เพชรน้ำหนึ่ง...บทที่ ๒

Author: 
golffer
ประเภท: 
นิยาย

บทที่ ๒
 
                ในความทรงจำของน้ำเพชร...นายม้วนแวะมาเยี่ยมเยียนปีละหน จนคุ้นหน้าคุ้นตามากพอที่จะเจรจาพาทีด้วย ทุกครั้งที่ชายต่างเมืองผู้นี้มาเยือน มักจะมีขนมชาววังติดไม้ติดมือมาฝาก มีอยู่หนึ่งชนิดที่น้ำเพชรสงสัยใคร่ถาม ด้วยรูปลักษณ์ประหลาดเฉกเดียวกับชื่อ ได้คำตอบจากนายม้วนว่า ‘ขนมนี้เรียกว่า ขนมไข่เหี้ย นะขอรับ’
 
                ได้ยินชื่อคราแรกแทบตกสะดุ้ง ยายทิพย์ซึ่งกำลังคั้นกะทิจากกระต่ายขูดมะพร้าว ชะงักมือพลางขยายที่มาที่ไปของขนมชนิดนี้ เด็กหญิงจึงได้รู้ความ...ขนมไข่เหี้ยนี้ ว่ากันว่าเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระราชประสงค์จะเสวยไข่เหี้ย แต่หาใช่ฤดูกาลวางไข่ เจ้าจอมแว่นผู้น้อมรับสั่ง จึงคิดทำไข่เหี้ยขึ้นถวาย โดยนำถั่วเขียวมาโขลกกับเกลือ ปั้นเป็นไข่แดง แล้วนำแป้งข้าวเหนียวคลุกงาขาวมาห่อเป็นเปลือก ทอดน้ำมันจนเหลืองทอง
 
                ‘แม่เพชรอย่าไปเรียกตามนายม้วนเทียวนะ ประเดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนมาเรียกเป็นไข่หงส์กันหมดแล้วจ้ะหลานเอ๊ย’
 
                จากขนมชาววังชนิดแรกที่เด็กหญิงตัวน้อยสงสัยใคร่รู้ กลายเป็นความติดใจในรูป รส กลิ่นของขนมไทยอีกนานา เมื่อเธอสนใจ ยายทิพย์ผู้เก่งการเรือน งานสตรีตั้งแต่ยังสาว จึงถ่ายทอดภูมิความรู้สู่หลาน...จากลายลักษณ์อักษรของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ ทรงสันนิษฐานไว้ว่า...ขนม คำเดิมเห็นจะมาจาก เข้าหนม เป็นแน่ เพราะหนมแปลว่าหวาน เข้าหนมจึงแปลว่า เข้าหวาน คือที่ผสมกับน้ำอ้อย น้ำตาล ให้รสหวานขึ้น                      
 
                ‘ฉันเรียกว่า ขนม เหมือนเดิม ได้ไหมจ๊ะยายจ๋า’
 
                นับแต่นั้น น้ำเพชรจึงหัดลงครัว เริ่มจากเป็นลูกมือช่วยตระเตรียมอุปกรณ์ เครื่องปรุง ส่วนผสม ซึ่งขนมโดยส่วนใหญ่ มักมีสามสิ่งอันสำคัญคือ น้ำตาล แป้ง และมะพร้าวเป็นหลัก...หัดทำ ทีละอย่างสองอย่าง ฝึกปรือจนชำนิชำนาญ รสมือจึงคงที่ ขนาดนายม้วนผู้เวียนมาเยียนเยี่ยมนานทีปีหน ยังออกปากชม ‘ขนมในวังที่กระผมนำมาฝาก เห็นทีจะด้อยรสหวานกว่าฝีมือของน้ำเพชรเป็นแน่แท้นะขอรับ’
 
คำชมของนายม้วน ถือเป็นแรงจูงใจให้ยายทิพย์เห็นดีเห็นชอบที่จะเปิดร้านขายขนมไทยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เล็งทำเลไว้ในตลาดสดย่านถนนเพชรเจริญ เพราะเห็นว่าผู้คนพลุกพล่าน มีร้านรวงขึ้นอยู่รายรอบ แต่ความคิดนั้นก็มิอาจกระทำได้อย่างฉับพลัน เนื่องจากขาดอัฐสำหรับใช้สอยอยู่มากโข
 
ครั้นถ้อยความคิดนี้เข้าหูนายม้วน ชายหนุ่มจากพระนคร จึงหยิบยื่นความปรารถนาแต่เดิมที่หม่อมเจ้าชาตรีสมานทรงประทานทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้เป็นทุนรอนแก่เด็กหญิง หากยายทิพย์น้อมรับพระเดชพระคุณ หนทางเปิดร้ายขายขนมไทย คงโรยด้วยกลีบกุหลาบ
 
หากด้วยความตั้งมั่นปณิธาน ถือทิฐิแทนทับทิมผู้ล่วงลับ ยายทิพย์ซึ่งใคร่ครวญข้อเสนอ จึงเอ่ยปากปฏิเสธ ยืนกรานคำเดิม ขอให้หลานสาวเป็นผู้ตัดสินใจเสียเอง หากโตพอที่จะรู้ความ ดังนั้นจดหมายซองสีชมพู ซึ่งนายม้วนเป็นผู้ถือหนังสือ นำสารมาส่งในทุกครั้ง จึงถูกเก็บเข้าหีบไม้ใบเดิม
 
แต่ขณะเดียวกัน...
 
แม้นถ้อยความในกระดาษจดหมายหลายฉบับ จากหม่อมเจ้าชาตรีสมานถึงทับทิม...ถึงน้ำเพชร จะถูกปิดผนึกอยู่ในหีบไม้แคบ เพื่อรอช่วงเวลาที่เหมาะควร ยายทิพย์กลับหวนรำลึกถึงความทรงจำของตนเอง ที่มีชีวิตของทับทิม ลูกสาวผู้เป็นดั่งนางละคร เพื่อถ่ายทอดความนัยทีละนิด ให้หลานสาวได้ซึมซับ
 
แล้วน้ำคำอันบาดลึกดั่งความคมของมีด กรีดเนื้อเถือหนัง ก็แหวกม่านขึ้นมาในราตรีหนึ่ง ซึ่งไร้ดาวพรายแสง ชวนให้นึกเสียใจ จวบกระทั่งมีลมหายใจอยู่โมงยามนี้
 
‘อีทับทิม...เอ็งนี่ไม่น่าเกิดมาตั้งแต่ทีแรก...’
 
..........................................
 
                วาจาแสบสันผุดขึ้นในมโนสำนึก...
 
                ‘ชาตินี้ข้าคงมีบาปหนัก ได้ทั้งผัวระยำ ได้ทั้งลูกร่าน อีกหน่อยเถิด แม่น้ำเพชรลูกสาวของเอ็ง มันคงเชื้อไม่ทิ้งแถว ทั้งตา ทั้งแม่ของมัน แทนที่เอ็งจะต้องอับอายแต่ผู้เดียว นี่กระไร ข้าต้องมานั่งแบกหน้า ร้อนหูกับคำครหาของชาวบ้านชาวช่องไปพร้อมกับเอ็ง นึกแล้วก็น่าจะตายไปเสียทั้งลูกทั้งหลาน’
 
                แม้นถ้อยผรุสวาทอันแสลงหูมิได้ถ่ายทอดครบถ้วน จากปากยายทิพย์สู่การรับรู้ของหลานสาว แต่การหวนรำลึกถึงแผลเน่าอันเกิดจากวาจาตนเอง จึงเท่ากับสะกิดสะเก็ดที่แห้งแต่ภายนอกออก เปิดปากแผลที่เนื้อในยังคงช้ำเลือดช้ำนอง แม้นผ่านมาหลายปีแล้ว แต่แผลนั้นยังคงสดอยู่เสมอ มิได้เลือนหายไปตามกาลเวลา
 
                แผลอันเกาะกินภายใต้จิตสำนึกของยายทิพย์...
 
                “ยายจ๋า แม่ของฉันเป็นคนไม่ดีหรือจ๊ะยาย”
 
                น้ำเพชรผุดลุกจากตักอันคุ้นเคยของยายทิพย์ ซึ่งเธอหนุนนอนอยู่นอกชานเรือนเป็นนิตย์ ดวงตากลมใส จับจ้องสีหน้าของผู้สูงวัย ขณะเกิดความพิศวงในเรื่องเล่า...เรื่องอันเป็นฉากสุดท้าย ก่อนทับทิมจะเลือกทางออก หลังเส้นด้ายขาดผึง พร้อมคำปรามาสจากบุพการี อันเป็นที่พึ่งสุดท้าย
 
                ทับทิมเลือกขื่อกลางบ้าน เป็นที่แขวนเชือกมะนิลา ขดเกลียวใหญ่ ทิ้งสายลงมาจนสุด ขณะคล้องรอบลำคอตนเอง
 
                ภาพนั้นยังติดตายายทิพย์อยู่มิรู้เลือน...
 
.........................................
 
                น้ำเพชรได้ฟังฉากสุดท้ายของทับทิม เมื่อตอนที่เธออายุย่างเข้า ๑๘ หลังจากยายทิพย์เพียรเล่าความทรงจำทั้งมวลออกมาทีละนิด ตั้งแต่นายม้วนถือจดหมายมาหาในครั้งแรก เธอทราบดีว่าเหตุการณ์ในอดีต ทุกผู้คนที่เกี่ยวกระหวัดดั่งเถาวัลย์ ล้วนสร้างบุญทำกรรมแต่งมาร่วมกัน เมื่อนึกเช่นนั้น ความหม่นไหม้ในอกจึงทุเลาลง
 
                ที่ผ่านมา ทุกข์อันเกิดจากบาปในใจของยายทิพย์ ถือว่าทรมานอย่างแสนสาหัสแล้ว...ท่านรู้สำนึกว่า ‘น้ำคำ’ ที่กระทบกระเทียบบุตรสาวถึงขั้นน้อยเนื้อต่ำใจ จนปลิดลมหายใจตนเองนั้น ส่วนหนึ่งซึ่งผลักดันมือมัจจุราชเข้ามาบีบคั้น ยายทิพย์มิได้กล่าวโทษใคร นอกเสียจากตนเอง
 
                “แม่เพชรโกรธหรือเปล่า ที่ยายคือคนหนึ่ง ซึ่งทำให้แม่ของหนูต้องมาตาย”
 
                หญิงสาวตอบไม่ถูกเช่นกัน จะว่าโกรธก็โกรธไม่ลง ทั้งที่นึกสงสารผู้เป็นแม่จนใจแทบจะขาดรอนๆ แต่ยายทิพย์นั้นมิใช่ใครอื่น ท่านคือดวงประทีปในบ้าน ซึ่งเธอให้ความรักและเคารพประดุจมารดร อุ้มชูดูเลี้ยงตั้งแต่เธอเจริญวัยเพียง ๓ ขวบปี ยังหัดเดินเตาะแตะ ล้มลุกคลุกคลาน ก็มียายทิพย์นี่แหละที่ยื่นมือไว้ให้เกาะ มิให้หลานก้าวแล้วล้ม ครั้นออกจากเรือนไปขายขนมหวานตามแผงลอยในตลาด ก็มิเคยให้คลาดสายตา เรียกว่ากระเตงไปถึงไหนต่อไหน จนกลายเป็นสองยายหลานที่ชาวบ้านร้านรวงเห็นกันจนเจนตา
 
                “โธ่ ยายจ๋า เรื่องมันผ่านมานานนมแล้ว ยายยกโทษให้ตัวเองเถิดนะ ฉันจะโกรธเคืองยายได้อย่างไรกันล่ะจ๊ะ เพราะถ้าไม่มียายคนนี้ที่เลี้ยงดู ฉันก็คงไม่มีชีวิตมาจนถึงตอนนี้ดอกจ้ะ”
 
                สำนึกของหญิงสาวเมื่อพูดขึ้นมา ถือเอาความกตัญญูรู้คุณเป็นที่ตั้ง เพราะคำสอนหนึ่งที่เรียนรู้จากหนังสือหนังหา ครูบาอาจารย์ กล่าวไว้เช่นนั้น...แม้นคิดดีเพียงไร แต่เมื่อจมอยู่กับความคิดของตน ภายในห้องหับส่วนตัว แวบหนึ่งทำให้เธอใจหายวาบเสียมิได้
 
                นึกแล้วน้อยใจในโชคชะตาของชีวิต ทั้งของตนเองและมารดา
 
                ย้อนวันวานกลับไปดังคิด...
 
                ยายทิพย์เริ่มเล่าเรื่องของทับทิมสมัยอายุย่าง ๑๕ ขวบปี กำลังแตกเนื้อสาว หน้าตาผุดผ่องเป็นยองใย ผิวขาวเหลืองนวลเนื้อละเอียด ความงามสะดุดตาเป็นที่เลื่องชื่อในเมืองเพชรบูรณ์ มีชายหนุ่มที่หมายปองมาติดเนื้อพึงใจอยู่เป็นอันมาก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นชายหนุ่มในละแวกบ้าน ซึ่งมีฐานะหาเช้ากินค่ำ บางรายมีรูปเป็นทรัพย์ มีฐานะปานกลาง แต่ก็มีข้อด้อยข้อเด่นแตกต่างกัน
 
                ครอบครัว ‘สกุลเพชรา’ นับชีวิตขณะนั้น...ผู้ที่ถือเป็นหัวหน้าครอบครัวคือนายทูน ซึ่งมีศักดิ์เป็นตาทวดของน้ำเพชร นางแก้วคือภริยาคู่ชีวิต ทั้งคู่ค่อนข้างสมถะ แม้ยามเริ่มเข้าวัยชรา ก็ยังเก็บหอมรอมริบ เงินทุกบาทที่แลกหยาดเหงื่อ น้ำพักน้ำแรงแต่ละวัน ไม่เคยใช้จ่ายไปในทางเลว ตั้งใจออมเพื่อประโยชน์ลูกหลานในวันข้างหน้า แต่ด้วยวิถีชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา หาเช้ากินค่ำ ด้วยภรรยาขายขนมหวานในตลาดสด ส่วนสามีนั้นรับจ้างทั่วไป เงินที่มีเหลือเก็บ จึงมิได้งอกเงยมากมายเสียจนค้ำจุนให้ฐานะดีขึ้นกว่าเดิม
 
                ทั้งคู่มีลูกสาวสามคน...คนโตคือทองดี ถูกส่งตัวไปรับใช้ในวังเจ้าตั้งแต่เริ่มสาว ตามคำชวนของญาติห่างๆ นานทีปีหนถึงจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด เพราะการเดินทางค่อนข้างลำบาก แต่ทองดีก็ยังส่งเงินที่มีเหลือเก็บมาให้พ่อกับแม่ เพื่อช่วยพยุงครอบครัวให้อยู่ดีกินดีขึ้นบ้าง เมื่อหมดห่วงจากลูกสาวคนโต นางแก้วก็ตั้งความหวังไว้ที่คนรองอย่างทิพย์ หมายมาดว่าคงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแทนตัวในภายภาคหน้า ครั้นเอาเข้าจริง เมื่อตอนทิพย์ออกเรือนไปกับนายชีพ ชายหนุ่มจากเมืองหล่มเก่า การณ์กลับเป็นว่านายทูนกับนางแก้ว ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อนายชีพออกลายตั้งแต่ข้าวก้นหม้อยังไม่ทันจะดำ
 
                กล่าวคือ นายชีพนั้นคอยสร้างแต่เรื่องวุ่นวาย ใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมา เช้าเข้าบ่อนไก่ชน กลางวันนอนคุดคู้ ไม่คิดถึงปากท้อง พอตกเย็นก็ร่ำสุรา มีเงินมากก็ดื่มเหล้าแม่โขง แต่ถ้ามีเงินน้อยก็ดื่มเหล้าหมัก ตามบ้านคนรู้จักที่คอเดียวกัน กลายเป็น ‘ไอ้ขี้เหล้า’ เมาแอ๋ ไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ ล้วนเป็นน้ำพักน้ำแรงของผู้เป็นเมียทั้งสิ้น
 
                ชั่วแต่ว่า นายชีพไม่มักมากในกามคุณ จนผิดลูกผิดเมียใคร ให้เขาเอาปืนผาหน้าไม้ยิงแสกกลางหน้า มิเช่นนั้นลูกสาวที่เกิดมาคือทับทิม คงได้กำพร้าบิดาตั้งแต่เยาว์วัย...ทว่านายชีพก็ยังไร้สำนึก มีลูก ก็ปล่อยให้เมียเลี้ยงไปตามมีตามเกิด ยังขาดความรับผิดชอบเช่นเดิม เรียกว่า ‘เลวโดยสันดาน’ ตามคำกระทบกระเทียบของทิพย์ก็ว่าได้
 
                ทิพย์ยังเคยปรารภกับนางแก้วว่า ‘ทำไมตอนนั้น ฉันถึงได้หน้ามืด ตามัว เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปได้หนอ ผู้ชายที่ดีกว่าไอ้ชีพ หมายปองฉันก็มีไม่น้อย แต่กลับหลงลม ไปกับความหน้าตาดีของมันเสีย จนลืมสืบดูนิสัยมันให้ถ่องแท้เสียก่อน พอได้มันมาเป็นผัวแล้ว ทีนี้จะทางขึ้นหรือทางลง ก็เห็นมีแต่ทางเลวทั้งนั้น ชาตินี้คงหาความเจริญกับมันได้ยากนัก’
 
                ดังนั้นในแต่ละวัน ถ้าทิพย์ไม่ง่วนกับการเลี้ยงลูก ควบกับการออกไปขายขนมในตลาดแทนนางแก้ว ตกเย็นก็มีอันให้ทะเลาะเบาะแว้งกับผัวจนบางวันถึงขั้นลงไม้ลงมือ นำความช้ำชอกมาสู่ใจตนทุกเมื่อเชื่อวัน เบาแรงในแต่ละวันบ้างนิดหน่อย ก็ต่อเมื่อเทียนหยด น้องสาวคนเล็ก ซึ่งเป็น ‘ลูกหลง’ รับอาสาเป็นคนเลี้ยงทับทิมให้
 
                เทียนหยดอายุห่างจากทิพย์เกินกว่า ๑ รอบ โตกว่าทับทิมราว ๓ ขวบปี สามารถเลี้ยงน้องได้ก็จริง แต่ว่าเทียนหยดนั้นมีนิสัยแปลกผิดจากพี่น้อง ผิดจากฐานะครอบครัว แต่เล็กแต่น้อย คือติดสำอาง รักสวยรักงาม เด็กแถวบ้านเล่นสนุกเป็นลิงทโมน เห็นคูคลองที่ใด ก็กระโดดลงน้ำกันโครมๆ ถอดเสื้อถอดแสงไม่มีเหนียมอาย แม้นว่ายังไม่ทันแตกเนื้อสาว...แต่สำหรับเทียนหยด เธอใช้สายตามองเพื่อนในวัยเดียวกันที่ซนเป็นลิงเป็นข้างอย่าง ‘อีเดียด’ เกินวัย เธอจึงชอบอยู่โดดเดี่ยว ไม่สุงสิงกับใคร นานวันเข้า ลักษณะนิสัยใจคอของเทียนหยดก็เลยกลายเป็นถือตัว ทั้งที่เป็นเพียงปุถุชนธรรมดา หาได้เกิดเป็นลูกท่านหลานเธอ
 
                เมื่อเทียนหยดชอบมองคนอื่นด้อยกว่า นิสัยที่ตามมาโดยไม่รู้ตัว คือความ ‘หยิบหย่ง’ อันเป็นบ่อเกิดของผู้ที่ขี้เกียจสันหลังยาว งานเลี้ยงดูน้องที่ขันอาสาแต่แรก จึงเริ่มไม่เต็มใจจะทำ หาทางหลบเลี่ยงอยู่ร่ำไป ไม่ขลุกตัวอยู่ในห้องโดยอ้างว่าป่วยไข้ ก็หาทางออกไปนอกบ้านแต่เช้า กลับมาถึงอีกที ตะวันก็จวนตกดิน
 
                ขนาดนางแก้วยังบ่นจนหูดับตับไหม้ว่า ‘แม่เทียนหยดนี่มันลูกเทวดามาอาศัยเกิดในท้องข้ากระมัง โตขึ้นมันถึงได้มีดีแค่ความสวยอย่างเดียวที่พอเป็นสง่าราศีอยู่บ้าง ไอ้เรื่องงานบ้านงานเรือน งานฝีมืออะไรเทือกนั้น ไม่เคยอยู่ในหัวมันสักอย่าง’
 
                ผู้เป็นพี่สาวอย่างทิพย์ได้ยินดังนั้น จึงสำทับต่อไปอีกกระทง ‘ไอ้เรื่องความสำรวย ต้องยกให้มันเป็นที่หนึ่ง สงสัยมันกะว่าพอโตเป็นสาว ก็คงอยากจะออกเรือนไปอาศัยบุญบารมี ของผัวอย่างเดียวกระมัง...ฉันจะอนุโมทนาสาธุกับมันด้วยละกัน ถ้าเกิดวันข้างหน้าได้ดิบได้ดีขึ้นมา’
 
                ทิพย์ประชดไปเช่นนั้น ไม่ทันคิดว่า เมื่อเทียนหยดได้ยิน เจ้าตัวจะเก็บเอาไปเป็นแรงผลักดันบางอย่างในใจ เกิดทิฐิจนถือเอาคำพูดพวกนั้นเป็นแรงขับให้หวังสูง...หมายมาดในใจว่า ถ้าชาตินี้เธอไม่มีสามีดี เชิดหน้าชูตา ก็อยู่เป็นโสดจนหง่อมตายเสียดีกว่า
 
                เมื่อคิดดังนั้น เทียนหยดจึงไม่เคยชายตามองบุรุษที่อนาคตเป็นเพียงลูกตาสีตาสา...เป็นแค่เสมียนระดับล่าง ไร้ความก้าวหน้า...เธอปรารถนาคู่ครองที่จะพาให้ชีวิตไปสู่รอบรั้วซึ่งเป็นเพียงบ้านไม้เรือนไทยเก่าคร่ำ อันเป็นมรดกที่ดินซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หวังได้เป็นภรรยาผู้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มั่งมีทรัพย์
 
                ทว่าจนแล้วจนรอด เทียนหยดยังไม่พบพานชายใดที่ต้องตาต้องใจ...มิหนำซ้ำ เมื่อเทียนหยดเป็นสาวสะพรั่งด้วยวัย ๑๘ ทับทิมซึ่งอ่อนกว่ากันไม่กี่ปี กลับงามงดไม่น้อยหน้าเธอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าสาว เวลาเทียนหยดออกจากบ้าน จึงมีบรรดาหนุ่มๆฝากคำหวานถึงทับทิม หยอดผ่านเธอมาอีกทอดหนึ่ง ความรู้สึกอันเป็นวิสัยปุถุชนอีกประการ จึงถือกำเนิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว นั่นคือความ ‘อิจฉา’
 
                แล้วชะตาก็ลิขิตให้วันหนึ่ง เมื่อทองดีเดินทางจากพระนครกลับมาเยี่ยมบ้าน พร้อมกับความประสงค์บางสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ในอก
 
                ทองดีปรารภกับทิพย์ในเช้าวันหนึ่ง...ขณะนั้นทิพย์กำลังสอนทับทิมหัดทำ ขนมพระพาย ใช้แป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำดอกมะลิใส่สีต่างๆเพื่อหุ้มไส้ ซึ่งประกอบด้วยถั่วเขียวเลาะเปลือกที่บดละเอียด ผสมกะทิ น้ำตาล ปั้นก้อนกลม เมื่อหุ้มเสร็จ จึงวางบนใบตองตัดทรงกลม แล้วนึ่งจนสุก พรมด้วยกะทิ
 
                ทองดีมองทุกขั้นตอนการฝึกทำขนมไทยของหลานสาว ยิ่งปลื้มปริ่มว่าตนคิดไม่ผิด ที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางไกลเพื่อกลับบ้านมาทาบทามทับทิม
 
                “หมายความว่ากระไรจ๊ะพี่ทองดี พี่จะให้ทับทิมมันเข้าไปรับใช้ท่านชาย ในวังกระนั้นหรือ?”
 
                ทองดีจึงขยายความว่า “ฉันมองคนไม่ผิดดอก นอกจากทับทิมมันจะงามหมดจด ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลแล้ว กิริยามารยาทที่แม่ทิพย์อบรม สั่งสอนกันมา นับว่าเป็นคุณสมบัติของกุลสตรีโดยแท้ ยิ่งฉันเห็นท่าทางคล่องแคล่วตอนทับทิมทำขนม ฉันยิ่งมั่นอกมั่นใจ ว่าภายภาคหน้า ทับทิมมันจะต้องสุขสบายแน่...แม่ทิพย์คิดเสียว่าส่งเสริมมัน ถือเป็นวาสนาของมันละกันนะ”
 
                ทองดีจึงบอกจุดประสงค์ ด้วยเหตุที่หม่อมเจ้าชาตรีสมาน ซึ่งมีภริยาเรียงลำดับคือหม่อมศรีประภา หม่อมอุ่นเรือน และหม่อมรัศมี...หม่อมทั้งสามไม่สามารถมีบุตรให้ท่านชายสืบสกุล ‘มาลาลัย’ ได้ หม่อมศรีประภานั้นเคยตั้งครรภ์อ่อนๆได้เกือบห้าเดือน แต่ชนวนเหตุแห่งความริษยาจากหม่อมรองๆทั้งสอง ทำให้แท้งลูก ส่วนเมียรองนามหม่อมอุ่นเรือนนั้นมีธิดา ๒ คน เฉกเดียวกับหม่อมรัศมี ซึ่งมีธิดาไว้เชยชมเพียง ๑ คน เมื่อท่านชายรับสั่งกับเมียทั้ง ๓ ถึงเรื่องนี้ หม่อมศรีประภาจึงปรารภกับทองดีด้วยความโศกสลด ที่ตนเองนั้นไม่สามารถมีทายาทไว้สืบสกุล
 
                ทองดีจึงเลียบเคียงว่าตนเองมีหลานสาว แม้นไม่เห็นหน้าค่าตาหลายปีดีดัก แต่เค้าความสะสวยในรูปโฉมของทับทิมฉายแววเสียตั้งแต่น้อย ทองดีจึงทูลหม่อมศรีประภา ‘ถ้าหม่อมไม่รังเกียจว่าหลานของอิฉันเป็นเพียงเด็กสาวจากต่างจังหวัด หาใช่คนมีสกุลรุนชาติไม่ อิฉันก็อยากจะกลับเพชรบูรณ์ไปรับตัวมาไว้รับใช้ท่านชายเจ้าค่ะ’
 
                ได้ฟังดังนั้น ทิพย์จึงได้แต่ปลงอนิจจัง...
 
                ทิพย์ใจหายไม่น้อย เมื่อรู้ว่าหนนี้ ทองดีกลับมาเพชรบูรณ์ด้วยสาเหตุอันใด “ฉันเป็นห่วงลูกนะจ๊ะพี่”
 
                “อย่าได้ห่วงมันเลย ฉันอยู่ในวังทั้งคน...แม่ทิพย์ก็รู้นี่นา ว่าฉันเป็นคนสนิทของหม่อมศรีประภา เรื่องนี้หม่อมเห็นดีเห็นงามแล้ว ถึงได้อนุญาตให้ฉันลองมาทาบทามลูกสาวของแม่ทิพย์”
 
                หม่อมศรีประภาที่ทองดีกล่าวถึง ก็คือภริยาเอกของหม่อมเจ้าชาตรีสมาน...ส่วนตัวทองดีนั้น ถือว่าเป็นคนรับใช้ต้นห้อง นับแต่เข้าไปพึ่งใบบุญข้างในวัง
 
                “ฉันเห็นดีเห็นงามกับพี่นะ ถ้าเกิดว่าท่านชายจะเอ็นดูแม่ทับทิม”
 
                หัวอกผู้เป็นแม่ ถึงรู้ว่าลูกมีวาสนาชักนำ ให้เป็นถึงหม่อมคนหนึ่งของท่านชาย สกุลมาลาลัย แต่กระนั้นก็พะว้าพะวังอยู่ไม่น้อย
 
                “ถ้าแม่ทิพย์ไม่ขัดข้อง พ่อกับแม่ของเราก็คงคล้อยตามกัน ว่าแต่จะให้ฉันเป็นคนบอกแม่ทับทิมเองดอกหรือ”
 
                การตัดสินใจของทับทิม...จึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในบ้าน หาได้มีปากเสียงเถียงคำแต่อย่างใด คงเป็นเพราะเธอนั้นว่านอนสอนง่ายมาแต่ยังเยาว์กระมัง ชีวิตที่ผกผันตอนวัยกำดัด จึงเป็นที่คาดหวังของผู้เป็นแม่
 
                หวังเสียสูง...โดยไม่เคยตระหนักเลยว่า ยิ่งอยู่สูง ก็ยิ่งน่ากลัว!
 
..............................................