคล้ากับหญิงสาวคนรัก พลางโอบเธอมากอดไว้ด้วยความเอ็นดูเต็มหัวใจอ่อนโยน เบื้องหลังสาวน้อยปัทม์ก้าวออกมายืนยิ้ม ปัทม์ก็เหมือนกมลาที่วางใจและก้าวลงจากตำแหน่งผู้ปกครองธารชีวาได้อย่างสุขใจ เมื่อมีผู้ก้าวเข้ามาช่วยเป็นแหล่งพักพิงให้ธารชีวาอีกคน
บุราณผ่านการคัดเลือกจากแม่และน้าชายด้วยความเชื่อมั่น ฝากฝัง…ธารชีวิตสายนี้จะไม่แตกสลาย…บุราณยิ้มตอบปัทม์เป็นรอยยิ้มดุจคำมั่นสัญญาจะทะนุถนอมรักษา"ธารชีวา" คนนี้ดุจธารชีวิตสายหนึ่งของเขาเช่นกัน